LOGIN“หนะ น้ำ...” หลินชิวเยว่พยายามเปล่งเสียงออกมาและขยับนิ้วมือ ร่างกายของนางนอนมานานเลยทำให้ขยับตัวได้ยากเย็น หลิงเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างเตียงสังเกตเห็นถึงปฏิกิริยานั้น
“คะ คุณหนูฟื้นแล้ว!” เพียงเท่านั้นมารดาและบิดานางก็เลิกร้องไห้ทันทีรีบหันมาตรวจดู เมื่อเห็นว่าเปลือกตาพยายามที่จะลืมตาขึ้น ริมฝีปากที่ไม่เคยปล่อยให้แห้งแตกกำลังพูดพึมพำ หัวใจของทุกคนก็มีความหวังกลับคืนมา
“น้ำ! ไปเอาน้ำมา” ฮูหยินกับหลิงเอ๋อช่วยกันประคองตัวหลินชิวเยว่ให้ลุกขึ้นนั่ง เมื่อความชุ่มชื้นไหลลงลำคอเรี่ยวแรงที่เหือดหายก็ค่อย ๆ หวนกลับคืนมา ฝ่ามือที่อบอุ่นของมารดาประคองที่ข้างแก้มบุตรีคนรองที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในบ้าน
“เยว่เอ๋อ เจ้าลืมตามองแม่สิ” หลินเจียงพูดแผ่วเบา น้ำตาแห่งความดีใจไหลอาบแก้มไม่หยุดหย่อน
เปลือกตาของหลินชิวเยว่เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า นางรู้สึกแสบตาเล็กน้อยภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของทุกคนไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อท่านแม่หรือแม้กระทั่งสาวใช้ข้างกาย ต่างก็หลั่งน้ำตากันหมด ความหนักอึ้งในใจนางคล้ายถูกบางอย่างกดเอาไว้ ไร้ความรู้สึกเศร้าหมองอย่างที่ควรจะเป็น กลับมาเป็นหลินชิวเยว่ในเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยได้รับการหมั้นหมายใด ๆ
“ท่านแม่ร้องไห้ทำไมหรือเจ้าคะ” ในที่สุดนางก็เปล่งเสียงออกมาได้อย่างชัดเจน สีหน้าของหลินชิวเยว่ดูงุนงงมิน้อย นายท่านเห็นแบบนั้นก็ส่งสายตาให้ทุกคนห้ามพูดถึงเรื่องแม่ทัพใหญ่เกรงว่าจะสะเทือนใจบุตรีแล้วทำให้นางล้มป่วยอีก
“ไม่มีอะไรจ๊ะลูกรัก เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้างหรือ เจ็บตรงไหนหรือไม่” หลินเจียงไม่ใช่คนโง่เขลา นางมองออกว่าบุตรีที่หลับใหลไปนานเมื่อฟื้นขึ้นท่าทางของนางเหมือนกลับไปเป็นดรุณีน้อยราวสามปีก่อนที่ยังไร้เดียงสาและร่าเริงสดใสแตกต่างจากปัจจุบัน แววตาของหลินชิวเยว่แสดงออกให้เห็นแบบนั้น
“ข้าป่วยหรือเจ้าคะ เท่าที่จำได้ข้ากับพี่ใหญ่กำลังเดินเล่นในตลาด...” หลินชิวเยว่หยุดพูดไป แล้วมองไปรอบ ๆ อีกครั้งหนึ่งราวกับหาใครบางคน
“พี่ใหญ่ไปไหนหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยสีหน้าใสซื่อ
ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็ตกใจมากแต่ไม่แสดงออก
หลินซ่งจึงเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เจ้าแต่งงานไปแล้ว ลืมแล้วหรือ” บิดาพูดด้วยท่าทางปกติไม่ได้ดูมีพิรุธอะไร
