Home / โรแมนติก / สลับชะตา บุปผาคู่ / คุณหนูตัวปลอมกับคณิกาจำเป็น

Share

คุณหนูตัวปลอมกับคณิกาจำเป็น

last update publish date: 2026-10-12 19:14:23

สามวันหลังจากสองพี่น้องตกลงกัน แผนการที่ซูเจินเคยคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเล่นกลับเกิดขึ้นจริงภายในห้องพักส่วนตัวชั้นสามของหอเยว่ฮวา หญิงสาวสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าเหมือนกันแทบทุกส่วน หากวันนี้กลับแตกต่างกันจนมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็นใคร ฉานจวนสวมชุดสีฟ้าอ่อน เกล้าผมเรียบง่าย มีเพียงปิ่นหยกขาวประดับอยู่หนึ่งชิ้น เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าบางเบาจนแทบมองไม่เห็นส่วนซูเจินถูกจับสวมชุดสีแดง กระโปรงหลายชั้นพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว เรือนผมประดับปิ่นดอกไม้สีทองตามแบบที่ฉานจวนใช้เป็นประจำ คนหนึ่งดูเรียบร้อยขึ้นจนผิดตา อีกคนดูเหมือนกำลังถูกบังคับให้แต่งงาน ฉานจวนมองน้องสาวผ่านกระจกแล้วถอนหายใจ

“ยิ้มหน่อย”

ซูเจินฝืนยิ้ม

“ไม่ใช่ยิ้มไปงานศพ”

“ข้ายิ้มแล้ว”

“เจ้ายิ้มเหมือนกำลังขอให้คนช่วย”

ซูเจินหุบยิ้มทันที

“เช่นนั้นข้าไม่ยิ้ม”

ฉานจวนหลุดหัวเราะ ก่อนเดินเข้ามาจัดปอยผมข้างแก้มให้น้องสาว นางใช้เวลาสามวันที่ผ่านมาเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับหอเยว่ฮวา ตั้งแต่ชื่อสาวใช้ ห้องพัก เพลงที่ร้องเป็นประจำ ไปจนถึงบุรุษที่ต้องหลีกให้ห่าง โชคดีที่สองพี่น้องถูกสอนดนตรีจากอาจารย์คนเดียวกันตั้งแต่เด็ก เสียงร้องจึงใกล้เคียงกันมาก ส่วนการเล่นพิณ ซูเจินกลับเก่งกว่าพี่สาวเสียด้วยซ้ำสิ่งที่น่าเป็นห่วงมีเพียงเรื่องเดียว มารยาหญิงของซูเจินแทบไม่มี

“จำไว้นะ หากมีบุรุษเข้ามาใกล้ อย่าถอยทันที”

“แล้วให้ทำอย่างไร?”

“ยิ้ม”

“ถ้าเขาจับมือ?”

“ดึงออก”

“ถ้าเขาไม่ปล่อย?”

ฉานจวนยกมือทำท่าฟาด

“ใช้พิณตีหัว”

ซูเจินหันขวับ

“จริงหรือ?”

“ไม่จริง! เจ้าจะทำหอพังหรือ?”

“ท่านพูดเอง”

“เรียกคนมาช่วยก็พอ ที่นี่ไม่เคยบังคับข้ารับแขก”

ฉานจวนหยิบพัดของตนส่งให้น้องสาว แล้วจึงกำชับอีกครั้ง

“กลางคืนร้องเพลงสองเพลง จากนั้นกลับห้อง ปวดหัว ปวดท้อง ง่วงนอน อะไรก็อ้างไป”

ซูเจินรับพัดมาถือแน่น

“แล้วท่านเล่า?”

“ข้าหรือ?”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าที่วันนี้แต่งเสียเรียบร้อย

“ข้าจะไปพักผ่อน”

“ท่านพี่!”

“ข้าจะไปช่วยเจ้าต่างหาก”

ฉานจวนเดินไปหยิบป้ายหยกประจำตัวของซูเจินขึ้นมาห้อยไว้กับเอว

“แม่เลี้ยงของเจ้าอยากได้ปิ่นใช่หรือไม่?”

