LOGINตอนที่ 2
ตกลง
ม่านไหมลงจากรถเมล์ด้วยท่าทางเลื่อนลอยแถมยังเดินโซเซจนคนแถวนั้นนึกว่าเธอป่วยและต้องมาโรงพยาบาลคนเดียวเลยอาสาจะมาเป็นเพื่อน หลังจากแก้ไขความเข้าใจผิดของพลเมืองดีแล้ว หญิงสาวก็เดินไปหาที่นั่งเหมาะๆ เพื่อนั่งพักสงบจิตสงบใจ
วันนี้หลังจากแขกกลับไปแล้ว ม่านไหมก็รีบกลับไปทำขนมแล้วเอาไปส่งให้ลูกค้า เพราะต้องเร่งมือทำเพื่อให้ทันเวลาแถมพอส่งเสร็จก็ต้องนั่งรถเมล์ร้อนมาเยี่ยมพ่อ หญิงสาวจึงเหนื่อยจนเดินโซเซจนคนคิดว่าไม่สบายอย่างที่เห็น
เธอเหลือบดูเวลา อีกครู่ใหญ่ๆ ถึงจะเข้าเยี่ยมได้ ม่านไหมไม่มีเงินไปนั่งรอตามร้านหรือคาเฟ่ เลยต้องไปนั่งปะปนกับคนที่มารอตรวจ
เสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่ เสียงร้องโอดโอยของคนไข้และเสียงจ้อกแจ้กจอแจของญาติคนไข้ทำให้บรรยากาศดูวุ่นวายจนม่านไหมรู้สึกหดหู่
'ถ้าเป็น รพ. เอกชนจะวุ่นวายแบบนี้ไหมนะ? '
หญิงสาวถามเองแล้วก็ตอบเองในใจว่าอยากรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงซะเธอและครอบครัวก็คงไม่มีโอกาสได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนอยู่แล้ว
‘ขนาดโรงพยาบาลรัฐยังไม่มีปัญญาจะจ่ายเลย’
พอนึกถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ ม่านไหมก็เครียดขึ้นมาอีก
พอเครียด เหตุการณ์และคำพูดที่กระทบจิตใจก็ผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง
เมื่อเช้านี้ พอเวหาบอกความต้องการของตัวเองจบ สิ่งแรกที่ม่านไหมทำคือหันไปหาดารัณด้วยสายตาราวกับตั้งคำถาม
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกรณีที่ภรรยายังสาวและสุขภาพแข็งแรงอย่างดารัณ
แต่ผิดคาด สาวไฮโซผู้เย่อหยิ่งกลับยอมรับได้อย่างง่ายดาย
‘ก็อย่างที่คุณเวหาบอกนั่นแหละ พวกเราคุยกันแล้ว’
‘แต่…’
ม่านไหมอยากจะบอกว่า ทั้งคู่ยังหนุ่มยังสาวเกินกว่าจะถอดใจเรื่องที่จะมีลูกเอง
เท่าที่เธอรู้มาทั้งคู่อายุยี่สิบปลายๆ หรืออย่างมากก็สามสิบ อายุขนาดนี้ยังมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติได้สบายๆ หรือถ้าอยากใช้เทคโนโลยีช่วยก็ยังมีอีกตั้งหลายวิธี สมัยนี้ขอแค่มีเงินหมอก็แทบจะเสกให้ได้ทุกอย่าง
‘พวกฉันไม่อยากจะมีลูกหรอก’
ดูเหมือนเวหาจะอ่านใจเธอออก ชายหนุ่มจึงรีบอธิบาย
‘แต่แม่ฉันนี่สิ อยากอุ้มหลาน’
เกริ่นมาแค่นี้ม่านไหมก็พอจะเข้าใจ
คุณวรนุชเป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ แถมยังชอบพูดจาเชือดเฉือน
ไม่แปลกที่จะเผลอสร้างความกดดันให้ลูกชายกับลูกสะใภ้จนต้องหาทางออกแปลกๆ
ไม่นับข่าวลือเรื่องที่บังคับพวกเขาให้แต่งงานกันโดยที่ทั้งคู่ไม่ได้เต็มใจนั่นอีก
‘ฉันไม่อยากฝืนใจภรรยา’
แม้จะพอเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แต่ข้อเสนอของเวหาก็ยากที่จะยอมรับ ม่านไหมจึงตั้งใจจะปฏิเสธแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เวหาก็ตัดบทขึ้นมาซะก่อน
