LOGINเพียงแต่เซวียนอวิ๋นซีที่เพิ่งได้เกิดใหม่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงบ่นที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจก็ดังขึ้นอยู่ด้านนอก และใกล้เข้ามาถึงห้องที่ครอบครัวของตนพักเรื่อย ๆ เป็นจางซูเหยาที่รู้ว่าแม่สามีไม่พอใจด้วยเรื่องอันใด
‘ซูเหยา! นางลูกสะใภ้ตัวดีหายหัวไปที่ใด นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้วเหตุใดยังไม่ก่อไฟหุงหาอาหารให้พวกข้าอีก’
“ท่านพี่ท่านนั่งพักอยู่ตรงนี้รอข้าก่อนนะ ท่านแม่ไม่เห็นควันไฟจากห้องครัวคงเริ่มโมโหแล้ว ไว้ข้าทำอาหารมื้อเย็นเสร็จจะรีบกลับมา”
“ลำบากเจ้าแล้วอาเหยา”
“ซีซีอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่ออย่าวิ่งออกไปด้านนอกเข้าใจหรือไม่”
“อื้อ ซีซีเข้าใจเจ้าค่ะ”
ส่วนจื่อหานที่รู้สึกเป็นห่วงมารดาเกรงว่าจะถูกท่านย่าระบายโทสะ เขาจึงอาสาไปช่วยมารดาเตรียมอาหารที่ห้องครัว “ท่านแม่ข้าจะไปช่วยท่านอีกแรงจะได้ทำอาหารเสร็จทันเวลานะขอรับ”
จางซูเหยาส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับบุตรชาย ทั้งที่บุตรชายของนางเป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องการเรียน พ่อแม่สามีเอาแต่ทุ่มเทให้กับบุตรชายของพี่ชายสามีที่เข้าเรียนยังสำนักศึกษามาหลายปี แม้แต่สอบระดับถงเซิงก็ยังสอบไม่ผ่านเลยสักครั้ง พวกเขากลับกล่าวโทษว่าเป็นเพราะอาจารย์สอนไม่ได้ความเสียได้
เพียงแค่ร่างของจางซูเหยาโผล่พ้นจากประตูห้อง การกระทำที่มีต่อลูกสะใภ้คนกลางคือการด่าทอ และผลักร่างที่ผอมโซจนเกือบล้มหัวทิ่ม หากไม่มีจื่อหานช่วยประคองร่างมารดาเอาไว้ วันนี้คงมีคนบาดเจ็บเพิ่มเป็นแน่
“หนอยย กว่าจะโผล่หัวออกมาได้นะซูเหยา ข้าตะโกนเรียกเจ้าอยู่ตั้งนานสองนานเหตุใดถึงไม่ขานตอบ ห๊ะ! ไปเลยนะรีบไปทำอาหารเย็นได้แล้ว อีกประเดี๋ยวคนอื่น ๆ กลับมาถึงจะได้กินข้าวตามเวลา ไป! ฮึ่ย”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้...อ๊ะ!”
“ท่านแม่ท่านไม่เป็นอันใดใช่ไหมขอรับ”
นางหลิวคิดว่าลูกสะใภ้คนรองเสแสร้งก็พูดประชดประชันท่าทางของจางซูเหยาทันที “เหอะ อย่าคิดถ่วงเวลาด้วยการแกล้งบาดเจ็บเลย รีบไปทำตามที่ข้าสั่งได้แล้วถ้าบุตรหลานของข้าโมโหหิว พวกเจ้าจะถูกงดมื้อเย็นของวันนี้ทันที”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
นางหลิวมองตามหลังจางซูเหยากับบุตรชายไปยังห้องครัวแล้ว ก็หันกลับมาเล่นงานสองพ่อลูกที่อยู่ด้านในห้องเช่นกัน “พวกไม่ได้เรื่องบาดเจ็บเป็นไข้แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สำออยเสียเหลือเกิน ถ้าพวกเจ้าสี่คนไม่ยอมช่วยทำงาน ก็อย่าหวังว่าจะได้กินข้าวในบ้านหลังนี้ หึ”
‘ฮึ่ย! ยายแก่ปากมากนี่ชาติก่อนเคยเกิดเป็นนกมาก่อนหรือไง พูดแต่ละอย่างทำลายความรู้สึกของคนฟังเสียอย่างนั้น ถึงไม่มีข้าวของเจ้าพวกข้าก็ไม่อดตายหรอก ชิ’
อวิ๋นซีบ่นอุบอยู่ในใจกับการกระทำของผู้เป็นย่า นางมองเห็นถึงความเจ็บปวดของบิดาที่ถูกมารดาผู้ให้กำเนิดใช้วาจาที่ไม่น่าฟัง นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำความรู้สึกในจิตใจจนน่าหดหู่
