เข้าสู่ระบบ“เขาบอกว่าพระสนมใจกล้าใจป้ำประกาศกลางถนนเลยเพคะ องครักษ์มาเต็มหอเชิญท่านกลับแบบหามเลยนะเพคะเมื่อคืน”
เยว่จือกุมขมับ
“โอย… ปวดหัว…รำคาญจริง ใครสนกันเล่าใครจะพูดก็พูดไปมาปลุกข้าทำไม”
เหมยจิ้งแทบร้องไห้
“ฝ่าบาทเพคะฝ่าบาท หากท่านไม่รีบไป ฝ่าบาทจะโกรธจริง ๆ นะเพคะ หยวนเซียวรออยู่หน้าห้องแล้ว”
เยว่จือสะดุ้งทันทีราวกับถูกน้ำราด
“หือ หยวนเซียวมาด้วยเหรอ”
เหมยจิ้งรีบพยักหน้า
“เจ้าค่ะ รีบลุกเร็วๆ เถอะเจ้าค่ะ”
เยว่จือค่อย ๆ ดันตัวขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ผมยุ่งเป็นรังนก ยังไม่สร่างเมาอย่างเห้นได้ชัด ร่างอ้วนแกว่งไปมาราวกับจะล้ม
เหมยจิ้งต้องรีบเข้าไปประคอง นวดแขน นวดไหล่ พูดปลอบเหมือนเด็ก
“ลุกนะเพคะ ลุกก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมานอนใหม่ก็ได้ค่ะเพคะ ลุกเพื่อตัวท่านเองนะเพคะ…”
เยว่จือบ่นงึมงำ
“ถ้าฝ่าบาทจะดุจริง ๆ ข้าขอกลับมานอนก่อน…”
“ไม่ได้เพคะ” เหมยจิ้งแทบจะอุ้มเจ้านายแล้ว “ไปเถอะค่ะเพคะ ไปเถิด ฮืออออ…”
สุดท้ายเหมยจิ้งทั้งดัน ทั้งดึง ทั้งประคอง ทั้งงัดข้อศอกเยว่จือ จนร่างอวบ ๆ ถูกพาออกจากเตียงอย่างทุลักทุเล
เมื่อเปิดประตูออกไป หยวนเซียวมองภาพเยว่จือยืนโงนเงนอยู่ในอ้อมแขนสาวใช้แล้วถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับอีกรอบ
นี่มันยังแค่เริ่มต้นของวัน…
บนบัลลังก์มังกรนั้น ใบหน้าหล่อเหลาของฮ่องเต้หยงชิงที่ไร้ที่ติ ดั่งแกะสลักจากหินอ่อน สันกรามที่ชัดเจนและคมดุจดั่งดาบ ตาที่คมกริบของเขาทอประกายด้วยความเยือกเย็นและความรู้สึกที่ลึกลับจนยากที่จะอ่านออก ดวงตาคู่นั้นก็ยังคงคงแววที่เย็นชาและไม่แสดงอารมณ์ใดๆ นอกจากความเงียบขรึม ด้านข้างไทเฮาที่มารอดูคำไต่สวนในฐานะผู้ปกครองวังหลัง
ดวงตาสีดำขลับที่เคยดึงดูดให้ทุกคนต้องหลงใหลกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขามองผ่านผู้คนที่เข้ามาหาเขาทุกวัน ทั้งนางสนมและหญิงงามที่เข้าวังมา หญิงงามเหล่านั้นล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกันตำแหน่งและอำนาจ และไม่เคยมีใครที่ทำให้เขาหยุดมองสักคน นอกจาหญิงร่างอ้วนที่ไม่สำรวมคนนี้ เยว่จือ
เยว่จือร่างกลมที่เดินไม่ตรงทาง ทำให้สายตาขุนนางทั้งหลายพร้อมใจกันเหล่มองราวกับเห็นภูเขากลิ้งเข้าวัง ส่วนเหมยจิ้งนั้นหน้าเสียจนเหมือนจะร้องไห้ตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตู
ขุนนางหลายคนที่ต่างวนเวียนก้าวออกมาประสานมือเล่าวีรกรรมของเยว่จือเมื่อคืนต่างส่ายหน้าไปมา
