ANMELDENตอนที่ 1
ข้อเสนอ
เช้าวันนี้บรรยากาศในซอยเล็กๆ ย่านชุมชนเก่ายังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายเหมือนเช่นเคย โดยเฉพาะบริเวณหน้าปากซอยที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต่างก็เร่งรีบออกมาแย่งกันขึ้นรถประจำทางเพื่อมุ่งหน้าไปทำงานหาเลี้ยงชีพ
ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่และรถรับจ้างจอดเรียงราย ก็มีรถยุโรปสุดหรูคันหนึ่งกำลังวิ่งสวนทางเข้าไปในซอย ความหนาแน่นและวุ่นวายทำให้คนขับต้องค่อยๆ พารถเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ สวนทางกับความรู้สึกในใจที่ตอนนี้อยากจะพุ่งไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้นายจ้างโมโหมากไปกว่านี้
“ไม่มีทางอื่นอีกแล้วหรือไงฮะ! “
เวหา นักธุรกิจหนุ่มผู้เป็นนายจ้างตะโกนถาม ถามพลางเหลือบไปมอง ดารัณ ภรรยาสาวสวยของเขาที่ตอนนี้กำลังยกมือกอดอกพลางถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด
เวหาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผูกเนคไทที่แม้จะคล้ายคลึงกับผู้ชายหลายๆ คนที่อยู่ด้านนอกรถในตอนนี้ แต่ความประนีตและหรูหราแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนดารัณยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่อให้คนที่ไม่สนใจเรื่องแฟชั่นแค่มองปราดเดียวก็ดูออกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าของหญิงสาวล้วนแล้วแต่เป็นของราคาแพง
เรียกว่าบุคลิกของทั้งคู่ขัดกับบรรยากาศในซอยนี้อย่างสิ้นเชิงจนคนขับรถเองก็อยากจะถามเหลือเกินว่าแล้วทั้งสองคนจะลำบากตรากตรำมาที่นี่ทำไม
แต่ก็ทำได้เพียงคิดอยู่ในใจและตอบออกไปด้วยความสุภาพเท่านั้น
“ซอยข้างๆ เป็นซอยตันครับ ไม่มีจุดให้ตัดเข้าซอยนี้ได้เลย”
คนขับตอบสั้นๆ เพราะเป็นอันรู้กันอยู่แล้วว่าที่ๆ ไฮโซทั้งสองกำลังจะไปนั้นอยู่ลึกสุดซอยเลยทีเดียว
ได้ยินคำตอบแล้วเวหาก็ไม่ถามอะไรต่อ ได้แต่หันไปส่งสายตาปลอบโยนภรรยาที่ตอนนี้หันออกไปมองด้านนอกรถสลับกับหันมาทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่สามี
แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาสถานการณ์ก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อรถเคลื่อนตัวเข้าไปจนถึงกลางซอยความแออัดก็น้อยลงจนเร่งความเร็วได้เต็มที่ และอีกไม่กี่นาทีต่อมารถยนต์คันหรูก็พาทั้งคู่มาถึงท้ายซอยที่บรรยากาศแสนจะเงียบสงบแตกต่างกับต้นซอยอย่างสิ้นเชิง
“ถึงแล้วครับ บ้านของลุงหม่อนกับป้าแพร” คนขับรถหันไปบอกนายจ้างด้วยสีหน้าโล่งอก
ลุงหม่อนกับป้าแพรเป็นสามีภรรยากันและทำงานที่บ้านของเวหาทั้งคู่ โดยลุงหม่อนเป็นคนสวนส่วนป้าแพรเป็นแม่บ้าน
เมื่อไม่กี่วันก่อนลุงหม่อนล้มป่วยจนต้องหามส่งโรงพยาบาล และพอผลตรวจออกมาว่าเป็นเส้นเลือดในสมองตีบต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหลายวันป้าแพรเลยลางานไปเฝ้า และจนถึงตอนนี้ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้กลับไปทำงาน
‘แทนที่จะไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลดันมาเยี่ยมที่บ้านซะงั้น’ คนขับรถคิดในใจขณะเดินลงมาเปิดประตูรถให้นายจ้างทั้งคู่
พอลงจากรถเวหาและดารัณย์ก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เบื้องหน้าของพวกเขาคือบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่แม้จะเก่าซอมซ่อ แต่ก็สะอาดสะอ้านบ่งบอกว่าได้รับการดูแลจากผู้อาศัยเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นดารัณย์ก็อดไม่ได้ที่จะย่นจมูกและบอกสามีว่าไม่อยากเข้าไป
“บ้านมีแอร์หรือเปล่าก็ไม่รู้”
พูดพลางเบ้ปากเต็มที่ ไม่คิดจะเก็บความรู้สึกดูถูกดูแคลนไวเในใจเลยแม้แต่น้อย
เวหาเข้าใจภรรยาดี แต่ก็ยังคงโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเข้าไปด้วยกัน
“เรื่องนี้ผมพูดคนเดียวไม่ได้หรอก เดี๋ยวเค้าไม่เชื่อว่าคุณตกลงแล้ว”
“ไม่เชื่อก็เอาเงินฟาดหัวมันไปสิคะ” ฝ่ายภรรยาสวนกลับทันควัน “อยู่บ้านสภาพแบบนี้ แค่ให้เงินนิดๆ หน่อยๆ มันก็ยอมแล้ว ไหนจะเรื่องนั้นอีก!”