‘ฉันให้เวลาเธอกลับไปคิดหนึ่งคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้เลขาของฉันจะโทรมาหาเธอ ถ้าเธอตกลงเดี๋ยวเขาจะจัดการต่อเอง’
ม่านไหมไม่อยากเสียเวลา เลยว่าจะปฏิเสธให้จบๆ ไป แต่เวหาไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอได้พูด
‘อ้อ…เรื่องพ่อแม่เธอ ไม่ใช่ว่าฉันจะใจร้ายหรอกนะ ถ้าพ่อเธอกลับมาทำงานได้บ้านฉันก็ยินดีต้อนรับ แต่ถ้าไม่ได้ ฉันก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาคนใหม่ ส่วนแม่เธอ…ถ้าจะกลับมาทำงานก็ได้นะ แต่ฉันว่าถ้าพ่อเธอไม่หายแม่เธอก็คงอยู่ดูแลนั่นแหละ คงไม่กลับมาทำงานหรอก’
พูดจบทั้งคู่ก็กลับไปทันที ทิ้งให้ม่านไหมนั่งอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่คนเดียว และตอนนี้ก็กลับมานั่งนิ่งอีกครั้งด้วยความกังวล
เงิน…
ปัญหาใหญ่ที่เธอพยายามไม่คิด แต่พอมีคนมาสะกิดก็อดไม่ได้ที่จะคิดกังวล
แม้จะยังไม่รู้จำนวนที่แน่นอน แต่บัณฑิตตกงานอย่างเธอจะหาเงินที่ไหนไปจ่าย?
พอคิดมาถึงตรงนี้เสียงแจ้งเตือนว่าได้เวลาเข้าเยี่ยมแล้วก็ดังขึ้น ม่านไหมเรียกสติและสลัดความกังวลออกจากใจ
‘เอาน่า…มันคงไม่แพงอย่างที่คิดหรอก นี่โรงพยาบาลรัฐนะ ไม่ใช่เอกชน'
ขณะขึ้นลิฟต์ก็ให้กำลังใจตัวเองไปตลอดทางจนกระทั่งไปถึงหอพักผู้ป่วย
"หา! ทำไมมันแพงอย่างงี้ล่ะ! "
ม่านไหมเผลออุทานด้วยความตกใจเมื่อแม่บอกค่าใช้จ่ายคร่าวๆ
"ชู่ว! อย่าเอ็ดไป พ่อได้ยินนะ"
นางแพรพูดพลางใช้มือเหี่ยวย่นของตัวเองปิดปากลูกสาวไว้ สายตามองไปที่คู่ทุกข์คู่ยากที่ตอนนี้นอนนิ่งอยู่บนเตียง
เพราะตอนนี้คนป่วยมีอาการชาครึ่งซีกแถมยังปากเบี้ยวจนสื่อสารลำบาก ทำให้เจ้าตัวเสียกำลังใจจนไม่อยากพูดกับใคร จนบางครั้งคนเฝ้าไข้ก็แยกไม่ออกว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังหลับอยู่หรือแค่อยู่นิ่งๆ แต่ได้ยินทุกอย่างกันแน่
"ไหนว่ามีโครงการรักษาฟรีไงแม่?" ม่านไหมลดเสียงลงเป็นกระซิบแต่ก็ยังคงมีท่าทางตกใจ
“ก็นี่แหละฟรีแล้ว แต่มันมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่อยู่ในโครงการ เราต้องออกเอง”
ม่านไหมพยักหน้าทำท่าเหมือนเข้าใจ แต่ในใจแสนจะหนักอึ้ง
ถ้าพูดกันตามตรง ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ไม่ได้แพงเลย แต่ปัญหาคือตอนนี้พวกเธอไม่มีเงินเลย
ช่วงที่พ่อป่วยเป็นช่วงสิ้นเดือนพอดี เงินเดือนที่ได้มาก็เอาไปจ่ายค่าบ้านและของจำเป็นหมดแล้ว
แถมหลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ยังต้องทำกายภาพบำบัดไปอีกนาน แม่ของเธอจึงยังกลับไปทำงานไม่ได้ เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีเงิน
เธอเองถึงจะพอมีหนทางเพิ่มรายได้จากการเปิดรับออร์เดอร์ผ่านแอปพลิเคชันหรือไปติดต่อร้านค้าเพื่อฝากขายให้มากขึ้น แต่ก็ติดที่ไม่มีเงินลงทุน แถมเธอทำคนเดียวส่งคนเดียว ยังไงก็ขยายการผลิตได้ไม่มากอยู่ดี
“แล้วเรื่องกายภาพบำบัดจะเอายังไง?”
