Mag-log inเซวียนอวิ๋นซีจำได้ว่าเธอกำลังตรวจงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง และได้ยินเสียงเตือนว่าให้ระวังจากหัวหน้าคนงาน แต่เธอยังก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่สติก็ดับวูบลง และตอนนี้เธอก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมีแต่ควันจาง ๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร
“โธ่ ชีวิตอันน่าสงสารของคุณหนูอย่างฉันทำไมถึงได้อายุสั้นนักนะ ยังไม่ได้กินเที่ยวให้หนำใจกับเงินที่หามาได้ แฟนเฟินก็ยังไม่มีดันมาตายตั้งแต่ยังสาวน่าหดหู่ชะมัด
ฮือ ๆ ๆ ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องตายด้วย เงินทองมากมายที่หามาได้ไหนจะมรดกของคุณพ่อกับคุณแม่อีก ฉันยังใช้เงินไม่คุ้มกับตำแหน่งทายาทคนรองของมหาเศรษฐีเลยนะ”
“แต่นี่เป็นโชคชะตาของเจ้าที่ต้องกลับมายังโลกนี้นะนางหนู ดังนั้นเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นได้”
ขวับ! “หือ คุณปู่เป็นใครคะแล้วมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ โชคชะตาอะไรกันถึงทำให้หนูต้องตายในวัยสาวสะพรั่ง แถมยังไม่ได้มีซัมติงกับผู้ชายเลยนะ แฟนหนุ่มสักคนก็ยังไม่ทันมีเหมือนคนอื่น งานแต่งงานในฝันก็ไม่มีแล้ว” เซวียนอวิ๋นซีคร่ำครวญถึงสิ่งที่ตนเองยังไม่ได้ทำอีกหลายอย่าง
ชายชราแปลกหน้าถอนหายใจให้กับความคิดของดวงวิญญาณหญิงสาว “เฮ้อ นางหนูเจ้าจะกลัวอันใดความสามารถของเจ้าจากที่นั่น หากนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์เจ้าไม่ลำบากแน่นอนข้ารับประกัน”
เซวียนอวิ๋นซีจ้องมองชายชราด้วยแววตาเรียบนิ่ง เพราะไม่คิดจะเชื่อใจคนผู้นี้แม้แต่น้อย “นี่คุณปู่หนวดยาวหนูไม่ใช่เด็กสามขวบนะอย่ามาหลอกกันเสียให้ยากเลย เอางี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าชีวิตใหม่จะไม่ลำบาก คุณปู่ต้องมอบสิ่งที่ควรเป็นของหนูในชาติที่แล้วมาด้วย หนูถึงจะยอมเชื่อคำพูดของคุณปู่ว่ายังไงคะ”
ชายชราทำสีหน้าครุ่นคิดว่าหญิงสาวที่ตนพามา นางต้องการสิ่งใดจากโลกแห่งนั้นบ้างจึงลองแบ่งรับแบ่งสู้ไม่กล้ารับปากได้เต็มที่ “เจ้าลองว่ามาสิ่งที่เจ้าต้องการจากโลกเดิมมีสิ่งใดบ้าง หากไม่ยากเกินไปข้าอาจมอบมันให้เจ้าได้”
เซวียนอวิ๋นซีแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะบอกถึงสิ่งที่ต้องการ “ก็ไม่มีอะไรมากนะคะคุณปู่ สิ่งที่หนูอยากได้มีแค่บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ครบวงจร บริษัทติดตั้งไฟฟ้าโซล่าเซลล์ โรงพยาบาล ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาเก็ต ระบบซื้อองครักษ์ฝีมือเก่งกาจ สุดท้ายบริษัทผลิตรถไฟฟ้าสุดไฮเทค ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของสามารถนำออกมาใช้ในโลกนี้ได้ทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่หนูบอกว่าอยากได้ค่ะไม่เยอะเลยนะคะคุณปู่”
