LOGIN“ลูกแข็งแรงดีแล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
“เยว่เอ๋อรักษาตัวให้ดี ขากลับแม่จะซื้อของมาฝากเจ้า” แล้วหลินเจียงกับหลินซ่งก็ขึ้นรถม้าคันใหญ่ที่หรูหราและโอ่อ่า บ่าวรับใช้ที่ติดตามไปด้วยนั้นมีประมาณสิบกว่าคน ทุกคนล้วนเป็นนักสู้ฝีมือดีจ้างมาเพื่อคุ้มครองการเดินทางโดยเฉพาะ
หลังจากส่งบิดามารดาไปต่างเมืองเสร็จ หลินชิวเยว่ก็หันมาถามหลิงเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างกายว่า “ข้าหมั้นหมายตั้งแต่เมื่อใด”
หลิงเอ๋อหน้าซีดแทบไร้สี แม้ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้แต่ก็ต้องพูดออกมา “เมื่อสี่ปีก่อนเจ้าค่ะ ตอนคุณหนูอายุย่างสิบแปดปีนายท่านจึงรับหมั้นจากคุณปู่ของท่านแม่ทัพ คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะ” สาวใช้หยั่งเชิง หลินชิงเยว่ส่ายหน้าแช่มช้าเพราะในความทรงจำไม่มีเรื่องพวกนี้เลยสักนิดเดียว
“แล้วท่านแม่ทัพดีต่อข้าหรือไม่” นางเห็นท่านพ่อกับท่านแม่มีปากเสียงกันจึงรู้สึกว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไม่น่าจะใช่คนดีอะไร
หลิงเอ๋อก้มหน้าลงไม่กล้าพูดออกมา เกรงว่าเรื่องพวกนี้จะทำให้คุณหนูเสียใจอีก “ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ”
“แสดงว่าเขาทำไม่ดีกับข้า…” หลินชิวเยว่รู้จักนิสัยหลิงเอ๋อดีเพราะเติบโตมาพร้อมกันตั้งแต่เด็ก สาวใช้ของนางนั้นโกหกไม่เก่ง
“คุณหนูอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลยนะเจ้าคะ พวกเราเข้าบ้านกันเถอะ” หลิงเอ๋อพยายามพาหลินชิวเยว่เข้าเรือนแต่คนดื้อดึงไม่ยินยอม
“เจ้าไปเอาของกำนัลพวกนั้นมา ข้าจะเอาไปคืนท่านแม่ทัพ”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ นายท่านรับของมาแล้ว ในนั้นยังมีโสมร้อยปีที่จักรพรรดิพระราชทานให้ท่านแม่ทัพเพื่อรักษาตัวแต่กลับนำมามอบให้คุณหนูแทน” หลิงเอ๋อพลั้งปากพูดมากไปยิ่งทำให้หลินชิวเยว่ไม่พอใจ
“แบบนั้นยิ่งต้องคืน ของผู้อื่นข้าไม่ต้องการ...” สตรีโฉมสะคราญให้คนไปเตรียมรถม้า เพราะนางจะออกหน้าเอาออกไปคืนด้วยตัวเอง
ครู่ต่อมาหลินชิวเยว่ก็เดินทางมาถึงจวนแม่ทัพในช่วงเย็น ซึ่งบ้านตระกูลหลินกับจวนแม่ทัพอยู่ห่างกันหลายหัวถนน นางส่งสาวใช้ไปแจ้งว่าต้องการพบแม่ทัพใหญ่ และรออยู่ด้านนอกไม่บุกเข้าไปด้านในเหมือนอย่างที่เคยทำ
เสี่ยวตงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธแทนแม่ทัพใหญ่ที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ แต่ก็ต้องรีบหุบปากเสียก่อน
“คุณหนูรองอยากพบข้า?” หยางลี่หมิงละสายตาจากหนังสือมองสาวใช้ของคุณหนูรอง
