Masukณ จวนแม่ทัพ ข่าวลือเรื่องที่คุณหนูรองตระกูลหลินฟื้นแล้วนั้นก็มาถึงหูหยางลี่หมิง ตอนที่เขารู้ข่าวว่านางล้มป่วยเพราะตากฝนในช่วงหน้าหนาวเดิมทีก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่เมื่อคนเล่าว่าเห็นว่าหลินชิวเยว่เดินร้องไห้ไปตลอดทางก็รู้สึกผิดไม่น้อย
“ส่งของกำนัลไปบ้านตระกูลหลินโดยเฉพาะโสมร้อยปีบำรุงร่างกาย” ถึงแม้ว่าอยากถอนหมั้นมากเช่นไร แต่นางก็ล้มป่วยเพราะเรื่องที่เขาสร้างขึ้นมา
“โสมร้อยปีเป็นของหายาก จักรพรรดิเพิ่งพระราชทานให้ท่านแม่ทัพมา ส่งไปให้นางแบบนี้จะดีหรือขอรับ” เสี่ยวตง ทหารคนสนิทแม่ทัพใหญ่ทำหน้าไม่เข้าใจ เพราะโสมนั่นมีมูลค่าสูงมากประมาณค่ามิได้
“ส่งไปเถอะ ข้าหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้” หยางลี่หมิงโบกมือตัดความรำคาญ
ช่วงบ่ายของกำนัลจากจวนแม่ทัพก็มาส่งที่บ้านตระกูลหลิน และนี่ก็เป็นสาเหตุทำให้หลินซ่งกับหลินเจียงถกเถียงกันเรื่องนี้หน้าดำเคร่งเครียด
“ท่านพี่รับของกำนัลมาทำไมเจ้าคะ ท่านแม่ทัพเป็นสาเหตุทำให้ลูกสาวเราต้องล้มป่วยนะ ท่านอย่าลืมสิ” หลินเจียงสะบัดมือออกจากผู้เป็นสามีแล้วเชิดหน้าขึ้น รู้สึกไม่พอใจสามีมาก
หลินซ่งกลุ้มใจที่เห็นว่าฮูหยินโกรธ “พวกเราล่วงเกินท่านแม่ทัพได้หรือ ถึงอย่างไรหยางลี่หมิงก็ยังเป็นคู่หมั้นของเยว่เอ๋อ” นายท่านตระกูลหลินพูดมาถึงตรงนี้ ร่างบางในชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนที่ชายกระโปรงประดับด้วยลวดลายดอกเหมยก็หยุดยืนหน้าห้องรับรอง
สายตาของหลินเจียงเหลือบไปเห็นบุตรีก็รีบส่งสัญญาณให้สามีหยุดพูดเรื่องนี้แล้วปรับสีหน้าจากบึ้งตึงเป็นยิ้มแย้มและหันไปหาหลินชิวเยว่ที่หยุดยืนหน้าประตูเรือน
“เยว่เอ๋อ เจ้าเดินคล่องแล้วหรือ” หลินเจียงเดินไปหาบุตรี
“ลูกมาหาผิดเวลาเอง ท่านพ่อกับท่านแม่หารือกันต่อเถิดเจ้าค่ะ“ หลินชิวเยว่เหลือบมองที่ของกำนัลแล้วดึงสายตากลับมา
“แม่ว่างแล้ว พวกเราสองคนไปดูชุดที่แม่สั่งตัดให้เจ้าดีกว่า” หลินเจียงโอบไหล่บุตรีแล้วพาเดินไปยังเรือนฝั่งขวาซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตน ทิ้งให้หลินซ่งอยู่กับของกำนัลจวนแม่ทัพ
คำว่าคู่หมั้นนั้นติดอยู่ในใจหลินชิวเยว่ นางจำไม่ได้ว่าตนนั้นเคยมีคู่หมั้น แม้สงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามมารดาทำเพียงเดินตรงไปเรือนฝั่งขวา สิ่งของมากมายขนออกมาตั้งวางเรียงรายตรงหน้าโฉมสะคราญ
“พี่สาวเจ้าจัดเตรียมเครื่องประดับไว้ให้ส่วนหนึ่ง และชุดพวกนี้แม่สั่งตัดที่เจินโจว รูปทรงสวยงามมาก เจ้าลองสวมดูสิ” หลินเจียงส่งชุดให้บุตรี พวกสาวใช้จึงมาช่วยคุณหนูเปลี่ยนชุด
