LOGIN“โธ่! พ่อคะ แค่ต้องร่วมทางกันวันสองวันหนูยังไม่รู้ว่าจะทนได้หรือเปล่า คิดจริงๆ หรือทันทีที่มีโอกาสหนูจะไม่รีบกวัดไกวไสส่งเขาไปให้พ้นๆ”
“ของแบบนี้มันเปลี่ยนใจกันได้นี่ลูก ไม่ว่าวันหรือสองวันอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ไม่แน่นาแค่ข้ามคืนที่อยู่กันตามลำพังหนูอาจจะมองภานนท์ในทางดีขึ้นก็ได้”
คนเป็นพ่อพูดหน้าเฉยตาเฉย แต่ลูกสาวทำตาเหล่ พูดเสียงรู้ทัน
“หนูรู้ว่าคุณพ่อชอบเขา รู้สึกจะให้ความรักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษ แต่ขอให้หยุดอยู่แค่นั้น คุณพ่อไม่เหมาะหรอกที่จะทำหน้าที่พ่อสื่อ ก่อนจะฝันไปไกลหนูขอบอกไว้เสียเลย คงไม่มีวันที่หนูจะเห็นผู้ช่วยคนดีคนโปรดของคุณพ่อเป็นคนพิเศษ เอาแค่ความรู้สึกชอบพออย่างคนรู้จักทั่วไปยังแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วเลย”
“พ่อไม่ฝันไกลก็ได้ หนูก็รู้เรื่องตัดสินใจจะรักใครชอบใครนี่พ่อให้หนูตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ถ้าได้ลูกเขยเป็นคนที่พ่อชอบด้วยอย่างภานนท์ก็จะดีไม่น้อย”
เห็นแววตาลูกสาวที่มองมาวาทีก็รีบโบกมือว่อนพูดต่อโดยเร็ว
“โอเคๆ เรื่องเกี่ยวกับหัวใจหนูพ่อไม่ยุ่งแล้ว แต่ยังไงเดินทางเที่ยวนี้หนูต้องมีคนไปด้วย แค่นี้แหละที่พ่อขอ และถ้าจำเป็นต้องบังคับพ่อก็จะทำเพื่อความปลอดภัยของลูกสาวคนเดียวของพ่อ”
“พ่อคิดว่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับหนูอย่างนั้นหรือคะ”
ทิราภาถามเสียงเรื่อยๆ ไม่ให้บิดาจับได้ว่าเธอเริ่มสงสัยบางอย่าง
อะไรคือสิ่งที่บิดาปิดบังซ่อนเร้น?
“ก็...”
วาทีหลุบตาลงมองมือตัวเองที่วางพาดบนโต๊ะ พูดทั้งยังหลุบตาต่ำ
“หวังว่าจะไม่มี”
จากนั้นก็เงยมองตรง กล่าวติดต่อกันไป
“หรือต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นพ่อก็เชื่อว่าภานนท์จะสามารถจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย”
“โอ้โฮ!”
ทิราภาแกล้งอุทานเสียงทึ่งๆ แต่ดวงตาคู่งามเริ่มหรี่นิดๆ เป็นสัญญาณเตือนให้คนเป็นพ่อรู้ว่า ความสงสัยคลางแคลงใจใดๆ หากจะไม่เคยมีมาก่อนมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วละ
“ดูคุณพ่อจะเชื่อมั่นในตัวนาย เอ่อ ผู้ช่วยคนโปรดมากเลยนะคะ ทั้งที่หนูยังไม่เห็นว่าจะมีผลงานอะไรโดดเด่นพอจะอวดได้เต็มปาก”
“คนเก่งจริงฉลาดจริงเขาไม่โอ่ตัวหรอกลูก”
“ดาบคมแต่ในฝักไม่ชักออกมาใช้จะมีประโยชน์อะไรคะ”
วาทีหัวเราะเอิ้ก
“สำนวนลูกสาวพ่อนี่แหร่มจริงๆ เรื่องความคมของดาบถ้าเป็นดาบเนื้อดีจริงไม่ว่าอยู่ในฝักหรือนอกฝักความคมก็มีอยู่เสมอละลูก แต่พ่อก็หวังนะจะไม่มีเหตุจำเป็นให้ภานนท์ต้องชักดาบออกจากฝัก”
ทิราภาคิดว่าได้เห็นความกังวลผ่านหน้าบิดาไปแวบหนึ่งแม้เจ้าตัวจะพูดให้เห็นเป็นเรื่องชวนขัน แต่ก็ไม่แน่ใจนักจึงเพียงกระเซ้ายิ้มๆ
