로그인ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือของปอยที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นเตือน หน้าจอสว่างวาบขึ้น โชว์ข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์
ปอยปรายตามองหน้าจอ
P’Time: เย็นนี้ปอยว่างไหมครับ พี่ว่าจะชวนไปกินกาแฟ แล้วก็ดูโปรเจกต์ตรงที่ปอยติดขัดให้
ข้อความจากรุ่นพี่ปีจบที่เพิ่งทักมาคุยกับเธอได้พักใหญ่ พี่ไทม์เป็นผู้ชายที่ตรงข้ามกับโซ่ทุกอย่าง เขาสุภาพ เป็นผู้ใหญ่ ไม่เคยพูดจาทีเล่นทีจริง และที่สำคัญ... เขาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังจีบเธอ
ปอยมองข้อความนั้นนิ่ง
เธอเคยปฏิเสธคำชวนของพี่ไทม์มาตลอดหลายสัปดาห์ เพราะลึกๆ ในใจเธอยังคงรอ... รอให้โซ่หยุดทำตัวลอยไปลอยมา รอให้เขาเห็นว่าคนที่อยู่ข้างเขามาตลอดคือเธอ
แต่ภาพของน้องบี๋เมื่อเช้า และคำพูดล้อเล่นของโซ่เมื่อครู่ มันเหมือนค้อนที่ทุบกำแพงความหวังลมๆ แล้งๆ ของเธอจนพังทลาย
ถ้ามัวแต่รอคนที่ไม่มีวันหยุดที่เธอ ชาตินี้เธอคงไม่ได้เดินไปไหนแน่ๆ
ปอยสูดหายใจเข้าลึก เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอ แล้วกดเข้าไปในห้องแชตของพี่ไทม์
นิ้วโป้งของเธอพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลอีกต่อไป
Poy: ว่างค่ะพี่ไทม์ เจอกันที่ร้านหน้ามอตอนสี่โมงครึ่งนะคะ
"คุยกับใครวะปอย"
เสียงทุ้มต่ำที่จู่ๆ ก็ดรอปลงจนน่าขนลุกดังขึ้นข้างหู
ปอยสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองคนข้างๆ โซ่ที่เคยกดมือถือเล่นเมื่อครู่ ตอนนี้วางโทรศัพท์ของตัวเองลงบนโต๊ะแล้ว ร่างสูงเอนตัวเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ สายตาของเขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่มันกำลังจ้องเขม็งไปที่หน้าจอโทรศัพท์ในมือเธอ
รอยยิ้มกวนประสาทหายไปจากใบหน้าหล่อเหลา เหลือเพียงแววตาแข็งกร้าวที่ดูอันตราย
ปอยรีบกดล็อกหน้าจอ คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทันที
"รุ่นพี่" เธอตอบสั้นๆ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
โซ่จ้องหน้าเธอนิ่ง กรามแกร่งบดเข้าหากันจนนูนเป็นสัน ความขี้เล่นที่เคยมีปลิวหายไปราวกับถูกสับสวิตช์
"รุ่นพี่คนไหน" เขาถามเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย "กูรู้จักไหม"
บรรยากาศในโรงอาหารของคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงพักเที่ยงเต็มไปด้วยความจอแจ เสียงพูดคุยและเสียงช้อนส้อมกระทบจานดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ แต่สำหรับโต๊ะตัวยาวมุมสุดติดริมหน้าต่าง มันกลับมีความเงียบชวนอึดอัดโรยตัวปกคลุมอยู่
ปอยเขี่ยข้าวในจานของตัวเองไปมา ความอยากอาหารลดลงจนแทบติดลบ
ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อเช้าที่เธอตัดบทสนทนาและยึดโทรศัพท์มือถือกลับมาตอนที่เขาพยายามคาดคั้นถามเรื่องพี่ไทม์ โซ่ก็เอาแต่นั่งเงียบ ไม่กวนประสาท ไม่ชวนคุย และไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเธอ เขานั่งตักข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวเข้าปากด้วยใบหน้าที่เรียบตึงจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่จานข้าวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แพรวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลอบกลืนน้ำลาย สลับสายตามองเพื่อนสนิททั้งสองคนไปมาอย่างระแวดระวัง ปกติถ้ามีเรื่องขัดใจ โซ่มักจะโวยวายหรือพูดจาประชดประชัน แต่วันนี้เขากลับนิ่ง... นิ่งเสียจนแพรวไม่กล้าแม้แต่จะดูดน้ำในแก้วเสียงดัง
"น้องปอยครับ"
เสียงทุ้มสุภาพที่ดังแทรกความอึดอัดขึ้นมา ทำให้ปอยเงยหน้าขึ้นมอง
ร่างสูงสมส่วนในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็กสีเข้ม เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ รอยยิ้มอบอุ่นและดูเป็นผู้ใหญ่ถูกส่งมาให้เธออย่างเปิดเผย
พี่ไทม์ บัณฑิตจบใหม่ที่มักจะแวะเวียนมาที่คณะบ่อยๆ
"พี่ไทม์... สวัสดีค่ะ" ปอยรีบวางช้อนส้อมลง ยกมือไหว้รุ่นพี่ตามมารยาท แพรวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็รีบยกมือไหว้ตาม
มีเพียงคนเดียวที่ยังคงนั่งนิ่ง ไม่สนใจแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาใหม่
ไทม์ไม่ได้ใส่ใจท่าทีไร้มารยาทของโซ่ เขาวางกล่องขนมเค้กแบรนด์ดังสองกล่องลงบนโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าปอยกับแพรวคนละกล่อง
"พี่ไปทำธุระแถวห้างมา เลยแวะซื้อเค้กส้มร้านที่ปอยชอบมาฝากครับ แบ่งกันทานนะ" ไทม์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของปอยเพียงคนเดียว
"ขอบคุณค่ะพี่ไทม์ ความจริงไม่ต้องลำบากซื้อมาก็ได้นะคะ ปอยเกรงใจ" ปอยตอบรับด้วยความรู้สึกเกรงใจจริงๆ เค้กร้านนี้ราคาไม่ใช่น้อยๆ และเขาก็มักจะหาเรื่องซื้อของมาฝากเธอแบบนี้เสมอ
"ไม่ลำบากเลยครับ สำหรับปอย... พี่เต็มใจ"
ประโยคที่แฝงนัยยะชัดเจนทำเอาปอยทำตัวไม่ถูก เธอได้แต่ยิ้มบางๆ ตอบกลับไป
เคร้ง!
เสียงช้อนส้อมถูกโยนกระแทกกับจานกระเบื้องดังลั่นจนปอยสะดุ้งสุดตัว แพรวถึงกับผงะถอยหลัง
โซ่ทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกแขนขึ้นกอดอก ดวงตาคมดุดันช้อนขึ้นมองผู้ชายที่ยืนค้ำหัวอยู่อย่างไม่สบอารมณ์ รอยยิ้มมุมปากที่ดูยียวนกวนประสาทถูกจุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แต่มันกลับไปไม่ถึงดวงตาเลยสักนิด
"พี่รวยจังเลยว่ะ ซื้อของแพงๆ แจกสาวไปทั่วแบบนี้ ระวังเงินเดือนจะไม่พอใช้นะครับ" น้ำเสียงของโซ่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทายอย่างปิดไม่มิด
ไทม์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มสุภาพยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธหรือหลบสายตา แต่กลับจ้องตอบโซ่ด้วยความนิ่งสงบที่แฝงไปด้วยความเหนือกว่า