“แต่งงานไปแล้วหรือ...อะ โอ๊ย!” หลินชิวเยว่พยายามนึกแต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
“รีบตามหมอมาเร็ว!” หลินเจียงสั่งหลิงเอ๋อ
และเพียงไม่นานข่าวของคุณหนูรองตระกูลหลินก็ถูกลือไปทั่วเมืองหลวงว่านางตายแล้วฟื้น คนป่วยที่นอนหลับไปนานถึงหกเดือนไม่น่าจะมีชีวิตรอดขึ้นมาได้ เรื่องนี้เป็นเหมือนดั่งปาฏิหาริย์ แต่เรื่องที่ความทรงจำในช่วงสามปีก่อนหายไปไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมาด้วย คนในบ้านตระกูลหลินปกปิดความลับเป็นอย่างดี
ราว ๆ สักสี่วันก่อนหมอมาตรวจอาการคุณหนูรองแล้วก็ต้องประหลาดใจ สำหรับที่นอนหมดสติไปนานตั้งครึ่งปีแต่ฟื้นขึ้นมาแล้วมีร่างกายแข็งแรงดี ขาดเพียงแค่ความทรงจำบางส่วนขาดหายไป คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่หลินชิวเยว่ไม่อยากจดจำ
“คุณหนูค่อย ๆ เดินสิเจ้าคะ” หลิงเอ๋อช่วยพาคุณหนูฝึกเดินเพราะไม่ได้ลุกมาเคลื่อนไหวร่างกายนาน ๆ จึงทำให้แขนขาลีบไปบ้าง
“ข้าเดินได้ ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก” หลินชิวเยว่เข้าใจแล้วว่าทำไมนางถึงจำไม่ได้ว่าพี่สาวออกเรือนไปแล้ว ก็เพราะท่านแม่บอกว่าจู่ ๆ นางก็ไข้ขึ้นเพราะตากฝนในหน้าหนาวแล้วก็หมดสติไปช่วงปลายปีก่อน บัดนี้เข้าสู่ปีใหม่ผ่านมาจนถึงกลางปีแล้ว หากจะจดจำความทรงจำบางอย่างไม่ได้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ท่านหมอบอกว่าร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟูเองสักวันก็จะจดจำเรื่องที่หลงลืมไปได้
“คุณหนูอย่าดื้อสิเจ้าคะ เดี๋ยวก็ล้มอีกหรอก” หลิงเอ๋อช่วยประคองแขน การฟื้นขึ้นมาของหลินชิวเยว่ทำให้ทุกคนในบ้านดีใจมาก บิดาจึงจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิญให้คนที่ข้องใจมาดูว่าบุตรีคนรองนั้นสบายดี
“เจ้าเชื่อใจข้าสิ ข้าเริ่มแข็งแรงดีแล้ว เดินเล่นบริเวณนี้ไม่เป็นอะไรมากหรอก” หลินชิวเยว่ส่งยิ้มไปให้สาวใช้ข้างกาย หลายวันมานี้ท่านแม่พยายามบำรุงนางอย่างหนักเพื่อให้กลับมามีเนื้อมีหนังเฉกเช่นเดิม ทว่านางกลับชอบที่ตัวเองผอมบางเช่นนี้ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายสะดวก และใบหน้ายังเรียวสวยได้รูป ผิวก็ขาวซีดเพราะไม่ถูกแดดมานาน เส้นผมยังคงดกดำและเงางาม ที่สำคัญที่สุดนางรู้สึกสบายใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หนึ่งปีผ่านมาแล้วที่หลินชิวเยว่กลายเป็นพระชายาอ๋องชิงโจว นางไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังด้วยการตั้งครรภ์ใกล้ครบเก้าเดือนแล้วในอีกไม่กี่วันนี้ ช่วงนี้เข้าสู่หน้าหนาวอากาศเริ่มเย็นมากแล้ว