“อย่าก่อเรื่อง”

“ข้าไม่ก่อ”

“ข้าไม่เชื่อ”

“ซูเจิน”

ฉานจวนหันกลับมา ก่อนยิ้มหวานเสียจนคนเป็นน้องยิ่งไม่ไว้ใจ

“ข้าเป็นสตรีเรียบร้อย”

ซูเจินมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ประโยคนี้น่ากลัวที่สุดแล้ว”

ฉานจวนหัวเราะ ก่อนดึงน้องสาวเข้ามากอด ถึงเวลาต้องแยกจากกันจริง ๆ ซูเจินกลับรู้สึกใจหาย นางกอดเอวพี่สาวไว้แน่นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ระวังตัวด้วยนะ”

“เจ้าก็เช่นกัน”

“ห้ามตบใคร”

“รู้แล้ว”

“ห้ามผลักใครตกน้ำ”

“อืม”

“ห้าม—”

“พอเถอะ ข้ายังไม่ทันออกจากหอเลย”

ฉานจวนผละออก ก่อนใช้นิ้วแตะหน้าผากน้องเบา ๆ

“เจ็ดวัน แล้วเราจะกลับมาเป็นตัวเอง”

ซูเจินพยักหน้า เวลานั้นทั้งคู่ยังคิดเหมือนกันว่าเจ็ดวันไม่นานนัก ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อถึงวันนั้นจริง ๆ จะมีบางอย่างเปลี่ยนไปจนไม่อาจกลับคืนได้ง่ายเช่นเดิม

รถม้าของจวนเสนาบดีเคลื่อนผ่านประตูใหญ่ในช่วงบ่าย ฉานจวนก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างามตามที่ซูเจินสอน นางพยายามก้าวให้สั้นลง เดินให้ช้าลงและที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่เผลอเดินโยกสะโพกอย่างที่เคยชินเวลาอยู่หอเยว่ฮวาสาวใช้คนสนิทของซูเจินชื่อเสี่ยวอวี้เดินตามหลังอย่างหวาดระแวง นางเป็นคนเดียวในจวนที่รู้เรื่องสลับตัวและตั้งแต่รับฉานจวนมาจากประตูหลัง สีหน้าของเสี่ยวอวี้ก็เหมือนคนกำลังพานักโทษหลบหนีเข้าวังหลวง

“คุณหนูเจ้าคะ”

“หืม?”

“เดินช้ากว่านี้อีกนิดเจ้าค่ะ”

ฉานจวนชะลอฝีเท้า

“เช่นนี้?”

“เจ้าค่ะ”

เดินไปอีกสามก้าว เสี่ยวอวี้กระซิบอีก

“หลังตรงเจ้าค่ะ”

ฉานจวนยืดหลัง

“เช่นนี้?”

“เจ้าค่ะ”

ผ่านไปอีกไม่ถึงสิบก้าว

“คุณหนู อย่ามองบุรุษรับใช้เช่นนั้นเจ้าค่ะ”

ฉานจวนหยุดทันที

“ข้ามองอย่างไร?”

“เหมือน…เหมือน…”

เสี่ยวอวี้หน้าแดง ฉานจวนเข้าใจทันที

“ข้าแค่มองเฉย ๆ”

“แต่สายตาท่านไม่เฉยเลยเจ้าค่ะ”

ฉานจวนสูดลมหายใจเข้าลึก การเป็นคุณหนูเสนาบดีดูจะเหนื่อยกว่าที่คิด ทั้งคู่เพิ่งเดินถึงเรือนของซูเจิน เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง

“พี่หญิง”

ฉานจวนหลับตาลงครู่หนึ่ง มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก นางหันกลับ ซูหลิงเดินเข้ามาพร้อมสาวใช้สองคน ดวงตาของอีกฝ่ายกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหยุดอยู่ที่ปิ่นหยกบนผมของฉานจวน

“ท่านยังสวมมันอีกหรือ?”

ฉานจวนยิ้มบาง

“แล้ว?”

ซูหลิงชะงัก เสี่ยวอวี้รีบกระแอม ฉานจวนจึงนึกขึ้นได้ อ่อนหวาน สุภาพ เรียบร้อย นางรีบแก้คำ

“แล้ว…มีอะไรหรือจ๊ะ?”

เสี่ยวอวี้เกือบสำลัก ซูหลิงขมวดคิ้วอย่างสงสัยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ติดใจ

“ท่านแม่เรียกพบท่าน”

“เรื่องอะไร?”

“ปิ่นนั่นแหละ”

ฉานจวนเหลือบมองเสี่ยวอวี้ สาวใช้รีบส่ายหน้าเล็ก ๆ เป็นเชิงเตือน อย่าก่อเรื่อง ฉานจวนยิ้ม

“นำทางสิ”

ฮูหยินซูนั่งอยู่ในศาลากลางสวน โดยมีสาวใช้คอยพัดอยู่ด้านหลัง ทันทีที่ฉานจวนมาถึงสายตาของหญิงวัยกลางคนก็จับจ้องปิ่นหยกทันที

“ซูเจิน”

“เจ้าคะ?”

“เมื่อวานข้าพูดกับเจ้าแล้ว เหตุใดยังไม่เข้าใจ?”

ฉานจวนเดินเข้าไปนั่ง ฮูหยินซูขมวดคิ้ว

“ใครอนุญาตให้เจ้านั่ง?”