"ไม่ต้องห่วงหรอกครับน้องโซ่ พอดีพี่ทำงานหาเงินเองแล้ว ไม่ได้แบมือขอเงินพ่อแม่เหมือนเด็กมหาลัย... เลยมีเงินเหลือพอจะดูแล 'คนพิเศษ' ได้สบายๆ"
เสียงเบสและเสียงกีตาร์เริ่มบรรเลงจังหวะสนุกสนานจากเวทีเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมรั้วปอยในชุดเดรสที่เปลี่ยนให้ทะมัดทะแมงขึ้น ยืนถือแก้วน้ำผลไม้อยู่หน้าเวที รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนใบหน้าขณะจ้องมองขึ้นไปด้านบนศรัณย์ถอดเสื้อสูททิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก เขานั่งประจำที่อยู่หลังชุดกลองตัวเก่ง มือจับไม้กลองหมุนควงอย่างชำนาญ แววตาคมดุที่เคยมองฝูงชนอย่างแข็งกร้าว บัดนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานและผ่อนคลายเขาไม่ได้กำลังตีกลองด้วยความโกรธหรือความหึงหวงเหมือนคืนนั้นที่ร้านพี่จี๊ดโซ่สบตากับเธอจากบนเวที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกจุดขึ้นบนมุมปาก ก่อนที่เขาจะขยับไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ข้างๆ เข้ามาใกล้"เพลงนี้... ขอมอบให้ผู้หญิงที่ยืนหน้าบานอยู่ตรงกลางเวทีนะครับ" เสียงทุ้มของเขาดังออกไมค์ เรียกเสียงผิวปากแซวจากเพื่อนๆ "เมื่อก่อนกูเคยต้องนั่งตีกลองแล้วมองคนอื่นมาเต๊าะเมียกูด้วยความหงุดหงิด... แต่วันนี้ไม่ต้องหงุดหงิดแล้ว เพราะกูได้ใส่ปลอกคอให้เมีย เอ้ย ใส่แหวนให้เมียเรียบร้อยแล้วครับ!""ไอ้บ้าโซ่!" ปอยตะโกนด่าสวนกลับไปทั้งที่หน้าแดงจัด ชูหมัดขึ้นขู่คนบนเวทีแขกในงานหัวเราะครืนกับค
"ขี้แงจังวะ" ปอยกระซิบเสียงกลั้วหัวเราะ เธอปล่อยแขนจากยาย เอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูจากมือของแพรวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซับน้ำตาที่แก้มของโซ่อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมโซ่ไม่ได้หลบตา เขาปล่อยให้เธอเช็ดน้ำตาให้ มือใหญ่เลื่อนขึ้นมากอบกุมมือของเธอที่กำลังถือทิชชูอยู่ ก่อนจะจูบประทับลงบนฝ่ามือของเธอหนักๆ หนึ่งที ไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น"ก็คนมันดีใจนี่หว่า..." โซ่ตอบเสียงสั่นเครือ "มึงสวย... สวยจนกูพูดไม่ออกเลยปอย""ไอ้บ้า วันนี้ห้ามพูดคำหยาบสิ ผู้ใหญ่อยู่เยอะแยะ" ปอยดุเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวยายหัวเราะร่วน ดึงมือของปอยไปวางทาบทับลงบนฝ่ามือใหญ่ของศรัณย์"ยายฝากน้องด้วยนะลูกโซ่... ดูแลกันดีๆ หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันนะลูกนะ""ครับยาย..." โซ่รับคำเสียงหนักแน่น บีบมือปอยไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อน "ผมจะดูแลปอยด้วยชีวิตของผมเลยครับ"พ่อกับแม่ของโซ่ที่ยืนอยู่ข้างซุ้มดอกไม้ก้าวเข้ามาร่วมวง พ่อของโซ่ในวัยที่ดูมีอายุขึ้นเล็กน้อยส่งยิ้มบางๆ ให้ปอย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือกดดันเหมือนวันแรกที่เจอกันอีกแล้ว"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการนะหนูปอย" พ่อพูดเสียงนุ่ม เอื้อมมือมาตบไหล่ลูก
