FAZER LOGINบนเวทีไม่เล็กไม่ใหญ่ของโรงเรียนเอกชนระดับสากลกำลังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่โยกซ้ายย้ายขวาส่งยิ้มด้วยความสนุกสนานเมื่อทำการแสดงให้กับบรรดาผู้ปกครองที่มาให้กำลังใจอยู่ด้านล่าง"เก่งมาเลยน้องอันปันลูกแม่" หญิงสาวยิ้มแก้มปริพร้อมตะโกนให้กำลังใจลูกสาวที่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวทีเหมือนกับแม่ ๆ คนอื่น ๆ ซึ่งเจ้าตัวเล็กที่ได้ยินเช่นนั้นก็ดูจะชอบใจไม่น้อยเลยที่เห็นว่าแม่อยู่ใกล้ขนาดนี้แต่แล้วเด็กน้อยกลับไม่ได้สนใจเพียงแค่เธอแค่คนเดียวเมื่อสายตากลมมองไปรอบ ๆ ไกลจนสุดสายตาราวกับว่ากำลังมองหาบางคนอยู่ มาลินเห็นแบบนั้นก็สลดใจอย่างมากมันเป็นแบบนี้ทุกครั้งตั้งแต่ที่ลูกสาวเข้าเรียนแล้ว แน่นอนเธอรู้อันปันกำลังมองหาใคร"สวัสดีครับคุณมาลิน วันนี้มาดูน้องอันปันคนเดียวเหรอครับ" คุณครูประจำชั้นคนเดิมเข้ามาทักทายเธออย่างทุกครั้ง หญิงสาวที่กำลังถ่ายวิดีโออยู่ก็ถึงกับแพลนกล้องไปยังคนที่เรียกชื่อเธอเมื่อครู่เพราะว่าตกใจที่มีคนมาเรียกเธอจากทางด้านหลัง"สวัสดีค่ะคุณครูพัฒน์ ใช่ค่ะวันนี้คุณพ่อของน้องอันปันติดงานค่ะ" เป็นคำตอบที่คุณครูพัฒน์ไม่ได้แปลกใจเท่าไรเพราะว่าทุกครั้งก็ตอบแบบนี้ เขาไม่ได้ถามสิ่งไหนกับเธอต่อเพี
"มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ" ทันทีที่ประตูปิดลงหญิงสาวก็เอ่ยถามคนในห้องที่ทำท่ากำลังจะนอนแล้วทันที"เสื้อตัวที่ฉันใส่เมื่อวานอยู่ที่ไหน" เมื่อกลับมาแล้วเขาหาอยู่นานเพราะว่ามันมีของบางอย่างที่อยู่ด้านในหากแต่วันนี้เมื่อเขานึกขึ้นได้กลับมาหาก็ไม่เจอมันเสียแล้ว"ตัวไหนคะ เมื่อวานลินไม่ได้เจอพี่เลย" นั่นก็เพราะว่าเธอตื่นขึ้นมาเธอเตรียมตัวทำกับข้าวและเตรียมตัวเรื่องลูกจนเรียบร้อยระหว่างที่รอเด็กน้อยกินข้าวเช้าเธอก็ขึ้นไปอาบน้ำเพื่อจะได้เตรียมไปทำงานเช่นกัน ทว่าเมื่อขึ้นมาก็ไม่เห็นสามีที่เคยนอนอยู่ข้าง ๆ นี้แล้ว แถมกลับบ้านมาก็ไม่ได้สนใจว่าไม้ต่อจะกลับมาตอนไหนเพราะปกติเขาไม่ได้กลับบ้านเร็วปานนั้นอยู่แล้ว ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้มาตลอดบางวันก็ไม่เคยได้เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ"ทำไมเธอจะไม่รู้เรื่องเธอเก็บเอาไปซักไม่ใช่เหรอ" หญิงสาวถอนหายใจยาวยืดไม่เข้าใจเลยในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเธออาจเอาเสื้อผ้าของเขาไปซักแล้วทำไมเจ้าตัวถึงไม่เดินไปดูที่ราวตากผ้าตั้งแต่ทีแรก จะมัวมาถามหาที่เธอให้ทะเลาะกันเปล่า ๆ ไปทำไม"ฉันไม่รู้ว่าพี่กำลังหาของอะไรอยู่แต่ว่าในตะกร้าเมื่อวานที่ลินเอาไปซักไม่มีของอะไรอยู่เลย