แต่คนอย่างนางไม่มีทางยอมให้บิดาคิดมากเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงใช้มือน้อย ๆ ของตนจับมือบิดาขึ้นมากุมไว้ และบอกเรื่องราวบางอย่างที่แสร้งว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างมาก โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตนได้
“ท่านพ่อเจ้าคะท่านอย่าได้เสียใจกับมารดาใจดำเช่นนี้เลย ซีซีมีเรื่องบางอย่างอยากเล่าให้ท่านพ่อฟัง รวมถึงสถานที่บางแห่งที่มันอาจจะเหลือเชื่อไปบ้าง แต่มันก็มีอยู่จริง ๆ และยังเป็นข้าที่ได้ครอบครองมันเจ้าค่ะ”
หลิ่งเฟิงหยางจ้อมมองหน้าบุตรสาวด้วยการขมวดคิ้วมุ่น เพราะเขารู้สึกได้ว่าบุตรสาวที่ร่างกายอ่อนแอพูดได้ช้าของตน ยามนี้นางกลับมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก แต่หลิ่งเฟิงหยางทำเพียงเอ่ยถามคล้ายกับว่า เรื่องที่บุตรสาวจะพูดคงไม่พ้นพวกเรื่องเล่าทั่วไปเท่านั้น
“โอ๋ว ไหนซีซีของพ่อมีเรื่องน่าประหลาดใจอันใดจะบอกพ่องั้นหรือ ลองเล่าให้พ่อฟังสักหน่อยเป็นอย่างไร”
อวิ๋นซีย่อมรู้ว่าบิดาไม่เชื่อสิ่งที่นางกำลังจะเล่าจะออกมา แต่ไม่เป็นไรเพราะนางมีหลักฐานที่ช่วยยืนยันได้ “ท่านพ่อท่านเชื่อเรื่องเกี่ยวกับเทพเซียนบนสวรรค์หรือไม่เจ้าคะ?”
หลิ่งเฟิงหยางแปลกใจที่บุตรสาวถามเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “ทุกคนล้วนเชื่อเรื่องที่เจ้าพูดออกมาอยู่แล้วสิลูก เจ้าถามไปทำไมหรือ?”
“เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับท่านเทพองค์หนึ่งเจ้าค่ะท่านพ่อ ตอนที่ซีซียังไม่ฟื้นมีท่านเทพมาพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นมีครอบครัวฐานะร่ำรวยมาก ๆ ที่สำคัญคนเหล่านั้นยังมีใบหน้าคล้ายท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่รวมถึงซีซีด้วย
ท่านเทพไม่ได้พาไปแค่ให้มองดูเฉย ๆ นะเจ้าคะ แต่ท่านเทพให้ซีซีได้อยู่ในร่างของบุตรสาวครอบครัวนี้ และได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ที่แปลกประหลาด ซึ่งสิ่งที่เรียนรู้เหล่านั้นมันสามารถใช้เป็นอาชีพหาเงินได้มากมายมหาศาล
จนกระทั่งร่างของหญิงสาวคนนี้หมดอายุขัย ดวงจิตของซีซีก็กลับมาอยู่ในร่างปกติแต่ว่าไม่ได้กลับมามือเปล่า ท่านเทพยังมอบมิติที่มีสิ่งของจากโลกแห่งนั้นติดตัวซีซีมาด้วยเจ้าค่ะ” อวิ๋นซีเล่าด้วยสีหน้าจริงจังสายตาไม่ล่อกแล่กว่าเป็นการพูดโกหก
หลิ่งเฟิงหยางแค่ได้ยินว่าดวงจิตของบุตรสาวออกจากร่าง หัวใจของเขาก็คล้ายกับว่าถูกบีบรัดด้วยอะไรบางอย่าง พอบุตรสาวพูดจบจึงกอดร่างเล็ก ๆ ของนางไว้แน่น และกล่าวออกไปว่าตนนั้นโชคดีที่บุตรสาวกลับคืนมา
“ซีซีลูกพ่อ ฮึก พ่อมันไม่เอาไหนเลยจริง ๆ ที่ปล่อยให้เจ้าถูกรังแกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตาคืนเจ้าให้พวกเรา”
อวิ๋นซีรับรู้ถึงความรักความห่วงใยของบิดาคนใหม่ได้ นางจึงใช้มือน้อย ๆ ตบไปที่ไหล่บิดาเบา ๆ คล้ายปลอบประโลม รวมถึงคำพูดที่นางเลือกจะพูดออกมา “ท่านพ่ออย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ต่อไปซีซีจะแข็งแรงและดูแลปกป้องพวกท่านเอง แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือการรักษาขาของท่านพ่อนะเจ้าคะ”