ก้นที่เพิ่งแตะเก้าอี้หยุดนิ่ง ฉานจวนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ น้องข้าอยู่เช่นนี้ทุกวันจริงหรือ? นางลุกขึ้นอีกครั้ง

“ท่านแม่มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

“ปิ่น”

“อ้อ”

“ถอดให้น้องเสีย”

ฉานจวนยกมือแตะปิ่น ก่อนเอียงหน้าเล็กน้อย

“ไม่ได้เจ้าค่ะ”

ฮูหยินซูวางถ้วยชาลง

“ว่าอย่างไรนะ?”

“ข้าบอกว่าไม่ได้”

“ซูเจิน!”

เสียงดังจนเสี่ยวอวี้สะดุ้ง ฉานจวนกลับไม่สะทกสะท้าน นางอยู่ท่ามกลางบุรุษเมาสุราที่ส่งเสียงดังกว่านี้มาหลายปี แค่นี้แทบไม่ทำให้คิ้วขยับด้วยซ้ำ แต่เมื่อนึกได้ว่ากำลังเป็นน้องสาว นางจึงรีบก้มหน้าอย่างอ่อนหวาน

“ท่านแม่อย่าโมโหเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวแก่เร็ว”

ฮูหยินซูนิ่ง ซูหลิงนิ่ง เสี่ยวอวี้ก้มหน้าทันที

“เจ้า…”

“ลูกเป็นห่วงเจ้าค่ะ”

ฉานจวนยิ้มหวาน ฮูหยินซูสูดหายใจลึก

“คุกเข่า!”

ฉานจวนมองพื้น จากนั้นมองชุดตนเองแล้วเงยหน้าขึ้น

“ไม่คุกเจ้าค่ะ”

คราวนี้เสี่ยวอวี้แทบหยุดหายใจ

“เจ้ายังกล้าขัดคำสั่งข้า?!”

“ลูกเพียงไม่เข้าใจว่าทำผิดสิ่งใด”

“เจ้าไม่ยอมให้น้อง!”

“ของที่ท่านย่ามอบให้ลูก เหตุใดลูกต้องยกให้นาง?”

ซูหลิงรีบพูด

“เพราะข้าชอบ!”

ฉานจวนหันไปมอง

“เจ้าชอบทุกอย่างที่เป็นของข้าหรือ?”

“ข้า—”

“ถ้าชอบเรือนข้าด้วย จะให้ข้ายกให้หรือไม่?”

ซูหลิงเงียบ ฉานจวนหันกลับไปหาฮูหยินซู

“หากท่านแม่อยากให้น้องได้ของสวย ๆ ก็ซื้อให้นางเถิดเจ้าค่ะ จวนเราไม่ได้ยากจนถึงขั้นต้องแย่งปิ่นจากผู้อื่น”

“ซูเจิน!”

“เจ้าคะ?”

“คุกเข่าเดี๋ยวนี้!”

ฉานจวนถอนหายใจ

“ไม่เจ้าค่ะ”

“เจ้า!”

ฮูหยินซูลุกพรวดขึ้น ก่อนเงื้อมือหมายจะตบใบหน้าหญิงสาว

หมับ!

ข้อมือถูกคว้าไว้กลางอากาศ ทั้งศาลาเงียบสนิท ฉานจวนมองมือที่อยู่ห่างแก้มตนไม่ถึงคืบก่อนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นรอยยิ้มยังอยู่แต่ดวงตาไม่ยิ้มด้วยแล้ว

“ท่านแม่”

น้ำเสียงยังอ่อนหวาน

“ใบหน้าลูกเหมือนท่านพ่อมาก หากเป็นรอยขึ้นมา ท่านพ่อคงถามนะเจ้าคะ”

ฮูหยินซูหน้าซีดสลับแดง

“ปล่อย!”

ฉานจวนปล่อยมือทันที

“ขออภัยเจ้าค่ะ”

นางย่อกายอย่างงดงาม

“หากไม่มีอะไรแล้ว ลูกขอตัว”

จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกไป

เสี่ยวอวี้รีบวิ่งตาม เมื่อเดินพ้นสวนไปไกลสาวใช้จึงรีบดึงแขนฉานจวนไว้

“คุณหนู!”

“อะไร?”

“ท่านบอกว่าจะไม่ก่อเรื่อง!”

ฉานจวนหันกลับอย่างบริสุทธิ์ใจ

“ข้าก่อที่ไหน?”

“เมื่อครู่เกือบตบกันแล้วนะเจ้าคะ!”

