Masukเฉินเปียวนอนงออยู่กับพื้นเพียงครู่เดียวก็ฝืนลุกขึ้น ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะ เขากวาดตามองรอบห้อง ก่อนจะเห็นเงาร่างของหยงชิงกับจือจื่อกำลังจะพ้นประตูไปความเดือดดาลพลุ่งขึ้นทันทีเขาพุ่งตามไปทั้งที่ยังหอบหนัก มือหนึ่งกุมหน้าอกที่ถูกถีบ"หยุดเดี๋ยวนี้"เสียงตะโกนของเขาดังก้องลั่นทางเดินหินทหารและองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ไม่ไกลต่างสะดุ้งรีบวิ่งเข้ามา เฉินเปียวชี้ตามหลังร่างทั้งสองที่กำลังหายเข้าเงามืด"จับตัวฮ่องเต้แคว้นซีเป่ยกับสนมของเขามาให้ข้าให้ได้ ไป๊ไปเดี๋ยวนี้พวกโง่"น้ำเสียงเกรี้ยวกราดจนผู้ฟังขนลุก"หากปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้ พวกเจ้าทั้งหมดอย่าหวังว่าจะรักษาหัวไว้"เสียงเกราะกระทบกันดังระงมเมื่อกองทหารรีบกระจายตัวออกไล่ล่าคบเพลิงหลายสิบดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน ทางเดินที่เคยมืดสลัวกลับสว่างวาบราวกับกลางวันลมกลางคืนพัดแรงเมื่อหยงชิงลากมือจือจื่อวิ่งผ่านระเบียงยาวของวังหลวง เงาคบเพลิงทอดยาวไหวไปตามพื้นหิน เสียงฝีเท้าของทหารที่วิ่งไล่ตามมาเริ่มดังใกล้ขึ้นทุกขณะทั้งสองเลี้ยวเข้าทางแคบด้านหลังตำหนัก ก่อนจะมาถึงสวนร้างที่แทบไม่มีผู้คนกำแพงสูงของวังหลวงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า จุดนัดพบกับหลงเกอแ
ห้องคุมขังยังคงเงียบงัน มีเพียงแสงตะเกียงที่สั่นไหวตามลมอ่อนจากช่องระบายอากาศด้านบนจือจื่อยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเฉินเปียว แต่ในใจกลับคำนวณเวลาอย่างรวดเร็วตามแผนแล้ว ตอนนี้โจวชวีกับชูอวี่ควรจะเข้ามาได้แล้ว หรือจะมาแล้วนะแต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิทไม่มีเสียงต่อสู้ ไม่มีเสียงสัญญาณเฉินเปียวมองสีหน้าของนางอย่างจับผิด ก่อนจะยิ้มบาง"ยอมแล้วหรือ ฮ่าาาา"เขาเอ่ยเสียงต่ำ"ยอมจำนนแล้วสินะ ความจริงแล้ว อยู่กับข้าเสียที่นี่ดีกว่า ไปทนลำบากที่เมืองอี้ข้าจะแต่งตั้งเจ้าในตำแหน่งสนม"เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวจือจื่อแสร้งยืนนิ่ง ไม่ทำท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางสูดหายใจลึกเล็กน้อยเหมือนกำลังตั้งสติเอาวะเป็นไงเป็นกัน"ฝ่าบาทใจเย็นๆ จือจื่ออย่างไรก็หนีไม่ได้อยู่แล้ว"นางหลุบตาลงเล็กน้อย ทำท่าราวกับยอมจำนน"ขอข้าทำใจสักหน่อย จะให้"คำพูดนั้นเหมือนการยอมแพ้ แต่ในแววตาที่ก้มต่ำลง กลับมีประกายคมกริบซ่อนอยู่จือจื่อกำลังยื้อเวลาและกำลังรอให้คนของเมืองอี้มาถึงเฉินเปียวย่างสามขุมเข้ามา ดวงตาแพรวพราวด้วยความต้องการและชัยชนะที่คิดว่าอยู่ในกำมือจือจื่อถอยหลังทีละก้าวจนแผ่นหลังชนผนัง เย็นเฉียบจากหินกระทบผิวผ่านเส
