Mag-log inเช้าวันรุ่งขึ้น ฉานจวนถูกเสี่ยวอวี้ปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางลืมตาขึ้นมองม่านเตียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพลิกตัวหนีไปอีกด้านแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ
“คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ”
“ยังเช้าอยู่”
“ไม่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”
“พระอาทิตย์ยังไม่เข้าห้องเลย”
“เพราะม่านปิดอยู่เจ้าค่ะ”
ฉานจวนเงียบไปก่อนมือหนึ่งจะโผล่ออกมาจากผ้าห่มแล้วชี้ไปทางประตู
“ออกไป”
เสี่ยวอวี้แทบร้องไห้
“วันนี้ท่านแม่ทัพห่าวจะมานะเจ้าคะ!”
คราวนี้คนบนเตียงลืมตาทันที ฉานจวนค่อย ๆ ลดผ้าห่มลง ใบหน้างดงามยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่น เรือนผมยาวกระจายเต็มหมอน
“มากินมื้อกลางวันมิใช่หรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วปลุกข้าตั้งแต่ตอนนี้ทำไม?”
“ต้องแต่งตัวเจ้าค่ะ”
ฉานจวนหันไปมองนอกหน้าต่าง แล้วหันกลับมามองสาวใช้
“แต่งสามชั่วยาม?”
เสี่ยวอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ฉานจวนหลับตาลงอีกครั้ง การเป็นคณิกาอันดับหนึ่งยังไม่เหนื่อยเท่าการเป็นคุณหนูจวนเสนาบดีเลยจริง ๆ
เกือบหนึ่งชั่วยามต่อมา ฉานจวนนั่งอยู่หน้ากระจกด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ขณะที่สาวใช้สองคนช่วยกันจัดผมให้นาง วันนี้นางสวมชุดสีขาวอมฟ้าปักลายดอกหลันฮวา เครื่องประดับถูกเลือกให้น้อยชิ้นตามนิสัยของซูเจิน ใบหน้าประทินเพียงบางเบา ริมฝีปากแต้มสีชมพูอ่อน เมื่อทุกอย่างเสร็จ ฉานจวนมองตัวเองในกระจก เรียบร้อย อ่อนหวาน ไร้พิษภัยนางแทบจำตัวเองไม่ได้
“ซูเจินแต่งตัวเช่นนี้ทุกวันจริงหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“ชีวิตนางช่างจืดชืด”
เสี่ยวอวี้รีบเตือน
“คุณหนู”
“รู้แล้ว ๆ”
ฉานจวนลุกขึ้นแล้วหมุนตัวหนึ่งรอบ
“แล้วห่าวรันผู้นั้นเป็นคนเช่นไร?”
“ท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ?”
“อืม”
เสี่ยวอวี้ครุ่นคิด
“พูดน้อย สุขุม ไม่ค่อยยิ้มเจ้าค่ะ”
“หน้าตา?”
“หล่อมากเจ้าค่ะ”
ฉานจวนหันมามองทันที เสี่ยวอวี้หน้าแดง
“บ่าวหมายถึง…คนในเมืองหลวงพูดกันเช่นนั้น”
“เจ้าก็เห็นด้วยมิใช่หรือ?”
“คุณหนู!”
ฉานจวนหัวเราะก่อนหยิบต่างหูขึ้นมาสวม
“แล้วเขาสนิทกับซูเจินมากหรือ?”
“เมื่อก่อนพอสมควรเจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ทัพออกไปรบตั้งแต่หลายปีก่อน หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้พบกัน”
ฉานจวนค่อยสบายใจขึ้น หลายปีมากพอให้คนเปลี่ยนได้ หากนางทำอะไรผิดไปบ้างก็คงอ้างได้ว่าซูเจินโตขึ้นแล้ว
“แล้วน้องข้าชอบเขาหรือไม่?”
เสี่ยวอวี้ชะงัก
“บ่าวไม่ทราบ”
“ไม่เคยพูดถึง?”
“ไม่เจ้าค่ะ”
ฉานจวนพยักหน้า เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยนางจะได้ไม่เผลอไปทำลายวาสนาของน้องสาว
“ส่วนเขาล่ะ?”
