LOGINมณีษิกาเหลือบตาค้อนควัก เพราะเธอเดาทางออกว่ามันจะเป็นเช่นนั้นอย่างไงเล่าถึงได้กล้ามานั่งข้างๆ แบบนี้ รู้ว่าคนอย่างแมทเทียส เกรอม็อง เป็นจอมเอาแต่ใจขั้นรุนแรงเลยทีเดียว ชอบบีบบังคับและชอบใช้เสียงดุๆ เพื่อบงการคนอื่น มันน่าจับผ่าตัดสมองแล้วเอาความดีเข้าไปฝังไว้บ้าง “พร้อมรับฟังหรือยัง” “พร้อมค่ะ” “ตอนนี้ผมเดินได้แล้วแต่ยังไม่เต็มร้อยเท่าไร” “จริงเหรอคะ”เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วเชื่อถือมาก ก็เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่าแมทเทียสคิดไม่ซื่อ เขาอาจแกล้งป่วยหรือไม่ก็แกล้งให้เธอเหนื่อย แต่ก็ไม่ถึงกับปักใจเสียทีเดียวเพราะอาการเจ็บปวดทางร่างกายของเขาเมื่อคืนนี้ทำให้เธอลังเลระหว่างเป็นจริงหรือแกล้ง “ผมไม่ได้โกหก” เพียงแต่ว่าพูดไม่หมดเท่านั้น หายดีเป็นปกติต้องหายจากอาการป่วยทั้งหมด ทว่านี่แค่เดินได้ส่วนเรื่องความเจ็บป่วยอย่างอื่นยังมีอยู่ และเธอคนนี้เท่านั้นจะช่วยแก้ไขมันได้ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าในระดับมากคือต้องหายขาด แมทเทียสนิ่งไปอยู่พักใหญ่โดยไม่พูดหรือแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบประสานกับดวงตากลมโตที่
เวลาเกือบจะหนึ่งทุ่มไปแล้วที่มณีษิกาขับรถเข้ามาจอดในบริเวณคฤหาสน์เกรอม็อง หญิงสาวก้าวลงจากรถแล้วเดินเร็วๆ เข้าไปในตัวคฤหาสน์เพื่อจะดูว่าวันนี้คนป่วยวีไอพีของเธออยู่ดีมีสุขแค่ไหนแต่จากที่ป้าเซลีนโทรศัพท์ไปเล่าให้ฟัง คือแมทเทียสไม่ยอมหยิบจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาเอาแต่นั่งอยู่ในห้องนอนเพื่อรอคอยอะไรบางอย่าง ซึ่งทีแรกมณีษิกาตั้งใจว่าจะไม่เข้ามาที่นี่แล้วแต่เมื่อรู้ถึงอาการของมาเฟียหนุ่มทำเธอตัดสินใจมาดูเขาสักหน่อย“วันนี้คุณได้ทำกายภาพบ้างไหมคะ”หญิงสาวเอ่ยถามทันทีที่เข้ามายืนอยู่ปลายเตียงหลังใหญ่ เธอส่งยิ้มให้เขาแต่อีกฝ่ายกลับมองเธอด้วยสายตาดุดัน ความไม่พอใจแฝงอยู่ในดวงตาคู่คมนั้น ทำเอาคนถามใจฝ่อแล้วขยับตัวด้วยความอึดอัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ผมรอคุณอยู่นะกาวน์” คุณหมอคนสวยขมวดคิ้วมุ่น งุนงงกับสรรพนามที่เขาใช้เรียกเธอ มันฟังดูสนิทสนมเกินความจำเป็นไปนิดและให้ความรู้สึกแปลกๆ พิกล แถมยังดวงตาคู่คมสีอำพันที่มองมานั่นอีก คล้ายกำลังไม่พอใจเธอหรือโกรธเคืองกันทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดเลย “ฉันจำเป็นต้องไปผ่าตัดคนไข้รายนี้ค่ะ”การที่เขาเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกทำให
ทันทีที่เข้ามาอยู่ภายในห้องทำงานแล้ว แมทเทียสก็เดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาวโดยที่มือข้างขวายังไม่ทิ้งไม้เท้าคู่กายง่ายๆ ทำให้ฟาทริสเกิดความสงสัยแต่ไม่ได้ถาม เพราะรู้ว่าการที่ญาติผู้น้องคิดทำอะไรสักอย่างต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว ก่อนจะก้าวไปหย่อนสะโพกลงนั่งที่โซฟาตัวเดี่ยวตรงข้ามกับแมทเทียส“นายตกลงกับพ่อแม่นายได้แล้วใช่ไหม”แมทเทียสเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ด้วยความที่สนิทกันมากเพราะเล่นด้วยกันมาแต่เด็ก เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่น้อง เนื่องจากว่าเขากับฟาทริสอายุห่างกันแค่ปีเดียวเท่านั้น ถ้าฟาทริสมันไม่ชิงเกิดก่อนเราก็คงเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันแล้ว “พ่อให้เวลาแค่เดือนเดียวนะโว้ยแมทเทียส งานฉันก็ยุ่ง ว่าแต่นายมีเบาะแสดีๆ อะไร บอกเลยนะว่าฉันจะไม่เอาตัวเข้าเสี่ยงภัยเด็ดขาด”ฟาทริสเองก็ไม่ได้เห็นแมทเทียสเป็นน้อง เขามองหมอนั่นเป็นเพื่อนสนิทเสียมากกว่า ดังนั้นเวลาพูดคุยอะไรกันจึงไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาเกรงอกเกรงใจ “เดี๋ยวรอหลุยส์สักครู่ นั่นไง หมอนี่ตายยากชะมัด พูดถึงก็เปิดประตูเข้ามาเลย” หลุยส์เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มเอกสารที่หนีบไว้ใต้วงแขน เขากวาดตามองเจ้านายทั้งสอ
5ข้อเสนอของมาเฟีย ในเช้าของวันต่อมา แมทเทียสลงมารับประทานอาหารเช้าโดยไร้เงาของคุณหมอคนสวย หลายครั้งที่แอบเหลือบตามองไปยังประตูห้องอาหารอย่างเฝ้ารอคอยใครบางคน ทว่ากระทั่งที่เขารู้สึกอิ่มและรวบช้อนส้อมวางลงข้างจาน คนที่เขาปรารถนาอยากจะเจอในเช้านี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว“วันนี้หลานรักของแม่มาสายนะครับ ผมลงมาทานข้าวจนอิ่มแล้วยังไม่มาอีก” เมื่อทนอยู่กับความสงสัยไม่ได้ แมทเทียสจึงเอ่ยปากถามมารดาเอาตรงๆ “วันนี้หนูกาวน์คงไม่เข้ามาหรอกจ้ะ หรือจะมาก็คงตอนบ่าย น้องบอกว่าขอจัดการกับเคสผ่าตัดด่วนก่อน” “อะไรกันครับแม่ แล้วผมไม่ด่วนพอหรือไง” แมทเทียสโวยวายขึ้นมาจนคนเป็นแม่ยังตกใจ เซลีนถึงกับผงะจนหลังชนกับพนักเก้าอี้ ตกใจในน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจของบุตรชาย เพราะโดยปกติแล้วแมทเทียสเป็นคนที่เก็บอารมณ์เก่ง นอกจากตอนที่โมโหร้ายหรือคิดแสดงละครให้ใครเห็นเท่านั้น ผิดกับตอนนี้ที่พ่อลูกชายตัวดีทำท่าเหมือนคนหวงของก็ไม่ปาน อาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วยังสีหน้าบึ้งตึงจนแทบปริแตก เห็นดังนั้นคนเป็นแม่ก็แอบยิ้มในใจก่อนจะแกล้งพูดขึ้นมาลอยๆ “ลูกก็เดินได้แล้วนี