'ไม่เยอะบ้านเจ้าสิ! นางหนูคนนี้เจ้าเล่ห์จริง ๆ แต่ถ้าไม่ให้ก็ไม่อาจส่งนางไปเกิดใหม่ได้สำเร็จ ฮ้าย นี่ข้าเจอโจรในคราบหญิงสาวหน้าตาดีหรือนี่'
“ก็ได้ ๆ ข้ารับปากแต่ทุกสิ่งที่เจ้าบอกกับข้า จะอยู่ในปานดอกเทียนฮวาอิ่นซึ่งจะติดตัวเจ้าทันทีที่เจ้าฟื้นคืนสติ ทุกอย่างที่เป็นมรดกของเจ้าสามารถใช้ได้ไม่จำกัด เพียงแต่เจ้าไม่อาจใช้สิ่งของที่ข้ามอบให้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เช่นนี้เจ้ารับได้หรือไม่เล่านางหนู”
เซวียนอวิ๋นซีเดินวนไปมาเพื่อคิดทบทวนให้ดี เกี่ยวกับข้อแลกเปลี่ยนที่ชายชราตรงหน้าได้บอกกับเธอ เมื่อคิดตกว่าถึงจะมีปัญหาแต่เธอต้องผ่านไปให้ได้ เพียงแต่เธอเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงลองหยั่งเชิงขอกับท่านเทพอีกเล็กน้อย
“การไม่ทำร้ายคนดีย่อมเป็นเรื่องหนูสมควรทำ เพียงแต่ว่าคุณปู่พอจะอนุโลมบางอย่างให้หนูอีกสักนิดได้ไหมคะ”
‘เจ้าเด็กคนนี้จะมาไม้ไหนกับข้าอีกนะ’ “เจ้าพูดมาสิว่าจะให้ข้าอนุโลมเรื่องอันใด”
“คือว่าสิ่งของต่าง ๆ ในมิติเหล่านี้ในกรณีเร่งด่วน คุณปู่ให้หนูใช้พลังในการสร้างบางสิ่งบางอย่างได้รวดเร็วทันใจ และจะให้คนอื่นเห็นก็ต่อเมื่อหนูตรวจสอบแล้วว่าถึงเวลาที่เหมาะสม ได้ไหมคะคุณปู่”
ท่านเทพถึงกับพูดไม่ออกกับสิ่งที่อวิ๋นซีต่อรองกับตน แต่สิ่งที่อยู่ในมิติมีความแตกต่างการที่นางขอเช่นนี้ใช่ว่าไม่มีเหตุผล “เฮ้อ ก็ได้ ๆ ๆ ข้าอนุญาตตอนนี้เจ้าพร้อมจะลงไปอยู่ในร่างใหม่ของเจ้าหรือยังล่ะ”
“เย้! ขอบคุณคุณปู่มากค่ะถึงไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้วค่ะคุณปู่ ฮึ่ม! เอาล่ะไปตะลุยโลกยุคโบราณกันเล้ยยยย...”
พรึบ ฟิ้ววว
เซวียนอวิ๋นซีถูกเทพชะตาส่งดวงจิตของเธอลงมาในร่างของเด็กหญิงวัยแปดหนาว ที่รูปร่างบอบบางแสนอ่อนแอขี้โรค นื่องจากไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เด็กน้อยเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่น ๆ
เมื่อถูกญาติผู้พี่กลั่นแกล้งจนตกน้ำร่างเล็ก ๆ ก็ล้มป่วยจนสิ้นใจโดยที่บิดามารดาไม่อาจรับรู้ถึงเรื่องนี้
เพราะบิดาเป็นบุตรชายคนกลางของครอบครัว ท่านปู่กับท่านย่าลำเอียงรักบุตรชายคนโตและบุตรชายคนเล็กมากกว่า งานทุกอย่างของบ้านเป็นครอบครัวของนางที่รับผิดชอบทั้งหมด
เมื่อตื่นลืมตาในร่างใหม่ที่เป็นเด็กหญิง เซวียนอวิ๋นซีได้รับความทรงจำอันน้อยนิดและเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เมื่อลืมตาขึ้นมาพบกับความเป็นจริงตรงหน้า ถึงกับต้องตะโกนถามเทพชะตาอยู่ในใจอย่างโกรธเคือง
“อ๊ายยย!! ไหนบอกว่าไม่ลำบากไงคุณปู่ นี่มันสบายตรงไหนเนี่ยต้องมาอยู่ในครอบครัวลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันแบบเน้!”