“บ่าวยิ่งไม่ทราบเจ้าค่ะ”
ฉานจวนหัวเราะเบา ๆ
“เจ้านี่ไม่รู้อะไรสักอย่าง”
“บ่าวเป็นสาวใช้นะเจ้าคะ ไม่ใช่แม่สื่อ”
คราวนี้ฉานจวนหัวเราะจริง ๆ นางกำลังจะตอบ ประตูด้านนอกก็ถูกเคาะ
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้มาตาม ท่านแม่ทัพมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มของฉานจวนหยุดลง มาแล้วสินะ
ห่าวรันนั่งอยู่ในห้องรับรองกับเสนาบดีซู เพียงฉานจวนก้าวผ่านประตูเข้าไป นางก็เห็นเขาทันทีบุรุษหนุ่มอยู่ในชุดสีดำสนิท ตัดเย็บเรียบง่ายกว่าชุดเกราะที่เขาสวมยามอยู่สนามรบ ทว่าไม่อาจลดทอนความน่าเกรงขามจากรูปร่างสูงใหญ่และหัวไหล่กว้างได้เลย ผิวของเขาเข้มกว่าบัณฑิตในเมืองหลวงเล็กน้อย ใบหน้าคมชัด คิ้วเข้มพาดเหนือดวงตาลึกที่นิ่งสงบเสียจนยากจะคาดเดาความคิด มีรอยแผลจาง ๆ ตรงปลายคิ้วซ้าย ไม่เด่นชัดนักแต่กลับทำให้ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แล้วดูดุดันขึ้นอีก ฉานจวนมองอยู่สองอึดใจ เสี่ยวอวี้ไม่ได้พูดเกินจริง หล่อจริงแต่ดูน่ากลัวจริงเช่นกัน
“เจินเอ๋อร์”
เสียงบิดาทำให้นางได้สติ ฉานจวนรีบย่อกาย
“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”
จากนั้นจึงหันไปทางอีกคน
“คารวะท่านแม่ทัพ”
ห่าวรันไม่ได้ตอบทันที เขามองนางนิ่ง ๆ นานเกินไปเสียด้วย ฉานจวนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติมองอะไรของเขา? นางยังคงยิ้มอ่อนหวาน ห่าวรันจึงเอ่ยขึ้น
“ คุณหนูซู”
มีเพียงสามคำแต่สายตายังไม่ยอมละไปไหน ฉานจวนเริ่มหงุดหงิด หากเป็นบุรุษในหอเยว่ฮวาจ้องนางเช่นนี้ นางคงเก็บเงินค่าเสียเวลามองไปแล้วแต่ตอนนี้นางคือซูเจิน ต้องเรียบร้อย ต้องสุภาพ ต้องอ่อนหวาน นางจึงยิ้ม
“ไม่ได้พบกันนานนะเจ้าคะ”
“นานจริง”
“ท่านแม่ทัพสบายดีหรือไม่?”
“ดี”
จบ ฉานจวนรอ เขาไม่พูดต่อ นางจึงไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน เสนาบดีซูหัวเราะ
“ห่าวรันเพิ่งกลับจากชายแดน เจ้าเองก็ไม่ได้พบเขาหลายปีแล้ว คงจำแทบไม่ได้กระมัง”
ฉานจวนรีบรับโอกาส
“เจ้าค่ะ”
ห่าวรันเลิกคิ้วเล็กน้อย
“จำไม่ได้?”
ฉานจวนชะงัก
ตอบผิดหรือ?
“ไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ เพียงแต่ท่านแม่ทัพ…เปลี่ยนไปมาก”
“ตรงไหน?”
เหตุใดต้องถามต่อด้วย! ฉานจวนมองหน้าเขา
“ดู…แข็งแรงขึ้นเจ้าค่ะ”
เสนาบดีซูหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ส่วนห่าวรันยังคงมองนาง ก่อนมุมปากจะขยับน้อย ๆ
“เจ้าก็เปลี่ยนไปมาก”
หัวใจฉานจวนสะดุด
“หรือเจ้าคะ?”
“อืม”
“ตรงไหนเจ้าคะ?”
คราวนี้เป็นนางที่ถามกลับ ห่าวรันมองดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า
“ยังบอกไม่ได้”
ฉานจวนรู้สึกทันทีว่าไม่ชอบคำตอบนั้น
อาหารกลางวันถูกจัดขึ้นในศาลาริมสระบัวนอกจากเสนาบดีซูและห่าวรันแล้ว ฮูหยินซูกับซูหลิงก็มาร่วมโต๊ะด้วย ฉานจวนนั่งตรงข้ามแม่ทัพหนุ่มตำแหน่งที่เลวร้ายที่สุด เพราะทุกครั้งที่เงยหน้า นางจะพบว่าเขากำลังมองอยู่ ครั้งแรกนางคิดว่าบังเอิญครั้งที่สองยังพอทน ครั้งที่สาม… ฉานจวนวางตะเกียบ แล้วเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ ห่าวรันไม่หลบ นางก็ไม่หลบ ทั้งคู่จ้องกันอยู่เช่นนั้น จนเสี่ยวอวี้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเริ่มเหงื่อตก สุดท้ายฉานจวนเป็นฝ่ายยิ้มหวาน
“บนหน้าข้ามีอะไรหรือเจ้าคะ?”
ห่าวรันตอบทันที
“ไม่มี”
“เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงจ้องข้า?”
โต๊ะอาหารเงียบลง เสี่ยวอวี้หลับตา คุณหนูซูตัวจริงไม่มีวันถามเช่นนี้แน่ ฉานจวนเพิ่งรู้ตัวเช่นกันนางจึงรีบเติมรอยยิ้ม
“ข้าเพียงสงสัยเจ้าค่ะ”
ห่าวรันกลับไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติ
“ข้าก็เพียงสงสัยเช่นกัน”
“เรื่องใด?”
“เจ้า”
ฉานจวนชะงัก ฮูหยินซูมองทั้งคู่สลับกัน ส่วนซูหลิงกลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เสนาบดีซูหัวเราะขึ้นเสียก่อน
“ไม่ได้พบกันหลายปี จะสงสัยกันบ้างก็ไม่แปลก กินเถิด ๆ”
ฉานจวนก้มหน้าลงแต่ในใจกลับบ่นไม่หยุดสงสัยข้าเรื่องอะไร? หรือจับได้แล้ว? เป็นไปไม่ได้ ต่อให้เขาสนิทกับซูเจินมากเพียงใด คนที่ไม่ได้พบกันหลายปีย่อมไม่อาจแยกฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันออกง่าย ๆ นางคีบปลาเข้าปากแล้วชะงักเมื่อพบว่าห่าวรันยังมองอยู่ คราวนี้ฉานจวนจ้องกลับอย่างเอาเรื่อง เขากลับยกถ้วยชาขึ้นดื่มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น น่าหมั่นไส้ชะมัด
หลังมื้ออาหาร เสนาบดีซูถูกคนจากวังมาตามตัวกะทันหัน ฮูหยินซูจึงพาซูหลิงกลับเรือน ฉานจวนกำลังจะถือโอกาสหนีเช่นกัน
“ซูเจิน”
เสียงทุ้มดังจากด้านหลัง นางหยุดเดิน
มาอีกแล้ว ฉานจวนหันกลับพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้าคะ?”