“ข้ายังไม่ได้ตบ”

“แต่ว่า—”

“เห็นไหม ข้ารักษาสัญญา”

เสี่ยวอวี้พูดไม่ออก ฉานจวนเดินต่ออย่างอารมณ์ดี เพียงวันแรกนางก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดน้องสาวถึงอยากหนีออกจากจวน หากต้องอยู่กับคนเช่นนี้ทุกวัน… เจ็ดวันอาจสั้นเกินไปเสียด้วยซ้ำ

ขณะที่ฉานจวนกำลังสนุกกับการเป็นคุณหนู ชีวิตของซูเจินกลับไม่ได้ราบรื่นเช่นนั้น ยามค่ำหอเยว่ฮวาสว่างไสวไปด้วยแสงโคม ซูเจินนั่งตัวแข็งอยู่หน้ากระจก สาวใช้กำลังเติมสีชาดบนริมฝีปากให้นาง

“แม่นางฉานจวน วันนี้งดงามมากเจ้าค่ะ”

“ขอบใจ”

“แต่ท่านดูเกร็ง ๆ”

“ข้าหรือ?”

“เจ้าค่ะ”

ซูเจินรีบผ่อนหัวไหล่ คืนนี้เป็นคืนแรกที่นางต้องขึ้นเวทีในฐานะฉานจวน ตอนกลางวันทุกอย่างยังง่าย นางเพียงอยู่ในห้อง อ่านหนังสือ และพยายามจำชื่อคนในหอให้ได้ แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกเสียงหัวเราะของบุรุษเริ่มดังขึ้นจากชั้นล่าง ความกล้าที่เคยมีก็หายไปครึ่งหนึ่ง

“วันนี้มีแขกเยอะหรือไม่?”

“เต็มหอเลยเจ้าค่ะ”

ซูเจินมือเย็นเฉียบ

“เต็ม…เลยหรือ?”

“ทุกคนมารอฟังท่าน”

หญิงสาวมองตัวเองในกระจก ข้าทำได้แค่ร้องเพลง นางร้องมาตั้งแต่เด็กไม่มีอะไรน่ากลัว จนกระทั่งประตูเปิดออกและนางเห็นบุรุษหลายสิบคนด้านล่าง ซูเจินอยากหันกลับห้องทันทีแต่สายไปแล้ว

“แม่นางฉานจวน!”

เสียงเรียกดังขึ้นพร้อมกัน นางสูดลมหายใจก่อนเดินไปนั่งหลังพิณ เสียงรอบตัวค่อย ๆ เงียบลง ปลายนิ้วแตะลงบนสายพิณ ท่วงทำนองแรกดังขึ้นอย่างนุ่มนวลเพียงไม่กี่อึดใจ ความประหม่าก็ค่อย ๆ หายไป นี่คือสิ่งที่นางทำได้ดี เมื่อเสียงร้องหวานใสประสานกับเสียงพิณบุรุษทั้งหอก็เงียบลงอย่างตั้งใจฟัง กระทั่งเพลงจบ เสียงปรบมือดังสนั่น ซูเจินถอนหายใจอย่างโล่งอก รอดแล้ว นางลุกขึ้นเตรียมกลับแต่ชายผู้หนึ่งกลับตะโกนขึ้น

“แม่นางฉานจวน วันนี้ไม่ลงมาดื่มกับพวกเราหรือ?”

ซูเจินชะงัก เรื่องนี้พี่สาวไม่ได้บอก

“ข้า…”

ชายอีกคนยกจอกสุราขึ้น

“เพียงจอกเดียว!”

สายตาหลายสิบคู่มองมา ซูเจินเริ่มเหงื่อออก หากปฏิเสธทันทีจะผิดปกติหรือไม่? สุดท้ายนางจึงเดินลงไป ชายผู้นั้นยื่นจอกสุราให้ซูเจินรับมาอย่างลังเล

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

แล้วนางก็ยกดื่มรวดเดียว ทั้งโต๊ะเงียบ ซูเจินกะพริบตา

“มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

ชายคนหนึ่งหัวเราะ

“วันนี้แม่นางฉานจวนดื่มเก่งขึ้นนะ!”

นางเพิ่งนึกได้ว่าพี่สาวเคยบอกให้จิบ ไม่ใช่กระดก

“วันนี้…คอแห้งเจ้าค่ะ”

เหตุผลฟังประหลาดแต่โชคดีที่ไม่มีใครสงสัย ซูเจินรีบวางจอก

“ข้าขอตัวก่อน”

นางหมุนตัวแต่ชายคนเดิมกลับคว้าข้อมือไว้

“รีบไปไหน?”

ซูเจินตัวแข็ง

“ปล่อยเจ้าค่ะ”

“อยู่คุยกันก่อน”

มือของเขาเลื่อนขึ้นมาตามแขนนาง ความตกใจกลายเป็นความรังเกียจในทันที ซูเจินดึงแขนกลับ

“ข้าบอกให้ปล่อย”

น้ำเสียงเย็นลงอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ยิน ชายผู้นั้นกลับหัวเราะ

“เล่นตัวอีกแล้ว”

เขายื่นมือมาอีกครั้ง

เพียะ!

