เข้าสู่ระบบ“เปลี่ยนใจทันไหมคะ” ปัญชิตาเอ่ยถามเสียงอ่อย
“ไม่ทันแล้วล่ะ” เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะเดินนำไปที่ลิฟต์
“ให้ตายเถอะยัยปัน เป็นอะไรเนี่ย” หญิงสาวบ่นกับตัวเองแล้วรีบเดินตามเขาไปเพราะลิฟต์ต้องกดเลขที่ห้องประตูถึงจะปิด
เมื่อเข้ามาในลิฟต์ หญิงสาวกดเลขที่ห้อง รอจนประตูลิฟต์ปิดก็ยืนตัวลีบเพราะในพื้นที่ลับตาคนแบบนี้มันอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่หากเธอจะต้องอยู่ใกล้เขา
“.....ผมไม่กัดคุณหรอกน่า ไม่ต้องหนีขนาดนั้น” วีรวัฒน์บอกด้วยท่าทางสบายๆ มือหนาล้วงในกระเป๋ากางเกง
“ไม่ได้หนีเสียหน่อยค่ะ” เถียงทั้งที่ยืนตัวลีบแทบจะติดประตูลิฟต์
“.....นี่คุณ.....ไม่ต้องห่อขนาดนั้น เดี๋ยวก็เจ็บหลังหรอก ผมไม่ใช่เด็กนะ แค่เห็นก็รู้แล้ว” เขาพูดถึงการที่เธอพยายามห่อไหล่เพื่อซ่อนหน้าอก
“.....” ปากเล็กพะงาบๆโดยไม่มีเสียง
“อ้อ แล้วก็นอกเวลางาน ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น” ร่างสูงยังคงท่าทางสบายๆหลังจากประตูลิฟต์เปิดและเดินเฉียดร่างเล็กที่ยืนห่อตัวอยู่ออกจากลิฟต์ไป
“อะ.....” คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือก เธอคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขาตั้งใจเดินเฉียดหน้าอกของเธอไป
ปัญชิตารีบตามออกมาจากลิฟต์ ตรงไปยังหน้าห้องของเธอที่มีเขายืนรออยู่ หญิงสาวแอบชมวีรวัฒน์ในใจถึงความช่างสังเกตุของเขาที่แค่เห็นเลขห้องของเธอตอนกดลิฟต์เขาก็หาห้องของเธอเจอ
ปลายนิ้วเรียวแสกนที่หน้าประตูแล้วเปิดออกกว้าง ร่างสูงกำยำเดินเข้าไปก่อนตามความเคยชิน เขาตรงไปนั่งลงบนโซฟากลางห้องที่หญิงสาวจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ห้องนอนของปัญชิตาอยู่ฝั่งซ้ายที่เป็นผนังกระจกใสกินพื้นที่เกือบทั้งฝั่ง มีห้องแต่งตัวอยู่ตรงข้ามกับห้องนอน ห้องน้ำอยู่ข้างๆห้องแต่งตัว โซนครัวจะอยู่ริมติดประตูฝั่งขวา ซึ่งกว้างพอที่จะจัดวางโต๊ะกินข้าวเอาไว้ได้ มีชุดโซฟาตั้งอยู่กลางห้องกินพื้นที่บริเวณห้องแต่งตัวทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นโซฟาชุดใหญ่สำหรับคนอยู่คนเดียว และหากมองตรงไปจากหน้าประตูก็จะพบประตูกระจก 4 ช่อง ที่สามารถเปิดออกไปที่ระเบียงได้ที่อยู่ถัดจากโซฟาไป
“ห้องใหญ่ดีนะ น่าจะแพงสำหรับมนุษย์เงินเดือน” วีรวัฒน์แกล้งพูดขึ้นเพราะรู้จากการให้ลูกน้องหาประวัติหญิงสาวให้แล้วว่าเธอเป็นลูกนักธุรกิจคนหนึ่งเหมือนกัน
“.....” ปัญชิตาไม่ตอบอะไร เธอเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเครื่องดื่มมาให้เขาเพื่อให้เขาสร่างเมา
“อืม” มือหนารับแล้วแกล้งดึงให้คนตัวเล็กเซถลาเล็กน้อย