ทางเดินหินด้านในตำหนักเงียบงัน มีเพียงแสงคบเพลิงที่ส่องไหวไปตามผนัง ผิงฉือก้าวเดินมาด้วยสีหน้าเย็นชา ชายกระโปรงลากผ่านพื้นหินอย่างแผ่วเบาหน้าห้องคุมขังมีองครักษ์สองนายยืนเฝ้าอย่างเคร่งครัด เมื่อเห็นฮองเฮาเข้ามา ทั้งคู่รีบประสานมือคำนับหนึ่งในนั้นก้าวออกมาขวางอย่างลังเล"ฮองเฮา ที่นี่ฝ่าบาทมีพระบัญชา…ห้ามใครผ่านเข้าออก"ผิงฉือหยุดยืนตรงหน้าเขา สายตาคมกริบ"ใครกล้าขวางข้า"น้ำเสียงของนางเยียบเย็นดังน้ำแข็ง"เปิดประตูเดี๋ยวนี้"องครักษ์ยังคงก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าขยับ ยังก้มหน้านิ่งเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ผิงฉือก็ยกมือฟาดลงบนใบหน้าของเขาอย่างแรง เสียงดังสะท้อนในทางเดินแคบองครักษ์ถึงกับเซถอยหลังยกมือกุมที่ใบหน้า อีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างหน้าซีดเผือด รีบถอยกรูดไปชนกำแพงผิงฉือก้าวเข้าไปใกล้ประตูห้องอีกก้าว เขย่าประตูแรงๆ"เปิดประตูให้ข้า"นางพูดช้าๆ แต่น้ำเสียงดุดัน"ข้าจะเข้าไปพบนาง เปิดประตู..เดี๋ยวนี้"องครักษ์อีกคนรีบวิ่งไปปลดกลอนเหล็ก มือสั่นเล็กน้อยขณะเปิดประตูอย่างเร่งรีบบานประตูไม้หนาค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นห้องสลัวด้านในผิงฉือยืนมองเข้าไป ภายในห้องคุมขังที่มืดสลัว จือจื่อนั่งพิงผนังอย
ประตูไม้หนาถูกผลักเปิดอย่างแรงก่อนที่ร่างของจือจื่อจะถูกทหารโยนเข้าไปด้านใน ห้องสี่เหลี่ยมแคบปิดทึบแทบไม่มีหน้าต่าง มีเพียงตะเกียงดวงเล็กแขวนอยู่บนผนังให้แสงสลัวประตูปิดดังปังทันทีเสียงกลอนเหล็กด้านนอกขยับดังกรึบจือจื่อถอนหายใจ องครักษ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูไม่ห่างจือจื่อลุกขึ้นนั่งช้าๆ ปัดฝุ่นบนแขนเสื้อก่อนจะมองสำรวจห้องเงียบๆ สีหน้าไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อยก็ดีกว่าที่คิดไว้อย่างน้อยก็ไม่ถูกประหารตรงนั้นถูกขังแบบนี้ยังมีโอกาสหนี เพียงแค่รอคนขจองเมืองอี้กับโจวชวีและชูอวี่ นำระเบิดที่ขนมาเพื่อเปิดทางให้จือจื่อและคนอื่นๆ ได้หนีในอีกด้านหนึ่งของตำหนัก หานเย่ถูกจับแยกไปคุมขังในห้องเล็กอีกห้อง กระบี่คู่ใจถูกยึดไปตั้งแต่ตอนถูกล้อมตัว เขายืนพิงผนังกอดอกแน่น สีหน้าเคร่งขรึม"ท่านองครักษ์ เราจะทำอย่างไรดี"เสียงของหรูหรันที่หวั่นใจกว่าใคร เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ"ท่านลุงหนานซ่ง เราจะช่วยจือจื่อได้อย่างไร"หานเย่หันมองไปยังหนานซ่งที่นั่งอยู่ใกล้กำแพง สีหน้าของชายวัยกลางคนกลับสงบนิ่งอย่างประหลาดกระบี่ของเขาก็ถูกยึดไปแล้วเช่นกัน แต่ท่าทางยังคงมั่นคงหนานซ่งถอนหายใจเบาๆ"นายหญิงคาดการณ์ไว้อ