ห่าวรันเดินเข้ามา ยิ่งอยู่ใกล้ นางยิ่งรู้ว่าเขาสูงกว่าที่คิดมาก ฉานจวนต้องเงยหน้าจึงจะสบตาได้
“เดินด้วยกันหน่อย”
“เหตุใด?”
คำถามหลุดออกไปทันที ห่าวรันเลิกคิ้ว ฉานจวนรีบแก้
“ข้าหมายถึง…ท่านแม่ทัพอยากไปที่ใดหรือเจ้าคะ?”
“สวนไผ่”
นางอยากปฏิเสธแต่เสี่ยวอวี้ซึ่งยืนอยู่ไกล ๆ กลับพยักหน้ารัว ฉานจวนจึงจำใจเดินไปกับเขา สวนไผ่ด้านหลังจวนเงียบสงบ ลมพัดผ่านกอไผ่เกิดเสียงซู่เบา ๆ ทั้งสองเดินเคียงกันโดยไม่มีใครพูด หนึ่งก้าว สองก้าว สิบก้าว ฉานจวนเริ่มทนไม่ไหว
“ท่านแม่ทัพมีอะไรจะพูดกับข้าหรือ?”
“มี”
“เชิญพูด”
เขากลับเงียบ ฉานจวนหันไปมอง
“ท่านบอกว่ามี”
“ข้ากำลังคิด”
“คิดนานเหลือเกิน”
ห่าวรันหยุดเดิน ฉานจวนเดินเลยไปสองก้าว ก่อนรู้ตัวแล้วหันกลับมา ดวงตาคมมองนางนิ่ง
“เมื่อก่อนเจ้าไม่เร่งข้า”
ฉานจวนใจหายวาบ
“คนเราย่อมเปลี่ยนกันได้เจ้าค่ะ”
“จริง”
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว
“แต่เปลี่ยนมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ฉานจวนยืนนิ่ง
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเหลือไม่มาก กลิ่นจาง ๆ ของไม้สนจากเสื้อเขาลอยมากับสายลม นางคุ้นเคยกับการถูกบุรุษเข้าใกล้ และรู้วิธีควบคุมสถานการณ์เสมอ ทว่าบุรุษตรงหน้าแตกต่างออกไปเขาไม่ได้มองนางอย่างคนหลงใหลแต่เหมือนกำลังพยายามมองทะลุเข้าไปถึงความลับที่ซ่อนอยู่ ฉานจวนยิ้มบาง
“ท่านแม่ทัพผิดหวังหรือ?”
“เรื่องใด?”
“ที่ข้าเปลี่ยนไป”
“ไม่ ”
คำตอบมาเร็วเกินคาด ฉานจวนเลิกคิ้ว
“แล้วเหตุใดจ้องข้านัก?”
ห่าวรันมองนางอีกครู่หนึ่ง
“เพราะน่าสงสัย”
“ข้าน่าสงสัยตรงไหน?”
“ทุกตรง”
รอยยิ้มของฉานจวนเกือบหลุด
“ท่านกลับจากสนามรบแล้วชอบสอบสวนสตรีหรือเจ้าคะ?”
“เฉพาะคนที่โกหกไม่เก่ง”
ฉานจวนเงียบ นี่เขากำลังลองเชิงนางหรือรู้จริงกันแน่? หญิงสาวจึงตัดสินใจใช้วิธีที่ถนัดที่สุด นางขยับเข้าใกล้เขาเสียเอง หนึ่งก้าวห่าวรันไม่ถอย ฉานจวนเงยหน้าขึ้น ดวงตาหงส์ที่เมื่อครู่ยังดูเรียบร้อยเปลี่ยนเป็นหวานเย้ายวนอย่างเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้นท่านลองดูให้ดีสิ”
คราวนี้เป็นห่าวรันที่นิ่งไป ฉานจวนยิ้ม ดี ในที่สุดก็มีปฏิกิริยาเสียที นางขยับเข้าไปอีกนิด
“ข้ามีสิ่งใดผิดปกติหรือ?”
สายตาของชายหนุ่มลดลงมองใบหน้านาง ใกล้จนฉานจวนมองเห็นรอยแผลเล็กตรงคิ้วเขาชัดเจน
“มี”
“อะไร?”
“สายตา”
นางชะงัก
“เมื่อก่อนเจ้าไม่เคยมองข้าเช่นนี้”
ฉานจวนหัวเราะเบา ๆ
“เช่นไหน?”
ห่าวรันก้มหน้าลงเล็กน้อย ระยะห่างที่ฉานจวนเป็นคนสร้างขึ้นเองพลันกลายเป็นอันตรายต่อตัวนาง
“เหมือนกำลังเกี้ยวข้า”
รอยยิ้มค้างอยู่บนริมฝีปาก ฉานจวนไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงเช่นนี้
“ท่านคิดมากไปแล้ว”
“หรือ?”
“แน่นอน”
นางถอยแต่เพียงก้าวแรก ส้นรองเท้ากลับเหยียบก้อนหิน ร่างบางเสียหลักทันที
“ว้าย!”
