LOGINสายตาของเธอเหลือบมองโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำหน้าอยู่ข้างคีย์บอร์ดเป็นระยะๆ
ผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์ในโรงอาหาร โซ่เงียบหายไปเลย ไม่มีข้อความ ไม่มีสติกเกอร์ก่อกวน ไม่มีการโทรมาง้อหรือโทรมาด่าเหมือนทุกครั้งที่พวกเธอทะเลาะกัน
ความเงียบแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของเขา และมันทำให้ปอยเริ่มกระวนกระวายใจ
"ตรงฟังก์ชันนี้ ปอยต้องประกาศตัวแปรให้เป็นโกลบอลก่อนนะครับ ไม่งั้นตอนเรียกใช้มันจะหาค่าไม่เจอ" ไทม์พูดพลางเคาะปลายนิ้วลงบนหน้าจอเบาๆ ก่อนจะชะงักและเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้าม "ปอยเครียดเรื่องโค้ดเกินไปหรือเปล่าครับ คิ้วขมวดเป็นปมเชียว"
ปอยสะดุ้งเล็กน้อย รีบดึงสมาธิกลับมาที่คนตรงหน้า "อ๋อ... เปล่าค่ะพี่ไทม์ ปอยแค่คิดตามที่พี่บอกอยู่น่ะค่ะ"
ไทม์ยิ้มบางๆ เขาเลื่อนเก้าอี้ของตัวเองขยับเข้ามาใกล้เธออีกนิด เพื่อให้มองหน้าจอแล็ปท็อปได้ถนัดขึ้น ระยะห่างที่ลดลงทำให้ท่อนแขนของเขาแทบจะเฉียดกับไหล่ของเธอ ปอยรู้สึกอึดอัดจนต้องค่อยๆ ขยับตัวเอนหนีไปทางขวาเล็กน้อยอย่างรักษามารยาท
"ถ้าเหนื่อยก็พักก่อนได้นะครับ ไม่ต้องหักโหม พี่มีเวลาติวให้ปอยทั้งคืนแหละ" ไทม์พูดด้วยน้ำเสียงเอาใจใส่ ดวงตาของเขาทอดมองใบหน้าของเธออย่างมีความหมาย
"แค่ตรงนี้ก็รบกวนเวลาพี่ไทม์มากแล้วค่ะ เดี๋ยวปอยกลับไปไล่แก้ต่อที่บ้านดีกว่า" ปอยตอบเลี่ยงๆ เริ่มรู้สึกว่าการออกมาติวหนังสือกันสองต่อสองมันสร้างความอึดอัดให้เธอมากกว่าที่คิด
"ไม่รบกวนเลยครับ" ไทม์ตอบเสียงนุ่ม "อะไรที่เป็นเรื่องของปอย พี่เต็มใจเสมอ"
ปอยก้มหน้ามองคีย์บอร์ด ไม่รู้จะตอบรับประโยคนั้นอย่างไร เธอไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือหวั่นไหวกับคำพูดเชิงจีบของเขาเลย ในหัวของเธอมีแต่ภาพแววตาผิดหวังของคนเกเรบางคนที่เดินหันหลังให้เธอเมื่อตอนกลางวัน
ไทม์มองหญิงสาวที่เอาแต่หลบตา รอยยิ้มมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย มือใหญ่ค่อยๆ ยกขึ้นหมายจะเอื้อมไปแตะที่เรือนผมประบ่าของคนตรงหน้า
ภายนอกร้านกาแฟ แสงแดดสีส้มจัดจ้านของยามเย็นเริ่มอ่อนแสงลง
ใต้ร่มไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามถนน รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่จอดซุ่มอยู่อย่างเงียบเชียบ
โซ่ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้ไปซ้อมดนตรี และไม่ได้ไปกินเหล้ากับเพื่อน เขาขับรถตามปอยออกมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เธอเดินพ้นประตูคณะ
ร่างสูงนั่งคร่อมอยู่บนเบาะรถ สองมือจับแฮนด์ไว้แน่น ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งทะลุกระจกใสของร้านกาแฟเข้าไปด้านใน ไม่กะพริบตาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เขาเห็นทุกอย่าง
เห็นรอยยิ้มจอมปลอมของไอ้รุ่นพี่นั่น เห็นวิธีที่มันจงใจขยับเก้าอี้เข้าไปเบียดปอยจนแทบจะเกยกัน และเห็นแววตาอึดอัดของปอยที่พยายามเอนตัวหนีอย่างรักษามารยาท
ยิ่งเห็น เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีไฟนรกแผดเผาอยู่กลางอก
มันเป็นความรู้สึกหวงแหนที่รุนแรงจนควบคุมไม่อยู่ หวงจนอยากจะเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อไอ้เวรนั่นแล้วต่อยหน้ามันสักหมัด หวงจนอยากจะจับปอยพาดบ่าแล้วแบกกลับบ้านไปซ่อนไว้ในห้อง ไม่ให้ใครหน้าไหนได้เห็นรอยยิ้มของเธออีก
ไอ้เหี้ยเอ๊ย...