“ล้างหน้าในห้องน้ำได้เลยนะคะ ผ้าขนหนูที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ในตู้ ฉันไม่เคยใช้ค่ะ แค่ซักแล้วเก็บเอาไว้” หญิงสาวยืนตั้งหลักแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว
“อืม ออกไประเบียงได้ไหม” ขวดเครื่องดื่มถูกเปิดออกกรอกลงคอรวดเดียวครึ่งขวด ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ
“.....ได้ค่ะ” ตอบรับพร้อมกับพยักหน้า เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรจึงคอยดูท่าที
วีรวัฒน์ลุกจากโซฟา เดินตรงไปที่ประตูกระจกแล้วเปิดออกไป ลมเย็นจากชั้นบนที่พัดมาโดนผิวทำให้เขารู้สึกพอใจ เธอเทสดีไม่น้อย เขายอมรับ ดวงตาคมมองไปยังฝั่งห้องนอนที่หญิงสาวยังไม่ปิดผ้าม่าน ภายในมีเตียงนอนหลังใหญ่อยู่ตรงกับโซฟา มีชั้นหนังสือตั้งริมผนังกินพื้นที่ริมฝั่งหนึ่งทั้งแถบจนเขาแปลกใจ
“เอาล่ะ ผมดีขึ้นแล้ว พรุ่งนี้เตรียมตัวด้วย ก่อน 7 โมง”
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าด้านในแล้วปิดล็อกประตูให้อย่างแน่นหนา ก่อนจะสั่งเธออีกครั้งแล้วเปิดประตูออกจากห้องไปท่ามกลางสายตาไม่เข้าใจของเจ้าของห้องที่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นหลายนาที
เช้าของหลายวันต่อมา บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความคึกคักกว่าทุกวัน หลังจากใช้เวลาพักผ่อนและดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุขของการเป็นคู่บ่าวสาวมาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่วีรวัฒน์และปัญชิตาต้องเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯด้านหน้าบ้านมีรถยนต์หรูสองคันจอดรออยู่ โดยคันหนึ่งเป็นรถของวีรวัฒน์กับปัญชิตา ส่วนอีกคันเป็นรถของธีรภัทรและพรีญาภัส พี่ชายของวีรวัฒน์และภรรยาที่จะเดินทางกลับพร้อมกันธาดากับวิริญญา เดินทางกลับไปตั้งแต่เสร็จจากงานได้ 2 วัน เพราะต้องรีบบินกลับไปทำงานต่อ“ของครบหรือยังครับคุณภรรยา” วีรวัฒน์เอ่ยถาม ขณะเดินถือกระเป๋าใบสุดท้ายออกมาจากตัวบ้าน“ครบแล้วค่ะ คุณสามีไม่ต้องห่วง” ปัญชิตาที่กำลังตรวจดูสัมภาระอีกครั้งหันกลับมายิ้ม“ได้ยินแล้วชื่นใจจัง” คำเรียกแทนตัวที่เปลี่ยนไปตามสถานะทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นทันที“อะไรคะ”“ก็คุณภรรยาเรียกผมว่าคุณสามีนี่ครับ”ปัญชิตาส่ายหน้าอย่างเขิน ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างเขา ไม่นานสมาชิกในครอบครัวและคนสนิทที่มารวมตัวกันเพื่อส่งทั้งสองคู่ก็ทยอยออกมายืนบริเวณหน้าบ้านธีรภัทรเดินออกมาพร้อมพรีญาภัส ก่อนจะหันไปมองน้องชายกับน้องสะใภ้ที่ยืนอยู่ไม่ไก