หญิงสาวนั่งคิดปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีจดหมายบางอย่างส่งมาที่บ้าน และมันเป็นสิ่งที่เธอเลี่ยงมาตลอดนั่นก็คืองานโรงเรียนของลูกที่ต้องให้มีผู้ปกครองเข้าร่วมด้วย ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมานั้นหลายครอบครัวก็มักจะมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาครบทั้งพ่อแม่ลูก แต่มันไม่ใช่สำหรับครอบครัวของเธอ"คุณแม่คะ วันงานโรงเรียนน้องอันได้ขึ้นแสดงด้วยนะคะ คุณแม่กับพ่อต่อจะไปดูน้องอันหรือเปล่า" เสียงของเด็กน้อยตัวเล็กเอ่ยถามเล่นเอาคนเป็นแม่ลำบากใจ เพราะลำพังตัวเธอย่อมต้องไปแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแค่คนเป็นพ่อนั้นก็ไม่แน่ว่าจะไปหรือเปล่าเพราะทุก ๆ ครั้งจะจบด้วยการผิดนัดกับลูกมาเสมอและคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกันเท่าไร"เดี๋ยวแม่ให้พ่อจัดการงานให้นะลูก แต่ว่าน้องอันปันจะต้องไม่เซ้าซี้คุณพ่อนะคะ เพราะว่างานก็สำคัญนะลูก""ค่ะ น้องอันทราบแล้ว" เด็กน้อยรับปากเป็นอย่างมั่นเหมาะ ทว่าคนฟังไม่รู้ว่าจะวางใจได้มากน้อยแค่ไหน"งั้นเราเตรียมตัวอาบน้ำแล้วเข้านอนกันดีกว่านะคะ" มาลินพาลูกสาววัยหกขวบของตัวเองไปยังห้องนอนที่เจ้าตัวใช้นอนด้วยกันมาตลอด ทั้ง ๆ ที่ลินเองก็มีห้องนอนร่วมกับสามีแต่เธอไม่เคยคิดจะเข้าไปนอนที่นั่น
วันหยุดที่ดูเหมือนจะไม่ได้หยุดของหญิงสาวที่แต่งงานมีครอบครัวครึ่งหนึ่งก็เหมือนกับแม่บ้านไปแล้ว งานที่มีในแต่ละวันล้นมือจนแทบรับไม่ไหวหากแต่เธอก็จำเป็นจะต้องทำมันเองทั้งหมดไม่ว่าจะงานนอกงานในเพราะถ้าเธอไม่ทำก็คงไม่มีใครทำแล้ว"แม่ลินคะ น้องอันขอดูการ์ตูนได้ไหมคะ" เด็กน้อยตัวเล็กที่วันเพียง 5 ขวบปีเดินมาขออนุญาตคนเป็นแม่ที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ กวาดบ้านอยู่อย่างขยันขันแข็ง"ตื่นแล้วเหรอคะน้องอัน ดูได้ค่ะแต่น้องอันต้องกินข้าวก่อนนะ" เธอว่าเช่นนั้นก็วางอุปกรณ์ทำความสะอาดทุกอย่างในมือไว้แล้วเดินนำเจ้าตัวเล็กมายังห้องอาหาร"แม่ลินคะ พ่อต่อล่ะคะ" นับเป็นคำถามที่เกิดขึ้นแทบทุกวันที่ทั้งสองมีโอกาสได้หยุดอยู่บ้าน ทว่าก็เป็นคำถามที่เธอไม่รู้ว่าจะสรรหาคำเลี่ยงจากไหนมาตอบแล้วเหมือนกัน เพราะว่าทุกวันนี้ถึงจะมีสามีอยู่ด้วยแต่ก็เหมือนกับอยู่กันเพียงลำพังสองแม่ลูกเสียมากกว่า"ติดงานสำคัญค่ะลูก รีบกินข้าวนะจะได้ไปดูการ์ตูน" สุดท้ายก็เลือกคำตอบเดิม ๆ ที่ไม่รู้ว่าพูดออกไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก่อนหมุนตัวกลับไปทำงานบ้านที่เพิ่งละมาเมื่อครู่ต่อพร้อมกับเสียงถอนหายใจที่ยาวยืด มือเรียวยกขึ้นมาปาดเหงื่อที่ซึมกาย