เสียงดังสนั่น คนทั้งโต๊ะเงียบ ซูเจินมองมือของตัวเอง นางเพิ่งตบเขา

ตายแล้ว ชายคนนั้นจับแก้ม

“เจ้า!”

“ข้า…”

ซูเจินถอยหลังหนึ่งก้าว ในหัวนึกถึงคำสอนของพี่สาวขึ้นมาทันที หากเกิดเรื่องให้เรียกคนแต่นางยังไม่ทันอ้าปาก เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง

“นางบอกให้ปล่อย เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”

น้ำเสียงเรียบ ๆ ไม่ดังนักแต่กลับทำให้คนรอบข้างหันไปมองพร้อมกัน บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้อง ชุดสีครามเข้มเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าดี บนโต๊ะมีเพียงสุราหนึ่งกาและพัดพับหนึ่งเล่ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ท่าทางดูเหมือนบัณฑิตมากกว่าคุณชายเจ้าสำราญที่ควรมาปรากฏตัวในสถานที่เช่นนี้ เขายกจอกสุราขึ้นจิบอย่างสบายใจ ชายที่ถูกตบขมวดคิ้ว

“เจ้าเป็นใคร?”

บุรุษหนุ่มยิ้มบาง

“คนที่ยังฟังภาษาคนรู้เรื่อง”

เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบห้อง ชายผู้นั้นหน้าแดงด้วยความอับอายก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป ซูเจินถอนหายใจนางหันไปหาบุรุษผู้ช่วยตน

“ขอบคุณคุณชาย”

เขามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตานั้นไม่ได้หยาบคายแต่เหมือนกำลังพิจารณาบางอย่าง

“ไม่เป็นไร”

ซูเจินย่อกายแล้วรีบเดินกลับขึ้นชั้นบน ทว่าพอผ่านโต๊ะของเขาเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“แม่นางฉานจวน”

นางหยุด

“เจ้าคะ?”

“เราเคยพบกันหรือไม่?”

หัวใจซูเจินกระตุกลับ

“ไม่เคยเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว

“แน่ใจ?”

“แน่ใจ”

นางตอบเร็วเกินไป ริมฝีปากของเขาจึงยกขึ้นเล็กน้อย

“น่าเสียดาย”

ซูเจินไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ไม่อยากอยู่ต่อจึงรีบเดินจากไป ทันทีที่ประตูห้องปิดนางพิงหลังกับมันแล้วถอนหายใจยาว

“เกือบตาย…”

เพียงคืนแรกก็ทั้งดื่มสุรา ทั้งตบบุรุษแล้วยังพบคนประหลาดอีกคน ซูเจินมองพัดของพี่สาวในมือ

“ฉานจวน เจ้าอยู่ที่นี่มาได้อย่างไรกัน…”

ด้านล่าง บุรุษชุดครามยังคงมองบันไดที่นางหายขึ้นไป เขาคือ ซีซวน บัณฑิตหนุ่มผู้ทำงานเคียงข้างองค์รัชทายาท และคืนนี้เขาไม่ได้มาหอเยว่ฮวาเพื่อเที่ยวเล่น ข้อมูลลับระบุว่ามีขุนนางบางคนใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดหมายในการแลกเปลี่ยนเอกสาร เขาจึงถูกส่งมาตรวจสอบอย่างเงียบ ๆ ทว่าเรื่องที่ดึงความสนใจของเขาในคืนนี้กลับไม่ใช่เอกสารลับแต่เป็นคณิกาอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวง ซีซวนเคยเห็นฉานจวนมาก่อนจากระยะไกล สตรีผู้นั้นเดินผ่านบุรุษราวกับรู้ดีว่าทุกสายตากำลังมองตน ยิ้มเพียงนิดก็ทำให้คนตามไปครึ่งถนนแต่หญิงเมื่อครู่… เพียงถูกจับข้อมือก็หน้าซีด ถูกมองนานหน่อยก็หลบตา ที่น่าประหลาดที่สุดคือ หลังตบหน้าบุรุษแล้ว นางกลับทำสีหน้าตกใจเสียเองซีซวนหมุนจอกสุราในมือช้า ๆ น่าสนใจ

ค่ำคืนเดียวกัน ณ จวนเสนาบดี ฉานจวนนอนแผ่อยู่บนเตียงของซูเจินอย่างสบายอารมณ์ หลังอาบน้ำเสร็จนางก็สั่งขนมมาสามจาน ผลไม้อีกสองถาดและกำลังคิดว่าชีวิตคุณหนูไม่ได้แย่อย่างที่คิด หากตัดแม่เลี้ยงออกไปเสียคนหนึ่งเสี่ยวอวี้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่น

“คุณหนู!”