โซ่สบถในใจอย่างเกรี้ยวกราด เส้นเลือดที่สันกรามปูดนูนจากการขบกรามแน่น
เขาบอกตัวเองมาตลอดว่าต้องทน ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกบ้าๆ พวกนี้ไว้ภายใต้หน้ากากของเพื่อนสนิทจอมกวนประสาท เพราะเขารู้ดีว่าปอยเกลียดผู้ชายเจ้ากี้เจ้าการ เกลียดผู้ชายที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และที่สำคัญที่สุด... ปอยเป็นคนเดียวในชีวิตที่เขากลัวว่าจะสูญเสียไป หากเขาล้ำเส้นแล้วเธอรับไม่ได้ เขาจะไม่เหลือใครเลย
แต่ภาพตรงหน้ามันกำลังพังทลายความอดทนของเขาทีละนิด
มือของไทม์ที่กำลังยกขึ้น หมายจะเอื้อมไปสัมผัสเส้นผมของปอย เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความยับยั้งชั่งใจของโซ่ขาดสะบั้น
ปึก!
โซ่เตะขาตั้งรถลงกับพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง เขาถอดหมวกกันน็อกออก แขวนกระแทกไว้กับแฮนด์รถอย่างไม่ไยดี ก่อนจะตวัดขาลงจากเบาะ แล้วก้าวเท้ายาวๆ ข้ามถนนตรงดิ่งไปยังร้านกาแฟทันที
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งหน้าร้านประตูดังขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมันถูกผลักเข้ามาด้วยแรงที่มากกว่าปกติ
ปอยสะดุ้งและเงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงคุ้นตาในชุดนักศึกษาที่ยับยู่ยี่เดินอาดๆ เข้ามาในร้าน
โซ่ไม่ได้มองหน้าเธอเลยสักนิด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของไทม์เพียงคนเดียว แววตาดุดัน แข็งกร้าว และเต็มไปด้วยรังสีคุกคามจนคนที่นั่งอยู่รอบๆ ต้องหันมามอง
เขาเดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเธอ ลากเก้าอี้ไม้จากโต๊ะข้างๆ ที่ว่างอยู่ออกมา เสียงขาเก้าอี้ขูดกับพื้นกระเบื้องดังบาดหู ก่อนที่เขาจะกระแทกมันลงแทรกกลางระหว่างช่องว่างแคบๆ ของเก้าอี้ปอยและเก้าอี้ของไทม์
โซ่ทิ้งตัวลงนั่งเบียดจนต้นขาของเขาแนบชิดกับขาของปอย บังคับให้ไทม์ต้องขยับเก้าอี้ถอยหนีไปโดยปริยาย
เขายกขาขึ้นไขว่ห้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ยกยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายส่งไปให้ผู้ชายฝั่งตรงข้าม
"ติวด้วยคนดิครับพี่..." น้ำเสียงทุ้มต่ำของโซ่ดังขึ้น ชัดเจนและกวนประสาทที่สุด "พอดีหัวผมมันค่อนข้างทึบอะ อยากได้คนเก่งๆ มาช่วยสอนเหมือนกัน"