‘เอาน่าเรื่องนั้นก็เป็นแค่อุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เจ้าต้องช่วยครอบครัวข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถผ่านมันไปได้แน่นอน ข้าไปก่อนนะนางหนูจากนี้ไปขอให้เจ้าโชคดี’
“อุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านคนเดียวนะสิ ร่างนี้เพิ่งจะแปดขวบเองจะไปทำอะไรได้ โถ ชีวิตใหม่ของฉันน่าอนาถเกินไปแล้ว”
‘เจ้าอยากได้ตัวช่วยข้าก็มอบให้แล้วนี่นา ต่อไปก็เพิ่งพาความสามารถของเจ้าให้ดี กิจการของเจ้าในชาติก่อนพบเจอผู้คนมามากมาย ย่อมมองออกว่าผู้ใดจริงใจผู้ใดหวังเพียงผลประโยชน์ ต่อไปในภายหน้าก็ใช้สิ่งที่มีดูแลครอบครัว เจ้าเป็นคนขยันขันแข็งเรื่องการทำงานมิใช่หรือ คิดทบทวนให้ดีเถิดนางหนู ข้าไปละ’
“เดี๋ยวสิคุณปู่...เฮ้อ งานใหญ่ตั้งแต่เกิดใหม่เลยไหมล่ะซีซี แต่ตอนนี้ยังไม่มีแรงขอบำรุงตัวเองให้แข็งแรงก่อนก็แล้ว ว่าแต่ป่านนี้แล้วท่านพ่อท่านแม่กับพี่ชายของเด็กคนนี้ เหตุใดยังไม่กลับจากการทำงานหรือจะอยู่ด้านนอกลองไปดูหน่อยก็แล้วกัน”
เซวียนอวิ๋นซีหย่อนขาสั้น ๆ ของร่างใหม่ลงจากเตียง จากนั้นค่อย ๆ พาร่างเล็ก ๆ ไปยังหน้าประตูห้องนอนแห่งนี้อย่างช้า ๆ ด้วยเรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิด กว่าจะเดินไปถึงห้องครัวเล่นเอาหยุดไปหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็นางมาถึงจุดหมายและได้ยินเสียงการพูดคุย ที่ฟังแล้วรู้สึกสงสารคนที่ร่ำไห้จับใจ
“ท่านพี่ท่านได้รับบาดเจ็บหนักแต่ท่านพ่อท่านแม่ไม่ยอมให้ข้าไปตามท่านหมอมารักษา หากขาของท่านไม่รีบรักษาอาจเดินไม่ได้อีกแล้วนะ ฮึก ๆ”
หลิ่งเฟิงหยางสงสารภรรยาของตนจับใจ ตั้งแต่นางแต่งงานกับตนก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตดี ๆ เลยสักวัน
“อาเหยาข้าขอโทษเจ้าจริง ๆ ที่พามาตกระกำลำบากกับตระกูลเช่นนี้ มิหนำซ้ำยังมาขาหักกลายเป็นภาระให้กับเจ้าอีกคน ข้ามันไม่ได้เรื่องปกป้องพวกเจ้าสามคนแม่ลูกก็ไม่ได้”
“ท่านพี่อย่าได้กล่าวโทษตนเองเช่นนั้นเลย ข้าจะพยายามหาทางอื่นเพื่อรักษาขาของท่านให้ได้เจ้าค่ะ”
เซวียนอวิ๋นซีน้ำตารื้นอย่างช่วยไม่ได้ทั้งที่ตระกูลหลิ่งมีฐานะดีกว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ อยู่มาก แต่กลับละเลยและไม่สนใจบุตรชายคนกลางอย่างบิดาของตน ความรักทั้งหมดมีให้เพียงบุตรชายคนโตกับบุตรชายคนเล็กเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้นางจะไม่ยอมให้ครอบครัวต้องทนลำบากอีกแล้ว ร่างน้อย ๆ จึงก้าวไปหาบิดามารดาอย่างแน่วแน่ เพื่อบอกความต้องการของตนกับทั้งสอง แต่การกระทำของเซวียนอวิ๋นซีกลับสร้างความตกใจให้สองสามีภรรยาเสียมากกว่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