เธอยิ้มเพราะรู้สึกผิดเหมือนกันกับการแกล้งให้เขาเดินขึ้นลงเขา ก็เพราะอยากพิสูจน์ว่าตกลงแล้วแมทเทียสหายดีจริงหรือตั้งใจวางแผนอะไรเมื่อคุณหมอคนสวยตอบรับแล้วเธอก็ลุกขึ้นยืนเพื่อที่เขาจะได้นอนในท่าที่สบายตัว แมทเทียสจึงพลิกตัวนอนคว่ำหน้า ประสานมือวางรองใต้คางก่อนทิ้งศีรษะลงแนบกับที่นอน เบี่ยงหน้าไปทางซ้ายแล้วหลับตาลงเพื่อรอคอยการบีบนวดเพื่อการบำบัดมณีษิกาหย่อนสะโพกลงนั่งที่ขอบเตียง วางมือลงที่บ่าแข็งแกร่งแล้วลงน้ำหนักอย่างระวังเพราะกลัวเขาร้องลั่นเหมือนอย่างเมื่อก่อนหน้า แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้โวยวายอะไรเธอจึงนวดไปเรื่อยๆ จากบ่าก็ไปที่หัวไหล่แล้วลากฝ่ามือมาวางแนบที่แผ่นหลัง ค่อยๆ นวดจากบนลงล่างตามลำตัวของชายหนุ่ม“ดีขึ้นไหมคะ หมออยากให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อนะคะ มันจะช่วยให้คุณหายจากอาการปวดตามจุดต่างๆ ได้”แมทเทียสกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันก่อนคลายออกในเวลารวดเร็วเพื่อที่หญิงสาวจะไม่ทันได้เห็น ดวงตาคมกริบสีอำพันเรืองรองขึ้นมาอย่างน่าประหลาด มือที่ประสานกันไว้ใต้คางค่อยๆ ขยับแล้วรวบเป็นกำปั้น เขากำแน่นจนแลเห็นเส้นเลือดปูดโปนเป็นริ้วใครจะรู้บ้างไหมว่าตอนนี้หัวใจเขาเต้นแรงแค่
เย็นนั้นแมทเทียสทานอาหารได้น้อยกว่าปกติ ชายหนุ่มบ่นเรื่องอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและความรู้สึกชาเข้าไปถึงในกระดูกของขาข้างซ้าย ทำให้เซลีนต้องรีบบอกให้ไปพักโดยขอแรงมณีษิกาให้ช่วยพาขึ้นไปบนห้อง เนื่องจากเห็นว่าคุณหมอกับคนไข้น่าจะใช้เวลาปรึกษาปัญหาสุขภาพกันก่อนเข้านอนมณีษิกาเองก็ค่อนข้างจะเป็นห่วงแมทเทียสอยู่ไม่น้อย เธอคิดว่าเขาจะต้องเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาบ้างระหว่างการฝึกเดินหากอีกฝ่ายแกล้งป่วยแต่ทว่าแมทเทียสยังคงเดินขากะเผลกตลอดเวลาและมีสีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดขณะที่กลับขึ้นมานั่งบนรถ มือใหญ่ทั้งสองข้างรังแต่จะทำการนวดเฟ้นหัวเข่าข้างซ้ายอยู่เป็นระยะ ดังนั้นเมื่อประคองชายหนุ่มไปนั่งที่เตียงเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงเดินไปหยิบหลอดยามาจากกล่องสีขาวขุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานด้านหน้า“เดี๋ยวหมอนวดขาให้นะคะ”แมทเทียสไม่พูดอะไรแต่ในใจนั้นแอบยิ้ม ขยับตัวนั่งในท่าที่สบายเพื่อรอคอยให้มือนุ่มมาสัมผัสผิวเนื้อ แถมยังใจดีช่วยถลกขากางเกงนอนขึ้นให้อีกด้วย แต่พอปลายนิ้วเรียวแตะลงมาเบาๆ เท่านั้น คนที่ยิ้มกริ่มในใจเป็นต้องร้องลั่นพร้อมแสดงดีหน้าตื่นตระหนกอย่างประหลาด“โอ๊ย! หมอเบาๆ หน่อย ผมปวดไปหมดเลยหมอ