เสียงเบสและเสียงกีตาร์เริ่มบรรเลงจังหวะสนุกสนานจากเวทีเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมรั้วปอยในชุดเดรสที่เปลี่ยนให้ทะมัดทะแมงขึ้น ยืนถือแก้วน้ำผลไม้อยู่หน้าเวที รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนใบหน้าขณะจ้องมองขึ้นไปด้านบนศรัณย์ถอดเสื้อสูททิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก เขานั่งประจำที่อยู่หลังชุดกลองตัวเก่ง มือจับไม้กลองหมุนควงอย่างชำนาญ แววตาคมดุที่เคยมองฝูงชนอย่างแข็งกร้าว บัดนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานและผ่อนคลายเขาไม่ได้กำลังตีกลองด้วยความโกรธหรือความหึงหวงเหมือนคืนนั้นที่ร้านพี่จี๊ดโซ่สบตากับเธอจากบนเวที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกจุดขึ้นบนมุมปาก ก่อนที่เขาจะขยับไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ข้างๆ เข้ามาใกล้"เพลงนี้... ขอมอบให้ผู้หญิงที่ยืนหน้าบานอยู่ตรงกลางเวทีนะครับ" เสียงทุ้มของเขาดังออกไมค์ เรียกเสียงผิวปากแซวจากเพื่อนๆ "เมื่อก่อนกูเคยต้องนั่งตีกลองแล้วมองคนอื่นมาเต๊าะเมียกูด้วยความหงุดหงิด... แต่วันนี้ไม่ต้องหงุดหงิดแล้ว เพราะกูได้ใส่ปลอกคอให้เมีย เอ้ย ใส่แหวนให้เมียเรียบร้อยแล้วครับ!""ไอ้บ้าโซ่!" ปอยตะโกนด่าสวนกลับไปทั้งที่หน้าแดงจัด ชูหมัดขึ้นขู่คนบนเวทีแขกในงานหัวเราะครืนกับค
"ขี้แงจังวะ" ปอยกระซิบเสียงกลั้วหัวเราะ เธอปล่อยแขนจากยาย เอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูจากมือของแพรวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซับน้ำตาที่แก้มของโซ่อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมโซ่ไม่ได้หลบตา เขาปล่อยให้เธอเช็ดน้ำตาให้ มือใหญ่เลื่อนขึ้นมากอบกุมมือของเธอที่กำลังถือทิชชูอยู่ ก่อนจะจูบประทับลงบนฝ่ามือของเธอหนักๆ หนึ่งที ไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น"ก็คนมันดีใจนี่หว่า..." โซ่ตอบเสียงสั่นเครือ "มึงสวย... สวยจนกูพูดไม่ออกเลยปอย""ไอ้บ้า วันนี้ห้ามพูดคำหยาบสิ ผู้ใหญ่อยู่เยอะแยะ" ปอยดุเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวยายหัวเราะร่วน ดึงมือของปอยไปวางทาบทับลงบนฝ่ามือใหญ่ของศรัณย์"ยายฝากน้องด้วยนะลูกโซ่... ดูแลกันดีๆ หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันนะลูกนะ""ครับยาย..." โซ่รับคำเสียงหนักแน่น บีบมือปอยไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อน "ผมจะดูแลปอยด้วยชีวิตของผมเลยครับ"พ่อกับแม่ของโซ่ที่ยืนอยู่ข้างซุ้มดอกไม้ก้าวเข้ามาร่วมวง พ่อของโซ่ในวัยที่ดูมีอายุขึ้นเล็กน้อยส่งยิ้มบางๆ ให้ปอย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือกดดันเหมือนวันแรกที่เจอกันอีกแล้ว"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการนะหนูปอย" พ่อพูดเสียงนุ่ม เอื้อมมือมาตบไหล่ลูก