วัน ๆ จึงเอาแต่เย็บชุดไว้ให้บุตรที่ใกล้กำหนดคลอด“พระชายาชาร้อนเพคะ” หลิงเอ๋อจากสาวใช้ข้างกายคุณหนูรองได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยข้างกายที่มีหน้าที่ช่วยตรวจกิจการร้านขายผ้าไหมในเขตเมืองชิงโจว เมื่อว่างจากงานที่ร้านก็จะมาปรนนิบัติรับใช้พระชายาเหมือนอย่างที่เคยทำ“ขอบใจเจ้ามาก” หลินชิวเยว่จิบชาช้า ๆ และนั่งมองหิมะที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ในใจนึกเป็นห่วงพระสวามีที่ออกไปตรวจเมืองหลิงเอ๋อส่งยิ้มมาให้ในช่วงหนึ่งปีมานี้ นางเรียนรู้และตรวจบัญชีเก่งมากขึ้นเพราะอยากช่วยเหลือพระชายาให้มากที่สุด“ช่วงนี้มีคนสนใจชาดที่พระชายาทรงใช้อยู่มาก พวกเราจะออกสินค้าใหม่ในหน้าหนาวนี้เลยดีไหมเพคะ” หลิงเอ๋อสอบถาม หลินชิวเยว่จัดว่าเป็นผู้นำด้านการแต่งกายและเรื่องการประทินโฉม มีสตรีมากมายให้ความสนใจในชุดที่พระนางสวมใส่ แม้ว่าจะเลียนแบบรูปแบบการตัดชุดไม่ได้ก็สนใจการใช้สีสันที่ดูเข้ากันอย่างมาก“ข้าสั่งให้คนผลิตชาดสีใหม่ที่ทำจากน้ำผึ้งแล้ว เจ้า
ความรักสำหรับสตรีหรือชายหนุ่มที่มีโลกสวยงามย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามแต่ทว่าสำหรับหยางหมิงนั้นมันคือความทุกข์ระทม“ข้าขอร้องเจ้า อาเยว่ พวกเราออกมาคุยกันดี ๆ เถิดนะ” หยางหมิง บัณฑิตที่บ้านมีฐานะยากจนเข้าขั้นอดมื้อกินมื้อ แต่เพราะว่าเขามีความขยันขันแข็งไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจึงพยายามสอบจอหงวนให้ได้ แต่ทว่าเพราะขาดทุนทรัพย์จึงไม่สามารถคว้าตำแหน่งที่ต้องการได้เสียทีหลินเยว่สตรีที่อยู่ข้างบ้านหยางหมิงเป็นสตรีที่เกิดมาไม่เหมือนคนยากจน นางมีรูปร่างและใบหน้างดงามเหนือสตรีอื่นอย่างมากแต่ทว่าเมื่อตอนเป็นเด็กไร้เดียงสามากไปเสียหน่อยจึงหลงรักหยางหมิงที่มีรูปโฉมสง่างามไม่เหมือนชายที่มีฐานะยากจนเช่นเดียวกัน“ข้าไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว จะกี่ปีต่อกี่ปีเจ้าก็สอบจอหงวนไม่ได้เสียที” หลินเยว่โวยวายด้วยความโกรธเคือง หยางหมิงที่ยืนทุบประตูบ้านของนางอยู่หมดแรงไปในทันที“ไม่ใช่ว่าข้าไม่พยายาม ข้าพยายามแล้วเจ้าก็น่าจะรู้นะ” หยางหมิงท้อแท้ในโชคชะตา เขาไม่ใช่คนหัวไม่ดีออกจากเรียนเก่งมากด้วยซ้ำแต่ทว่ากลับสู้เส้นสายของตระกูลใหญ่ไม่ได้ จึงทำให้ถูกเบียดเบียนเอาตำแหน่งที่ควรจะเป็นของเขาไปจนหมด“เจ้าไปเถอะ วันนี้ข้าอยากอยู่เ