“เฮ้อ ต่อให้ไปโรงหมอทันพ่อคงกลับมาเดินเช่นเดิมไม่ได้อีก จะทำงานหนักเพื่อหาเงินก็คงลำบากแต่ถึงกระนั้นพ่อจะไม่ยอมเป็นภาระให้พวกเจ้าแน่”
“ท่านพ่อท่านจะกลับมาเดินได้ปกติแน่นอน เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซีซีเองเจ้าค่ะ เดี๋ยวเราสองคนเข้าไปในมิติกันก่อน เพราะด้านในมีท่านหมอฝีมือเก่งกาจมากมาย พวกเขาจะช่วยรักษาบาดแผลเบื้องต้นให้ท่านพ่อ ท่านจะได้ไม่ทรมานจากบาดแผลนะเจ้าคะ”
“ซีซีเจ้าเพิ่งบอกว่าในมิตินั่นมี...”
“คิก ๆ ๆ ไปกันเถิดเจ้าค่ะท่านพ่อ...วูบ”
แค่อวิ๋นซีพูดจบทั้งสองคนก็เข้ามาอยู่ในมิติอันกว้างใหญ่แล้ว หลิ่งเฟิงหยางยังคงนั่งอยู่กับพื้นเช่นเดียวกับก่อนจะเข้ามา แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้เข้าต้องเชื่อแล้วว่าที่บุตรสาวเล่าให้ฟังเป็นเรื่องจริง
ซ่งเหวยทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้มานานหลายปี เรื่องราวการลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันครอบครัวอื่น ๆ ยังไม่หนักหนาเท่าตระกูลหลิ่ง พอได้รับรู้ว่าหลิ่งเฟิงหยางตัดสินใจจะออกจากตระกูลเขาก็รู้สึกและสงสารอยู่ไม่น้อยหลิ่งจื่อหานที่เดินนำซ่งเหวยมาถึงห้องพักของครอบครัว ที่ยามนี้ท่านปู่ท่านย่าของเขายังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ส่วนมารดาช่วยห้ามเลือดที่ศีรษะให้น้องสาวนั่งอยู่อีกด้าน ภาพนี้ทำเอาซ่งเหวยถึงกับโมโหอย่างช่วยไม่ได้“นี่...ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงนี้เชียวรึ”หลิ่งฉางเปรยตามองซ่งเหวยอย่างเฉื่อยชาและพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “หัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ก็เป็นแค่การสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่การทำร้ายอย่างที่ท่านว่ามาที่ใดกัน ท่านมาเรื่องที่ข้ากับลูกอกตัญญูจะแยกบ้านตัดขาดกันมิใช่หรือ รีบเขียนหนังสือตัดขาดให้ข้าได้แล้ว”“เฮ้อ ข้าเขียนหนังสือตัดขาดให้เจ้าน่ะได้ ว่าแต่เจ้าจะแบ่งทรัพย์สินอันใดให้อาหยางบ้าง...” ซ่งเหวยพูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกนางหลิวเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน“ไม่มีการแบ่งทรัพย์สินอันใดทั้งสิ้น ในเมื่อลูกอกตัญญูนี่อยากออกจากตระกูลไปเอง เหตุใดสามีของ
ยามเช้าของวันใหม่ที่อวิ๋นซีได้มาเกิดในโลกโบราณแห่งนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ภายหลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ก็มีแรงมากขึ้นเกือบถึงขั้นของเด็กทั่วไปแล้ว ส่วนมารดาของนางตื่นตั้งแต่ต้นยามเหม่า ไปก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารให้ท่านปู่ท่านย่าเช่นกันยามที่มารดากลับมาในห้องขนาดเล็กอีกครั้ง ก็มีเพียงถาดไม้ที่วางถ้วยน้ำต้มเศษข้าวไม่กี่เม็ด นี่ทำให้อวิ๋นซีรู้สึกเวทนาตนเองกับครอบครัวไม่ได้ และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการไปจากตระกูลลำเอียงนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วอวิ๋นซีหายเข้าไปในมิตินำอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อ รวมถึงข้าวสวยเต็มถ้วยออกมาให้ครอบครัวได้กิน