หลินชิวเยว่ยืนให้พวกสาวใช้เปลี่ยนชุดให้ใหม่อย่างว่าง่าย นางหมุนตัวมองตนเองในคันฉ่องสองสามครั้งด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“ชุดใหม่สวยมากเลยเจ้าค่ะ” อาจเป็นเพราะนางซูบผอมลงไปไม่น้อยแม้ช่วงเอวจะหลวมไปบ้างแต่ก็สวมใส่สบาย
หลินเจียงมองบุตรีคนรองด้วยสายตาตกตะลึง ยามปกติหลินชิวเยว่แม้หน้าตางดงามแต่ก็ด้อยกว่าหลินหนีว์ที่เพิ่งออกเรือนไป ทว่าตอนนี้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้ว หลินชิวเยว่อายุครบยี่สิบสองปีไปได้ไม่กี่เดือนแม้ล้มป่วยทำให้ซูบผอมลงไปบ้างแต่ความงามกลับเปล่งประกายออกมาเกินหลินหนีว์ไปแล้ว
“ลูกแม่งดงามมากเช่นนี้ จะต้องมีคุณชายหลายตระกูลสนใจอยากให้เป็นภรรยาอย่างแน่นอน” หลินเจียงเอ่ยชมเชย หลินชิวเยว่จึงเข้าไปออดอ้อนมารดาตามปกติทันที
“ลูกไม่อยากแต่งงานแล้วเจ้าค่ะ อยากใช้ชีวิตอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่ตลอดไป” แน่นอนว่านางนั้นพูดมาจากใจ
หลินเจียงกอดลูกสาวตอบ “หากไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่ง แม่เลี้ยงดูเจ้าได้” สองแม่ลูกกอดกันกลม หลังจากชมเครื่องประดับและชุดสั่งตัดใหม่ได้ไม่นาน หลินเจียงกับหลินซ่งก็ต้องเดินทางไปดูร้านค้านอกเมืองหลวง เนื่องจากพ่อบ้านเข้ามารายงานตามจดหมายด่วนที่ได้รับ
“แม่ไม่อยากไปเลยแต่พ่อเจ้าสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง” หลินเจียงยืนอาลัยอาวรณ์อยู่หน้าบ้านตระกูลหลิน แม้จะขุ่นเคืองใจเรื่องที่หลินซ่งรับของจากจวนแม่ทัพง่ายดายก็ตาม
“เจ้าดูแลตัวเองให้ดีอย่าให้ป่วยอีก พ่อกับแม่ไปไม่นานจะรีบกลับมา” หลินซ่งกำชับหลินชิวเยว่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก พวกเขาสองคนผัวเมียมักเดินทางบ่อยต้องคอยดูแลกิจการของตระกูล หลินเจียงตรวจสอบบัญชีเก่งกว่าเขาจำเป็นต้องให้ฮูหยินติดตามไปด้วย
หลินชิวเยว่ในชุดสั่งตัดใหม่ ประกอบด้วยเสื้อตัวในเป็นสีแดงสดคลุมทับด้วยชุดคลุมตัวนอกที่มีสีเขียวเข้มปักลวดลายดอกเหมยด้วยดิ้นสีทองส่วนด้านล่างเป็นกระโปรงจีบสีเข้าคู่กับเสื้อตัวในกำลังส่งยิ้มบางเบาให้บิดาและมารดา นางอยู่บ้านคนเดียวจนเคยชินจึงไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