เช้าวันต่อมา ภายในตำหนักไทเฮาเต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กน้อย ขันทีและคนงานจำนวนหนึ่งกำลังขนหีบไม้ ท่อดินเผา ชักโครก และเครื่องมือช่างเข้ามาอย่างระมัดระวังใต้เท้าหลินยืนประสานมืออยู่ด้านหน้า คอยกำกับการทำงานด้วยสีหน้าจริงจังขันทีชราที่ดูแลตำหนักไทเฮามองกองอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยความสงสัย"ใต้เท้าหลิน สิ่งของเหล่านี้คืออะไรกัน"ใต้เท้าหลินยิ้มบางก่อนจะตอบอย่างสุภาพ"สิ่งที่เมืองอี้เรียกว่า ชักโครกขอรับ"ขันทีชราขมวดคิ้ว"ชัก… อะไรนะ"ใต้เท้าหลินจึงอธิบายช้าๆ"เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้การขับถ่ายสะดวกและสะอาดยิ่งขึ้น เพียงใช้น้ำชำระ ทุกอย่างก็จะไหลลงไปตามท่อ ไม่ต้องให้คนมาคอยขนของเสียออกจากตำหนักทุกวัน พระสนมเยว่จือบุตรีของข้านางตั้งใจส่งมอบสิ่งนี้เพื่อไทเฮาจะได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น"ขันทีหลายคนเบิกตากว้างทันทีหนึ่งในคนงานเปิดหีบไม้ เผยให้เห็นโถกระเบื้องขาวเรียบมันวาวอย่างประณีต"นี่หรือ"ขันทีชราก้มมองอย่างประหลาดใจใต้เท้าหลินพยักหน้า"ใช่แล้วบุตรีข้านางเป็นผู้คิดค้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองตอนนี้หากใครผ่านไปที่เมืองอี้ก็จะได้ลองใช้ อ่อ /ที่จวนของข้าก็ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว หากอยากจะลองก็ไปลองที่จวนข
เฉินเปียวจ้องหน้าหญิงทั้งสองครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายราวกับพูดเรื่องธรรมดา"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว"ลานจัดเลี้ยงเงียบลงอีกครั้งเฉินเปียวกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ ก่อนจะหยุดที่หรูหรัน"ข้าไม่ถามแล้วว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่หรือไม่"มุมปากของเขายกขึ้นช้าๆ"แต่ข้าจะคุมตัวเจ้าไว้ที่นี่เสีย ไม่ให้กลับไปที่เมืองอี้"ขุนนางหลายคนก้มหน้าลงทันทีหรูหรันชะงักเล็กน้อย นางหันหน้ามองด้านหลังอย่างรวดเร็วจือจื่อที่ยืนอยู่ในคราบสาวใช้กลับยิ้มเย็นนางก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของหรูหรันเบาๆ ราวกับกำลังช่วยจัดชายแขนเสื้อริมฝีปากของจือจื่อขยับเพียงเล็กน้อย"ไม่ต้องห่วง"เสียงกระซิบแผ่วจนมีเพียงหรูหรันที่ได้ยิน"เรามีแผนสอง ท่านมียาสลบในมือ หากเขาบังคับกดดันท่านก็แค่ใช้ยาสลบนั่นเสีย"จือจื่อยังคงก้มหน้าเหมือนกำลังรับคำสั่งนายหญิง"แล้วเราจะหนีออกไป ข้าส่งสัญญาณให้คนของเราเข้ามาช่วยในทันที ที่หานเย่ไม่กลับออกไปในค่ำคืนนี้"หรูหรันกระพริบตาเล็กน้อยก่อนกระซิบตอบ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"จือจื่อยังคงยิ้มบาง"ใจเย็นไว้พี่สาว"นางพูดแผ่วๆ"ข้าตกลงกับคนของเราไว้ หากหานเย่ไ