จางซูเหยาผละจากตัวสามีเข้าไปหาบุตรสาว เมื่อได้ยินเสียงเล็ก ๆ เรียกนางกับสามีอย่างไม่เต็มเสียงนัก “ซีซี!! ลูกแม่เจ้าฟื้นตั้งแต่เมื่อใด รู้สึกเจ็บปวดที่ใดอยู่หรือไม่รีบบอกแม่เร็วเข้า”
“ท่านแม่ซีซีแค่รู้สึกเพลียเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ก่อนที่ซูเหยาจะเอ่ยถามบุตรสาวอีกครั้ง กลับเป็นสามีของนางที่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่อยากเชื่อ “อะ อะ อาเหยา สะ สะ ซีซีพูดได้ชัดและยังเป็นประโยค ๆ ด้วยนะ”
ขวับ! “จริงด้วย! ซีซีลูกแม่เจ้าพูดได้คล่องแล้วจริง ๆ ฮือ ๆ ๆ”
เซวียนอวิ๋นซีเพิ่งนึกได้ว่าก่อนหน้าเด็กน้อยคนนี้พูดเป็นคำ ๆ เพราะบิดามารดาต้องทำงานทุกวันไม่มีเวลาในการสอนเรื่องนี้นัก จึงพยายามคิดหาวิธีมาอธิบายให้บิดามารดาได้ฟัง
“เอ่อ การพูดของซีซีอาจเกี่ยวกับเรื่องตกน้ำก็ได้ เพราะความกลัวจึงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ จิตใต้สำนึกถึงได้สั่งให้ซีซีพูดเป็นประโยคได้เจ้าค่ะ”
“นี่คงเป็นความโชคดีในความโชคร้ายก็ว่าได้ ต่อไปพ่อคงได้ฟังเสียงอันไพเราะของซีซีทุกวันแล้วสินะ”
เซวียนอวิ๋นซีเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าข้าง ๆ บิดาพร้อมกับถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บ รวมถึงคำถามที่สร้างแรงกระเพื่อมขึ้นในใจของผู้เป็นบิดาอย่างยิ่ง และมันยังเป็นคำถามที่จางซูเหยาไม่กล้าถามสามีมานาน
“ท่านพ่อเจ็บมากไหมเจ้าคะ?”
“แผลแค่นี้ทำอันใดพ่อไม่ได้หรอกลูกรัก” แม้รู้ดีว่านี่เป็นคำตอบที่ไม่น่าเชื่อถือแต่เขาก็ยังเลือกตอบกับบุตรสาว
“ท่านพ่อพวกเราไปจากที่นี่ได้หรือไม่ ซีซีไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้วเจ้าค่ะ”
คำถามนี่ของบุตรสาวที่เพิ่งฟื้นจากอาการเจ็บป่วยหมาด ๆ ทำเอาหลิ่งเฟิงหยางถึงกับน้ำตารื้นอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าบุตรสาวของตน จะเอ่ยเรื่องการออกจากตระกูลออกมาได้
เมื่อนึกทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของตนเองแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตล้วนถูกครอบครัวกระทำประหนึ่งว่าตนเป็นคนมาขออาศัย มิใช่บุตรชายแท้ ๆ ของบิดามารดาเลยสักนิด ยิ่งวันนี้ตัวของหลิ่งเฟิงหยางได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวของเขาย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน
จางซูเหยาตัดสินใจพูดกับสามีอย่างที่บุตรสาวตั้งคำถามเช่นกัน “ท่านพี่ตลอดเวลาที่ผ่านมาในใจของข้าก็เคยคิดอย่างซีซี พวกเราออกไปจากครอบครัวที่รักบุตรหลานลำเอียงนี้ดีไหม ถึงอย่างไรตระกูลจางของข้าถึงแม้ฐานะไม่ดีเท่าบิดาท่าน แต่ท่านพ่อท่านแม่ของข้ามิใช่คนใจดำเช่นนี้แน่ เราพาลูก ๆ ไปเริ่มต้นใหม่ที่หมู่บ้านของข้าในตำบลกู่ซานเถิด ที่นั่นน้ำท่าล้วนอุดมสมบูรณ์กว่าที่แห่งนี้หลายเท่า ลูก ๆ จะได้มีอาหารดี ๆ ให้กินบ้างนะเจ้าคะ”