หลิงเอ๋อไม่อยากให้ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดจึงเอ่ยว่า “คุณหนูแค่เอาของกำนัลมาคืนเจ้าค่ะแล้วก็จะหารือเรื่องถอนหมั้น” เพียงสาวใช้พูดเรื่องถอนหมั้นเสี่ยวตงก็รีบหันไปสบตาท่านแม่ทัพทันที เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่แม่ทัพใหญ่ต้องการมาตลอด
แต่ว่าหยางลี่หมิงกลับมีท่าทีเปลี่ยนไป “ไปแจ้งคุณหนูรองว่าข้าไม่รับของที่ให้ไปแล้วคืน” จากนั้นก็มุ่นคิ้วก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ หลิงเอ๋อพูดไม่ออก ที่แท้ท่านแม่ทัพก็เป็นคนเย็นชาเช่นนี้จึงสามารถทำร้ายจิตใจของคุณหนูได้มากมายถึงเพียงนั้น
“แต่ว่า...” หลิงเอ๋อทำท่าจะแย้ง แต่ถูกเสี่ยวตงจ้องหน้าเขม็ง
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปบอกคุณหนูเดี๋ยวนี้”
หลินชิวเยว่ชะเง้อหน้ามองหาหลิงเอ๋อแต่ก็ไม่เห็นคนออกมาเสียที จึงถือวิสาสะเดินเข้าจวนแม่ทัพไปเลย ที่สำคัญพวกทหารเฝ้าประตูจวนคล้ายจะจดจำนางได้เลยไม่มีคนเข้ามาขัดขวางสักคนเดียว
“หลิงเอ๋อไปนานเสียจริง” ร่างบอบบางย่ำเท้าเข้าจวนแม่ทัพในรอบครึ่งปี เหตุการณ์ก่อนหน้านี้หลินชิวเยว่จดจำไม่ได้ การที่ความทรงจำหายไปบางช่วงบางเหตุการณ์ก็ส่งผลดีต่อชีวิตนางเช่นเดียวกัน
“คุณหนูเจ้าคะ” หลิงเอ๋อสีหน้าไม่ค่อยดีนัก นางเดินลงบันไดมาจากเรือนทางฝั่งขวา
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลิงเอ๋อส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“ไม่ให้พบก็ช่างเถิด พวกเราทิ้งของไว้ก็พอ” เพียงหลินชิวเยว่เอ่ยออกมาแบบนี้ สาวใช้จึงโพล่งออกมาว่า
“ท่านแม่ทัพบอกว่าของที่ให้คุณหนูไปแล้วไม่รับคืนเจ้าค่ะ” สุดท้ายหลิงเอ๋อก็ต้องพูดประโยคนี้ออกมา
หลินชิวเยว่แววตามีประกายเข้มขึ้นรู้สึกไม่พอใจแม่ทัพใหญ่ จึงเดินดุ่มขึ้นเรือนฝั่งขวาไปทันที นางมั่นใจว่าตนไม่เคยมาเยือนที่นี่มาก่อน แต่ทว่าร่างกายกลับดูคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มากยิ่งนัก
ร่างบอบบางพาตนเองมาที่หน้าห้องหนังสือ และได้ยินเสียงคนกำลังหารือกันอยู่ด้านใน แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนาง
ภายในห้องหนังสือ เสี่ยวตงเดินกลับไปกลับมาที่หน้าโต๊ะหนังสือของท่านแม่ทัพ
“ท่านแม่ทัพต้องการถอนหมั้นกับคุณหนูรองไม่ใช่หรือขอรับ” เสี่ยวตงทำหน้าไม่เข้าใจ ทั้งที่โอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่เหตุใดท่านแม่ทัพถึงไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ แต่ก่อนที่ทหารข้างกายหยางลี่หมิงจะพูดอะไรขึ้นมาอีก หนังสือในมือหนาก็ถูกวางลงบนโต๊ะ
“เจ้าออกไปก่อน...แล้วให้คุณหนูรองเข้ามา” หยางลี่หมิงพูดกับเสี่ยวตง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตรงมาทางนี้เป็นเสียงฝีเท้าที่ไม่คุ้นเคย
