06 : เบาะแสเหตุไฟไหม้
“พวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะไท่ซ่างหวง เดี๋ยวเจ้าของค่ายกลจะรู้ตัวก่อน พวกเขาอาจจะตามหาตัวผู้บุกรุกก็ได้”
ว่าจบทั้งสองก็รีบออกจากจุดเกิดเหตุทันที
“ไปคุกหลวงก่อนเจ้าค่ะ ข้าใช้เวลาไม่นาน”
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงคุกหลวง เหวินชิงเหยาใช้ความมืดอำพรางกายแล้วสำรวจรอบ ๆ
ส่วนไท่ซ่างหวงอาสาลงไปสำรวจในคุกใต้ดินเพราะเขาไปง่ายกว่านังหนูนี่
ช่วยกันไม่นานก็พบเบาะแสสำคัญ
ไท่ซ่างหวงรีบมาบอกว่าในคุกยังมีร่องรอยหลงเหลือ ถึงไฟจะดับไปแล้วแต่ยังมีคราบน้ำมันที่ทำมาจากไขมันสัตว์เปื้อนตามเสาไม่น้อย
“ถึงจะหลงเหลือร่องรอยว่านี่เป็นการวางเพลิง แต่ผู้ใดจะมาไต่สวนความจริงกัน อีกอย่างนักโทษทั้งหมดที่เสียชีวิตเป็นนักโทษรอวันประหาร ตายตอนนี้หรือตอนไหน อย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี”
เหวินชิงเหยาแค่นเสียงหยัน
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ถ้าให้ข้าเดา...หากรอถึงวันประหารพวกมันคงกลัวว่าจะมีคนมาช่วยรองแม่ทัพเหวินออกไปก่อนน่ะสิเลยต้องจัดการเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่าลืมว่าบิดาเจ้าเป็นถึงรองแม่ทัพแดนใต้ มีเส้นสายมากมาย อาจมีคนคอยให้ความช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังก็ได้”
คงจะจริงดั่งที่ไท่ซ่างหวงว่า บิดานางเป็นรองแม่ทัพแดนใต้ที่มีอำนาจรองจากชินอ๋องซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ ย่อมมีคนสักคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยเหลือ
พวกมันคงกลัวเหวินซ่งหยางรอดชีวิตแล้วจะกลับมาแก้แค้นจึงต้องตัดตอน
“ท่านว่ามีคนช่วยบิดาข้าออกไปหรือไม่?”
“ตอนที่ยังอยู่ตำหนักข้าเคยได้ยินทหารยามคุยกันว่าศพรองแม่ทัพถูกไฟไหม้เกรียมสภาพไม่หลงเหลือเค้าเดิมเลย ข้าจึงไม่แน่ใจว่าเป็นศพจริงหรือปลอม”
ถ้าเป็นศพจริงหมายความว่าบิดานางตายแล้ว
แต่ถ้านั่นเป็นศพปลอม นั่นก็แปลว่า...
“มีคนช่วยออกไป!”
หนึ่งคนหนึ่งวิญญาณพูดออกมาพร้อมกัน
เหวินชิงเหยายิ้มอย่างมีความหวัง จากนั้นรีบออกจากวังหลวงก่อนจะมีคนแห่กันมาที่นี่
อย่าลืมนะว่านางพึ่งจะทำลายค่ายกลที่กักขังวิญญาณไท่ซ่างหวงไปสด ๆ ร้อน ๆ
แต่ทางที่จะออกไปนั้นผ่านคลังเสบียง ไท่ซ่างหวงจึงบอกให้เหวินชิงเหยาไปเก็บมาด้วย ซึ่งนางก็ทำตาม เก็บข้าว เนื้อ ผลไม้ รวมถึงเครื่องปรุงมาจนแทบเกลี้ยงคลัง เหลือไว้แค่ข้าวและธัญพืชหยาบ ๆ ให้คนครัวดูต่างหน้า
หากฝ่าบาทรู้เข้าคงพิโรษหนักเป็นแน่ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ไท่ซ่างหวงต้องการ
หลานทรพีเช่นนั้น ต้องสำนึกเสียบ้าง!