หลิ่งเฟิงเหยาที่นั่งนิ่งคิดทบทวนกับคำถามของบุตรสาว พอหันไปมองทางภรรยาคู่ชีวิตในดวงตาของนางไม่ต่างจากบุตรสาว แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบคำถามนี้กลับเป็นบุตรชายคนโตอย่างจื่อหาน ที่เอ่ยขึ้นสนับสนุนเรื่องการออกไปจากตระกูลที่ลำเอียงแห่งนี้
“ข้าเห็นด้วยกับซีซีขอรับท่านพ่อ เหตุใดพวกเราต้องยอมอดทนเช่นนี้ ท่านก็เป็นบุตรชายของท่านปู่ท่านย่า แต่กลับไม่เคยได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทนความกตัญญูที่ท่านทำมาตลอดหลายสิบปีเลยสักครั้ง”
หลิ่งจื่อหานบุตรชายคนโตที่อายุมากกว่าน้องสาวสามปี แม้ปีนี้เขาจะมีอายุครบสิบเอ็ดหนาวแต่ร่างกายที่ขาดการบำรุงย่อมเติบโตได้ช้า แตกต่างกับญาติผู้พี่บุตรชายบุตรสาวของลุงใหญ่อย่างมาก
“พี่ใหญ่ท่านก็อยากไปจากที่นี่ใช่ไหมเจ้าคะ”
จื่อหานเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ กับน้องสาวที่น่ารักของตน และพูดกับนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเช่นทุกครั้ง “พี่ใหญ่อยากไปจากที่นี่เช่นกันซีซี ยิ่งท่านพ่อได้รับบาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้ ย่อมเป็นท่านแม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงงานทุกอย่าง ถ้าท่านแม่ล้มป่วยไปอีกคนครอบครัวของเรา คงไม่พ้นถูกไล่ออกไปเหมือนหมูเหมือนสุนัขเป็นแน่”
จางซูเหยาที่ยามนี้หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม ก็เรียกสามีด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนเป็นครั้งแรก “ท่านพี่ ฮึก ข้าไม่อยากให้ลูกของเราต้องทรมานอีกแล้ว พรุ่งนี้เช้าหากท่านแม่กับพี่สะใภ้เห็นซีซีฟื้นคืนสติ คงไม่พ้นโดนพวกนางสองคนมาลากไปช่วยทำงานบ้านเป็นแน่”
หลิ่งเฟิงหยางจ้องมองภรรยากับบุตรทั้งสอง ก็นึกถึงแต่ภาพที่ทั้งสองถูกกดขี่ข่มเหงจากญาติพี่น้อง ในเมื่อคนในตระกูลนี้ไม่ยุติธรรมกับพวกตน ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องทนอยู่เหมือนทาสอีกต่อไป
“ได้! ครอบครัวของเราจะขอแยกบ้านและไม่จะอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้อีก รอให้ซีซีร่างกายแข็งแรงกว่านี้สักสองสามวัน แล้วเราค่อยเก็บของไปตายเอาดาบหน้า”
“ขอบคุณท่านพ่อที่ตัดสินใจทำเพื่อข้ากับซีซีขอรับ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พวกท่านไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะมีซีซีคนนี้อยู่ ต่อไปครอบครัวของเราจะร่ำรวยมีกินมีใช้ไม่ลำบากอีกต่อไปแน่นอนเจ้าค่ะ” เซวียนอวิ๋นซีใช้มื้อเล็ก ๆ ตบไปที่หน้าอกของตนอย่างมั่นใจ การกระทำนี้ของนางทำเอาสามคนที่มองอยู่ถึงกับกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหว
หลังจากทุกคนได้รับของฝากจากอวิ๋นซีและถือเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ก็ถึงเวลาที่อวิ๋นซีต้องบอกเรื่องสำคัญของตนกับครอบครัว โดยไม่ลืมขอพระเมตตาจากฮ่องเต้ช่วยดูแลญาติผู้พี่อย่างหรงจวินที่ต้องอยู่เมืองหลวงเพียงลำพัง“เสด็จพ่อเพคะซีซีมีเรื่องหนึ่งอยากบอกกับพระองค์และทุกคนเพคะ”“หือ เสี่ยวซีอยากบอกอันใดก็พูดมาเถิด”“คือซีซีแค่จะบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่ซีซีกับครอบครัวต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้ว และอาจมีงานให้จัดการเป็นเวลาหลายเดือนถึงจะเดินทางมาเยี่ยมทุกคนได้เพคะ” อวิ๋นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างชัดเจนพอได้ยินว่าอวิ๋นซีถึงเวลาต้องกลับหมู่บ้านในเขตอำเภอหลินชุนซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้จึงเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน แต่มิได้คิดจะเอ่ยถามหรือรั้งให้อวิ๋นซีอยู่ในเมืองหลวงแต่อย่างใด“อืม เพราะงานของเสี่ยวซีในเมืองหลวงเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วสินะ พวกเราคงจะเหงาและคิดถึงเจ้าไม่น้อยอีกอย่างพี่จื้ออวี่ของเจ้าก็ใกล้จะกลับเข้ากองทัพแล้ว อาจไม่ค่อยมีเวลากลับมาเยี่ยมพ่อกับทุกคนบ่อย ๆ แต่ยังดีที่เสี่ยวซียังพอเดินทางมาเมืองหลวงได้แม้จะนาน ๆ ครั้งก็เถอะ ว่าแต่เจ้าอยากให้พ่อส่งทหารองคร
ด้านคนที่รู้ว่าบุตรบุญธรรมและพระนัดดาบุญธรรมกำลังจะมาพบ ต่างรีบมารอต้อนรับอยู่ในตำหนักของไท่ซ่างหวงอย่างคึกคัก ไหนจะมีรับสั่งให้พ่อครัวหลวงปรุงอาหารเลิศรสเพิ่มอีกหลายรายการ การกระทำเช่นนี้คล้ายกับที่ทรงทำให้องค์ชายสิบทุกประการการเข้าวังหลวงภายหลังรับตำแหน่งบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ถึงแม้ว่าเรื่องของนางจะมีข้ารับใช้ของตำหนักต่าง ๆ นำไปรายงานเจ้านายของตนก็ตาม แต่คนเหล่านั้นก็ทำได้เพียงแค่รับฟังและแสดงท่าทางอิจฉาริษยาเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่เคยได้รับคำเชิญอยู่แล้วอวิ๋นซีถูกองค์ชายสิบพาเดินมาถึงตำหนักของไท่ซ่างหวงซึ่งมีคนที่นางอยากพบประทับอยู่ที่นี่ทุกคน นอกจากนี้ยังมีพระชายาเอกขององค์รัชทายาทผู้ได้รับพระกรุณาให้มาร่วมโต๊ะเสวยได้เพิ่มอีกหนึ่งคนขณะที่อวิ๋นซีและองค์ชายสิบกำลังจะทำความเคารพตามกฎระเบียบ ทั้งสองคนกลับถูกไท่ซ่างหวงตรัสห้ามและรีบพาเข้าไปในตำหนัก โดยด้านหลังมีเซิงเทากับพวกซือเฉินยกกล่องจำนวนสามใบเดินตามไปติด ๆ“มา ๆ ๆ เสี่ยวซีมานั่งใกล้ ๆ ปู่กับย่านี่มา ตั้งแต่เจ้าทำไฟส่องสว่างเสร็จพวกเรายังไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยนะ”“นั่นน่ะสิย่ากำลังจะหารือกับเสด็จป