ประโยคสุดท้ายหญิงสาวสบตากับสามีเป็นอันเข้าใจกันสองคน
แม้จะเข้าใจและเห็นด้วยกับที่ภรรยาพูด แต่เวหาก็ยังยืนกรานจะให้อีกฝ่ายเข้าไปด้วยกันอยู่ดี
ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังถกเถียงกันอยู่ นอกบ้าน คนที่อยู่ในบ้านกลับใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อยว่าคนอื่นพูดถึงตัวเองว่ายังไงบ้าง
ที่ห้องครัวด้านหลังของตัวบ้าน ปรากฎร่างอรชรของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการหยิบข้าวของและภาชนะสำหรับทำขนมออกมาวางเตรียมไว้อย่างขมักเขม้น
ม่านไหม ลูกสาวคนเดียวของนายหม่อน และนางแพร ผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้นั่นเอง
ความจริงจะเรียกว่าเจ้าของบ้านก็ไม่ถูกนัก เพราะบ้านนี้เป็นบ้านเช่า แต่เพราะอยู่กันมาตั้งแต่ม่านไหมยังเป็นเด็กทารก สามคนพ่อแม่ลูกจึงผูกพันกับที่นี่เหมือนเป็นบ้านของตัวเองก็ไม่ปาน
“เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อนละกัน” ม่านไหมพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันไปทางตู้เก็บของรุ่นเก่าที่ประตูบานหนึ่งเป็นกระจก หันซ้ายหันขวาเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ
วันนี้เธออยู่ในชุดกางเกงเข้ารูปสีชมพูกลีบบัว สวมเสื้อคอกลมสีขาวมีระบายตรงชายให้ความรู้สึกอ่อนหวานแต่คล่องตัว ผมยาวดำขลับถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อยแต่ไม่ได้ใส่เครื่องประดับใดๆ เพราะหลังจากคุยธุระเสร็จแล้วเธอจะต้องใส่หมวกคลุมผมเพื่ออบคุกกี้ต่อ
ม่านไหมเรียนจบมหาวิทยาลัยมาหลายเดือนแล้วแต่ยังหางานทำไม่ได้ ระหว่างรองานประจำจึงหารายได้พิเศษด้วยการอบคุกกี้ขาย ปกติแล้วเธอจะแต่งตัวเรียบง่ายกว่านี้และขลุกอยู่ในครัวตั้งแต่เช้ามืดจนถึงเวลาไปส่งขนมช่วงสายๆ แต่วันนี้จะมีแขกมาที่บ้านเธอเลยต้องรอต้อนรับแขกก่อนแล้วค่อยกลับไปทำกิจวัตรประจำวัน
'เมื่อกี้ได้ยินเสียงรถ ใช่รถคุณเวหาหรือเปล่านะ? '
หญิงสาวคิดพลางยื่นหน้าออกไปมองที่หน้าต่างของห้องนั่งเล่น
"ใช่จริงๆ ด้วย!" ว่าแล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปต้อนรับ
เมื่อเดินไปถึงก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สองสามีภรรยาเดินมาถึงหน้าประตูพอดี
“สวัสดีค่ะ เชิญเข้ามาข้างในได้เลยค่ะ”
หญิงสาวเปิดประตูให้ก่อนจะยกมือไหว้พร้อมทักทายลูกชายและลูกสะไภ้ของนายจ้าง แต่นอกจากจะไม่รับไหว้แล้วดารัณย์ยังเดินเชิดผ่านหน้าของม่านไหมเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไรสักคำ ในขณะที่เวหาก็แค่หันมาพยักหน้าเบาๆ เท่านั้น
กิริยาของทั้งคู่ทำเอาม่านไหมหน้าชา แม้จะรู้นิสัยของทั้งสองคนอยู่แล้ว แต่ก็อดที่จะรู้สึกขุ่นมัวในใจไม่ได้
‘ถ้าจะรังเกียจกันขนาดนี้แล้วจะมาบ้านเราทำไมก็ไม่รู้’