เยว่จือคุกเข่าได้เพียงครู่เดียวก็ทรงตัวไม่อยู่ ทิ้งตัวนอนหงายต่อหน้าบัลลังก์ราวกับพื้นหินเย็นๆ นั้นคือฟูกนวมแสนสบายร่างอ้วนราวกับก้อนภูเขา ขุนนางทั้งแถวพ่นลมหายใจยาว
ใต้เท้าเจิ้งก้าวออกมาราวกับรอจังหวะนี้มานาน สีหน้าเคร่งเครียด ขนคิ้วขมวดเป็นปม มองลงมาเห็นเยว่จือนอนแผ่อยู่เบื้องล่างก็ยิ่งโมโหจนหน้าแดง
"นี่หรือสนมของฝ่าบาทที่ผ่านการฝึกปรืออย่างดีก่อนเข้าวัง" เสียงก้องสะท้อนทั่วท้องพระโรง
เหมยจิ้งก้มหน้าจนคางแทบจะแตะพื้น ส่วนเยว่จือปวดหัวจนตาลายแต่ในใจกลับจดชื่อเจ้าคนปากคาวไว้ทันที ผูกแค้นเป็นระเบียบพร้อมวันสะสางในอนาคต
ใต้เท้าเจิ้งหันกลับไปประสานมือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ฝ่าบาท เรื่องนี้ลามไปทั่วเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่เกินสามวันจะต้องไปถึงชายแดนแน่นอน และไม่เกินห้าวันจะต้องถึงแคว้นต่างๆ นางอวดอ้างตนว่าเป็นสนมเอกผู้โปรดปราน แต่กลับไปเที่ยวหอโคมเขียวกอดโอบบุรุษหนุ่ม ไม่แปลกใจที่บิดาเป็นแค่ฉงจิ่วผิ่น แต่นางกล้าอวดอ้างเกินตัว นางประกาศว่าจะเลี้ยงชายในหอโคมเขียวทั้งหอ ที่น่าเจ็บใจที่สุดส่งคนมาขอเงินที่กรมคลังของข้า"
ว่าจบก็ปาตั๋วรายการอาหารและสุราที่เปลี่ยนเป็นจำนวนที่ต้องจ่าย (บิล) กองใหญ่ลงพื้นจนฝุ่นฟุ้ง ใต้เท้าฉวีที่ยืนข้างๆ จึงถามหน้าตาย
"แล้วท่านได้จ่ายแทนนางหรือไม่"
"ข้าก็ต้องจ่ายสิไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อฝ่าบาทได้" ใต้เท้าเจิ้งเกือบจะกระทืบเท้าอย่างเด็กงอแง
เยว่จือยันตัวลุกขึ้น เหมยจิ้งรีบประคองเถียงเสียงดัง
"ปีนึงข้าเอาไปใช้กี่บาทกัน ทีพวกท่านเอะอะอะไรก็ร่ำสุราปิดหอเลี้ยงสาวๆ แทบทุกเดือน หมดไปเท่าไหร่ มีใครตรวจสอบไหม ข้าเป็นแค่สนมต่ำต้อยกลับต้องถูกตรวจราวกับเป็นขุนนางระดับสูง"
ใต้เท้าเจิ้งปากสั่นคอสั่นยิ่งกว่าเดิม ชี้นิ้วใส่เยว่จือราวกับจะจิ้มนางให้จมหายลงพื้น
"ฝ่าบาท นางยังไม่สำนึก พูดบิดเบือนใส่ร้ายข้ากับเหล่าขุนนาง ขุนนางทั้งหลายว่าจริงหรือไม่ ใครเห็นด้วยกับข้า ฝ่าบาทเช่นนั้นอุดปากนาง อย่าให้นางพูด"
"ข้าไปดื่มแค่นี้ก็มีปัญหาหรือ" เยว่จือสวนทันควัน
"ข้าเหงานี่ฝ่าบาทไม่เคยเหลียวแลเลย เข้าวังทั้งทีเป็นสนมแท้ๆ มีสักคืนไหมที่ได้…ได้นอนเคียงฝ่าบาท อย่ามาอ้างว่าเพราะข้าอ้วนก่อนหน้านั้นหน้าตาข้าก็ออกจะสวย เป็นเพราะฝ่าบาทต่างหากที่มีมากมายจนไม่ทั่วถึง เรื่องหย่อนใจใครๆ ก็ทำกันสนมครึ่งวังทำทุกคนไม่อย่างนั้นจะมีหอโคมเขียวไว้ทำไม เราแค่หย่อนใจไม่ได้ไปอุ่นเตียงกับน้องๆ บุรุษหนุ่มเหล่านั้นสักหน่อย แล้วทำไมต้องเป็นข้าที่ซวยถูกจับได้ "