ตอนพิเศษ 3 ตลอดไป"ฮึก... ฮืออออ..."เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังก้องอยู่ในห้องนอนกว้างชั้นสองของบ้านปอยในชุดเดรสยาวเปิดไหล่สีขาวสะอาดตา สไตล์มินิมอลเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา นั่งถอนหายใจยาวอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวไม่ได้กำลังร้องไห้ด้วยความตื่นเต้นหรือกังวลก่อนเข้าพิธีสำคัญ แต่คนที่กำลังปล่อยโฮจนน้ำตาไหลพรากทำเอาช่างแต่งหน้าต้องยืนทำหน้าเลิ่กลั่ก คือผู้หญิงในชุดเดรสสีโอลด์โรสที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างหาก"มึงจะร้องไห้หนักกว่าเจ้าสาวไม่ได้นะแพรว" ปอยดึงกระดาษทิชชูออกจากกล่อง ส่งให้เพื่อนสนิทที่กำลังยืนซับน้ำตาสะอึกสะอื้น "เครื่องสำอางมึงเละหมดแล้วเนี่ย เดี๋ยวพี่ช่างเขาก็ด่าเอาหรอก""ก็กูตื้นตันนี่หว่า! ฮือออ..." แพรวรับทิชชูไปซับใต้ตาอย่างระมัดระวัง พยายามสูดน้ำมูก "กูเห็นพวกมึงตีกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เห็นตอนมึงแอบร้องไห้เพราะมัน เห็นตอนที่มึงเกือบจะเลิกคบกัน... แล้วดูวันนี้ดิ วันที่มึงใส่ชุดเจ้าสาวรอแต่งงานกับไอ้หมาบ้าตัวนั้นอะ กูจะไม่ให้ร้องได้ไงวะ"ปอยส่ายหน้ายิ้มๆ เอื้อมมือไปจับมือเพื่อนสนิทที่คอยอยู่เคียงข้างและเป็นที่ปรึกษาให้เธอมาตลอด บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกขอบคุณ"ขอบใจนะมึง..
"เก่งมากครับ เถ้าแก่เนี้ย" โซ่เอื้อมมือไปขยี้ผมเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู "แบบนี้สงสัยต้องให้ทิปเด็กเสิร์ฟบ้างแล้วมั้ง บริการดีขนาดนี้""เอาไปเลยยี่สิบบาท" ปอยหยิบแบงก์ยี่สิบที่เขาเคยเอามาโชว์ตอนกลางวันยื่นให้หน้าตาย"โห งกว่ะ เมียใครเนี่ย"โซ่รับแบงก์ยี่สิบมาพับใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าเธอ"ไป กลับคอนโดกัน ดึกแล้ว มึงหน้าโทรมเป็นซอมบี้แล้วเนี่ย"ปอยวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา ปล่อยให้เขาดึงร่างของเธอให้ลุกขึ้นยืน โซ่เอื้อมไปคว้ากระเป๋าผ้าของเธอมาสะพายไว้บนบ่าตัวเอง จัดการปิดไฟและล็อกประตูร้านอย่างแน่นหนารถยนต์ซีดานสีดำแล่นฝ่าแสงไฟยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่พ่อของโซ่ยกให้เป็นของขวัญเรียนจบทันทีที่ผลักประตูกระจกห้องชุดเข้ามา ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งเวลาเปิดอัตโนมัติไว้ก็พุ่งปะทะใบหน้า ภายในห้องตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่นและเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล มีรองเท้าแตะสองคู่สลีปเปอร์วางคู่กันอยู่หน้าประตู บนชั้นวางทีวีมีรูปถ่ายคู่ของพวกเขาสมัยเรียนตั้งประดับอยู่พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่มันคือ 'พื้นที่ของเร