ช่วงเวลานี้เหวินชิงเหยาไม่รู้เลยว่าคนที่สร้างค่ายกลกักวิญญาณขึ้นมาเริ่มกังวลนั่งไม่ติด สั่งให้ทหารหลวงค้นวังหลวงหาตัวผู้บุกรุกทุกตารางนิ้ว ขณะที่ทหารหลวงกระจายกำลังกันค้นวังหลวง เหวินชิงเหยาและวิญญาณโปร่งแสงของไท่ซ่างหวงก็หลบออกมานอกกำแพงแล้ว
เมื่อไม่เจอผู้บุกรุก ไม่สามารถจับตัวคนมาทำโทษได้ และไม่รู้จุดประสงค์ที่ผู้บุกรุกทำลายค่ายกลของตน
เจ้าของค่ายกลก็โกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยว
ปัง!
เพล้ง!
“มันเป็นผู้ใด... ผู้ใดกันที่มันหาญกล้าทำลายค่ายกลของข้า!”
“ฝ่าบาท”
องครักษ์เงานายหนึ่งพลันปรากฏกาย เบื้องหน้าเขาเป็นแจกันลายครามราคาแพงที่แตกกระจายด้วยความพิโรธขององค์จักรพรรดิ
ใบหน้าหล่อเหลานั้นเครียดขึง เส้นเลือดเต้บตุบ สีหน้าแววตาดุร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
องครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นรู้สึกขนลุกวาบไปทั้งร่าง
“ไปหาตัวมันมาให้ข้า ถ้าหาตัวมันกลับมาให้ข้าไม่ได้พวกเจ้าต้องได้รับโทษกันทุกคน!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
องครักษ์เงารับบัญชาแล้วก็หายวับไป
‘จ้าวหลิวหยาง’ กัดกรามด้วยความโกรธจนขึ้นสันนูน แววตาคมกริบสาดแสงวาวโรจน์ มือหนากำแน่นเข้าหากัน ขมับเต้นตุบ ๆ จากความโกรธ
มันเป็นใคร?
มีจุดประสงค์อันใดถึงได้ปล่อยวิญญาณไท่ซ่างหวงที่เขากักขังไว้ออกไป เหตุใดจึงมีฝีมือขนาดนั้นในเมื่อค่ายกลนั้นทำจากอาคมชั้นสูง คนที่ทำลายจะต้องมีพลังสูงมาก
หรือจะเป็นคนของรองแม่ทัพเหวิน?
“ไม่ เป็นไปไม่ได้” จ้าวหลิวหยางพึมพำ เขาสั่งตัดตอนคนของเหวินซ่งหยางแล้วทุกคน บางส่วนตกตาย บางส่วนก็โดนทำลายวรยุทธ์
ดังนั้นจึงไม่หลงเหลือคนที่ภักดีหรือคนที่มีวรยุทธ์สูงมากพอจะทำลายค่ายกลนั้นได้ ส่วนครอบครัวเหวินซ่งหยางก็ถูกทำลายวรยุทธ์และโดนเนรเทศกันหมด
ชินอ๋อง?
ไม่ใช่แน่ คนของเขายังรายงานว่าชินอ๋องติดพันกับพวกนอกด่านที่จะบุกแคว้นทางใต้ แถมยังไม่กลับเมืองหลวงมาหลายปีแล้ว ไม่มีทางรู้แน่ว่าเขากักขังวิญญาณไท่ซ่างหวงไว้
เพราะฉะนั้นมันคือผู้ใดกัน!
ทางด้านของคนที่พึ่งสร้างเรื่องป่วนวังหลวงสร้างความปวดหัวให้ฮ่องเต้มาหมาด ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ร่างเล็กใช้ความมืดอำพรางกายกระโดดขึ้นบนหลังคาเรือนของชาวบ้าน และใช้ความเร็วของผู้มีพลังพิเศษเคลื่อนไหวรวดเร็วแทบมองไม่ทัน
จนกระทั่งสัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้หยุด เท้าเล็ก ๆ จึงหยุดลงทันที
เหวินชิงเหยาจึงกระโดดจากหลังคาเรือน ไปยังต้นไม้สูงที่มีกิ่งไม้บดบังร่างกาย ดวงตาเรียวคมจ้องมองรอบด้านเพื่อดูว่ามีอะไรที่พอจะหาเบาะแสบิดาได้บ้าง
ข้างกันนั้นคือวิญญาณไท่ซ่างหวงที่ลอยตามมาติด ๆ
“มีคนออกจากร้านโอสถเล็ก ๆ ร้านนั้นด้วยเจ้าค่ะ ท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ข้าว่าข้ามีทางสืบข่าวแล้วล่ะ”
“มั่นใจหรือ?”