เวหา เป็นลูกชายเจ้าของบ้านที่พ่อและแม่ของเธอทำงานอยู่ ม่านไหมเคยเจอกับชายหนุ่มหลายครั้งแต่ไม่เคยคุยกันจริงจังเพราะคนบ้านนั้นค่อนข้างถือตัวโดยเฉพาะคุณวรนุชผู้เป็นแม่ ยิ่งระยะหลังมีดารัณย์ภรรยาของเวหาเพิ่มเข้ามาด้วยอีกคน รายนั้นเป็นคุณหนูมาจากตระกูลร่ำรวยและแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจและไม่อยากเสวนากับลูกสาวของลูกจ้างในบ้านอย่างเธอ ม่านไหมจึงพยายามเลี่ยงที่จะเจอหน้าคนเหล่านี้มาตลอด โชคดีที่พ่อกับแม่ของเธอทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับ เธอจึงไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับคนบ้านนั้นมากนัก แม้กระทั่งตอนนี้ที่บ้านของเธอมีปัญหา เธอก็ยังไม่คิดจะติดต่อไปขอความช่วยเหลือ
แต่กลับกลายเป็นอีกฝ่ายที่ติดต่อขอมาพบที่บ้านแทน
‘ไปกันแค่สองคนแล้วก็คนขับรถนะคะ’ เมื่อวานนี้เลขาส่วนตัวของเวหาโทรมาบอกเธอแค่นี้ แต่ไม่ได้บอกว่าทั้งคู่มีธุระอะไร ม่านไหมก็ได้แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่เรื่องไม่ดี
‘หวังว่าคงไม่มาไล่พ่อแม่ออกจากงานหรอกนะ’
แม้เธอจะไม่ได้ชื่นชอบหรือสนิทสนมอะไรกับครอบครัวของนายจ้าง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าตอนนี้รายได้หลักของครอบครัวเธอมาจากเงินเดือนที่ทำงานให้บ้านของเวหา
ตัวเธอเองตอนนี้หาเงินได้แค่พอใช้ส่วนตัวเท่านั้น เงินเก็บก็มีอยู่น้อยนิดไม่แน่ใจว่าจะพอจ่ายค่ารักษาของพ่อหรือเปล่าด้วยซ้ำ
ตอนนี้เธอก็ได้แต่หวังว่านายจ้างจะใจดียอมให้พ่อกับแม่ลายาวจนกว่าพ่อจะหายดีแล้วกลับมาทำงานได้
แต่ท่าทางเคร่งเครียดของลูกชายและลูกสะใภ้นายจ้างก็ทำเอาม่านไหมใจฝ่อ
‘สงสัยไม่อยากบอกพ่อแม่ตรงๆ เลยมาบอกเราแทน'
ม่านไหมคิดพลางเดินตามแขกเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางซังกะตาย
เมื่อเข้าไปในห้องนั่งเล่น ดารัณย์ก็นั่งลงบนเก้าอี้รับแขกด้วยท่วงท่าดุจนางพญาและยังคงไม่พูดไม่จาเหมือนเดิม มีเพียงเวหาที่รับหน้าที่สื่อสาร
แต่ก็ห้วนเต็มที
“ไม่ต้องเสิร์ฟน้ำนะ พวกเราอยู่ไม่นานหรอก”
เพราะความกังวลเรื่องครอบครัวทำให้ม่านไหมไม่มีแก่ใจถือสาคำพูดและท่าทางดูถูกดูแคลนนั้น
ยิ่งเมื่อเวหาขอพูดเข้าประเด็นเลย ไม่ต้องอ้อมค้อม หญิงสาวก็ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิมเตรียมใจรับฟังข่าวร้ายเต็มที่
"เธอรู้ใช่ไหมว่าโรคที่พ่อเธอเป็นต้องใช้ทั้งเวลาและเงินจำนวนมากในการรักษา? "
“ทราบค่ะ”
“แต่โรคนี้ถึงหายแล้วก็ใช่ว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ทันที ต้องรักษาต่อ ต้องทำกายภาพบำบัดอีกนาน บางคนอาจจะกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำ”
“ค่ะ” ม่านไหมตอบเสียงเบาก่อนจะก้มหน้างุด
“ที่ฉันกับดารัณมาวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ”
ม่านไหมยังคงก้มหน้านิ่ง จากที่กังวลก็กลายเป็นเศร้าสะเทือนใจ ตอนนี้เธออยากขอร้องให้เวหาพูดออกมาว่าจะไล่พ่อแม่ของเธอออกแล้วรับกลับไปสักที ดีกว่ามาพูดจาตอกย้ำความโชคร้ายของครอบครัวของเธออยู่แบบนี้
“ฉันกับดารัณอยากให้เธออุ้มท้องลูกของฉัน!”