“ร้องดังๆสิที่รัก บอกฉันว่าชอบโดนแรงๆแบบนี้”“ชอบค่ะ.....ชอบโดนแรงๆ.....อ๊าาาาาา.....แรงกว่านี้อีก”มุมปากหยักยกยิ้มพอใจที่เธอตามใจเขาสุดๆ เร่งจังหวะเร็วขึ้น ดุ้นหนาดันทะลวงเข้าไปสุดลำ มือหนาตบบั้นท้ายกลมเป็นจังหวะทุกครั้งที่กระแทกเข้าแต่ดูเหมือนว่าจะไม่สะใจเขามากพอ วีรวัฒน์อุ้มปัญชิตาขึ้นจากเตียงอย่างง่ายดาย ร่างกายเธอสั่นระริกจากความเสียว เขาพาเธอเดินตรงไปยังห้องน้ำหรูหราข้างห้องนอน แสงไฟสีอบอุ่นสลัวๆทำให้บรรยากาศยิ่งเร่าร้อนเขาวางเธอลงตรงหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วกดตัวเธอให้ยืนโน้มไปด้านหน้า มือทั้งสองข้างเกาะเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าไว้แน่น“ยืนนิ่งๆ.....อย่าขยับ” เขาสั่งเสียงกร้าวหญิงสาวยังหอบหายใจ ก้นแดงช้ำจากรอยตบก่อนหน้านี้ยังคงร้อนผ่าว เธอมองภาพตัวเองในกระจกที่ใบหน้าแดงก่ำ มือหนาเปิดลิ้นชักเก็บของแล้วหยิบดิลโด้สีดำเงา ออกมา หนาและมีเส้นเอ็นนูน ขนาดใหญ่ไม่แพ้ของเขา“คืนนี้.....เราจะใช้ของเล่นด้วยนะที่รัก แบบที่ฉันและเธอเล่นกันที่คอนโด” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะก้มลงจูบหลังเธอ แล้วค่อยๆลูบไล้ร่องที่ยังแฉะไปด้วยน้ำของทั้งสองคนด้วยปลายดิลโด้“อ๊ะ.....มันใหญ่จังค่ะ.....ใหญ่กว่าที่เคยเล่น
คืนนั้น หลังจากชำระล้างร่างกายคลายความเหนื่อยล้า หญิงสาวในชุดนอนกระโปรงสีชมพูอ่อนกำลังนั่งเป่าผมอยู่บนเก้าอี้เครื่องแป้งหน้ากระจกในห้องแต่งตัวเจ้าบ่าวหมาดๆที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็อุ้มร่างเล็กเข้ามาในโซนนอน เขาวางเธอลงบนขอบเตียงเบาๆแล้วก้มลงจูบเธออย่างอ่อนโยนแสงไฟสีเหลืองนุ่มจากโคมไฟข้างเตียงส่องสว่างห้องหอสุดหรู กลีบกุหลาบสีแดงกระจายอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดริมฝีปากทั้งคู่ประกบกันช้าๆ ลิ้นแตะกันเบาๆด้วยความรักและความปรารถนาที่สะสมมานาน“วันนี้.....เธอเป็นของฉันอย่างถูกต้องแล้ว” เขากระซิบที่ริมฝีปากเธอ น้ำเสียงนุ่มแต่แฝงความครอบครองเขาจูบลงไปที่คอเธอช้าๆ ดูดเบาๆตรงซอกคอ แล้วเลื่อนลงไปที่ไหล่ ก้มลงดูดหัวนมเธอผ่านเนื้อผ้าบางๆ ลิ้นวนรอบแล้วดูดแรงขึ้น ปัญชิตาครางแผ่ว มือลูบหัวเขามือหนาถอดชุดนอนสีหวานออก แล้วก้มลงเลียกลีบอวบให้เธออย่างอ่อนโยน ลิ้นปัดผ่านเม็ดกระสันช้าๆ แล้วแทรกเข้าไปในช่องทางอุ่นๆ“อ๊ะ.....คุณวี.....” ปัญชิตาครางเสียงสั่น มือจิกผ้าปูเตียงเขาเลียและดูดดอไม้ของเธอต่อจนเธอตัวสั่น น้ำหวานใสไหลเยิ้มปัญชิตาทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอผลักไหล่เขาให้เอนหลังลงบนเตียง แล้วปีนขึ้นคร่อมตักเขา ม