ห่าวรันคว้าเอวนางไว้ตามสัญชาตญาณ ฉานจวนชนเข้ากับแผงอกแข็ง มือหนึ่งของนางเกาะต้นแขนเขา ส่วนแขนของห่าวรันรัดอยู่รอบเอวบางแน่นพอให้ร่างทั้งสองแนบชิดกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป ฉานจวนเงยหน้า ห่าวรันก้มลงมอง ใกล้มาก ใกล้เสียจนลมหายใจของเขาแตะผิวแก้ม หัวใจหญิงสาวกระตุกแรงอย่างไม่มีเหตุผล นางเคยถูกบุรุษนับไม่ถ้วนมองด้วยสายตาปรารถนา เคยฟังคำเกี้ยวหวานเสียจนแทบจำได้ทุกแบบแต่ไม่เคยมีใครทำให้นางประหม่าเพียงเพราะถูกกอดเอว ฉานจวนรีบตั้งสติ
“ปล่อยได้แล้ว”
ห่าวรันยังไม่ปล่อย นางขมวดคิ้ว
“ท่านแม่ทัพ”
“เมื่อครู่ยังบอกให้ข้าดูใกล้ ๆ”
ฉานจวนอึ้ง ก่อนแก้มจะร้อนขึ้น
“ข้าหมายถึงดูหน้าข้า!”
“ข้าก็ดูอยู่”
เขาตอบหน้าตาย ฉานจวนกัดฟัน บุรุษผู้นี้! นางดันอกเขา
“ปล่อย”
คราวนี้ห่าวรันยอมคลายแขน ทันทีที่เป็นอิสระ ฉานจวนถอยออกมาสองก้าว ก่อนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“คนอื่นบอกว่าท่านพูดน้อย”
“ข้าพูดน้อย”
“ข้าไม่เห็นเป็นเช่นนั้น”
“เพราะเจ้าพูดมากขึ้น”
ฉานจวนเงียบอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็วกกลับมาจับผิดนางได้ตลอด น่ารำคาญ!
“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัว”
นางหมุนตัวเดินหนี
“ซูเจิน”
ฉานจวนหยุดแต่ไม่หันกลับ
“อะไรอีกเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่เคยเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพ”
หัวใจนางหล่นวูบ ฉานจวนค่อย ๆ หันกลับ
“แล้วข้าเรียกว่าอะไร?”
ห่าวรันไม่ตอบ เขาเพียงมองนาง จากนั้นมุมปากจึงยกขึ้นน้อย ๆ
“นึกเองสิ”
พูดจบ เขากลับเป็นฝ่ายเดินจากไป ทิ้งฉานจวนยืนค้างอยู่กลางสวน นางมองแผ่นหลังสูงใหญ่ที่ห่างออกไปก่อนกัดริมฝีปากด้วยความหงุดหงิด
“ซูเจิน…”
กลับไปเมื่อไร นางจะเขย่าน้องสาวให้ข้อมูลหลุดออกมาจากปากให้หมดเลยคอยดู!
ช่วงบ่าย ฉานจวนแทบไม่ออกจากเรือนอีก นางนั่งเขียนรายการสิ่งที่ต้องถามน้องสาวในวันนัดพบครั้งต่อไปเต็มกระดาษหนึ่งแผ่น ห่าวรันเคยให้ซูเจินเรียกว่าอะไร? เคยสนิทกันถึงไหน? เหตุใดเขาจึงสังเกตทุกอย่าง? แล้วที่สำคัญ… เหตุใดตอนถูกเขากอด หัวใจนางถึงเต้นแรงเช่นนั้น? ฉานจวนจ้องคำถามข้อสุดท้าย ก่อนรีบขีดทิ้ง ไร้สาระ คงเพราะตกใจเท่านั้น
“คุณหนูเจ้าคะ”
เสี่ยวอวี้เดินเข้ามาพร้อมชา
“ท่านแม่ทัพกลับแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี”
ฉานจวนตอบเร็วมาก เสี่ยวอวี้มองอย่างสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มี”
“แต่หน้าท่านแดง”
ฉานจวนยกมือแตะแก้ม
“อากาศร้อน”
เสี่ยวอวี้มองออกไปนอกหน้าต่าง ลมฤดูใบไม้ร่วงกำลังพัดใบไม้ปลิว
“วันนี้ค่อนข้างเย็นนะเจ้าคะ”
ฉานจวนหันขวับ
“เจ้าออกไปได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวอวี้รีบเดินออกไป แต่ก่อนปิดประตูยังแอบยิ้ม ฉานจวนเห็นเต็มตา
“เสี่ยวอวี้!”
ประตูปิดดังปังทันทีหญิงสาวถอนหายใจแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แม่ทัพผู้นั้นอันตรายกว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะเขาดุ ไม่ใช่เพราะเขาจับผิดเก่งแต่เพราะทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ นางกลับต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติในการควบคุมสีหน้าตัวเอง และฉานจวนไม่ชอบความรู้สึกที่ตนเองควบคุมอะไรไม่ได้เลย
อีกด้านหนึ่งของเมือง ซูเจินกำลังประสบปัญหาคนละแบบ หลังเหตุการณ์เมื่อคืน นางตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะไม่ลงไปชั้นล่างจนกว่าจะถึงเวลาร้องเพลงแต่ความตั้งใจนั้นพังลงตอนสาวใช้เข้ามาบอกว่า มีแขกคนหนึ่งจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อขอพบนางเป็นการส่วนตัว
“ข้าไม่พบ”
ซูเจินตอบทันที
“แต่เขาบอกว่าเพียงดื่มชาเจ้าค่ะ”
“ไม่”
“เขาจ่ายสิบตำลึง”
“ไม่”
“ยี่สิบ”
“ไม่”
“ห้าสิบเจ้าค่ะ”
ซูเจินชะงัก สาวใช้ยิ้ม
“แม่นางฉานจวน?”