เสียงถามด้วยความกังวลของแม่ดึงสติม่านไหมกลับมา
“เค้าให้เลือกว่าจะมาทำที่โรงพยาบาลหรือจะไปทำข้างนอก”
ท่าทางเกรงอกเกรงใจและท่าทางอมทุกข์ของแม่ทำเอาม่านไหมเศร้าใจจนอยากจะร้องไห้
โรคที่พ่อเป็นยังพอมีทางรักษาเพียงแต่ต้องใช้เวลาและเงินค่อนข้างมาก
เงิน…ที่พวกเธอไม่มี
“ถ้าเราไม่มี…ก็พาพ่อกลับบ้านเถอะนะลูก”
นางแพรพูดเหมือนปลงได้ แต่ทันทีที่พูดจบน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ล้นทะลักออกมา แต่เพราะกลัวว่าคนป่วยจะเครียดจนอาการแย่ลง นางจึงเดินหนีออกไปนอกห้อง ม่านไหมรีบตามออกไป ไปถึงก็ได้แต่นั่งข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าคำพูดปลอบโยนช่วยอะไรไม่ได้
สิ่งที่จะช่วยได้มีแค่เงินเท่านั้น!
ม่านไหมนั่งมองแม่นั่งร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง…ก่อนจะลุกยืนขึ้นแล้วเดินเลี่ยงมาจากตรงนั้น
มือเรียวบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนไปที่หน้ารับสายล่าสุด
ตั้งแต่เมื่อวานเธอก็ไม่มีใครโทรหาเธอนอกจากเลขาของเวหา
นิ้วเรียวเล็กแตะที่เบอร์นั้น เพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็กดรับ ม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกรอกเสียงลงไป
“ฉันตกลงรับข้อเสนอของคุณเวหาค่ะ”
***
ตอนพิเศษงานแต่งงานถูกจัดขึ้นหลังจากถ่ายพรีเวดดิ้งได้ไม่นานแม้จะจัดเล็กๆ แขกในงานมีเพียงครอบครัว ญาติๆ และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่เพราะเวหายังจัดว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงสังคมไฮโซผู้ดีอยู่ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้สื่อมาทำข่าวบ้าง"ทำไมเพิ่งมาจัดพิธีตอนนี้ละคะ? ""พอดีตอนนั้นเราสองคนคิดว่าพิธีมันไม่ได้สำคัญเท่ากับความรู้สึกของคนสองคนน่ะครับ""แล้วทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนใจ? ""พออยู่ๆ กันไปผมก็รู้สึกรักเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ มากจนอยากจะบอกให้ทุกคนรู้และอยากให้คนผมรักและเคารพได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำดีๆ ของผม ก็เลยขอเค้าแต่งงานอีกรอบน่ะครับ""แล้วเจ้าสาวละคะ? ""ความจริง หนูยังไงก็ได้ค่ะ หนูคิดว่าความรู้สึกของคนสองคนมันสำคัญกว่าพิธี แต่ถ้ามีพิธีมันก็เปิดโอกาสให้คนที่รักเรามาแสดงความยินดี หรือมามีส่วนร่วมในวันแห่งความสุขของเรา หนูก็ว่าดีไปอีกแบบค่ะ""เฮ้อ เหนื่อยน่าดูเลย"เวหาถอนหายใจหนักหน่วงพลางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบในขณะที่ม่านไหมนั่งหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วค่อยๆ บรรจงถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น"เดี๋ยวพี่ช่วย"เจ้าบ่าวหมาดๆ ดีดตัวขึ้นจากเตียงแล