หนึ่งปีผ่านมาแล้วที่หลินชิวเยว่กลายเป็นพระชายาอ๋องชิงโจว นางไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังด้วยการตั้งครรภ์ใกล้ครบเก้าเดือนแล้วในอีกไม่กี่วันนี้ ช่วงนี้เข้าสู่หน้าหนาวอากาศเริ่มเย็นมากแล้ว วัน ๆ จึงเอาแต่เย็บชุดไว้ให้บุตรที่ใกล้กำหนดคลอด“พระชายาชาร้อนเพคะ” หลิงเอ๋อจากสาวใช้ข้างกายคุณหนูรองได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยข้างกายที่มีหน้าที่ช่วยตรวจกิจการร้านขายผ้าไหมในเขตเมืองชิงโจว เมื่อว่างจากงานที่ร้านก็จะมาปรนนิบัติรับใช้พระชายาเหมือนอย่างที่เคยทำ“ขอบใจเจ้ามาก” หลินชิวเยว่จิบชาช้า ๆ และนั่งมองหิมะที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ในใจนึกเป็นห่วงพระสวามีที่ออกไปตรวจเมืองหลิงเอ๋อส่งยิ้มมาให้ในช่วงหนึ่งปีมานี้ นางเรียนรู้และตรวจบัญชีเก่งมากขึ้นเพราะอยากช่วยเหลือพระชายาให้มากที่สุด“ช่วงนี้มีคนสนใจชาดที่พระชายาทรงใช้อยู่มาก พวกเราจะออกสินค้าใหม่ในหน้าหนาวนี้เลยดีไหมเพคะ” หลิงเอ๋อสอบถาม หลินชิวเยว่จัดว่าเป็นผู้นำด้านการแต่งกายและเรื่องการประทินโฉม มีสตรีมากมายให้ความสนใจในชุดที่พระนางสวมใส่ แม้ว่าจะเลียนแบบรูปแบบการตัดชุดไม่ได้ก็สนใจการใช้สีสันที่ดูเข้ากันอย่างมาก“ข้าสั่งให้คนผลิตชาดสีใหม่ที่ทำจากน้ำผึ้งแล้ว เจ้า
ความรักสำหรับสตรีหรือชายหนุ่มที่มีโลกสวยงามย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามแต่ทว่าสำหรับหยางหมิงนั้นมันคือความทุกข์ระทม“ข้าขอร้องเจ้า อาเยว่ พวกเราออกมาคุยกันดี ๆ เถิดนะ” หยางหมิง บัณฑิตที่บ้านมีฐานะยากจนเข้าขั้นอดมื้อกินมื้อ แต่เพราะว่าเขามีความขยันขันแข็งไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจึงพยายามสอบจอหงวนให้ได้ แต่ทว่าเพราะขาดทุนทรัพย์จึงไม่สามารถคว้าตำแหน่งที่ต้องการได้เสียทีหลินเยว่สตรีที่อยู่ข้างบ้านหยางหมิงเป็นสตรีที่เกิดมาไม่เหมือนคนยากจน นางมีรูปร่างและใบหน้างดงามเหนือสตรีอื่นอย่างมากแต่ทว่าเมื่อตอนเป็นเด็กไร้เดียงสามากไปเสียหน่อยจึงหลงรักหยางหมิงที่มีรูปโฉมสง่างามไม่เหมือนชายที่มีฐานะยากจนเช่นเดียวกัน“ข้าไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว จะกี่ปีต่อกี่ปีเจ้าก็สอบจอหงวนไม่ได้เสียที” หลินเยว่โวยวายด้วยความโกรธเคือง หยางหมิงที่ยืนทุบประตูบ้านของนางอยู่หมดแรงไปในทันที“ไม่ใช่ว่าข้าไม่พยายาม ข้าพยายามแล้วเจ้าก็น่าจะรู้นะ” หยางหมิงท้อแท้ในโชคชะตา เขาไม่ใช่คนหัวไม่ดีออกจากเรียนเก่งมากด้วยซ้ำแต่ทว่ากลับสู้เส้นสายของตระกูลใหญ่ไม่ได้ จึงทำให้ถูกเบียดเบียนเอาตำแหน่งที่ควรจะเป็นของเขาไปจนหมด“เจ้าไปเถอะ วันนี้ข้าอยากอยู่เ