หญิงสาวเม้มปาก เงินตั้งห้าสิบตำลึงเพียงดื่มชาเอง นางเริ่มเข้าใจพี่สาวขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว
“ผู้ใด?”
“คุณชายเมื่อคืนเจ้าค่ะ”
ซูเจินนึกถึงบุรุษชุดครามขึ้นมาทันที คนที่ช่วยนางจากชายขี้เมา นางลังเลครู่หนึ่ง
“ให้เข้ามาเถิด”
ไม่นานประตูก็เปิด ซีซวนเดินเข้ามาพร้อมพัดในมือ วันนี้เขาสวมชุดสีขาวแซมคราม เรือนผมเกล้าเรียบร้อยด้วยกวานหยก ดูอย่างไรก็เหมือนบัณฑิตผู้สูงศักดิ์มากกว่าบุรุษที่มาเที่ยวหอนางโลม เขานั่งลงตรงข้ามนาง ซูเจินรินชาให้
“คุณชายต้องการพบข้าด้วยเรื่องใด?”
“อยากดื่มชา”
“ห้าสิบตำลึง?”
“แพงไปหรือ?”
“แพงมาก”
ซีซวนหัวเราะ
“เจ้ากลับเป็นคนเสียดายเงินแทนข้าหรือ?”
ซูเจินเพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิด คณิกาอันดับหนึ่งควรดีใจที่ได้เงินมิใช่หรือ? นางรีบยิ้ม
“ข้าเพียงเกรงใจเจ้าค่ะ”
ซีซวนมองนางนิ่ง อีกแล้ว เหตุใดบุรุษคนนี้ก็ชอบมองนางเช่นเดียวกัน?
“เมื่อคืนขอบคุณคุณชายอีกครั้ง”
“เรื่องเล็ก”
“หากไม่มีอะไรแล้ว…”
“กำลังไล่ข้าหรือ?”
ซูเจินเงียบ ซีซวนยกถ้วยชาขึ้นจิบก่อนถามอย่างสบาย ๆ
“เจ้าอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว?”
“หลายปี”
“ชอบหรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้นางชะงัก
“เหตุใดถามเช่นนี้?”
“อยากรู้”
ซูเจินมองเขา
“คุณชายจ่ายห้าสิบตำลึงเพื่อมาสอบประวัติข้าหรือ?”
ซีซวนยิ้มทันที
“เจ้าฉลาดกว่าที่คิด”
“ข้าควรถือเป็นคำชมหรือไม่?”
“แล้วแต่เจ้า”
ซูเจินเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่สาวถึงเคยบอกว่า บุรุษบางคนรับมือยากกว่าคนเมาสุรา คนเมายังไล่ออกไปได้แต่คนตรงหน้า ยิ่งพูดด้วยยิ่งเหมือนตนเองกำลังถูกหลอกถามข้อมูล นางจึงลุกขึ้น
“หมดเวลาน้ำชาแล้วเจ้าค่ะ”
ซีซวนมองถ้วยที่เพิ่งดื่มไปไม่ถึงครึ่ง
“เร็วถึงเพียงนี้?”
“วันนี้ข้าคิดราคาแพง”
“ห้าสิบตำลึงแล้วยังแพงไม่พอ?”
ซูเจินยิ้มหวาน
“ครั้งหน้าหนึ่งร้อยเจ้าค่ะ”
ซีซวนหัวเราะออกมา
“ได้”
เขาลุกขึ้น ก่อนเดินผ่านนางไป เมื่อถึงประตูจึงหยุด
“แม่นางฉานจวน”
“เจ้าคะ?”
“พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่”
ซูเจินเบิกตา
“ข้าไม่ได้เชิญนะเจ้าคะ”
“แต่ข้าจ่ายหนึ่งร้อยได้”
พูดจบเขาก็จากไป ซูเจินยืนมองประตูอย่างพูดไม่ออกก่อนหันไปหาสาวใช้
“บุรุษเมืองหลวงเป็นเช่นนี้กันทุกคนหรือ?”
สาวใช้หัวเราะ
“คุณชายผู้นี้ดูจะชอบท่านนะเจ้าคะ”
“ตรงไหน?”
“เขาจ่ายตั้งห้าสิบตำลึงเพียงมาดื่มชา”
ซูเจินมองกาน้ำชา จากนั้นถอนหายใจ
“ข้าว่าเขาไม่ได้อยากดื่มชาหรอก”
“แล้วอยากได้อะไรเจ้าคะ?”
ซูเจินคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่รู้”
แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้แน่ชัดคือ บุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดาและถ้าเขามาอีกจริง ๆ… นางต้องหาวิธีรับมือให้ได้ก่อนที่เขาจะจับพิรุธของนางพบ
ค่ำวันเดียวกัน ห่าวรันกลับถึงจวนแม่ทัพ คนสนิทนำเอกสารจากกองทัพมาวางบนโต๊ะหลายฉบับ แต่เขากลับไม่ได้เปิดอ่านทันที ในหัวมีภาพหญิงสาวในสวนไผ่วนเวียนอยู่ ซูเจินในความทรงจำของเขาเป็นเด็กสาวเรียบร้อย พูดน้อยและมักหลบสายตาเมื่อถูกหยอก แต่หญิงสาววันนี้กล้าสบตา กล้าเถียงกระทั่งกล้าเดินเข้าหาเขาแล้วใช้สายตาแบบที่ไม่มีทางเป็นของซูเจินคนเดิม คนเราย่อมเปลี่ยนได้แต่บางอย่างไม่ได้เปลี่ยนง่ายถึงเพียงนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ท่านแม่ทัพ”
“เข้ามา”
คนสนิทเดินเข้ามา
“เรื่องที่ให้ตรวจสอบ ได้ข้อมูลแล้วขอรับ”
ห่าวรันรับกระดาษมา
“ว่ามา”
“ช่วงหลายปีที่ท่านไม่อยู่เมืองหลวง คุณหนูซูแทบไม่ออกจากจวน นอกจากงานสำคัญของตระกูลขอรับ”
“เท่านั้น?”
“ขอรับ”
ห่าวรันเงียบ คนสนิทลังเลก่อนถาม
“ท่านสงสัยคุณหนูซูหรือขอรับ?”
“ไม่”
คำตอบรวดเร็ว
“เช่นนั้นเหตุใดให้ข้าไปสืบ?”
ห่าวรันเงยหน้าขึ้น
“ข้าสงสัยตัวเอง”
คนสนิททำหน้างงยิ่งกว่าเดิม แต่แม่ทัพหนุ่มไม่ได้อธิบาย เขาวางกระดาษลงก่อนนึกถึงช่วงเวลาที่ร่างบางเสียหลักเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน สายตาของนางตอนนั้นไม่ได้เหมือนหญิงสาวขี้อายที่เขาเคยรู้จักเลย แต่สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่า คือเขาไม่ได้รู้สึกอยากให้ซูเจินกลับไปเป็นเหมือนเดิม ตรงกันข้าม… เขากลับอยากรู้เสียด้วยซ้ำว่า นางยังซ่อนด้านใดเอาไว้อีก ห่าวรันเอนหลังพิงเก้าอี้ มุมปากยกขึ้นอย่างที่คนสนิทแทบไม่เคยเห็น
“พรุ่งนี้เตรียมม้าให้ข้า”
“จะไปไหนขอรับ?”
“จวนเสนาบดี”
คนสนิทเบิกตา
“อีกแล้วหรือขอรับ?”
ห่าวรันปรายตามอง อีกฝ่ายรีบก้มหน้า
“ขอรับ!”
เมื่อประตูปิดลง ห่าวรันจึงหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านแต่ผ่านไปครู่ใหญ่ เขากลับพบว่าตนยังอ่านอยู่บรรทัดเดิม ภาพรอยยิ้มของหญิงสาวยังติดอยู่ในหัวเขาจึงวางเอกสารลงอีกครั้ง น่าสงสัยจริง ๆ
โดยเฉพาะสายตาคู่นั้น และครั้งหน้า… เขาจะดูให้แน่ชัดกว่านี้ว่า “ซูเจิน” ที่อยู่ตรงหน้าเขา เป็นผู้ใดกันแน่.
หลังงานมงคลที่วุ่นวายมาตลอดทั้งวัน ในที่สุดจวนแม่ทัพก็กลับมาเงียบสงบเมื่อเข้าสู่ยามค่ำฉานจวนนั่งอยู่บนเตียงมงคลในชุดสีแดง ใบหน้าถูกแต่งอย่างประณีตจนงดงามกว่าปกติ ทว่าสิ่งที่ไม่ปกติที่สุดกลับเป็นท่าทางของเจ้าสาว นางกำลังนับเงิน“หนึ่ง สอง สาม…”ประตูเปิดออก ฉานจวนรีบยัดถุงเงินไว้ใต้หมอนห่าวรันหยุดมอง“เมื่อครู่ทำอะไร?”“ไม่มี”“ข้าเห็น”“เห็นอะไร?”“เงิน”“สินเดิมข้า”“ข้าไม่ได้จะเอา”“บอกไว้ก่อน”ห่าวรันปิดประตูแล้วเดินเข้ามา ฉานจวนมองเขาในชุดเจ้าบ่าวสีแดงแล้วอดยิ้มไม่ได้ ปกติเห็นแต่สีดำ วันนี้กลับดูแปลกตา“มองอะไร?”“ดูว่าสามีข้าหล่อจริงหรือไม่”ห่าวรันหยุด ฉานจวนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดคำว่า สามีข้า ออกไปง่าย ๆ ใบหน้าจึงร้อนขึ้นมาทันที ห่าวรันยิ้ม“ห้ามยิ้ม”“ภรรยาข้าชม”“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”“ช้าไป”เขานั่งลงข้างนาง ฉานจวนถอยเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ห่าวรันมอง“กลัว?”“ผู้ใดกลัว?”“เช่นนั้นถอยทำไม?”“ร้อน”“คืนนี้หนาว”“ข้าร้อนง่าย”“อืม”ฉานจวนถลึงตา “ห้ามอืม”ห่าวรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาถอดมงกุฎเจ้าสาวให้นาง ทันทีที่น้ำหนักบนศีรษะหายไปฉานจวนถอนหายใจ“หนักจะตาย”“เหตุใดไม่บอก?”“ทุกคนบอกเจ