ตอนที่ 37สัญญาตลอดชีวิตวันเวลาของม่านไหมก็ผ่านไปเช่นนี้จนถึงช่วงสายของวันหนึ่งในอีกเจ็ดเดือนต่อมา เสียงเด็กทารกเพศชายแผดเสียงร้องดังลั่นห้องคลอดบ่งบอกถึงความแข็งแรงของเจ้าตัว ท่ามกลางเสียงรอยยิ้มแห่งความดีใจของคนที่รออยู่ด้านนอก โดยเฉพาะตัวของเวหาเองเด็กและแม่ถูกส่งต่อมายังห้องพักฟื้น ภาพของเด็กชายตัวแดงแจ๋ยังนอนหลับปุ๋ยเป็นที่ยินดีแก่คนมาเยี่ยมนัก ไม่เว้นแม้แต่พ่อและแม่ของม่านไหม ที่ได้รับสิทธิ์ตรงนี้เหมือนกัน ห้องพักฟื้นถึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงเด็กชายวาคินกันเป็นเสียงเดียวถึงความน่ารักน่าชังของเจ้าตัว จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมทั้งหมดถึงปล่อยให้คุณแม่และลูกพักผ่อนต่อไป โดยที่มารดาของเวหาไม่ลืมกระซิบย้ำถึงเรื่องสำคัญที่ลูกชายต้องทำ“เธอชอบไหมที่ให้ลูกซื่อ วาคิน”คำว่าลูกทำเอาม่านไหมยิ้มแก้มแทบแตก ด้วยความอบอุ่นหัวใจที่มี การเป็นแม่ใครสักคนมันช่างดีอย่างนี้นี่เองสินะถึงแม้อีกไม่กี่วันเธอจะหมดหน้าที่ และอาจจะไม่มีทางได้กอดเจ้าตัวเล็กแบบนี้อีก เพราะสัญญากำลังจะหมดลงแล้วใบหน้าสวยถึงได้สลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนอารมณ์ดีอย่างเวหากลับยังจ้อไม่หยุด“เดี๋ยววันไหนว่างเราไปเล
ตอนที่ 36ป่วยหลังจากจบเรื่องราววุ่นวายลง ม่านไหมก็ได้ใช้คำว่าชีวิตสงบสุขจริงๆ กับเขาสักที เธอไม่ได้ซักถามด้วยซ้ำว่าทำไมดารัณถึงได้ยอมหย่ากับเขาง่ายๆ ด้วยม่านไหมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของตน แล้วสถานการณ์ของเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม คือหน้าที่ดูแลเจ้าก้อนตัวน้อยในท้องให้สมบูรณ์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้หากแต่มันจะไม่ได้รับความร่วมมือจากคนเป็นพ่อเด็กสักเท่านี่สิ"ตายแล้วตัวร้อนจี๋เลย" หลังจากเธอออกมาจากโรงพยาบาลก็เห็นอีกฝ่ายยุ่งๆ ทั้งเรื่องงานเรื่องลูก จนไม่มีเวลามาหาเธอ แต่วันนี้เขาดันมาพร้อมกับไข้สูงเนี่ยสิม่านไหมรีบเรียกแม่บ้าน สักพักป้าอิ่มก็มาพร้อมแผ่นลดไข้แผ่นเดียว"พอดีคุณเค้าไม่ค่อยป่วย เลยมีติดบ้านไว้แค่นี้ค่ะ" หญิงวัยกลางคนแก้ตัวเสียงอ่อย"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูเช็ดตัวให้เอง"พอคล้อยหลังแม่บ้านไปแล้วม่านไหมก็เปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เวหา"อือ…อือ" เสียงครางเบาๆ ดังมาจากริมฝีปากได้รูปของคนที่กำลังนอนหลับอยู่"พี่เว…เป็นอะไรหรือเปล่า? "คนป่วยค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น พอเห็นว่าเป็นม่านไหมก็ส่งเสียงงัวเงีย "พี่ร้อน""รู้แล้วค่ะ หนูเช็ดตัวให้อยู่นี่ไง" พูดพลา
ตอนที่ 35หย่าก็หย่าฝีเท้าหนัก ๆ ของเวหา และผู้เป็นแม่แข่งกันแล่นทำความเร็ว มาตามโถงยาวของโรงพยาบาลด้วยความร้อนใจ ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างเห็นได้ชัด กับข่าวร้ายเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่ทั้งคู่ได้รับจากป้าอิ่ม'ข่าวร้ายที่ว่าม่านไหมเกิดอุบัติเหตุตกบันไดแล้วหมดสติไป'ห้องฉุกเฉินยังปิดสนิทเหมือนเคย และแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เวหามารอหญิงสาวอยู่ตรงหน้าห้องฉุกเฉิน หากแต่ครั้งนี้กับครั้งแรกมันต่างกันนักด้านความรู้สึกครั้งแรกเขาเพียงแค่กังวลอาการป่วยของหญิงสาวที่ยังไม่รู้สาเหตุด้วยซ้ำ อีกอย่างครั้งนั้นก็เพียงแค่เป็นลมเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับตอนนี้ ที่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังเสี่ยงอันตรายเพราะแรงกระแทก ซึ่งอาจมีผลต่อเด็กในท้องรวมถึงตัวของม่านใหม่เอง“อย่าเป็นอะไรนะขอร้อง ได้โปรด”เสียงของเวหาเจือสะอื้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งดวงตายังแดงก่ำเกินกว่าจะเปรียบเทียบได้กับครั้งไหน มือคู่ใหญ่แตะนาบอยู่กับบานประตูของห้องฉุกเฉินสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจชายหนุ่มอย่างยากจะสลัดออกกลัวเหลือเกินว่าม่านไหมจะเป็นอะไรไป และยิ่งกลัวไปกว่านั้นคือลูกจะไม่อยู่ด้วยแล้ว“ตาเว