และไม่ลืมพูดคุยเรื่องแผนการที่ตนได้คิดเอาไว้ เพราะนางต้องการไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด“ท่านพี่กินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงและหายไว ๆ พวกลูกสองคนก็กินเยอะ ๆ เช่นกันนะ”“อาเหยาเจ้าเองก็ต้องกินให้มากจะได้มีแรงดูแลลูก ๆ ของเรานะ”“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราทุกคนต้องกินให้อิ่มเข้าไว้ เพราะวันนี้เราจะต่อต้านท่านปู่ท่านย่าโดยการไม่ไปทำงานเจ้าค่ะ หากมีการลงไม้ลงมือรุนแรงนั่นถึงจะเป็นข้ออ้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้ตัดขาดและออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะเจ้าคะ” อว
ส่วนอวิ๋นซีไม่มองท่าทีตกตะลึงของบิดา นางส่งเสียงเรียกหมอจนดังลั่นไปทั่วมิติ “คุณหมออออ!!! มีคนบาดเจ็บรีบมารับตัวเป็นการด่วนนน!!!”จากนั้นไม่ถึงหนึ่งจิบชาก็มีทั้งหมอและพยาบาล วิ่งมาพร้อมกับรถเข็นและถามเจ้าของมิติว่าต้องการให้ตนทำสิ่งใด “คุณหนูมีใครได้รับบาดเจ็บหรือ แล้วบาดเจ็บที่ใด อาการหนักหรือไม่”“อือ คุณหมอชายคนนี้คือพ่อของฉันเอง เขาบาดเจ็บเพราะตกเขาจนขาหักและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ตอนนี้ขาเริ่มบวมคาดว่าน่าจะเกิดการอักเสบ รบกวนคุณหมอช่วยรักษาอาการเบื้องต้นให้ก่อน เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดไว้วันหลังจะพาเข้ามารักษาในระยะยาวอีกครั้ง”“ได้เลยครับคุณหนู ทุกคนพาคุณผู้ชายเข้าไปในห้องตรวจเร็วเข้า พวกเราต้องทำเวลาในการรักษาโดยเร็ว”“ครับคุณหมอ”หลิ่งเฟิงหยางนั่งนิ่งเขาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จนถูกพาตัวเข้ามาในโรงพยาบาลที่สะอาดสะอ้าน เขาไม่รู้ว่าการรักษาที่บุตรสาวพูดถึงนั้นต้องใช้เครื่องมือหน้าตาแปลกประหลาดมากมาย ซึ่งมันแตกต่างกับท่านหมอที่ตนเคยได้รับการรักษาอย่างมากเนื่องจากกระดูกขาของหลิ่งเฟิงหยางผิดรูปไปเล็กน้อย จึงถูกหมอจัดกระดูกให้เข้าที่และทำการดามขาด้วยวัสดุอย่างดี พร้อมกับฉ
เพียงแต่เซวียนอวิ๋นซีที่เพิ่งได้เกิดใหม่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงบ่นที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจก็ดังขึ้นอยู่ด้านนอก และใกล้เข้ามาถึงห้องที่ครอบครัวของตนพักเรื่อย ๆ เป็นจางซูเหยาที่รู้ว่าแม่สามีไม่พอใจด้วยเรื่องอันใด‘ซูเหยา! นางลูกสะใภ้ตัวดีหายหัวไปที่ใด นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้วเหตุใดยังไม่ก่อไฟหุงหาอาหารให้พวกข้าอีก’“ท่านพี่ท่านนั่งพักอยู่ตรงนี้รอข้าก่อนนะ ท่านแม่ไม่เห็นควันไฟจากห้องครัวคงเริ่มโมโหแล้ว ไว้ข้าทำอาหารมื้อเย็นเสร็จจะรีบกลับมา”“ลำบากเจ้าแล้วอาเหยา”“ซีซีอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่ออย่าวิ่งออกไปด้านนอกเข้าใจหรือไม่”“อื้อ ซีซีเข้าใจเจ้าค่ะ”ส่วนจื่อหานที่รู้สึกเป็นห่วงมารดาเกรงว่าจะถูกท่านย่าระบายโทสะ เขาจึงอาสาไปช่วยมารดาเตรียมอาหารที่ห้องครัว “ท่านแม่ข้าจะไปช่วยท่านอีกแรงจะได้ทำอาหารเสร็จทันเวลานะขอรับ”จางซูเหยาส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับบุตรชาย ทั้งที่บุตรชายของนางเป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องการเรียน พ่อแม่สามีเอาแต่ทุ่มเทให้กับบุตรชายของพี่ชายสามีที่เข้าเรียนยังสำนักศึกษามาหลายปี แม้แต่สอบระดับถงเซิงก็ยังสอบไม่ผ่านเลยสักครั้ง พวกเขากลับกล่าวโทษว่าเป็นเพราะอาจารย์สอนไม่ได