“สัญชาตญาณของข้าบอกว่าใช่” ตอนที่ปรึกษากัน ชายชุดดำคนนั้นก็หลบไปตามเงามืด เหวินชิงเหยาพลันขยับตัว “ตามไปเจ้าค่ะ”
“อื้ม”
เหวินชิงเหยารีบตามชายชุดดำไปเพราะนางคิดว่าคนที่ใช้วิชาอำพรางตัวกับความมืดได้ดีเช่นนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาที่มาซื้อยาแน่ ๆ
และก็เป็นอย่างที่คิด ชายผู้นั้นเข้าไปร้านยาหลายร้าน ไท่ซ่างหวงตามเข้าไปดูพบว่าเขามาซื้อสมุนไพร แต่ที่แปลกคือเขาเข้าร้านโอสถเกือบทุกร้านในเมืองหลวง แต่กลับซื้อสมุนไพรแค่ร้านละชนิดถึงสองชนิดเท่านั้น
หรือว่าเขาจะเอาไปปรุงโอสถขึ้นมาใหม่?
เป็นไปได้...ถ้าซื้อสมุนไพรในร้านเดียวอาจเป็นที่สงสัย จึงต้องแบ่งซื้อเช่นนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้ไม่หวังดี
เมื่อได้ของครบชายผู้นั้นก็หายไปกับเงามืดอีกตามเคย
พรึ่บ
พรึ่บ
ชายชุดดำผู้มีวรยุทธ์สูงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขามาถึงป่าด้านนอกก็ขึ้นควบม้าศึกที่ผูกไว้กับต้นไม้ควบเข้าป่าไปอย่างเร่งรีบโดยที่ไม่รู้ว่ามีวิญญาณของชายชราติดตามเขาไปในทุกฝีก้าว
เมื่อถึงที่หมายชายชุดดำก็รีบกระโดดลงจากม้า มือหนาปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลา ดูท่าทางอายุยังน้อย อาจจะอายุมากกว่าเหวินชิงเหยาไม่ถึง 5 ปี
สถานที่แห่งนี้มีกระท่อมเล็ก ๆ อยู่สองกระท่อม และมีบุรุษอยู่ด้วยกันรวม 5 คน
“อาการของท่านรองแม่ทัพเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
ร่างสูงยื่นสมุนไพรให้กับชายวัยกลางคนที่เดินมารับ
ซึ่งคนที่มารับสมุนไพรจากมือชายชุดดำน่าจะเป็นหมอเพราะท่าทางเขาสุขุม แก่เรียน ดูเป็นผู้ที่มีความรู้แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
“แย่มาก ตันเถียนถูกทำลายจนสิ้นไม่เหลือเลย แต่ถ้ามีโอสถช่วยก็จะยืดชีวิตเอาไว้ได้ ว่าแต่เจ้าได้โอสถอะไรมาบ้าง”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนจะคลี่ห่อผ้าเพื่อตรวจสอบสมุนไพรที่เขาบอกให้ ‘อี้ซาน’ ไปซื้อมา
พอตรวจสอบดีแล้วคนเป็นหมอก็มีสายตาหนักใจทันที
“สมุนไพรไม่ครบ แต่ยังพอประทังได้ชั่วคราว”
“พรุ่งนี้ข้าจะลองไปหาซื้อที่เมืองอื่นดู ท่านหมอปรุงโอสถประทังชีวิตท่านรองแม่ทัพและทุกคนไปก่อน”
“ข้าจะพยายาม”
หมอหานตอบเสียงขึงขัง ไม่ใช่แค่พยายาม แต่เขาต้องทำให้ได้ นอกจากรองแม่ทัพเหวินที่บาดเจ็บสาหัสแล้วยังมีทหารคนสนิทอีก 2 คนที่นอนรอความตายเฉกเช่นกัน
หนึ่งในนั้นเป็นหลานชายคนโตของเขาที่เป็นหนึ่งในนักโทษประหาร
เมื่อได้ชื่อว่าหมอ อย่างไรก็ต้องหาทางช่วยชีวิตคนป่วยอย่างถึงที่สุด! หวังว่ารองแม่ทัพเหวินจะรอดนะ...หวังว่าท่านจะไม่ตายและกลับมาล้างมลทินให้กับตนเองและตระกูลได้อย่างสง่างาม
นี่คือความหวังของหมออย่างหานจง!