จบประโยคม่านไหมรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
“เธอได้ยินถูกแล้ว ไม่ได้หูฝาดหรอก” เวหาพูดต่อด้วยท่าทางเฉยเมย ในขณะที่ดารัณหันหน้าไปทางอื่นเหมือนไม่อยากยุ่งเกี่ยว
"ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอต้องการเงิน และฉันช่วยเธอได้ แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องยอมรับข้อเสนอของฉัน! "
***
ตอนพิเศษงานแต่งงานถูกจัดขึ้นหลังจากถ่ายพรีเวดดิ้งได้ไม่นานแม้จะจัดเล็กๆ แขกในงานมีเพียงครอบครัว ญาติๆ และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่เพราะเวหายังจัดว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงสังคมไฮโซผู้ดีอยู่ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้สื่อมาทำข่าวบ้าง"ทำไมเพิ่งมาจัดพิธีตอนนี้ละคะ? ""พอดีตอนนั้นเราสองคนคิดว่าพิธีมันไม่ได้สำคัญเท่ากับความรู้สึกของคนสองคนน่ะครับ""แล้วทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนใจ? ""พออยู่ๆ กันไปผมก็รู้สึกรักเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ มากจนอยากจะบอกให้ทุกคนรู้และอยากให้คนผมรักและเคารพได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำดีๆ ของผม ก็เลยขอเค้าแต่งงานอีกรอบน่ะครับ""แล้วเจ้าสาวละคะ? ""ความจริง หนูยังไงก็ได้ค่ะ หนูคิดว่าความรู้สึกของคนสองคนมันสำคัญกว่าพิธี แต่ถ้ามีพิธีมันก็เปิดโอกาสให้คนที่รักเรามาแสดงความยินดี หรือมามีส่วนร่วมในวันแห่งความสุขของเรา หนูก็ว่าดีไปอีกแบบค่ะ""เฮ้อ เหนื่อยน่าดูเลย"เวหาถอนหายใจหนักหน่วงพลางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบในขณะที่ม่านไหมนั่งหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วค่อยๆ บรรจงถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น"เดี๋ยวพี่ช่วย"เจ้าบ่าวหมาดๆ ดีดตัวขึ้นจากเตียงแล
ตอนที่ 37สัญญาตลอดชีวิตวันเวลาของม่านไหมก็ผ่านไปเช่นนี้จนถึงช่วงสายของวันหนึ่งในอีกเจ็ดเดือนต่อมา เสียงเด็กทารกเพศชายแผดเสียงร้องดังลั่นห้องคลอดบ่งบอกถึงความแข็งแรงของเจ้าตัว ท่ามกลางเสียงรอยยิ้มแห่งความดีใจของคนที่รออยู่ด้านนอก โดยเฉพาะตัวของเวหาเองเด็กและแม่ถูกส่งต่อมายังห้องพักฟื้น ภาพของเด็กชายตัวแดงแจ๋ยังนอนหลับปุ๋ยเป็นที่ยินดีแก่คนมาเยี่ยมนัก ไม่เว้นแม้แต่พ่อและแม่ของม่านไหม ที่ได้รับสิทธิ์ตรงนี้เหมือนกัน ห้องพักฟื้นถึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงเด็กชายวาคินกันเป็นเสียงเดียวถึงความน่ารักน่าชังของเจ้าตัว จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมทั้งหมดถึงปล่อยให้คุณแม่และลูกพักผ่อนต่อไป โดยที่มารดาของเวหาไม่ลืมกระซิบย้ำถึงเรื่องสำคัญที่ลูกชายต้องทำ“เธอชอบไหมที่ให้ลูกซื่อ วาคิน”คำว่าลูกทำเอาม่านไหมยิ้มแก้มแทบแตก ด้วยความอบอุ่นหัวใจที่มี การเป็นแม่ใครสักคนมันช่างดีอย่างนี้นี่เองสินะถึงแม้อีกไม่กี่วันเธอจะหมดหน้าที่ และอาจจะไม่มีทางได้กอดเจ้าตัวเล็กแบบนี้อีก เพราะสัญญากำลังจะหมดลงแล้วใบหน้าสวยถึงได้สลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนอารมณ์ดีอย่างเวหากลับยังจ้อไม่หยุด“เดี๋ยววันไหนว่างเราไปเล