หนึ่งปีผ่านมาแล้วที่หลินชิวเยว่กลายเป็นพระชายาอ๋องชิงโจว นางไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังด้วยการตั้งครรภ์ใกล้ครบเก้าเดือนแล้วในอีกไม่กี่วันนี้ ช่วงนี้เข้าสู่หน้าหนาวอากาศเริ่มเย็นมากแล้ว วัน ๆ จึงเอาแต่เย็บชุดไว้ให้บุตรที่ใกล้กำหนดคลอด“พระชายาชาร้อนเพคะ” หลิงเอ๋อจากสาวใช้ข้างกายคุณหนูรองได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยข้างกายที่มีหน้าที่ช่วยตรวจกิจการร้านขายผ้าไหมในเขตเมืองชิงโจว เมื่อว่างจากงานที่ร้านก็จะมาปรนนิบัติรับใช้พระชายาเหมือนอย่างที่เคยทำ“ขอบใจเจ้ามาก” หลินชิวเยว่จิบชาช้า ๆ และนั่งมองหิมะที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ในใจนึกเป็นห่วงพระสวามีที่ออกไปตรวจเมืองหลิงเอ๋อส่งยิ้มมาให้ในช่วงหนึ่งปีมานี้ นางเรียนรู้และตรวจบัญชีเก่งมากขึ้นเพราะอยากช่วยเหลือพระชายาให้มากที่สุด“ช่วงนี้มีคนสนใจชาดที่พระชายาทรงใช้อยู่มาก พวกเราจะออกสินค้าใหม่ในหน้าหนาวนี้เลยดีไหมเพคะ” หลิงเอ๋อสอบถาม หลินชิวเยว่จัดว่าเป็นผู้นำด้านการแต่งกายและเรื่องการประทินโฉม มีสตรีมากมายให้ความสนใจในชุดที่พระนางสวมใส่ แม้ว่าจะเลียนแบบรูปแบบการตัดชุดไม่ได้ก็สนใจการใช้สีสันที่ดูเข้ากันอย่างมาก“ข้าสั่งให้คนผลิตชาดสีใหม่ที่ทำจากน้ำผึ้งแล้ว เจ้า
ความรักสำหรับสตรีหรือชายหนุ่มที่มีโลกสวยงามย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามแต่ทว่าสำหรับหยางหมิงนั้นมันคือความทุกข์ระทม“ข้าขอร้องเจ้า อาเยว่ พวกเราออกมาคุยกันดี ๆ เถิดนะ” หยางหมิง บัณฑิตที่บ้านมีฐานะยากจนเข้าขั้นอดมื้อกินมื้อ แต่เพราะว่าเขามีความขยันขันแข็งไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจึงพยายามสอบจอหงวนให้ได้ แต่ทว่าเพราะขาดทุนทรัพย์จึงไม่สามารถคว้าตำแหน่งที่ต้องการได้เสียทีหลินเยว่สตรีที่อยู่ข้างบ้านหยางหมิงเป็นสตรีที่เกิดมาไม่เหมือนคนยากจน นางมีรูปร่างและใบหน้างดงามเหนือสตรีอื่นอย่างมากแต่ทว่าเมื่อตอนเป็นเด็กไร้เดียงสามากไปเสียหน่อยจึงหลงรักหยางหมิงที่มีรูปโฉมสง่างามไม่เหมือนชายที่มีฐานะยากจนเช่นเดียวกัน“ข้าไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว จะกี่ปีต่อกี่ปีเจ้าก็สอบจอหงวนไม่ได้เสียที” หลินเยว่โวยวายด้วยความโกรธเคือง หยางหมิงที่ยืนทุบประตูบ้านของนางอยู่หมดแรงไปในทันที“ไม่ใช่ว่าข้าไม่พยายาม ข้าพยายามแล้วเจ้าก็น่าจะรู้นะ” หยางหมิงท้อแท้ในโชคชะตา เขาไม่ใช่คนหัวไม่ดีออกจากเรียนเก่งมากด้วยซ้ำแต่ทว่ากลับสู้เส้นสายของตระกูลใหญ่ไม่ได้ จึงทำให้ถูกเบียดเบียนเอาตำแหน่งที่ควรจะเป็นของเขาไปจนหมด“เจ้าไปเถอะ วันนี้ข้าอยากอยู่เ