ปอยที่กำลังจะหั่นพริกสดหยุดมือลง เธอวางมีดลงบนเขียงดังป๊อก ความรู้สึกหวงก้างแบบผู้หญิงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอก อาการเดิมๆ ที่เคยเป็นสมัยมหาลัยเวลาเห็นสาวๆ เข้ามาวอแวเขามันยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหญิงสาวคว้าตะหลิวเหล็กที่วางอยู่ใกล้มือ เดินก้าวฉับๆ ออกจากโซนหน้าเตา ตรงไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังโซ่พอดีโซ่เหลือบมองคนข้างหลังด้วยหางตา เห็นปอยยืนถือตะหลิวหน้าตึงอยู่ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา เขารู้ดีว่าถ้าเขาตอบผิดไปนิดเดียว ตะหลิวในมือแฟนสาวคงได้ลอยมาประทับบนหัวเขาแน่ๆชายหนุ่มหันกลับไปหาลูกค้าสาวกลุ่มนั้น รอยยิ้มสุภาพถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างพอดี ไม่ได้มีเสน่ห์ยั่วยวนเหมือนในอดีต"ถ้าจะสั่งข้าวกล่อง รบกวนสแกนคิวอาร์โค้ดของทางร้านที่แปะอยู่ตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์ได้เลยครับผม" โซ่ตอบเสียงนุ่ม ผายมือไปทางหน้าร้าน "ส่วนไลน์ส่วนตัวผม... คงให้ไม่ได้ ขอโทษด้วยนะครับ""ว้า แย่จัง แค่ไลน์เอง ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ" หญิงสาวคนนั้นยังไม่ยอมแพ้ ทำหน้างอแงออดอ้อนโซ่ส่ายหน้าช้าๆ เขายกมือขึ้นชี้ข้ามไหล่ตัวเองไปทางด้านหลัง ตรงไปยังผู้หญิงที่กำลังยืนกอดตะหลิวทำตาขวางอยู่"ไม่ได้จริงๆ ครับ..." โซ่ลดเสียงลงนิดหนึ่
ผ้ากันเปื้อนสีชมพูพาสเทลลายดอกเดซี่เล็กๆ ที่แพรวซื้อมาเป็นของขวัญเปิดร้านให้เธอ ตอนแรกปอยตั้งใจจะเก็บไว้ใส่เอง แต่ด้วยความชุลมุนเมื่อเช้า โซ่ดันคว้ามันไปสวมหน้าตาเฉย แถมยังผูกโบด้านหลังซะแน่นหนา ขัดกับรอยสักเส้นกราฟิกที่หลังคอและมัดกล้ามเนื้อช่วงแขนของเขาอย่างสิ้นเชิง"ยิ้มอะไร ผัดข้าวไปเลย ออร์เดอร์โต๊ะสองยังไม่ได้นะ" โซ่เดินกลับมาที่ช่องส่งอาหาร ชะโงกหน้าเข้ามาสั่งงานพลางขยิบตาให้"ก็ดูชุดมึงดิโซ่ ใส่ผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้เดินร่อนไปร่อนมาทั่วร้าน ไม่เขินบ้างหรือไง ลูกค้ามองกันหมดแล้ว" ปอยหัวเราะร่วน เอื้อมมือไปหยิบเนื้อไก่มาเตรียมหั่น"เขินทำไม ช่วยแฟนทำมาหากิน" โซ่ตอบกลับหน้าตาย ไหล่กว้างยักขึ้นเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ "อีกอย่าง ใส่ชุดนี้แล้วลูกค้าสาวๆ บอกว่าน่ารักดี ทิปเพียบเลยเนี่ย เห็นไหม"เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ดึงธนบัตรใบละยี่สิบบาทและห้าสิบบาทปึกเล็กๆ ออกมาโชว์ด้วยความภาคภูมิใจปอยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยทิ้งลวดลายความกะล่อนเลยจริงๆ แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ความเฟรนด์ลี่และรอยยิ้มบริหารเสน่ห์ของเขา ถูกสงวนสิทธิ์เอาไว้ใช้สำหรับเรียกลูกค้าเข้าร้านเท่านั้น ไม่