ตอนพิเศษ 3 ตลอดไป"ฮึก... ฮืออออ..."เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังก้องอยู่ในห้องนอนกว้างชั้นสองของบ้านปอยในชุดเดรสยาวเปิดไหล่สีขาวสะอาดตา สไตล์มินิมอลเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา นั่งถอนหายใจยาวอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวไม่ได้กำลังร้องไห้ด้วยความตื่นเต้นหรือกังวลก่อนเข้าพิธีสำคัญ แต่คนที่กำลังปล่อยโฮจนน้ำตาไหลพรากทำเอาช่างแต่งหน้าต้องยืนทำหน้าเลิ่กลั่ก คือผู้หญิงในชุดเดรสสีโอลด์โรสที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างหาก"มึงจะร้องไห้หนักกว่าเจ้าสาวไม่ได้นะแพรว" ปอยดึงกระดาษทิชชูออกจากกล่อง ส่งให้เพื่อนสนิทที่กำลังยืนซับน้ำตาสะอึกสะอื้น "เครื่องสำอางมึงเละหมดแล้วเนี่ย เดี๋ยวพี่ช่างเขาก็ด่าเอาหรอก""ก็กูตื้นตันนี่หว่า! ฮือออ..." แพรวรับทิชชูไปซับใต้ตาอย่างระมัดระวัง พยายามสูดน้ำมูก "กูเห็นพวกมึงตีกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เห็นตอนมึงแอบร้องไห้เพราะมัน เห็นตอนที่มึงเกือบจะเลิกคบกัน... แล้วดูวันนี้ดิ วันที่มึงใส่ชุดเจ้าสาวรอแต่งงานกับไอ้หมาบ้าตัวนั้นอะ กูจะไม่ให้ร้องได้ไงวะ"ปอยส่ายหน้ายิ้มๆ เอื้อมมือไปจับมือเพื่อนสนิทที่คอยอยู่เคียงข้างและเป็นที่ปรึกษาให้เธอมาตลอด บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกขอบคุณ"ขอบใจนะมึง..
"เก่งมากครับ เถ้าแก่เนี้ย" โซ่เอื้อมมือไปขยี้ผมเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู "แบบนี้สงสัยต้องให้ทิปเด็กเสิร์ฟบ้างแล้วมั้ง บริการดีขนาดนี้""เอาไปเลยยี่สิบบาท" ปอยหยิบแบงก์ยี่สิบที่เขาเคยเอามาโชว์ตอนกลางวันยื่นให้หน้าตาย"โห งกว่ะ เมียใครเนี่ย"โซ่รับแบงก์ยี่สิบมาพับใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าเธอ"ไป กลับคอนโดกัน ดึกแล้ว มึงหน้าโทรมเป็นซอมบี้แล้วเนี่ย"ปอยวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา ปล่อยให้เขาดึงร่างของเธอให้ลุกขึ้นยืน โซ่เอื้อมไปคว้ากระเป๋าผ้าของเธอมาสะพายไว้บนบ่าตัวเอง จัดการปิดไฟและล็อกประตูร้านอย่างแน่นหนารถยนต์ซีดานสีดำแล่นฝ่าแสงไฟยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่พ่อของโซ่ยกให้เป็นของขวัญเรียนจบทันทีที่ผลักประตูกระจกห้องชุดเข้ามา ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งเวลาเปิดอัตโนมัติไว้ก็พุ่งปะทะใบหน้า ภายในห้องตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่นและเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล มีรองเท้าแตะสองคู่สลีปเปอร์วางคู่กันอยู่หน้าประตู บนชั้นวางทีวีมีรูปถ่ายคู่ของพวกเขาสมัยเรียนตั้งประดับอยู่พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่มันคือ 'พื้นที่ของเร