ฉานจวนหยิบองุ่นเข้าปาก

“อีกแล้วหรือ?”

“ท่านแม่ทัพห่าวกลับถึงเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ”

มือที่กำลังหยิบองุ่นหยุด

“ใครนะ?”

“แม่ทัพห่าวรันเจ้าค่ะ”

ฉานจวนขมวดคิ้ว

ชื่อนี้อยู่ในรายการที่ซูเจินเคยเล่า แต่ตอนนั้นนางมัวแต่จำเรื่องในจวนจึงไม่ได้สนใจนัก

“แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า?”

เสี่ยวอวี้ทำหน้าตกใจ

“ท่านลืมหรือเจ้าคะ?”

“ลืมอะไร?”

“ท่านแม่ทัพรู้จักคุณหนูตั้งแต่ก่อนออกไปรบ!”

ฉานจวนค่อย ๆ วางองุ่นลง

“รู้จักดีเพียงใด?”

เสี่ยวอวี้คิด

“พอสมควรเจ้าค่ะ”

“พอสมควรคือเท่าไร?”

“เขาเคยมาจวนบ่อย ๆ”

ฉานจวนเริ่มรู้สึกไม่ดี

“แล้ว?”

“คุณหนูเคยเล่นหมากล้อมกับเขา”

“…”

“เคยไปงานชมบุปผาด้วยกัน”

“…”

“แล้วเขายังเคยช่วยคุณหนูตอนตกน้ำด้วยเจ้าค่ะ”

ฉานจวนนั่งตัวตรง

“เหตุใดซูเจินไม่เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง?!”

เสี่ยวอวี้สะดุ้ง

“อาจลืมเจ้าค่ะ”

“เรื่องแบบนี้ลืมได้หรือ?”

ฉานจวนยกมือกุมหน้าผาก คนที่รู้จักน้องสาวมาก่อนคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับแผนนี้ เพราะต่อให้ใบหน้าเหมือนกันแต่นิสัยของนางกับซูเจินต่างกันแทบทุกอย่าง

“เขาจะมาที่นี่หรือ?”

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

สิ้นเสียงนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สาวใช้อีกคนยืนอยู่ด้านนอก

“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้มาแจ้งว่า พรุ่งนี้ท่านแม่ทัพห่าวจะมาร่วมอาหารที่จวนเจ้าค่ะ”

ฉานจวนหลับตาลง ช่างดีเหลือเกิน นางเพิ่งเข้าจวนวันแรกก็เกือบมีเรื่องกับแม่เลี้ยง ส่วนน้องสาวของนางก็คงกำลังใช้ชีวิตสงบสุขอยู่ในหอเยว่ฮวา อย่างน้อยฉานจวนก็หวังเช่นนั้น โดยไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกัน ซูเจินกำลังนั่งหน้ากระจก พลางใช้ผ้าเย็นประคบมือที่ตบบุรุษจนแดงและคิดถึงพี่สาวด้วยความแค้นใจไม่ต่างกัน สองพี่น้องเคยคิดว่าการสลับตัวคงไม่ยากเพราะพวกนางมีใบหน้าเหมือนกัน เสียงเหมือนกัน อายุเท่ากัน แต่หลังผ่านไปเพียงวันเดียว ทั้งคู่ก็เริ่มเข้าใจพร้อมกันว่า… สิ่งเดียวที่พวกนางไม่ได้เตรียมรับมือคือผู้คนที่รู้จักตัวจริงดีเกินไป และพรุ่งนี้ฉานจวนกำลังจะพบหนึ่งในนั้น แม่ทัพหนุ่มผู้กลับจากสนามรบหลังห่างหายไปหลายปี ห่าวรัน.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สลับชะตา บุปผาคู่   คืนนี้คุณหนูไม่เหมือนเดิม