ตอนที่ 36ป่วยหลังจากจบเรื่องราววุ่นวายลง ม่านไหมก็ได้ใช้คำว่าชีวิตสงบสุขจริงๆ กับเขาสักที เธอไม่ได้ซักถามด้วยซ้ำว่าทำไมดารัณถึงได้ยอมหย่ากับเขาง่ายๆ ด้วยม่านไหมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของตน แล้วสถานการณ์ของเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม คือหน้าที่ดูแลเจ้าก้อนตัวน้อยในท้องให้สมบูรณ์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้หากแต่มันจะไม่ได้รับความร่วมมือจากคนเป็นพ่อเด็กสักเท่านี่สิ"ตายแล้วตัวร้อนจี๋เลย" หลังจากเธอออกมาจากโรงพยาบาลก็เห็นอีกฝ่ายยุ่งๆ ทั้งเรื่องงานเรื่องลูก จนไม่มีเวลามาหาเธอ แต่วันนี้เขาดันมาพร้อมกับไข้สูงเนี่ยสิม่านไหมรีบเรียกแม่บ้าน สักพักป้าอิ่มก็มาพร้อมแผ่นลดไข้แผ่นเดียว"พอดีคุณเค้าไม่ค่อยป่วย เลยมีติดบ้านไว้แค่นี้ค่ะ" หญิงวัยกลางคนแก้ตัวเสียงอ่อย"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูเช็ดตัวให้เอง"พอคล้อยหลังแม่บ้านไปแล้วม่านไหมก็เปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เวหา"อือ…อือ" เสียงครางเบาๆ ดังมาจากริมฝีปากได้รูปของคนที่กำลังนอนหลับอยู่"พี่เว…เป็นอะไรหรือเปล่า? "คนป่วยค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น พอเห็นว่าเป็นม่านไหมก็ส่งเสียงงัวเงีย "พี่ร้อน""รู้แล้วค่ะ หนูเช็ดตัวให้อยู่นี่ไง" พูดพลา
ตอนที่ 35หย่าก็หย่าฝีเท้าหนัก ๆ ของเวหา และผู้เป็นแม่แข่งกันแล่นทำความเร็ว มาตามโถงยาวของโรงพยาบาลด้วยความร้อนใจ ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างเห็นได้ชัด กับข่าวร้ายเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่ทั้งคู่ได้รับจากป้าอิ่ม'ข่าวร้ายที่ว่าม่านไหมเกิดอุบัติเหตุตกบันไดแล้วหมดสติไป'ห้องฉุกเฉินยังปิดสนิทเหมือนเคย และแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เวหามารอหญิงสาวอยู่ตรงหน้าห้องฉุกเฉิน หากแต่ครั้งนี้กับครั้งแรกมันต่างกันนักด้านความรู้สึกครั้งแรกเขาเพียงแค่กังวลอาการป่วยของหญิงสาวที่ยังไม่รู้สาเหตุด้วยซ้ำ อีกอย่างครั้งนั้นก็เพียงแค่เป็นลมเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับตอนนี้ ที่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังเสี่ยงอันตรายเพราะแรงกระแทก ซึ่งอาจมีผลต่อเด็กในท้องรวมถึงตัวของม่านใหม่เอง“อย่าเป็นอะไรนะขอร้อง ได้โปรด”เสียงของเวหาเจือสะอื้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งดวงตายังแดงก่ำเกินกว่าจะเปรียบเทียบได้กับครั้งไหน มือคู่ใหญ่แตะนาบอยู่กับบานประตูของห้องฉุกเฉินสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจชายหนุ่มอย่างยากจะสลัดออกกลัวเหลือเกินว่าม่านไหมจะเป็นอะไรไป และยิ่งกลัวไปกว่านั้นคือลูกจะไม่อยู่ด้วยแล้ว“ตาเว