เต็มไปด้วยความสุขและราบรื่นของชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” เกาปิ่งเทียนเอ่ยจบ หยางอ๋องก็ตื้นตันใจจนน้ำตารื้น สำหรับเขาแล้วหมอผู้นี้อยู่รับใช้ปรนนิบัติตระกูลมาชั่วชีวิต มีบุญคุณใหญ่หลวงนัก นายพิธีการทำหน้าที่ต่อ “บ่าวสาวคำนับซึ่งกันและกัน” หลินชิวเยว่และหยางลี่หมิงจึงหันมาเผชิญหน้า สำหรับฝั่งเจ้าสาวจะมีมามาช่วยประคองตัวเนื่องจากมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวปิดบังอยู่ ทั้งสองจึงโค้งคำนับกันตามพิธีการ“เสร็จสิ้นพิธี เข้าหอได้”เจ้าบ่าวจึงเข้ามาประคองตัวเจ้าสาวแทนมามาที่มีหน้าที่ดูแลเจ้าสาว “ข้าพาเจ้าไปรอที่ห้องหอเอง”“เพคะ” หลินชิวเยว่ขานตอบ ช่วงห้าวันมานี้นางถูกจับแยกไม่ให้เจอกับหยางอ๋องโดยมีมามาสกุลอู๋คุมเข้มมากร่างบางถูกประคองเดินไปตามทางเดิน ส่วนแขกเหรื่อก็ไปที่ห้องจัดเลี้ยงที่ถูกเตรียมเอาไว้ แม่ทัพทั้งสามคนที่มาร่วมงานอภิเษกสมรสช่วยท่านอ๋องดูแลแขกในงานด้วยความเต็มใจ เสี่ยวตงกับอาหู่ยืนกอดคอกันร้องไห้ที่เห็นท่านอ๋องเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที“เจ้าไม่ชอบพระชายาไม่ใช่หรือ” อาหู่หันหน้าไปถามเสี่ยวตง ทว่ากลับถูกเสี่ยวตงใช้มือเขกหัว“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ” อาหู่โอดครวญ“เจ็บก็ดี ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่ชอบพระชายา ถ้าหากท่าน
หลินเยว่อิ๋นบุตรีบุญธรรมของเจ้ากรมโยธาธิการปีนี้เติบโตเป็นโฉมสะคราญที่เลื่องชื่อและเป็นที่จับตามองของผู้คนมากมาย“อาอิ๋น เจ้าคิดดีแล้วหรือยังว่าจะเลือกแต่งงานกับใคร” บิดาบุญธรรมเรียกบุตรีที่เขารับเลี้ยงตั้งแต่กำเนิดมาสอบถามโฉมสะคราญที่มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นยืนก้มหน้านิ่ง บุรุษพวกนั้นไม่ได้อยู่ในสายตานางเลยสักเพียงนิด มีเพียงองค์ชายเจ็ดผู้นั้นที่นางเฝ้ามองเขาอยู่ห่าง ๆ มาตลอดตั้งแต่ที่อายุย่างสิบสามปี“ลูกยังอยากอยู่ตอบแทนท่านพ่อและท่านแม่ก่อนเจ้าค่ะ” หลินเยว่อิ๋นปฏิเสธทางอ้อม เจ้ากรมโยธาธิการพึงพอใจมาก แน่นอนว่าเขาก็ยังไม่อยากให้บุตรีบุญธรรมเลือกใครทั้งนั้น นางมีประโยชน์สามารถใช้เป็นหมากทางการเมืองได้ แน่นอนว่าเขารอจังหวะที่เหมาะสม“ก็ดี...ปีนี้เจ้าเพิ่งอายุย่างสิบเจ็ดอย่าเพิ่งรีบมีครอบครัวเลย” แล้วหลินสิงก็เดินออกจากห้องรับรองไป หลินเยว่อิ๋นทอดถอนลมหายใจ นางไม่รู้ว่าตัวเองจะปฏิเสธไปได้สักกี่น้ำตกกลางคืน ร่างบอบบางในชุดคลุมมิดชิดรีบเดินออกมาจากที่ซ่อนตัวคืนนี้นางมีนัดกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงเรื่องวางแผนเข้าพบองค์ชายเจ็ด ทว่าเจียงหนีว์ไม่มาเสียที“อยู่ที่ไหนนะอาหนีว์” หลินเยว่อิ๋นชะเง