เต็มไปด้วยความสุขและราบรื่นของชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” เกาปิ่งเทียนเอ่ยจบ หยางอ๋องก็ตื้นตันใจจนน้ำตารื้น สำหรับเขาแล้วหมอผู้นี้อยู่รับใช้ปรนนิบัติตระกูลมาชั่วชีวิต มีบุญคุณใหญ่หลวงนัก นายพิธีการทำหน้าที่ต่อ “บ่าวสาวคำนับซึ่งกันและกัน” หลินชิวเยว่และหยางลี่หมิงจึงหันมาเผชิญหน้า สำหรับฝั่งเจ้าสาวจะมีมามาช่วยประคองตัวเนื่องจากมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวปิดบังอยู่ ทั้งสองจึงโค้งคำนับกันตามพิธีการ“เสร็จสิ้นพิธี เข้าหอได้”เจ้าบ่าวจึงเข้ามาประคองตัวเจ้าสาวแทนมามาที่มีหน้าที่ดูแลเจ้าสาว “ข้าพาเจ้าไปรอที่ห้องหอเอง”“เพคะ” หลินชิวเยว่ขานตอบ ช่วงห้าวันมานี้นางถูกจับแยกไม่ให้เจอกับหยางอ๋องโดยมีมามาสกุลอู๋คุมเข้มมากร่างบางถูกประคองเดินไปตามทางเดิน ส่วนแขกเหรื่อก็ไปที่ห้องจัดเลี้ยงที่ถูกเตรียมเอาไว้ แม่ทัพทั้งสามคนที่มาร่วมงานอภิเษกสมรสช่วยท่านอ๋องดูแลแขกในงานด้วยความเต็มใจ เสี่ยวตงกับอาหู่ยืนกอดคอกันร้องไห้ที่เห็นท่านอ๋องเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที“เจ้าไม่ชอบพระชายาไม่ใช่หรือ” อาหู่หันหน้าไปถามเสี่ยวตง ทว่ากลับถูกเสี่ยวตงใช้มือเขกหัว“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ” อาหู่โอดครวญ“เจ็บก็ดี ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่ชอบพระชายา ถ้าหากท่าน
หลินเยว่อิ๋นบุตรีบุญธรรมของเจ้ากรมโยธาธิการปีนี้เติบโตเป็นโฉมสะคราญที่เลื่องชื่อและเป็นที่จับตามองของผู้คนมากมาย“อาอิ๋น เจ้าคิดดีแล้วหรือยังว่าจะเลือกแต่งงานกับใคร” บิดาบุญธรรมเรียกบุตรีที่เขารับเลี้ยงตั้งแต่กำเนิดมาสอบถามโฉมสะคราญที่มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นยืนก้มหน้านิ่ง บุรุษพวกนั้นไม่ได้อยู่ในสายตานางเลยสักเพียงนิด มีเพียงองค์ชายเจ็ดผู้นั้นที่นางเฝ้ามองเขาอยู่ห่าง ๆ มาตลอดตั้งแต่ที่อายุย่างสิบสามปี“ลูกยังอยากอยู่ตอบแทนท่านพ่อและท่านแม่ก่อนเจ้าค่ะ” หลินเยว่อิ๋นปฏิเสธทางอ้อม เจ้ากรมโยธาธิการพึงพอใจมาก แน่นอนว่าเขาก็ยังไม่อยากให้บุตรีบุญธรรมเลือกใครทั้งนั้น นางมีประโยชน์สามารถใช้เป็นหมากทางการเมืองได้ แน่นอนว่าเขารอจังหวะที่เหมาะสม“ก็ดี...ปีนี้เจ้าเพิ่งอายุย่างสิบเจ็ดอย่าเพิ่งรีบมีครอบครัวเลย” แล้วหลินสิงก็เดินออกจากห้องรับรองไป หลินเยว่อิ๋นทอดถอนลมหายใจ นางไม่รู้ว่าตัวเองจะปฏิเสธไปได้สักกี่น้ำตกกลางคืน ร่างบอบบางในชุดคลุมมิดชิดรีบเดินออกมาจากที่ซ่อนตัวคืนนี้นางมีนัดกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงเรื่องวางแผนเข้าพบองค์ชายเจ็ด ทว่าเจียงหนีว์ไม่มาเสียที“อยู่ที่ไหนนะอาหนีว์” หลินเยว่อิ๋นชะเง