เต็มไปด้วยความสุขและราบรื่นของชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” เกาปิ่งเทียนเอ่ยจบ หยางอ๋องก็ตื้นตันใจจนน้ำตารื้น สำหรับเขาแล้วหมอผู้นี้อยู่รับใช้ปรนนิบัติตระกูลมาชั่วชีวิต มีบุญคุณใหญ่หลวงนัก นายพิธีการทำหน้าที่ต่อ “บ่าวสาวคำนับซึ่งกันและกัน” หลินชิวเยว่และหยางลี่หมิงจึงหันมาเผชิญหน้า สำหรับฝั่งเจ้าสาวจะมีมามาช่วยประคองตัวเนื่องจากมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวปิดบังอยู่ ทั้งสองจึงโค้งคำนับกันตามพิธีการ“เสร็จสิ้นพิธี เข้าหอได้”เจ้าบ่าวจึงเข้ามาประคองตัวเจ้าสาวแทนมามาที่มีหน้าที่ดูแลเจ้าสาว “ข้าพาเจ้าไปรอที่ห้องหอเอง”“เพคะ” หลินชิวเยว่ขานตอบ ช่วงห้าวันมานี้นางถูกจับแยกไม่ให้เจอกับหยางอ๋องโดยมีมามาสกุลอู๋คุมเข้มมากร่างบางถูกประคองเดินไปตามทางเดิน ส่วนแขกเหรื่อก็ไปที่ห้องจัดเลี้ยงที่ถูกเตรียมเอาไว้ แม่ทัพทั้งสามคนที่มาร่วมงานอภิเษกสมรสช่วยท่านอ๋องดูแลแขกในงานด้วยความเต็มใจ เสี่ยวตงกับอาหู่ยืนกอดคอกันร้องไห้ที่เห็นท่านอ๋องเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที“เจ้าไม่ชอบพระชายาไม่ใช่หรือ” อาหู่หันหน้าไปถามเสี่ยวตง ทว่ากลับถูกเสี่ยวตงใช้มือเขกหัว“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ” อาหู่โอดครวญ“เจ็บก็ดี ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่ชอบพระชายา ถ้าหากท่าน
หลินเยว่อิ๋นบุตรีบุญธรรมของเจ้ากรมโยธาธิการปีนี้เติบโตเป็นโฉมสะคราญที่เลื่องชื่อและเป็นที่จับตามองของผู้คนมากมาย“อาอิ๋น เจ้าคิดดีแล้วหรือยังว่าจะเลือกแต่งงานกับใคร” บิดาบุญธรรมเรียกบุตรีที่เขารับเลี้ยงตั้งแต่กำเนิดมาสอบถามโฉมสะคราญที่มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นยืนก้มหน้านิ่ง บุรุษพวกนั้นไม่ได้อยู่ในสายตานางเลยสักเพียงนิด มีเพียงองค์ชายเจ็ดผู้นั้นที่นางเฝ้ามองเขาอยู่ห่าง ๆ มาตลอดตั้งแต่ที่อายุย่างสิบสามปี“ลูกยังอยากอยู่ตอบแทนท่านพ่อและท่านแม่ก่อนเจ้าค่ะ” หลินเยว่อิ๋นปฏิเสธทางอ้อม เจ้ากรมโยธาธิการพึงพอใจมาก แน่นอนว่าเขาก็ยังไม่อยากให้บุตรีบุญธรรมเลือกใครทั้งนั้น นางมีประโยชน์สามารถใช้เป็นหมากทางการเมืองได้ แน่นอนว่าเขารอจังหวะที่เหมาะสม“ก็ดี...ปีนี้เจ้าเพิ่งอายุย่างสิบเจ็ดอย่าเพิ่งรีบมีครอบครัวเลย” แล้วหลินสิงก็เดินออกจากห้องรับรองไป หลินเยว่อิ๋นทอดถอนลมหายใจ นางไม่รู้ว่าตัวเองจะปฏิเสธไปได้สักกี่น้ำตกกลางคืน ร่างบอบบางในชุดคลุมมิดชิดรีบเดินออกมาจากที่ซ่อนตัวคืนนี้นางมีนัดกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงเรื่องวางแผนเข้าพบองค์ชายเจ็ด ทว่าเจียงหนีว์ไม่มาเสียที“อยู่ที่ไหนนะอาหนีว์” หลินเยว่อิ๋นชะเง