เด็กน้อยกระโดดกอดคอแม่ด้วยความดีใจและทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของลุง รปภ. และคุณครูเวรที่เดินกลับเข้ามาพอดิบพอดี"สวัสดีครับคุณแม่น้องอัน" ชายหนุ่มเอ่ยทักทายร่างเล็กบางที่ใบหน้ายังเลอะไปด้วยคราบน้ำตา เขาเห็นภาพนี้บ่อยมากจากคนทั้งสอง"สวัสดีค่ะคุณครู ขอบคุณมากนะคะที่รบกวนให้อยู่ดูแลน้องอันปันให้จนถึงค่ำขนาดนี้แล้ว ฉันต้องขอโทษด้วยมาก ๆ จริง ๆ นะคะ" หญิงสาวพูดด้วยความร้อนรนและแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ไม่รู้ว่าถ้าเป็นโรงเรียนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่แน่ว่าป่านนี้ลูกของเธออาจหายไปแล้วก็ได้"ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมอยู่เวรที่นี่ทั้งคืนกับลุงยามอยู่แล้วเรื่องแค่นี้ไม่รบกวนเลยครับ" คุณครูหนุ่มพูดแบบนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกผิด เพราะว่าหากเธอดูแลลูกให้ดีกว่านี้ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น "ผมโทรไปที่คุณพ่อของน้องแล้วนะครับ แต่ว่าติดต่อไม่ได้เลยน้องอันปันก็บอกว่าคุณพ่อจะเป็นคนมารับเพราะว่าคุณแม่ติดงานด่วนครับ ผมก็เลยไม่ได้โทรไปที่คุณแม่""ฉันต้องขอโทษคุณครูอีกครั้งนะคะ สามีของฉันก็น่าจะมีงานด่วนเข้ามาจนอาจจะเอ่อ..." ตอนที่เธอเกือบจะหลุดปากบอกคนตรงข้ามไปว่าสามีเธออาจจะลืมแต่ก็หันมาเห็นลูกของตัวเองจึงไ
บทนำหนังสือเล่มหนึ่งเคยเขียนไว้ว่า เวลาที่เราทำอะไรแย่ ๆ ใส่คนอื่น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตอกตะปูใส่ท่อนไม้ ต่อให้เราถอนตะปูออกแล้วแต่ไม้มันก็ยังเป็นรูอยู่ ต่อให้ขอโทษออกมาอย่างจริงใจแค่ไหนแต่มันก็สร้างแผลในใจให้คนฟังไปแล้ว....."พี่ต่อ วันนี้อย่าลืมไปรับลูกด้วยนะคะ" เสียงหวานเอ่ยผ่านโทรศัพท์มือถือราคาแพงด้วยความร้อนรน"รู้แล้วน่า จะย้ำอะไรนักหนา" แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากปลายสายมันไม่ได้ช่วยให้เธอเบาใจลงเลยแม้สักนิด"ลินแค่มาเตือนพี่ค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะย้ำจนทำให้พี่รำคาญ" เธอรีบพูดอธิบายให้อีกคนฟังเพราะกลัวหากพูดคำไหนไปจนเขาไม่พอใจสิ่งที่ฝากฝังไว้มันจะไม่สำเร็จ "ขอโทษด้วยนะคะ แต่ว่าวันนี้ลินติดงานจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รบกวนพี่""นี่เธอยังไม่จบอีกเหรอ จะพูดอะไรนักหนาฉันบอกแล้วไงว่าฉันรู้แล้ว บอกว่าไม่ลืมก็คือไม่ลืม อย่ามาทำให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้เลยมาลิน" เสียงทุ้มติดหงุดหงิดดังมาจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี หญิงสาวก็ทำอะไรไม่ถูกและเริ่มมีน้ำใสไหลคลอที่สองตาอย่างไม่ได้ตั้งตัว"อึก! ลินขอโทษนะคะ งั้นลินไม่รบกวนพี่ต่อแล้วค่ะ" พูดไปเช่นนั้นไม่ทันได้ให้อีกคนอนุญาตอะไรก็ชิงเป็นฝ่ายว