ตอนที่ 34ช่วยด้วย!“ค่อยๆ เดินนะ เดี๋ยวล้ม”เสียงห่วงใยของเวหาดังขึ้นพร้อมกับคนตัวโตที่ประคองร่างหญิงสาวด้วยความทะนุถนอม ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรก ต้องเรียกว่านับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา เวหาก็แทบไม่ให้เธอได้ออกแรงอีกเลย เรื่องทำขนมส่งขายยิ่งแล้วใหญ่ เพราะชายหนุ่มให้ม่านไหมเพียงแค่คุมคนในบ้านให้ทำตามที่เธอต้องการเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้ลงมือทำอะไรเองเด็ดขาดอ้างว่ากลัวเธอเป็นลมเป็นแล้งไป ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอก แต่ก็ออกจะดูเว่อร์ไปอยู่บ้างในความรู้สึกของหญิงสาว“ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้มั้งคะ หนูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นเสียหน่อย”“ว่าได้เหรอ เมื่อเช้าก็อาเจียนออกมาจนหมดเลยนี่ เดี๋ยวเกิดเป็นลมเป็นแล้งไปทำไง ห่วงตัวเองบ้างเถอะน่า”ความห่วงของเขาสุดท้ายม่านไหมจึงจำยอมทำตามอีกฝ่ายแต่โดยดี มองดูคนตัวโตที่เคยทำหน้าดุใส่เธอ กำลังลูบไล้หน้าท้องแบนราบไปมาเบาๆ ความรู้สึกของม่านไหมตอนนี้คือกล้าพูดได้เต็มปากจริงๆ ว่ามีความสุขไม่น้อยแต่มันจะอยู่ได้นานขนาดไหนกันล่ะ จนกว่าเด็กในท้องจะคลอดออกมารึเปล่านะ แล้วหลังจากนั้นเธอจะเป็นอย่างไรล่ะ นึกถึงตรงนี้สีหน้าของม่านไหมมันก็เปลี่ยนไปทันที แต่ก็ใช่ว่าเวหาจะสั่งเก
ตอนที่ 33ภรรยาของคุณกำลังตั้งครรภ์หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ม่านไหมถูกส่งเข้าไป เห็นเป็นภาพของเวหากำลังเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด แม้นาฬิกาบนข้อมือจะบอกว่าหญิงสาวหายเข้าไปในห้องได้ไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แต่กับคนรอ มันช่างให้ความรู้สึกว่ายาวนานเหลือเกินจนกระทั่งบานประตูของห้องถูกเปิดออกในที่สุด“เมียผมเป็นยังไงบ้างครับหมอ”คำถามจากจิตใต้สำนึกถูกส่งไปให้คุณหมอตรงหน้าทันทีด้วยความร้อนใจหากแต่ชายในชุดเสื้อกาวน์กลับยังคงยิ้มให้เขาราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับอาการของคนในห้อง นั่นทำเอาเวหาถึงกับต้องขมวดคิ้วแล้วถามย้ำ แต่คำตอบที่ได้กลับมาครั้งนี้ทำเอาชายหนุ่มตะลึงตาเหลือก“ไม่มีอะไรน่าห่วงครับ เป็นอาการปกติของคนที่กำลังตั้งครรภ์”“ตั้งครรภ์? หมายความว่า…เมียผมท้องแล้วเหรอครับ”ช่วงต้นและท้ายประโยคต่างกันลิบลับ แต่คนเป็นหมอล่วงรู้ดีถึงความรู้สึกของเจ้าตัว ถึงได้ยังคงเอ่ยสำทับเพิ่มความมั่นใจกลับไปอีกรอบ“ใช่ครับ ภรรยาคุณกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้ว อาการหน้ามืดเป็นลมแบบนี้ เป็นปกติสำหรับคนท้องอ่อนๆ ยังไงครั้งต่อไปควรจะระวังเอาไว้ดีกว่านะครับ เพราะถ้าเกิดล้มไปกระแทกกับพื้นแ