หยางลี่หมิงพาหลินชิวเยว่ลงจากรถม้าตามธรรมเนียมต้อนรับเจ้าเมืองชิงโจว พวกเขาทั้งสองคนในสายตาผู้คนนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ร่างสูงในชุดเจ้าเมืองชิงโจวที่องอาจผ่าเผยกับร่างบอบบางดูน่าทะนุถนอมและความงดงามที่มากล้นทำให้ผู้คนยอมรับอย่างง่ายดายฉินโจวรีบเข้ามารายงานท่านอ๋องในทันที “ประตูเมืองที่เสียหาย พวกกระหม่อมจัดการซ่อมแซมเรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องจิปาถะอื่น ๆ ก็สะสางแล้วเสร็จตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน” หากพูดง่าย ๆ สิ่งที่หยางอ๋องรับสั่งลงมาล้วนจัดการเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้วสีหน้าของหยางลี่หมิงยินดีมาก “พวกเจ้าทำดีมาก เพิ่มเงินปูนบำเหน็จอีกคนละห้าร้อยตำลึงและผ้าไหมอีกสองพับ ส่วนแม่ทัพฉินได้เรือนประจำตำแหน่งที่ชิงโจวเพิ่มอีกหนึ่งหลัง”“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” พวกทหารขานรับเสียงหนักแน่นหยางอ๋องหันไปมองพวกประชาชนแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเพิ่งมาเป็นอ๋องเจ้าเมืองใหม่ที่นี่ ขอฝากตัวกับพวกท่านด้วย สำหรับคนที่บ้านเรือนเสียหายจากสงครามให้มาลงชื่อรับเงินเยียวยาครอบครัวละสามร้อยตำลึง หากมีคนตายได้เพิ่มอีกคนละห้าสิบตำลึงและต้องตายในช่วงสงครามที่ผ่านมาเท่านั้น หน้าที่นี้ให้แม่ทัพฉินเป็นคนดูแล”“รับ
“เจ้าอย่าโดนอากาศเย็นมากไปนัก เดี๋ยวจะล้มป่วยได้” ร่างสูงปิดม่านหน้าต่างลงแล้วยัดถ้วยชาใส่มือร่างบาง หลินชิวเยว่เป่าชาร้อนจนไอระเหยออกมา“ท่านอ๋องวางแผนอยากมีลูกสักกี่คนหรือเพคะ” อยู่ดี ๆ สตรีโฉมสะคราญก็เอ่ยถามขึ้น นางเพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยถามเรื่องนี้กับหยางอ๋องเลยสักนิด บุรุษองอาจส่งยิ้มมาให้พลางพูดว่า“สำหรับข้าขึ้นอยู่กับเจ้า การมีลูกสำหรับสตรีนั้นก็เหมือนได้ก้าวเท้าไปสู่ความตายแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าหากเจ้าหวาดกลัวก็ไม่ต้องมีก็ย่อมได้” หยางลี่หมิงพูดออกมาจากใจจริง เขาสบนัยน์ตาหงส์นิ่งงัน ชีวิตชาตินี้นั้นเขาปรารถนาได้อยู่ร่วมกับนางก็เพียงพอแล้วหลินชิวเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจ นางไม่เคยคิดว่าเขาจะใส่ใจกันมากถึงขนาดนี้ “จริงหรือเพคะ ถ้าหากหม่อมฉันไม่มีลูกขึ้นมาจริง ๆ ท่านอ๋องจะยินยอมได้หรือ” ในสังคมแคว้นฉินนั้นการไม่มีลูกสืบเชื้อสายเป็นเรื่องใหญ่ และยิ่งนางมีกิจการร้านผ้าไหมที่มากมายย่อมต้องการทายาท ส่วนท่านอ๋องมีตำแหน่งเจ้าเมืองก็ต้องการให้สกุลหยางยิ่งใหญ่สืบไป เขาพูดเรื่องสำคัญพวกนี้ได้อย่างปล่อยวางได้อย่างไรกันหยางลี่หมิงโอบตัวหลินชิวเยว่มาปลอบประโลมใจ “สำหรับข้าแล้ว การไปเยือนเส้นทางน้ำพุเ