คำถามนี้จากอวิ๋นซีทำน้ำเสียงขององค์ชายสิบเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเขาย่อมรู้ตัวว่ากำลังจะพบเจอกับอะไรเมื่อกลับเข้ากองทัพ“อืม ร่างกายของพี่แข็งแรงเหมือนเดิมและพร้อมกลับไปฝึกฝนกับกองทัพอีกครั้ง อีกไม่กี่วันก็ต้องไปรายงานตัวกับแม่ทัพใหญ่แล้วล่ะ”“แต่ซีซีไม่ได้ไปส่งพี่ชายจื้ออวี่เข้ากองทัพนะเพราะพรุ่งนี้ซีซีต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยแต่เช้า คงอีกนานหลายเดือนถึงจะกลับมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ”“นี่เจ้าจะกลับหมู่บ้านแล้วงั้นหรือ...”“ใช่เจ้าค่ะ ยังมีเรื่องกิจการที่นั่นให้กลับไปจัดการและเป็นห่วงคนที่รออยู่ที่หมู่บ้านด้วย”“ในเมื่อเจ้าต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง เอาไว้พี่จะไปส่งเสี่ยวซีกับครอบครัวออกนอกเมืองเอง ถือเสียว่าพี่เป็นตัวแทนของเสด็จพ่อและทุกคนในวังหลวงเถิดนะ”“ได้สิเจ้าคะ แต่วันนี้ที่ซีซีมาพบพี่ชายจื้ออวี่เพราะมีของใช้จำเป็นมามอบให้ท่าน การเป็นทหารอย่างไรเสียก็มีความเสี่ยงเรื่องการบาดเจ็บ ซีซีจึงอยากให้พี่ชายจื้ออวี่นำสิ่งสำคัญติดตัวไปด้วยเจ้าค่ะ”ขณะเดียวกันเมื่อสิ้นเสียงของอวิ๋นซีกลุ่มของซือเฉินก็ยกกล่องเข้ามา ภายหลังทำความเคารพองค์ชายสิบจึงต้องตอบคำถามจากเจ้าของจวน เกี่ยวกับกล่องที่ว
เพียงแค่หนึ่งวันชื่อเสียงของท่านหญิงจากตระกูลจางก็เป็นที่กล่าวถึง และการกล่าวถึงล้วนเป็นที่ชื่นชมในทิศทางที่ดีมาก ๆ จนเสียงชื่นชมยังกล่าวไปถึงฮ่องเต้ว่า ทรงมีสายพระเนตรแหลมคมในการเลือกรับบุตรบุญธรรมภายหลังคำชื่นชมเหล่านี้ไปถึงพระกรรณยิ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงอารมณ์ดีขึ้นไปอีก แม้แต่จวงกงกงยังเอ่ยเห็นด้วยกับราษฎร เพราะท่านหญิงคนใหม่หลังจากรับตำแหน่งมิได้ทำตัวเย่อหยิ่งยังคงเป็นตัวของตัวเองเช่นเดิม ซึ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับองค์หญิงทั้งหลายในวังหลังเนื่องจากการเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยมิต้องเตรียมอันใดมากมาย แค่อวิ๋นซีสั่งงานนายช่างไป๋ห้าวกับนายช่างม่อหลินเรื่องที่ทั้งสองต้องอยู่ที่เมืองหลวงต่อ เพื่อคอยดูแลซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ทั้งในวังและจวนนายท่านจ้าวโดยอวิ๋นซีได้นำวัสดุรวมถึงอุปกรณ์ไว้ที่จวนพอสมควร ป้องกันการเกิดปัญหาแต่ไม่มีวัสดุสำรองไปเปลี่ยนให้ลูกค้า ซึ่งเรื่องนี้ไม่อาจละเลยเด็ดขาดมิเช่นนั้นอาจถูกลูกค้าตำหนิเอาได้“นายช่างทั้งสองอย่าลืมเรื่องที่ข้ากำชับพวกท่านเอาไว้ล่ะ หากมีปัญหาที่ไม่สามารถตัดสินใจได้รีบส่งจดหมายถึงข้าทันที และพูดคุยกับลูกค้าอย่างใจเย็นหรือทำข้อตกลงที่เป็นธรรมทั้งสอ