หยางลี่หมิงพาหลินชิวเยว่ลงจากรถม้าตามธรรมเนียมต้อนรับเจ้าเมืองชิงโจว พวกเขาทั้งสองคนในสายตาผู้คนนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ร่างสูงในชุดเจ้าเมืองชิงโจวที่องอาจผ่าเผยกับร่างบอบบางดูน่าทะนุถนอมและความงดงามที่มากล้นทำให้ผู้คนยอมรับอย่างง่ายดายฉินโจวรีบเข้ามารายงานท่านอ๋องในทันที “ประตูเมืองที่เสียหาย พวกกระหม่อมจัดการซ่อมแซมเรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องจิปาถะอื่น ๆ ก็สะสางแล้วเสร็จตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน” หากพูดง่าย ๆ สิ่งที่หยางอ๋องรับสั่งลงมาล้วนจัดการเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้วสีหน้าของหยางลี่หมิงยินดีมาก “พวกเจ้าทำดีมาก เพิ่มเงินปูนบำเหน็จอีกคนละห้าร้อยตำลึงและผ้าไหมอีกสองพับ ส่วนแม่ทัพฉินได้เรือนประจำตำแหน่งที่ชิงโจวเพิ่มอีกหนึ่งหลัง”“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” พวกทหารขานรับเสียงหนักแน่นหยางอ๋องหันไปมองพวกประชาชนแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเพิ่งมาเป็นอ๋องเจ้าเมืองใหม่ที่นี่ ขอฝากตัวกับพวกท่านด้วย สำหรับคนที่บ้านเรือนเสียหายจากสงครามให้มาลงชื่อรับเงินเยียวยาครอบครัวละสามร้อยตำลึง หากมีคนตายได้เพิ่มอีกคนละห้าสิบตำลึงและต้องตายในช่วงสงครามที่ผ่านมาเท่านั้น หน้าที่นี้ให้แม่ทัพฉินเป็นคนดูแล”“รับ
“เจ้าอย่าโดนอากาศเย็นมากไปนัก เดี๋ยวจะล้มป่วยได้” ร่างสูงปิดม่านหน้าต่างลงแล้วยัดถ้วยชาใส่มือร่างบาง หลินชิวเยว่เป่าชาร้อนจนไอระเหยออกมา“ท่านอ๋องวางแผนอยากมีลูกสักกี่คนหรือเพคะ” อยู่ดี ๆ สตรีโฉมสะคราญก็เอ่ยถามขึ้น นางเพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยถามเรื่องนี้กับหยางอ๋องเลยสักนิด บุรุษองอาจส่งยิ้มมาให้พลางพูดว่า“สำหรับข้าขึ้นอยู่กับเจ้า การมีลูกสำหรับสตรีนั้นก็เหมือนได้ก้าวเท้าไปสู่ความตายแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าหากเจ้าหวาดกลัวก็ไม่ต้องมีก็ย่อมได้” หยางลี่หมิงพูดออกมาจากใจจริง เขาสบนัยน์ตาหงส์นิ่งงัน ชีวิตชาตินี้นั้นเขาปรารถนาได้อยู่ร่วมกับนางก็เพียงพอแล้วหลินชิวเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจ นางไม่เคยคิดว่าเขาจะใส่ใจกันมากถึงขนาดนี้ “จริงหรือเพคะ ถ้าหากหม่อมฉันไม่มีลูกขึ้นมาจริง ๆ ท่านอ๋องจะยินยอมได้หรือ” ในสังคมแคว้นฉินนั้นการไม่มีลูกสืบเชื้อสายเป็นเรื่องใหญ่ และยิ่งนางมีกิจการร้านผ้าไหมที่มากมายย่อมต้องการทายาท ส่วนท่านอ๋องมีตำแหน่งเจ้าเมืองก็ต้องการให้สกุลหยางยิ่งใหญ่สืบไป เขาพูดเรื่องสำคัญพวกนี้ได้อย่างปล่อยวางได้อย่างไรกันหยางลี่หมิงโอบตัวหลินชิวเยว่มาปลอบประโลมใจ “สำหรับข้าแล้ว การไปเยือนเส้นทางน้ำพุเ