“ท่าทางคุณพ่อดูจะศรัทธาเอามากๆ บอกหน่อยได้มั้ยคะผู้ช่วยคนโปรดคนนี้นอกจากคอยติดตามคุณพ่ออย่างใกล้ชิดราวกับเป็นบอดี้การ์ด ทำอะไรบ้างวันๆ”
วาทีวางหน้าเฉยพูดเสียงเรียบสนิท อย่างตั้งใจให้บุตรสาวรู้ว่าก้าวก่ายการตัดสินใจของเขามากไปแล้วเพื่อตัดบท
“พ่อต้องรายงานหนูด้วยหรือ ผู้ช่วยแต่ละคนของพ่อช่วยงานอะไรให้พ่อบ้าง”
ทิราภาหน้าแดง พูดเสียงงอนๆ
“เอาเถอะ หนูไม่ซักก็ได้ แต่ว่า...พ่อคะ”
“อะไรลูก”
สุ้มเสียงชายวัยห้าสิบต้นกลับมาเป็นเสียงพ่อที่รักลูก
“เขานามสกุลอะไรคะ แล้วเป็นเป็นใครมาจากไหนกัน”
“เขาไหนล่ะ”
อะไรไม่รู้ทำให้ทิราภารู้สึกไปว่าผู้เป็นพ่อของกำลังถ่วงเวลาในการให้คำตอบ
“ผู้ช่วยคนโปรดของพ่อน่ะสิคะ” ระบุให้ชัดขึ้น
วาทีหัวเราะเบาๆ
“นึกยังไงขึ้นมาถึงได้ถาม”
“พ่อกำลังตอบด้วยการตั้งคำถามรู้ตัวหรือเปล่าคะ”
“เออ ลูกคนนี้ เรื่องอะไรมาจับผิดพ่อ ไม่เอาละ พ่อไม่พูดด้วยแล้วทำงานต่อดีกว่า หนูดูสิ เอกสารเต็มโต๊ะรอพ่อเซ็น...”
“พ่อ”
ทิราภาเรียกคำเดียวสั้นๆ แต่ด้วยกังวานเสียงทำเอาผู้เป็นบิดาถึงกับถอนใจ รู้จากประสบการณ์นับแต่เป็นพ่อลูกกันมายี่สิบหกปีเต็มๆ ลงว่าลูกสาวสุดที่รักทำเสียงอย่างนี้ ย่อมแปลว่าถ้าไม่ได้คำตอบที่ต้องการก็อย่าหวังว่าเขาจะหาความสงบได้
“โอเค โอเค ผู้ช่วยคนโปรดของพ่อ...นี่พ่อพูดตามสำนวนเหน็บแนมของหนูนะ นามสกุลเวสารัช ใครๆ ก็รู้ มีหนูคนเดียวแหละมั้งที่ไม่รู้”
“ใครๆ ของพ่อนี่หนูเดาว่าคงจะไม่กี่คน ดีไม่ดีอาจมีแค่พ่อเท่านั้นที่รู้ ไม่ต้องปฏิเสธเลยค่ะ หนูเช็คมาแล้ว พ่อเป็นคนรับเขาเข้าทำงานโดยตรงไม่ได้ผ่านฝ่ายบุคล แล้วก็ไม่ปรากฏแฟ้มประวัติของเขาที่นั่นด้วย”
“แล้วแปลกตรงไหนถ้าพ่อจะคัดสรรคนที่จะเข้ามาทำงานใกล้ชิดด้วยตัวเอง”
“ค่ะ ไม่แปลก” นิ่งอยู่กึ่งอึดใจ ก่อนจะพูดต่อ “เพียงแต่ว่า...”
ทิราภามองบิดาด้วยสายตาครุ่นคิด
“หนูแค่อดรู้สึกไม่ได้ว่าพ่อทำอะไรผิดปกติวิสัย ปกติพ่อไม่เคยยุ่งเรื่องรับคนเข้าทำงาน แต่รายนี้ดูเหมือนจะพิเศษ”
“พ่อก็แค่อยากจะลองเลือกคนที่ต้องทำงานใกล้ชิดด้วยตัวเองก็เท่านั้นแหละ เห็นว่ามีคุณสมบัติตามที่พ่อต้องการก็รับไว้”
ถึงบิดาจะพยายามพูดให้เห็นว่า ‘ไม่มีอะไรในกอไผ่นอกจากหน่อไม้’ ทิราภาก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่า ‘ในกอไผ่มีมากกว่าหน่อไม้’ แต่จะเซ้าซี้ก็คงไม่ได้คำตอบจริงๆ
บิดาของเธอนั้นนับเป็นนักธุรกิจระดับแถวหน้าของเมืองไทย แม้ว่าในสายตาคนในแวดวงธุรกิจด้วยกันไม่ได้มอง วาที รัตนกุลชรเป็นเพียงพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จ แต่มองว่าเขาคือพ่อมดแห่งวงการอุตสาหกรรมไทย