ปอยที่กำลังจะหั่นพริกสดหยุดมือลง เธอวางมีดลงบนเขียงดังป๊อก ความรู้สึกหวงก้างแบบผู้หญิงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอก อาการเดิมๆ ที่เคยเป็นสมัยมหาลัยเวลาเห็นสาวๆ เข้ามาวอแวเขามันยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหญิงสาวคว้าตะหลิวเหล็กที่วางอยู่ใกล้มือ เดินก้าวฉับๆ ออกจากโซนหน้าเตา ตรงไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังโซ่พอดีโซ่เหลือบมองคนข้างหลังด้วยหางตา เห็นปอยยืนถือตะหลิวหน้าตึงอยู่ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา เขารู้ดีว่าถ้าเขาตอบผิดไปนิดเดียว ตะหลิวในมือแฟนสาวคงได้ลอยมาประทับบนหัวเขาแน่ๆชายหนุ่มหันกลับไปหาลูกค้าสาวกลุ่มนั้น รอยยิ้มสุภาพถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างพอดี ไม่ได้มีเสน่ห์ยั่วยวนเหมือนในอดีต"ถ้าจะสั่งข้าวกล่อง รบกวนสแกนคิวอาร์โค้ดของทางร้านที่แปะอยู่ตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์ได้เลยครับผม" โซ่ตอบเสียงนุ่ม ผายมือไปทางหน้าร้าน "ส่วนไลน์ส่วนตัวผม... คงให้ไม่ได้ ขอโทษด้วยนะครับ""ว้า แย่จัง แค่ไลน์เอง ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ" หญิงสาวคนนั้นยังไม่ยอมแพ้ ทำหน้างอแงออดอ้อนโซ่ส่ายหน้าช้าๆ เขายกมือขึ้นชี้ข้ามไหล่ตัวเองไปทางด้านหลัง ตรงไปยังผู้หญิงที่กำลังยืนกอดตะหลิวทำตาขวางอยู่"ไม่ได้จริงๆ ครับ..." โซ่ลดเสียงลงนิดหนึ่
ผ้ากันเปื้อนสีชมพูพาสเทลลายดอกเดซี่เล็กๆ ที่แพรวซื้อมาเป็นของขวัญเปิดร้านให้เธอ ตอนแรกปอยตั้งใจจะเก็บไว้ใส่เอง แต่ด้วยความชุลมุนเมื่อเช้า โซ่ดันคว้ามันไปสวมหน้าตาเฉย แถมยังผูกโบด้านหลังซะแน่นหนา ขัดกับรอยสักเส้นกราฟิกที่หลังคอและมัดกล้ามเนื้อช่วงแขนของเขาอย่างสิ้นเชิง"ยิ้มอะไร ผัดข้าวไปเลย ออร์เดอร์โต๊ะสองยังไม่ได้นะ" โซ่เดินกลับมาที่ช่องส่งอาหาร ชะโงกหน้าเข้ามาสั่งงานพลางขยิบตาให้"ก็ดูชุดมึงดิโซ่ ใส่ผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้เดินร่อนไปร่อนมาทั่วร้าน ไม่เขินบ้างหรือไง ลูกค้ามองกันหมดแล้ว" ปอยหัวเราะร่วน เอื้อมมือไปหยิบเนื้อไก่มาเตรียมหั่น"เขินทำไม ช่วยแฟนทำมาหากิน" โซ่ตอบกลับหน้าตาย ไหล่กว้างยักขึ้นเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ "อีกอย่าง ใส่ชุดนี้แล้วลูกค้าสาวๆ บอกว่าน่ารักดี ทิปเพียบเลยเนี่ย เห็นไหม"เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ดึงธนบัตรใบละยี่สิบบาทและห้าสิบบาทปึกเล็กๆ ออกมาโชว์ด้วยความภาคภูมิใจปอยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยทิ้งลวดลายความกะล่อนเลยจริงๆ แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ความเฟรนด์ลี่และรอยยิ้มบริหารเสน่ห์ของเขา ถูกสงวนสิทธิ์เอาไว้ใช้สำหรับเรียกลูกค้าเข้าร้านเท่านั้น ไม่