ตอนที่ 34ช่วยด้วย!“ค่อยๆ เดินนะ เดี๋ยวล้ม”เสียงห่วงใยของเวหาดังขึ้นพร้อมกับคนตัวโตที่ประคองร่างหญิงสาวด้วยความทะนุถนอม ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรก ต้องเรียกว่านับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา เวหาก็แทบไม่ให้เธอได้ออกแรงอีกเลย เรื่องทำขนมส่งขายยิ่งแล้วใหญ่ เพราะชายหนุ่มให้ม่านไหมเพียงแค่คุมคนในบ้านให้ทำตามที่เธอต้องการเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้ลงมือทำอะไรเองเด็ดขาดอ้างว่ากลัวเธอเป็นลมเป็นแล้งไป ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอก แต่ก็ออกจะดูเว่อร์ไปอยู่บ้างในความรู้สึกของหญิงสาว“ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้มั้งคะ หนูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นเสียหน่อย”“ว่าได้เหรอ เมื่อเช้าก็อาเจียนออกมาจนหมดเลยนี่ เดี๋ยวเกิดเป็นลมเป็นแล้งไปทำไง ห่วงตัวเองบ้างเถอะน่า”ความห่วงของเขาสุดท้ายม่านไหมจึงจำยอมทำตามอีกฝ่ายแต่โดยดี มองดูคนตัวโตที่เคยทำหน้าดุใส่เธอ กำลังลูบไล้หน้าท้องแบนราบไปมาเบาๆ ความรู้สึกของม่านไหมตอนนี้คือกล้าพูดได้เต็มปากจริงๆ ว่ามีความสุขไม่น้อยแต่มันจะอยู่ได้นานขนาดไหนกันล่ะ จนกว่าเด็กในท้องจะคลอดออกมารึเปล่านะ แล้วหลังจากนั้นเธอจะเป็นอย่างไรล่ะ นึกถึงตรงนี้สีหน้าของม่านไหมมันก็เปลี่ยนไปทันที แต่ก็ใช่ว่าเวหาจะสั่งเก
ตอนที่ 33ภรรยาของคุณกำลังตั้งครรภ์หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ม่านไหมถูกส่งเข้าไป เห็นเป็นภาพของเวหากำลังเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด แม้นาฬิกาบนข้อมือจะบอกว่าหญิงสาวหายเข้าไปในห้องได้ไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แต่กับคนรอ มันช่างให้ความรู้สึกว่ายาวนานเหลือเกินจนกระทั่งบานประตูของห้องถูกเปิดออกในที่สุด“เมียผมเป็นยังไงบ้างครับหมอ”คำถามจากจิตใต้สำนึกถูกส่งไปให้คุณหมอตรงหน้าทันทีด้วยความร้อนใจหากแต่ชายในชุดเสื้อกาวน์กลับยังคงยิ้มให้เขาราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับอาการของคนในห้อง นั่นทำเอาเวหาถึงกับต้องขมวดคิ้วแล้วถามย้ำ แต่คำตอบที่ได้กลับมาครั้งนี้ทำเอาชายหนุ่มตะลึงตาเหลือก“ไม่มีอะไรน่าห่วงครับ เป็นอาการปกติของคนที่กำลังตั้งครรภ์”“ตั้งครรภ์? หมายความว่า…เมียผมท้องแล้วเหรอครับ”ช่วงต้นและท้ายประโยคต่างกันลิบลับ แต่คนเป็นหมอล่วงรู้ดีถึงความรู้สึกของเจ้าตัว ถึงได้ยังคงเอ่ยสำทับเพิ่มความมั่นใจกลับไปอีกรอบ“ใช่ครับ ภรรยาคุณกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้ว อาการหน้ามืดเป็นลมแบบนี้ เป็นปกติสำหรับคนท้องอ่อนๆ ยังไงครั้งต่อไปควรจะระวังเอาไว้ดีกว่านะครับ เพราะถ้าเกิดล้มไปกระแทกกับพื้นแ