"หุบปากเจ้าซะ สนมลำดับที่ 87" ใต้เท้าเจิ้งพูดเสียงดังลั่น
"เจ้ากล้าตำหนิฝ่าบาทหรือ"
เสียงสุดท้ายก้องสะท้อนทั่วท้องพระโรง ขุนนางทั้งหลายตัวสั่นไปตามๆ กันเหมยจิ้งคิดในใจว่าชาตินี้ควงจะต้องกล่าวลาพ่อแม่ไม่แคล้วโดนประหารพร้อมกับสนมเยว่จือแน่ๆ ส่วนเยว่จือก็ยังนั่งหน้าร้อนผ่าวแต่ตาไม่วายเหลือบหาฝ่าบาทที่ยังไม่เอื้อนเอ่ยแม้คำเดียว…
ลุงหนานซ่งเองก็ยืนกอดอกเงียบๆ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลเหมยจิ้งเอาแต่ชะเง้อมองเข้าไปด้านในตลอดเวลาหานเย่ยืนพิงเสาอย่างนิ่งสงบส่วนโจวชวี่กับชูอวี่ที่บัดนี้สวมชุดขุนนางจอหงวนเต็มตัว ต่างยังทำตัวเหมือนเดิมไม่มีผิดชูอวี่เดินวนไปวนมาเร็วกว่าพ่อบ้านเสียอีก"ทำไมข้าตื่นเต้นกว่าตอนสอบจอหงวนเสียอีก"โจวชวี่ถอนหายใจ"เจ้าหยุดเดินก่อน ข้าเวียนหัว"ไม่ไกลกัน หลงเกอยืนอยู่ข้างถานถานที่ตอนนี้งดงามสง่าในฐานะไท่จือเฟยแห่งแคว้นเหลียงแต่พอได้ยินเสียงร้องของจื่อจือดังลอดออกมาจากด้านในถานถานก็รีบกำแขนเสื้อหลงเกอแน่นทันที"นายหญิงจะไม่เป็นไรใช่ไหม"หลงเกอลูบมือปลอบเบาๆ"ไม่เป็นไรหรอกน่าอีกเดี๋ยวเราจะต้องได้เห็นหน้าหลานชาย"แต่เขาเอง สีหน้ายังตึงไม่น้อยลุงเฉียวถงถอนหายใจยาว"ตอนสร้างรถยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้"ทุกคนต่างเงียบลงเมื่อเสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้นกะทันหันอุแว้...ๆๆๆๆทั้งตำหนักหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกหมอตำแยหญิงเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง"ยินดีด้วยเพคะ"น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี"ฮองเฮาประสูติองค์ชายอย่างปลอดภัย"เสียงเฮดังขึ้นพร้อมกันทันทีชูอวี่กระโดดตัวลอยโจวชวี่ถึง
ยังไม่ทันได้ตรัสอะไร หยงชิงก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ต่างจากทุกวันอย่างเห็นได้ชัดแววตาคมเต็มไปด้วยความยินดีจนปิดไม่มิดไทเฮาเลิกคิ้วนิดหนึ่ง"เกิดเรื่องอันใด"หยงชิงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย"เสด็จแม่"น้ำเสียงของเขาแฝงความตื่นเต้นชัดเจน“มีเรื่องเร่งด่วนใดกัน” ไทเฮาเอ่ยปากถามเมื่อเห็นหยงชิงนั่งลง"จื่อจือกำลังตั้งครรภ์"มือของไทเฮาชะงักทันที"อะไรนะ"นางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วหยงชิงยิ้มออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง"หมอหลวงเพิ่งตรวจเมื่อเช้า"ไทเฮานิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนใบหน้าจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยินดีอย่างที่สุด"จริงหรือ"หยงชิงพยักหน้าเพียงเท่านั้น