หยางลี่หมิงพาหลินชิวเยว่ลงจากรถม้าตามธรรมเนียมต้อนรับเจ้าเมืองชิงโจว พวกเขาทั้งสองคนในสายตาผู้คนนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ร่างสูงในชุดเจ้าเมืองชิงโจวที่องอาจผ่าเผยกับร่างบอบบางดูน่าทะนุถนอมและความงดงามที่มากล้นทำให้ผู้คนยอมรับอย่างง่ายดายฉินโจวรีบเข้ามารายงานท่านอ๋องในทันที “ประตูเมืองที่เสียหาย พวกกระหม่อมจัดการซ่อมแซมเรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องจิปาถะอื่น ๆ ก็สะสางแล้วเสร็จตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน” หากพูดง่าย ๆ สิ่งที่หยางอ๋องรับสั่งลงมาล้วนจัดการเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้วสีหน้าของหยางลี่หมิงยินดีมาก “พวกเจ้าทำดีมาก เพิ่มเงินปูนบำเหน็จอีกคนละห้าร้อยตำลึงและผ้าไหมอีกสองพับ ส่วนแม่ทัพฉินได้เรือนประจำตำแหน่งที่ชิงโจวเพิ่มอีกหนึ่งหลัง”“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” พวกทหารขานรับเสียงหนักแน่นหยางอ๋องหันไปมองพวกประชาชนแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเพิ่งมาเป็นอ๋องเจ้าเมืองใหม่ที่นี่ ขอฝากตัวกับพวกท่านด้วย สำหรับคนที่บ้านเรือนเสียหายจากสงครามให้มาลงชื่อรับเงินเยียวยาครอบครัวละสามร้อยตำลึง หากมีคนตายได้เพิ่มอีกคนละห้าสิบตำลึงและต้องตายในช่วงสงครามที่ผ่านมาเท่านั้น หน้าที่นี้ให้แม่ทัพฉินเป็นคนดูแล”“รับ
“เจ้าอย่าโดนอากาศเย็นมากไปนัก เดี๋ยวจะล้มป่วยได้” ร่างสูงปิดม่านหน้าต่างลงแล้วยัดถ้วยชาใส่มือร่างบาง หลินชิวเยว่เป่าชาร้อนจนไอระเหยออกมา“ท่านอ๋องวางแผนอยากมีลูกสักกี่คนหรือเพคะ” อยู่ดี ๆ สตรีโฉมสะคราญก็เอ่ยถามขึ้น นางเพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยถามเรื่องนี้กับหยางอ๋องเลยสักนิด บุรุษองอาจส่งยิ้มมาให้พลางพูดว่า“สำหรับข้าขึ้นอยู่กับเจ้า การมีลูกสำหรับสตรีนั้นก็เหมือนได้ก้าวเท้าไปสู่ความตายแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าหากเจ้าหวาดกลัวก็ไม่ต้องมีก็ย่อมได้” หยางลี่หมิงพูดออกมาจากใจจริง เขาสบนัยน์ตาหงส์นิ่งงัน ชีวิตชาตินี้นั้นเขาปรารถนาได้อยู่ร่วมกับนางก็เพียงพอแล้วหลินชิวเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจ นางไม่เคยคิดว่าเขาจะใส่ใจกันมากถึงขนาดนี้ “จริงหรือเพคะ ถ้าหากหม่อมฉันไม่มีลูกขึ้นมาจริง ๆ ท่านอ๋องจะยินยอมได้หรือ” ในสังคมแคว้นฉินนั้นการไม่มีลูกสืบเชื้อสายเป็นเรื่องใหญ่ และยิ่งนางมีกิจการร้านผ้าไหมที่มากมายย่อมต้องการทายาท ส่วนท่านอ๋องมีตำแหน่งเจ้าเมืองก็ต้องการให้สกุลหยางยิ่งใหญ่สืบไป เขาพูดเรื่องสำคัญพวกนี้ได้อย่างปล่อยวางได้อย่างไรกันหยางลี่หมิงโอบตัวหลินชิวเยว่มาปลอบประโลมใจ “สำหรับข้าแล้ว การไปเยือนเส้นทางน้ำพุเ