พอกลับเข้ามาสมทบกับครอบครัวอวิ๋นซีจึงชักชวนทุกคนช่วยคิดรายการอาหารที่จะนำไปแจกในวันพรุ่งนี้ ซึ่งอวิ๋นซีจะนำอาหารพร้อมข้าวสวยจากร้านในมิติออกมานางจะไม่แจกเป็นโจ๊กเด็ดขาดเพราะนางรู้ดีว่า โจ๊กธรรมดา ๆ นั้นมันไม่ได้ทำให้อิ่มท้องเลยสักนิด และทุกคนก็ยกให้การตัดสินใจของอวิ๋นซีคือสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่พวกม่ายเซียนกับสหายยังพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่มีข้อแม้เช้าวันต่อมาอวิ๋นซีกับครอบครัวที่ว่าตื่นเร็วตอนเข้ายามเหม่า เพื่อนำอาหารทั้งต้ม ผัด ทอด มากกว่าสิบหม้อจากมิติวางไว้ในห้องครัวโดยมีพวกกู้เฟิงช่วยยกออกมา พอกู้เฟิงกับเหล่าสหายยกหม้ออาหารมายังหน้าโถงรับรอง พวกเขาก็พบกับทหารองครักษ์ที่เพิ่งได้รับทั้งสิบคนมายืนรอรับคำสั่งแล้ว“อ้าว พวกเจ้ามารอตั้งแต่เมื่อใดกันล่ะนี่”“มีอะไรให้พวกข้าช่วยหรือไม่กู้เฟิง อาหารที่ท่านหญิงจะนำไปแจกยังมีอีกไหม”“พอดีเลยข้ากับพรรคพวกยังยกออกมาไม่หมด เจ้ากับสหายเข้าไปช่วยยกที่เหลือกับถ้วยชามออกมาก็แล้วกัน“อืม ข้าให้คนเตรียมรถม้าไว้หน้าจวนแล้วเจ้ายกไปเถิด”“ขอบใจเจ้ามาก”อวิ๋นซีกับครอบครัวเห็นซือเฉินกับคนอื่น ๆ เข้ามาช่วยยกอาหารก็มิได้แปลกใจ เพราะทั้งสิบคนอย่างไรก็ถูกฝึกฝน
ภายหลังกลุ่มคนที่ต่อแถวลงชื่อสั่งจองไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้กลับไปพร้อมใบสั่งจอง จื่อหานและเฟยซวนก็รีบเก็บเงินเข้าไปตรวจนับด้านใน เมื่อนับเสร็จเวลาเพียงแค่สองเค่อกว่า ๆ พวกเขาสามารถทำเงินได้ถึงห้าพันแปดร้อยห้าสิบตำลึงเงิน“ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูสินี่แค่การสั่งจองและจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าเท่านั้น พวกเราก็ได้เงินห้าพันกว่าตำลึงเงินแล้วนะขอรับ”“แม่ว่าคนเมืองหลวงใช้เงินเก่งเกินไปแล้วนะลูก ไม่ว่าสินค้านั้น ๆ จะมีราคาสูงเพียงใดพวกเขาล้วนจ่ายโดยไม่ลังเลเลย”“ท่านน้าขอรับเรื่องเช่นนี้มิได้มีเพียงคนในเมืองหลวงหรอกนะ ต่อให้เป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยเพียงเล็กน้อยในตำบลห่างไกล ขอแค่พวกเขาได้โอ้อวดว่ามีสิ่งที่หายากหรือผู้คนล้วนแสวงหาให้ได้มา ไม่ว่าราคาขายจะสูงถึงหลักพันตำลึงพวกเขายินดีควักเงินจ่ายอย่างเต็มใจขอรับ” เฟยซวนที่พบเจอผู้คนฐานะต่าง ๆ มากมายในสำนักศึกษาจึงไม่แปลกใจกับเรื่องของคนในเมืองหลวงเฟิงหยางเห็นบุตรชายดีใจจึงไม่ลืมเอ่ยเตือนเรื่องการสั่งจองสินค้าทั้งหมดอีกครั้ง “อาหาน อาซวน พวกเจ้าเก็บรักษาใบรายชื่อลูกค้าของเราไว้ให้ดี ๆ ล่ะ อย่าได้ทำมันหายเป็นอันขาดประเดี๋ยวจะเตรียมสินค้าไม่ครบ และจำทำให้พว