ไทเฮาก็หัวเราะออกมาทันที"ดี"นางตบพนักเบาๆ อย่างพอใจ"ดีเหลือเกิน"สายตาของนางเป็นประกายขึ้นทันที"ในที่สุดราชวงศ์ก็จะมีรัชทายาท"นางรีบหันไปทางขันทีข้างกาย"เร็ว"น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น"ส่งราชโองการออกไป"ขันทีรีบประสานมือ"พ่ะย่ะค่ะ"ไทเฮายิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น"จัดงานเลี้ยงฉลองทั่ววังหลวง เปิดคลังหลวงแจกข้าวสารและผ้าไหมแก่ประชาชน"และ...งดเก็บภาษีหัวเมืองต่างๆ สามปี"นางหยุดนิดหนึ่ง ก่อนตรัสเสียงดังชัดเจนขันที
ยามสายภายในตำหนักแปดสิบเจ็ดเงียบสงบผิดปกติ เหล่าขันทีและสาวใช้กำลังช่วยกันปิดประตูหน้าต่างตามคำสั่งของฮ่องเต้หยงชิงยืนกอดอกอยู่กลางห้อง สีหน้าดูพอใจอย่างเห็นได้ชัด"ดี"เขาพยักหน้าเบาๆ"ตั้งแต่วันนี้ ห้ามใครเข้ามารบกวน"หยวนเซียวก้มตัวรับคำสั่ง"ขอรับฝ่าบาท"จังหวะนั้นเองเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านในห้อง"อุ..."ตามมาด้วยเสียงอาเจียนดังชัดหยงชิงชะงักทันที ก่อนรีบหันขวับ"จื่อจือ"เขาก้าวเร็วแทบจะทันทีเข้าไปด้านในก็พบจื่อจือนั่งอยู่ข้างเตียง มือหนึ่งกุมอก อีกมือยันขอบเตียงไว้ สีหน้าซีดลงเล็กน้อย"อุ๊บ..."นางโก่งคออาเจียนอีกครั้งหยงชิงถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ"จื่อจือ"เขารีบเข้าไปนั่งข้างๆ มือใหญ่ลูบหลังไหล่นางเบาๆ อย่างลนลาน"เป็นอะไร"จื่อจือหอบเบาๆ ยังตอบไม่ได้หยงชิงยิ่งขมวดคิ้วแน่น"หยวนเซียว"เสียงตวาดดังลั่นทันทีหยวนเซียวรีบวิ่งเข้ามา"ขอรับฝ่าบาท""รีบไปตามหมอหลวง"หยงชิงพูดเร็ว สีหน้าตึงเครียดชัดเจนหยวนเซียวชะงัก"แต่ฝ่าบาท..."เขากะพริบตาปริบๆ"ไหนบอกว่าจะปิดตำหนัก"หยงชิงหันมามองทันที"ไม่แล้ว"ตอบเร็วแทบไม่ต้องคิดเขาหันกลับไปประคองจื่อจืออย่างระวัง มือยังคอยลูบหลังให้นางไม่ห
แคว้นซีเป่ยภายในห้องทรงงานยามค่ำ แสงตะเกียงส่องสลัว หยงชิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ สีหน้าดูเคร่งขรึมผิดปกติหยวนเซียวกับใต้เท้าหลินยืนอยู่เบื้องหน้า ต่างมองหน้ากันเลิ่กลักเล็กน้อยบรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่หยงชิงจะวางพู่กันลงช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้น"ข้ามีเรื่องจะถาม"น้ำเสียงเรียบ แต่ทำให้ทั้งสองคนตั้งตัวทันที"ฝ่าบาทโปรดตรัส"หยวนเซียวรีบตอบหยงชิงนิ่งไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังชั่งใจก่อนจะพูดออกมาตรงๆ"ทำอย่างไร..."