    ตั้งแต่เช้า ฉานจวนรู้สึกว่าคนทั้งจวนกำลังวุ่นวายผิดปกติ สาวใช้เดินเข้าออกเรือนใหญ่ไม่ขาดสาย โต๊ะเก้าอี้ถูกยกออกไปจัดใหม่ โคมผ้าไหมสีแดงถูกแขวนเรียงตามระเบียง กระทั่งสวนด้านหน้าก็มีคนมาตัดแต่งกิ่งไม้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางนั่งกินขนมอยู่ใต้ชายคามองทุกอย่างด้วยความสงสัย“วันนี้มีงานอะไร?”เสี่ยวอวี้ที่กำลังรินชาให้ชะงัก“คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ?”“ลืมอะไร?”“คืนนี้นายท่านจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านแม่ทัพห่าวเจ้าค่ะ มีขุนนางกับคุณชายคุณหนูจากหลายตระกูลมาด้วย”ขนมในมือฉานจวนหยุดอยู่กลางทาง“ห่าวรันมาอีกแล้ว?”“เจ้าค่ะ”“เขาไม่มีจวนของตัวเองหรือ?”เสี่ยวอวี้รีบมองซ้ายขวา“เบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ!”ฉานจวนกัดขนมต่ออย่างหงุดหงิด ตั้งแต่พบกันเมื่อวาน นางยังจำสายตาของเขาได้ดี สายตาที่มองเหมือนต้องการเจาะให้ทะลุถึงความลับข้างใน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย เจ้าไม่เคยเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพ เพียงนึกก็ปวดหัวแล้ว“คืนนี้ข้าไม่ไปได้หรือไม่?”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ป่วย?”“ไม่ได้”“ปวดหัว?”“ไม่ได้”“ตกน้ำ?”“คุณหนู!”ฉานจวนถอนหายใจ“ชีวิตซูเจินช่างลำบาก”เสี่ยวอวี้กำลังจะตอบ แต่สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็เดินเข้ามาพอดี“คุณหนูรอ

  • สลับชะตา บุปผาคู่    บัณฑิตเจ้าคะ ข้าขายเสียง มิได้ขายตัว

    หนึ่งร้อยตำลึงซูเจินนั่งจ้องถุงเงินบนโต๊ะราวกับมันเป็นวัตถุประหลาด เมื่อคืนซีซวนบอกว่าจะมาอีก นางยังคิดว่าเขาเพียงพูดหยอกเล่น ใครจะคิดว่าเช้าวันนี้คนของเขาจะนำเงินมาวางถึงหอเยว่ฮวา พร้อมฝากคำพูดสั้น ๆ ไว้กับสาวใช้“คืนนี้ยามซวี หนึ่งร้อยตำลึงตามที่แม่นางฉานจวนเรียกขอรับ”ซูเจินเงียบไปครู่หนึ่ง“เขาจ่ายล่วงหน้า?”“เจ้าค่ะ”“ทั้งที่ข้ายังไม่ได้รับปาก?”“เจ้าค่ะ”“แล้วพวกเจ้าก็รับ?”สาวใช้พยักหน้าอย่างไร้เดียงสา ซูเจินสูดลมหายใจเข้าลึก“คืนเขาไป”“ไม่ได้!”เสียงแม่เล้าหลิวดังมาจากด้านหลังแทบจะทันทีซูเจินหันไปมอง เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าราวกับนางเพิ่งพูดเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต“เหตุใดไม่ได้?”“เงินเข้าหอเยว่ฮวาแล้วจะคืนได้อย่างไร?”“แต่ข้ายังไม่ได้ตกลง”“เมื่อคืนเจ้าเป็นคนบอกเองมิใช่หรือว่าครั้งหน้าหนึ่งร้อยตำลึง”“ข้าประชดเขา!”แม่เล้าหลิวหยิบถุงเงินขึ้นมาชั่งในมือ“แต่เขาไม่ประชดเจ้า”“ท่านแม่!”“อีกอย่าง เขาไม่ได้ขอให้เจ้าปรนนิบัติบนเตียงเสียหน่อย เพียงดื่มชา ฟังเพลง สนทนาเท่านั้น”นางยิ้มกว้าง“หนึ่งร้อยตำลึงแลกกับชาหนึ่งกา ข้าเห็นว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม”“แต่คนที่ต้องนั่งกับเ

  • สลับชะตา บุปผาคู่   แม่ทัพผู้นั้น เหตุใดจ้องข้านัก

    เช้าวันรุ่งขึ้น ฉานจวนถูกเสี่ยวอวี้ปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางลืมตาขึ้นมองม่านเตียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพลิกตัวหนีไปอีกด้านแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ“คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ”“ยังเช้าอยู่”“ไม่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”“พระอาทิตย์ยังไม่เข้าห้องเลย”“เพราะม่านปิดอยู่เจ้าค่ะ”ฉานจวนเงียบไปก่อนมือหนึ่งจะโผล่ออกมาจากผ้าห่มแล้วชี้ไปทางประตู“ออกไป”เสี่ยวอวี้แทบร้องไห้“วันนี้ท่านแม่ทัพห่าวจะมานะเจ้าคะ!”คราวนี้คนบนเตียงลืมตาทันที ฉานจวนค่อย ๆ ลดผ้าห่มลง ใบหน้างดงามยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่น เรือนผมยาวกระจายเต็มหมอน“มากินมื้อกลางวันมิใช่หรือ?”“เจ้าค่ะ”“แล้วปลุกข้าตั้งแต่ตอนนี้ทำไม?”“ต้องแต่งตัวเจ้าค่ะ”ฉานจวนหันไปมองนอกหน้าต่าง แล้วหันกลับมามองสาวใช้“แต่งสามชั่วยาม?”เสี่ยวอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ฉานจวนหลับตาลงอีกครั้ง การเป็นคณิกาอันดับหนึ่งยังไม่เหนื่อยเท่าการเป็นคุณหนูจวนเสนาบดีเลยจริง ๆเกือบหนึ่งชั่วยามต่อมา ฉานจวนนั่งอยู่หน้ากระจกด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ขณะที่สาวใช้สองคนช่วยกันจัดผมให้นาง วันนี้นางสวมชุดสีขาวอมฟ้าปักลายดอกหลันฮวา เครื่องประดับถูกเลือกให้น้อยชิ้นตามนิสัยของซูเจิน ใบหน้าประทิน