สามเดือนต่อมา ฉานจวนค้นพบเรื่องหนึ่ง ห่าวรันเป็นบุรุษที่รักษาคำพูดอย่างน่ารำคาญที่สุดในเมืองหลวง เพราะหลังจากเช้าวันนั้นที่เขาบอกว่าจะไปขอนางแต่งงาน เขาก็ไปจริง ๆ ไปถึงจวนเสนาบดีตั้งแต่เช้า พร้อมแม่สื่อ ของหมั้นและสีหน้าจริงจังราวกับกำลังเข้าประชุมกองทัพ ที่น่าหงุดหงิดกว่านั้นคือเสนาบดีซูตอบตกลงเร็วเสียจนฉานจวนแทบอยากถามว่า นี่ท่านเป็นพ่อข้าจริงหรือไม่เหตุใดไม่หวงกันบ้าง?“ท่านพ่อ”“อะไร?”“ข้ายังไม่ได้ตอบตกลง”เสนาบดีซูพยักหน้า “พ่อรู้”“แล้วเหตุใดรับของหมั้น?”“แม่ทัพห่าวบอกว่า หากเจ้ายังไม่ตกลง เขาจะรอ”ฉานจวนหันไปมองต้นเหตุทันที ห่าวรันนั่งดื่มชาอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบ“ท่านพูดเช่นนั้นจริง?”“อืม”“แล้วหากข้าไม่แต่ง?”“รอ”“หากรอสิบปี?”“ก็สิบปี”“ยี่สิบ?”“ก็ยี่สิบ”ฉานจวนหรี่ตา “ถ้าข้าแก่?”“ข้าก็แก่”นางเงียบ ซูเจินที่นั่งข้าง ๆ เม้มปากกลั้นยิ้ม ซีซวนกลับไม่คิดจะกลั้นเลย“ข้าว่าเจ้าแพ้แล้ว”ฉานจวนหันขวับ “ผู้ใดอนุญาตให้ท่านพูด?”“ไม่มี”“เช่นนั้นเงียบ”ซีซวนหันไปหาซูเจิน “พี่สาวเจ้าน่ากลัวจริง”ซูเจินพยักหน้า “ข้าบอกแล้ว”“ซูเจิน!”“ข้าไม่ได้พูดอะไรนะพี่”“เมื่อครู่เจ้าพยักหน้า
ข่าวการจับกุมสามีใหม่ของมารดาฉานจวนแพร่ไปทั่วเมืองหลวงภายในเวลาไม่กี่วัน บัญชีลับที่พบถูกส่งถึงองค์รัชทายาท ขุนนางหลายคนที่มีชื่อเกี่ยวข้องถูกเรียกสอบสวน กิจการของมารดาฉานจวนถูกตรวจใหม่ทั้งหมดและหลักฐานเบื้องต้นชี้ว่าการลักลอบส่วนใหญ่ถูกจัดการโดยสามีของนางกับพวกขุนนางที่ร่วมมือกัน ส่วนจวนเสนาบดีซู…วันนี้กลับวุ่นวายด้วยอีกเรื่องหนึ่ง“ฉานจวนเป็นบุตรสาวของข้า”เสนาบดีซูพูดต่อหน้าคนในครอบครัวอย่างชัดเจน“ต่อให้นางเติบโตที่ใด ใช้ชีวิตอย่างไร เรื่องนี้ก็ไม่มีวันเปลี่ยน”ฉานจวนที่นั่งอยู่ข้างซูเจินเลิกคิ้ว“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้กลับมาเพื่อแย่งเรือนน้องนะ”ซูเจินหันมาทันที “พี่อยู่กับข้าได้”“ไม่เอา”“เหตุใด?”“จวนนี้ตื่นเช้าเกินไป”เสนาบดีซูสำลักชา ซูเจินหลุดหัวเราะ แม้แต่ฮูหยินซูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยังมีสีหน้าประหลาด หลายวันก่อนหลังเรื่องทั้งหมดเปิดเผย เสนาบดีซูก็รู้เรื่องการสลับตัวของบุตรสาวทั้งสอง แน่นอนว่าเขาโกรธ แต่พอรู้เหตุผลว่าเพราะซูเจินถูกฮูหยินซูกดขี่จนฉานจวนทนไม่ได้… คนที่ถูกตำหนิหนักที่สุดกลับไม่ใช่ฝาแฝด ฮูหยินซูจึงสงบลงมากอย่างเห็นได้ชัด ซูหลิงเองก็ไม่กล้าเอ่ยเรื่องปิ่นหยกอีก“เจ
สามปีแล้วที่ฉานจวนไม่ได้เหยียบเรือนของมารดานางเคยคิดว่าต่อให้บ้านหลังนี้ถูกไฟไหม้ นางก็คงยืนดูอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบแต่เช้าวันนี้ นางกลับยืนอยู่หน้าประตูพร้อมซูเจิน“พี่ยังเปลี่ยนใจได้นะ”ฉานจวนปรายตามองน้องสาว “ข้ามาถึงหน้าประตูแล้ว”“ข้าหมายถึงหากพี่ยังไม่พร้อม”“ข้าพร้อมตั้งแต่เห็นหน้าสามีใหม่ของท่านแม่ครั้งแรกแล้ว”“พร้อมทำอะไร?”“ตบเขา”“พี่”“ล้อเล่น”ซูเจินมองอย่างไม่เชื่อฉานจวนถอนหายใจ “ได้ ข้าจะพยายามไม่ตบ”“ต้องไม่ตบ”“เช่นนั้นหากเขาพูดจาน่าตบ?”