เขาหยุดเล็กน้อย"จื่อจือจึงจะตั้งครรภ์"คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบทันทีหยวนเซียวเบิกตากว้างใต้เท้าหลินไอแห้งๆ หนึ่งครั้ง"เอ่อ"ทั้งสองคนหันมองหน้ากันอีกครั้งอย่างทำอะไรไม่ถูกหยวนเซียวก้มหน้าลงทันที"เรื่องนี้..."เขาพูดเสียงเบา"ข้าน้อยไม่ถนัดขอรับ"ใต้เท้าหลินถอนหายใจเบาๆ ก่อนก้าวออกมาครึ่งก้าว"ฝ่าบาท อันนี้มันอยู่ที่ความสามารถของฝ่าบาท"น้ำเสียงพยายามนิ่ง"เรื่องนี้...เป็นเรื่องธรรมชาติของสามีภรรยา"หยงชิงขมวดคิ้วนิดหนึ่ง"ข้ารู้"เขาตอบสั้นๆ"แต่ข้าอยากรู้ให้ชัด"ใต้เท้าหลินถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่ออย่างระมัดระวัง"โดยทั่วไป...ต้องอาศัยเวลา และจังหวะที่เหมาะสม"หยงช
โจวชวี่ ชูอวี่ และหานเย่ยืนรวมกันอยู่ไม่ไกล พอเห็นถานถานเดินออกมาจากด้านใน ทั้งสามคนก็หันมองหน้ากันก่อนจะยิ้มกว้างชูอวี่เป็นคนแรกที่ตบมือดังลั่น"โอ้ย ดีจริงๆ"โจวชวี่หัวเราะออกมา"ข้านึกว่าจะตึงเครียดกว่านี้"หานเย่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย"แต่ดูแล้ว ฮ่องเต้กับฮองเฮาแคว้นเหลียงไม่ได้รังเกียจนางเลย"ชูอวี่พยักหน้าแรงๆ"ไม่ใช่แค่ไม่รังเกียจ"เขายกมือทำท่าประกอบ"ข้าว่าทรงพอพระทัยด้วยซ้ำ"โจวชวี่ถึงกับยิ้มกว้างขึ้นมาทันที"โห แบบนี้พี่สาวถานถานของพวกเราจะได้เป็นไท่จือเฟยจริงๆ แล้วสิ"ชูอวี่ก็ยิ้มตามทันที"เฮ้อ ดีจังคาดไม่ถึงจริงๆ ลุงเฉียวถงจะต้องหายกังวลใจเป็นแน่"หานเย่แม้จะนิ่งกว่า แต่ก็ยกมุมปากขึ้นชัดเจน"นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี"ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกันเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามองถานถานที่เดินออกมาได้ยินพอดี ถึงกับชะงัก"พวกเจ้าพูดอะไรกัน"ชูอวี่หันไปยิ้มกว้าง"ก็ดีใจแทนท่านนะสิ"โจวชวี่พยักหน้า"ยินดีด้วย"ถานถานหน้าแดงขึ้นทันที"ยินดีอะไร"หานเย่มองนางนิ่งๆ ก่อนพูดเรียบๆ"อย่างน้อย วันนี้ก็ไม่มีใครปฏิเสธเจ้า"ชูอวี่รีบเสริม"แถมยังเกือบรับเข้าวังไปเป็นไท่จือเฟยอีกต่างหาก"โจวชวี่หัวเราะ"ห
ภายในตำหนักตะกายดาว โต๊ะเสวยถูกจัดเตรียมอย่างงดงาม อาหารหลากหลายวางเรียงกันอย่างประณีต กลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่วห้องฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนและฮองเฮาซูเหวินเยว่นั่งอยู่ด้านบน สีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงความสนใจขุนนางและคนของเมืองอี้ยืนอยู่สองข้างอย่างเรียบร้อย หนานซ่งยืนรอรีอยู่ข้างจังหวะนั้นเองเสียงฝีเท้าดังเข้ามาหลงเกอก้าวเข้ามาในห้อง