  • สลับชะตา บุปผาคู่   คุณหนูตัวปลอมกับคณิกาจำเป็น

    สามวันหลังจากสองพี่น้องตกลงกัน แผนการที่ซูเจินเคยคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเล่นกลับเกิดขึ้นจริงภายในห้องพักส่วนตัวชั้นสามของหอเยว่ฮวา หญิงสาวสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าเหมือนกันแทบทุกส่วน หากวันนี้กลับแตกต่างกันจนมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็นใคร ฉานจวนสวมชุดสีฟ้าอ่อน เกล้าผมเรียบง่าย มีเพียงปิ่นหยกขาวประดับอยู่หนึ่งชิ้น เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าบางเบาจนแทบมองไม่เห็นส่วนซูเจินถูกจับสวมชุดสีแดง กระโปรงหลายชั้นพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว เรือนผมประดับปิ่นดอกไม้สีทองตามแบบที่ฉานจวนใช้เป็นประจำ คนหนึ่งดูเรียบร้อยขึ้นจนผิดตา อีกคนดูเหมือนกำลังถูกบังคับให้แต่งงาน ฉานจวนมองน้องสาวผ่านกระจกแล้วถอนหายใจ“ยิ้มหน่อย”ซูเจินฝืนยิ้ม“ไม่ใช่ยิ้มไปงานศพ”“ข้ายิ้มแล้ว”“เจ้ายิ้มเหมือนกำลังขอให้คนช่วย”ซูเจินหุบยิ้มทันที“เช่นนั้นข้าไม่ยิ้ม”ฉานจวนหลุดหัวเราะ ก่อนเดินเข้ามาจัดปอยผมข้างแก้มให้น้องสาว นางใช้เวลาสามวันที่ผ่านมาเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับหอเยว่ฮวา ตั้งแต่ชื่อสาวใช้ ห้องพัก เพลงที่ร้องเป็นประจำ ไปจนถึงบุรุษที่ต้องหลีกให้ห่าง โชคดีที่สองพี่น้องถูกสอนดนตรีจากอาจารย์คนเดียวกันตั้งแต่

  • สลับชะตา บุปผาคู่   บุปผาคู่ คนละชะตา

    เสียงพิณดังแผ่วหวานลอดออกมาจากชั้นสามของหอเยว่ฮวา คลอไปกับเสียงหัวเราะของเหล่าบุรุษที่ดังขึ้นเป็นระยะ แสงโคมสีแดงนับสิบดวงส่องให้ถนนยามค่ำคืนดูราวกับไม่เคยหลับใหลหอเยว่ฮวาคือหอคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงและหากถามบุรุษในเมืองนี้ว่าผู้ใดคือสตรีที่พวกเขายอมควักเงินหลายร้อยตำลึงเพียงเพื่อได้เห็นหน้าสักครั้ง คำตอบย่อมมีเพียงชื่อเดียวฉานจวนเสียงพิณหยุดลงพร้อมปลายนิ้วเรียวยาวที่ยกออกจากสายพิณ หญิงสาวในชุดแดงเข้มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงหน้าของนางงดงามเสียจนทั่วทั้งห้องเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย ดวงตาหงส์แต่งแต้มด้วยสีแดงจาง ๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเพียงน้อยนิด นางไม่ได้แต่งกายเปิดเผยเสียจนเกินงาม แต่สิ่งที่ร้ายกาจกว่าการเปิดเผยเรือนกาย คือการรู้ว่าควรปกปิดมันไว้ตรงไหน ฉานจวนรู้เรื่องนี้ดีเหลือเกิน“คืนนี้ข้าร้องจบแล้วเจ้าค่ะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบลุก“แม่นางฉานจวน! ข้าเพิ่มให้อีกห้าสิบตำลึง ร้องอีกเพลงเถิด”“ข้าให้หนึ่งร้อย!”“สองร้อย!”ฉานจวนหัวเราะเบา ๆ นางลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหยิบพัดกลมขึ้นมาบังริมฝีปาก“ใต้เท้าทั้งหลายกำลังทำให้ข้าลำบากใจแล้ว”“ลำบากใจอันใด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status