เซวียนอวิ๋นซีจำได้ว่าเธอกำลังตรวจงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง และได้ยินเสียงเตือนว่าให้ระวังจากหัวหน้าคนงาน แต่เธอยังก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่สติก็ดับวูบลง และตอนนี้เธอก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมีแต่ควันจาง ๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร“โธ่ ชีวิตอันน่าสงสารของคุณหนูอย่างฉันทำไมถึงได้อายุสั้นนักนะ ยังไม่ได้กินเที่ยวให้หนำใจกับเงินที่หามาได้ แฟนเฟินก็ยังไม่มีดันมาตายตั้งแต่ยังสาวน่าหดหู่ชะมัดฮือ ๆ ๆ ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องตายด้วย เงินทองมากมายที่หามาได้ไหนจะมรดกของคุณพ่อกับคุณแม่อีก ฉันยังใช้เงินไม่คุ้มกับตำแหน่งทายาทคนรองของมหาเศรษฐีเลยนะ”“แต่นี่เป็นโชคชะตาของเจ้าที่ต้องกลับมายังโลกนี้นะนางหนู ดังนั้นเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นได้”ขวับ! “หือ คุณปู่เป็นใครคะแล้วมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ โชคชะตาอะไรกันถึงทำให้หนูต้องตายในวัยสาวสะพรั่ง แถมยังไม่ได้มีซัมติงกับผู้ชายเลยนะ แฟนหนุ่มสักคนก็ยังไม่ทันมีเหมือนคนอื่น งานแต่งงานในฝันก็ไม่มีแล้ว” เซวียนอวิ๋นซีคร่ำครวญถึงสิ่งที่ตนเองยังไม่ได้ทำอีกหลายอย่างชายชราแปลกหน้าถอนหายใจให้กับความคิดของดวงวิญญาณหญิงสาว “เฮ้อ นางหนูเจ้าจะกลัวอั
“เซวียนอวิ๋นซี” เป็นชื่อที่หลายคนในวงการธุรกิจอสังหาริมทรพัย์ และบริษัทก่อสร้างระดับประเทศต่างรู้จักกันดี ในฐานะทายาทคนรองของตระกูลเซวียน ซึ่งเป็นตระกูลมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งของประเทศเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างอาคารสูง บ้านพักตากอากาศ โรงแรมหรู ไปจนถึงเครือซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารระดับห้าดาวและบริษัทติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ที่ครบวงจรถึงแม้เธอจะเป็นทายาทคนรองจากพี่ชาย แต่ไม่เคยใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยไปวัน ๆ ตามประสาคุณหนูทั่วไป เนื่องจากเธอเลือกเรียนด้านสถาปัตยกรรมควบวิศวกรรมโยธาจนจบระดับปริญญาโทก่อนอายุยี่สิบสี่ปีด้วยความเก่งกาจรอบด้านจึงช่วยงานของตระกูลอย่างน่าเชื่อถือ ภายหลังเรียนจบเธอได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบโครงการระดับประเทศ โดยเป็นบริษัทในเครือของตระกูลตั้งแต่อายุยังน้อยที่สำคัญเธอยังไม่มีคนรักเช่นหญิงสาวคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะมีหนุ่ม ๆ ในวงการธุรกิจหรือวงการนักแสดงเข้ามาจีบเธอ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ถูกใจเธอเสียอย่างนั้น“ซีซีวันนี้มีประชุมผู้ถือหุ้นที่บริษัทนะลูก อย่าลืมเอกสารโครงการที่พ่อสั่งไว้ล่ะ” เสียงของเซวียนไห่ซวนผู้เป็นพ่อต