สีหน้าดูสบายกว่าตอนก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัดข้างกายเขา คือถานถานที่ถูกพามาด้วย นางก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิดสายตาหลายคู่หันมามองทันทีหลงเฉิงเทียนเลิกคิ้วนิดหนึ่งฮองเฮายิ้มบางๆ อย่างสนใจหลงเกอเดินตรงเข้ามา ก่อนหยุดยืนเบื้องหน้า แล้วประสานมือก้มศีรษะเล็กน้อย"ถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่"ฮองเฮามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปที่หญิงสาวข้างกายที่ย่อกายลงงดงาม เลื่อนสายตาไปที่มือหลงเกอกำมือนางไว้ ถานถานรีบดึงมืออกจากมือหลงเกอทว่าอีกคนกลับไม่ยอมปล่อย"หญิงงามคนนี้คือ..."น้ำเสียงนุ่มแต่แฝงความหมาย ฮองเฮาเลิกคิ้วหลงเกอหันไปมองถานถานแวบหนึ่งก่อนยิ้มเล็กน้อย"หญิงงามคนนี้...คือผู้ที่ดูแลลูกของท่านตลอดเวลาที่อยู่ที่เมืองอี้"เขาพูดช้าๆ ชัดเจน
ลานกว้างเงียบลงหลังเสียงเปลวไฟใต้กระเช้าดับหาย เหลือเพียงเงาร่างหนึ่งยืนแหงนหน้ามองท้องฟ้า บอลลูนผืนใหญ่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เล็กลงทุกขณะราวกับตั้งใจหนีใครบางคนโดยเฉพาะหลงเกอยกมือบังแสงแดด ดวงตาจับจ้องจุดสีสดที่เคลื่อนห่างออกไปอย่างไม่วางตา"ทำไมนางไม่ชวนข้าสักคำร้ายกาจจริงๆ มีของดีดีแบบนี้กลับไม่ให้
ลุงเฉียวถงยิ้มกว้างเมื่อเห็นจือจื่อยกมือขึ้นลูบหลอดไฟที่เขาเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ นี่คือผลงานที่เขาได้ทำขึ้นจากความคิดและการทุ่มเทมาอย่างหนัก หลังจากที่จือจื่อร่างแบบและกำหนดแนวทางในการทำหลอดไฟให้สำเร็จ ลุงเฉียวถงและหานเย่รวมทั้งสองแฝดต้องทำงานหนักเพื่อให้การผลิตเป็นไปตามแบบที่จือจื่อคิดขึ้นมา"นี่คือการ
เสวียนซียืนประจันหน้ากับหรงหลิน สายตาของนางที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและอาฆาตพยาบาทเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อไม่ต่างกับที่เคยมองจือจื่อ"ลากนางเข้าไปในตำหนัก" เสวียนซีสั่งเสียงแข็งขันทีและนางกำนัลร่างยักษ์ลากร่างของหรงหลินไปโดยไม่สนใจเสียงอ้อนวอน หรงหลินถูกอุดปากและปิดจมูกไปจนไม่อาจร้องขอความช่วยเหล
วังหลวง"ฝ่าบาท ไท่จือหลงเกอจะเสด็จเยือนแคว้นซีเป่ย" ขันทีโอหยากล่าวอย่างดัง เมื่อเห็นหยงชิงที่นั่งอยู่กับ หยวนเซียวที่กำลังเดินหมากด้วยกันหยงชิงยิ้มเล็กน้อย ทว่าในแววตาของเขากลับมีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ "นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ได้พบกับหลงเกอ" น้ำเสียงของเขามีความอบอุ่นแบบที่ไม่เคยเห็นในครั้งก่อนๆ