จนเมื่อถึงช่วงสำคัญของพิธี มืออบอุ่นหยิบแหวนเพชรวงงามออกมาจากกล่องที่เปิดอยู่ แหวนที่เขาใช้เวลาคัดเลือกด้วยตัวเอง ไม่ได้เลือกเพราะขนาดของเพชร แต่เลือกจากดีไซน์ที่เรียบหรู อ่อนหวาน และเหมาะกับบุคลิกของปัญชิตาหญิงสาวมองแหวนวงนั้น ก่อนเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุข วีรวัฒน์ค่อยๆสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างทะนุถนอมจากนั้นปัญชิตาก็หยิบแหวนของเจ้าบ่าวขึ้นมา ยิ้มเขินเล็กน้อย ก่อนสวมแหวนคืนให้เขา เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งสวนกุหลาบ เจ้าสาวหมาดๆมองแหวนของตัวเองอีกครั้ง รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้า“สวยมากเลยค่ะ คุณเลือกเองใช่ไหม” เธอเอ่ยเบาๆ“ผมหวังว่าจะถูกใจ” วีรวัฒน์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ แล้วหอมแก้มเขาหนึ่งครั้งต่อหน้าทุกคนเสียงแซวดังขึ้นทันทีจากญาติและแขกในงาน ธีรภัทรถึงกับหัวเราะเสียงดัง ขณะที่พรีญาภัสยิ้มกว้างอย่างชอบใจแม้วีรวัฒน์จะเป็นคนสุขุม แต่ใบหน้าก็แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างได้อีกระลอกเมื่อพิธีการทั้งหมดรวมทั้งการจดทะเบียนสมรสเสร็จสิ้น แขกทุกคนจึงทยอยเข้าสู่บริเวณงานเลี้ยงที่จัดขึ้นกลางสวน โต๊ะอาหารถูกจั
หลังจากวันนั้น.....ทั้งสองครอบครัวก็เริ่มเตรียมงานแต่งงานทันที แม้จะตกลงกันว่าจะจัดเป็นงานเล็กๆภายใน เชิญเฉพาะครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ และคนสนิท แต่รายละเอียดกลับมีมากกว่าที่ทุกคนคิดไว้เรือนใหญ่ของรีสอร์ตคึกคักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เสียงพูดคุยดังสลับกับเสียงหัวเราะอยู่แทบทุกมุม แม่บ้านช่วยกันจัดเตรียมห้องรับรอง ฝ่ายครัวทดลองเมนูใหม่อยู่ทุกวัน ช่างดอกไม้เดินสำรวจพื้นที่หลายรอบเพื่อเลือกมุมที่เหมาะสมที่สุดแม้จะเป็นงานที่ต้องเตรียมอย่างเร่งด่วน แต่ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อย ตรงกันข้าม.....ทุกคนกลับทำงานด้วยรอยยิ้ม ภาคย์เดินตรวจความเรียบร้อยทั่วรีสอร์ตด้วยสีหน้าอารมณ์ดี จนพนักงานหลายคนแซวว่าตั้งแต่เปิดกิจการมายังไม่เคยเห็นเจ้าของรีสอร์ตยิ้มบ่อยขนาดนี้ ปิ่นปักก็สนุกกับการเลือกชุดไทย เครื่องประดับ และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของพิธี ทุกครั้งที่เรียกปัญชิตามาลองชุด มารดาจะมองบุตรสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู“ลูกแม่สวยจริงๆ” คำชมเดิมถูกพูดซ้ำอยู่หลายครั้ง จนหญิงสาวได้แต่หัวเราะเขินๆทางฝั่งวีรวัฒน์เองก็ไม่ได้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ เขาเป็นคนจัดเตรียมสินสอดด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรายการทรั
ภาคย์รับฟังอย่างสงบก่อนจะหันไปมองภรรยา ทั้งสองสบตากันเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความคิดของกันและกัน คุณปิ่นปักยื่นมือไปกุมมือบุตรสาวเบาๆ สายตาที่มองหญิงสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยน“แม่เข้าใจแล้ว ที่แท้นี่เองคือเหตุผล”“ตั้งแต่ลูกกลับบ้าน พ่อกับแม่ก็สังเกตเห็นลูกไม่ค่อยหัวเราะเหมือนเมื่อก่อน ถามอะไรก็ตอบแต่ไม่ค่อยเล่าอะไร” ภาคย์ถอนหายใจเบาๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ“แม่คิดมาตลอดว่าลูกคงมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ก็รอ.....รอวันที่ลูกพร้อมจะเล่า” คุณปิ่นปักลูบหลังมือของลูกสาวอย่างแผ่วเบาเจ้าของร่างเล็กก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่คิดเลยว่าพ่อกับแม่จะสังเกตเห็นทุกอย่าง แม้เธอจะพยายามเก็บซ่อนมันไว้“ต้องขอบคุณนะครับ ที่ให้เกียรติครอบครัวของเราและเดินทางมาพูดคุยกันตรงๆ” ภาคย์หันกลับมาทางธีรภัทร“เป็นสิ่งที่ครอบครัวของผมควรทำครับ” ธีรภัทรยิ้มสุภาพ“แต่เรื่องนี้.....ผมกับภรรยาจะไม่เป็นคนตัดสินใจ” ภาคย์พยักหน้าช้าๆก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น“.....ลูกโตแล้ว มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง พ่อกับแม่มีหน้าที่เพียงสนับสนุน ไม่ว่าลูกจะเลือกทางไหน” ปิ่นปักยิ้มใจดี โดยที่สามีพยักห
“พี่ธี เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง” เสียงทุ้มเรียบทำให้ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน วีรวัฒน์เดินมาหยุดข้างปัญชิตา ก่อนรับขวดไวน์จากมือเธอไปถือเอง“หวง?” ธีรภัทรเลิกคิ้วนิดๆ อย่างรู้ทัน“ครับ” วีรวัฒน์ตอบรับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก“......” คำตอบตรงเกินไปจนปัญชิตาแทบสำลักลมหายใจตัวเอง ธีรภัทรหัวเราะเบาๆ ส่วนคนข้างก
ช่วงเช้าของวันต่อมา รถยุโรปสีดำคันหรูเลี้ยวเข้าสู่รั้วสูงราว 2 เมตร อย่างช้า ๆ ที่นี่ต่างจากงานหมั้นที่ปัญชิตาเคยจินตนาการไว้ บรรยากาศภายในบ้านกลับอบอุ่นและเรียบง่าย สนามหญ้าหน้าบ้านถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวกับไฟประดับเล็กๆ โต๊ะอาหารยาวถูกจัดไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีเพียงเสียงหัวเราะของคนในครอบครัวและเพื่
หลายอาทิตย์ต่อมาหลังจากที่ธีรภัทรกับวีรวัฒน์ได้สืบหาเรื่องการทุจริตในบริษัทอย่างเงียบๆ โดยมีคนที่รู้แค่ 4 คน นอกจากตัวพวกเขาทั้งสองคนก็มีพรีญาภัสกับปัญชิตาที่รู้ ทำให้การหาต้นตอค่อนข้างช้า แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของทั้ง 3 คน เมื่อคนรู้น้อยจึงทำให้อีกฝ่ายไม่มีการระแคะรคาย จึงทำให้วีรวัฒน์ตามหา
“มาแล้วเหรอน้องปัน”“ค่ะ พี่พิมพ์ คุณวีอยู่ไหมคะ พอดีคุณธีสั่งงานมาด้วยค่ะ”“อยู่จ้ะ เข้าไปสิ แต่ระวังนิดนึงนะ ดูอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่ตอนมาละ”ปัญชิตาขมวดคิ้วกับคำบอกเล่าของพิมพ์พิศา เลขาของวีรวัฒน์ หญิงสาวอายุมากกว่าเธอหลายปี น่าจะอายุมากกว่าวีรวัฒน์ด้วยซ้ำใบหน้าเรียวเล็กขยับรับคำ ก่อนจะเคาะประตูเบา