“พี่!”เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากด้านหลัง ห่าวรันยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล ส่วนซีซวนใช้พัดปิดครึ่งหน้า แต่ดวงตาเห็นชัดว่ากำลังขำฉานจวนหันขวับ “พวกท่านสองคนตามมาทำไม?”ห่าวรันตอบ “กลัวเจ้าตบคน”“แล้ว?”“จะได้ห้าม”ฉานจวนหรี่ตา “เมื่อคืนท่านบอกว่าจะหันหลังให้”“เปลี่ยนใจแล้ว”“บุรุษกลับคำ!”ซีซวนพยักหน้า “เรื่องนี้ข้าเป็นพยานให้เจ้าได้”ห่าวรันหันมองสหาย “เจ้าเงียบ”ซูเจินหลุดหัวเราะ ความตึงเครียดที่มีมาตลอดทางจึงคลายลงเล็กน้อย ฉานจวนสูดลมหายใจ“เข้าไปเถอะ”ครั้งนี้นางจะไม่หนีอีกแล้วเมื่อมารดาเห็นบุตรสาวฝาแฝดยืนอยู่พร้อมกัน สีหน้าก็ซีดลงท
ฉานจวนรู้ว่าชีวิตกำลังวุ่นวายตั้งแต่แม่เล้าหลิวเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วประกาศว่า“มีบุรุษสองคนมาหาเจ้า”นางยังไม่ทันเงยหน้าจากกระจก “บอกให้รอ”“คนหนึ่งคือท่านแม่ทัพห่าว”มือที่กำลังเสียบปิ่นหยุดทันที“อีกคนคือคุณชายซีซวน”ฉานจวนหันขวับ “ผู้ใด?”“ซีซวน”“เขามาหาข้าทำไม?”“ข้าก็กำลังจะถามเจ้า!”ฉานจวนลุกขึ้นทันที ห่าวรันมาหานางไม่แปลกแต่ซีซวน? เมื่อวานซูเจินเพิ่งกลับจวนหากบุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นั้นมาหานางวันนี้ แสดงว่า—“ซวยแล้ว”แม่เล้าหลิวเบิกตา “อะไรซวย?”“ไม่มีอะไร”“ฉานจวน”“ท่านลงไปก่อน”“แล้วจะให้ผู้ใดขึ้นมา?”“ห่าวรัน”แม่เล้าหลิวหรี่ตา “เรียกชื่อกันแล้วหรือ?”“แม่เล้าหลิว!”“ได้ ๆ”นางหัวเราะแล้วเดินออกไป ฉานจวนถอนหายใจ ยังไม่ทันได้คิดว่าจะจัดการอย่างไรประตูก็เปิดอีกครั้ง“เร็วขนาด—”คนที่เข้ามาไม่ใช่ห่าวรันแต่เป็นซูเจินฉานจวนเบิกตา “เจ้ามาทำไม?”ซูเจินรีบปิดประตู “พี่!”“อย่าบอกนะว่า—”“ซีซวนรู้แล้ว”ฉานจวนเงียบ“รู้ว่าเจ้าไม่ใช่ข้า?”“อืม”“รู้ชื่อ?”ซูเจินหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล “รู้แล้ว”ฉานจวนหรี่ตา“เหตุใดเจ้าหน้าแดง?”“ไม่เกี่ยว”“เขาทำอะไรเจ้า?”“ไม่ได้ทำ!”ตอบเร็วเกิน
ซูเจินเพิ่งกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองได้เพียงวันเดียว ก็เริ่มคิดว่าการเป็น “ฉานจวน” อาจไม่ได้เหนื่อยที่สุดอย่างที่เคยคิด อย่างน้อยตอนอยู่หอเยว่ฮวา นางยังตื่นสายได้แต่กลับจวนวันแรก เสี่ยวอวี้ก็ปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินให้คนมาแจ้งว่าวันนี้มีแขกสำคัญ ให้ท่านแต่งตัวเรียบร้อยหน่อยเจ้าค่ะ”ซูเจินซุกหน้าลงกับหมอน“ข้าแต่งตัวไม่เรียบร้อยตรงไหน?”“ฮูหยินคงหมายถึงให้เรียบร้อยกว่าปกติเจ้าค่ะ”“ข้าเรียบร้อยกว่านี้ได้อีกหรือ?”เสี่ยวอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง“ไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นขอนอนต่อ”นางกำลังจะดึงผ้าห่มขึ้น เสี่ยวอวี้กลับพูดต่อ“ได้ยินว่าเป็นคนจากตำหนักองค์รัชทายาทด้วยเจ้าค่ะ”ซูเจินลืมตาขึ้น ไม่รู้เพราะเหตุใดชื่อของบุรุษผู้หนึ่งกลับผุดขึ้นมาในหัวทันที ซีซวน นางรีบหลับตาอีกครั้ง เป็นไปไม่ได้ เขาจะมาทำอะไรที่นี่? เมื่อคืนหลังกลับจากหอเยว่ฮวานางยังคิดอยู่เลยว่าเรื่องระหว่างตนกับเขาจบแล้ว ต่อจากนี้นางเป็นซูเจิน ส่วนฉานจวนก็กลับไปเป็นฉานจวนเขาชอบไปหอเยว่ฮวาก็ให้เขาไป ต่อให้พบพี่สาวนั่นก็ไม่เกี่ยวกับนางอีก ดีเสียอีก ไม่ต้องเจอ ไม่ต้องถูกถาม ไม่ต้องถูกจ้องเหมือนเขากำลังแกะความล