“คุณหนูแจน อย่าเพิ่งเข้าไปค่ะ คุณตากำลังทำงานนะคะ”เสียงเอะอะของพี่เลี้ยงเด็ก เรียกให้เจ้าของร่างสูงตรง หมุนตัวตั้งรับก่อนประตูห้องทำงานที่เขาหันหลังให้ จะเปิดผางเข้ามา“คุณตาขา...”เสียงเล็กใสนำมาก่อนร่างเล็กๆ จะวิ่งปร๋อเข้ามา ไม่ยอมฟังเสียงทัดทานใดๆ ของพี่เลี้ยงวัยสี่สิบปลายภานนท์ เบรนดอน โน้มตัวลงรับร่างบอบบางของเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่โถมเข้าหา ทันทีที่ที่ถูกอุ้มขึ้น คนตัวเล็กก็ตวัดแขนเล็กๆ โอบฉับเข้ารอบลำคอแข็งแรงของผู้เป็นตาทันที“ว่าไง หลานสาวคนสวยของตา”น้ำเสียงของชายสูงวัยอ่อนโยนพอๆ กับสีหน้า ขณะมองหน้าเรียวใส ประดับด้วยนิลน้ำงามเม็ดใหญ่ที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่และยาย “คุณแม่ค่ะ คุณแม่บอกว่า...จะมีน้องให้แจนตั้งสองคนแน่ะ” เสียงเล็กใสรายงานแจ้วๆ “แล้วคุณแม่ยังบอกด้วย ว่าจะให้แจนช่วยเลี้ยงน้องด้วยค่ะ” “ลงจากรถได้ก็วิ่งลิ่วมาเลยนี่ก็เพื่อจะบอกคุณตานี้เอง” เสียงพูดดังมาก่อนร่างที่ยังดูอ้อนแอ้นแม้วัยจะอายุเข้าปีที่ห้าสิบเจ็ดภานนท์มองเลยไหล่ภรรยาไปด้านหลัง“ยายสาวกับตาจอชล่ะ ไม่ได้มาด้วยหรือ” เขาถามถึงบุตรสาวกับหลานชาย“สาวคุยอยู่กับอาจิที่ห้องนั่งเล่นแน่ะค่ะ” ทิราภ
“น้าเพชร...”“น้าเพชรขา!”ทันทีที่ชายหนุ่มร่างสูงตรงเดินเข้าประตูห้องโถงชั้นนอก เสียงเด็กชาย เด็กหญิงก็ประสานกันขึ้นทันทีทันใด ก่อนเด็กชายคนพี่จะวิ่งนำ มีน้องสาวตัวเล็กตามไปติดๆชายหนุ่มเพียงตบศีรษะหลานชายเบาๆ ทีหนึ่ง แต่ย่อตัวกางแขนรอรับร่างเล็กจ้อยของแม่สาวตัวน้อยๆ วัยเพียงสองขวบครึ่งที่โผเข้าหา “คิดถึงน้าเพชรที่ซู๊ด-เลย”เสียงฉอเลาะเล็กๆ ด้วยภาษาไทยฟังแปร่งน้อยๆ น่าเอ็นดูถึงแม้คุณย่าผู้ชาตินิยมจัด รวมไปถึงบิดามารดาต่างใช้ภาษาไทยสำหรับสื่อสารในครอบครัว ทว่าผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปเรียงเรียน มีแต่ฝรั่ง การที่เด็กชาย อจิรวิชญ์ แอนดรูส์ แฮรี่ วิลเลียม โอ ฮาเบอร์ วัยหกขวบ กับเด็กหญิง จิรชยา เจสสิก้า โอ ฮาเบอร์ น้องจ๋าหรือจาญ่าวัย3 ขวบครึ่ง ยังพูดไทยกับคนใกล้ชิดได้แจ๋วๆ นับว่าเป็นความสำเร็จสำหรับเด็กที่สืบสายเลือดไทยสามในสี่ เกิดและโตในต่างแดน“น้าเพชรฮะ” เด็กชายอจิรวิชญ์เรียกผู้เป็นน้า แทรกเสียงหัวเราะคิกคักของน้องสาว ที่กำลังเบนหน้าเอนคอหนีปากจมูกของน้าหนุ่ม ที่ทำท่ากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าขย้ำลูกแกะน้อย ด้วยความจั๊กจี้ เพราะถึงใบหน้าของน้าเพชรจะดูเกลี้ยงเกลา แต่แก้มคางเร
“การที่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเฟย์รีนเมื่อเจอกันที่สระน้ำ ทั้งที่พี่รู้ว่าเขารู้จักกัน สนิทกันเลยละ เฟย์รีนเคยเป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัท เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณพ่อ คริสต์มาสปีที่แล้วเขาก็ไปร่วมงานฉลองเทศกาลที่บ้าน วันนั้นทัชพลก็ไป คนไปกันเยอะ เป็นร้อย ก็มีทางเป็นไปได้หรอกว่าเขาอาจไม่ทันเห็นกันพอที่จะทำความรู้จักกัน แต่เผอิญพี่ไปเห็นเขาหลบไปคุยกัน ท่าทางเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน เฟย์รีนลาออกจากงานหลังจากนั้นโดยบอกว่าจะไปแต่งงานกับเศรษฐีกรีก แล้วก็จะย้ายไปอยู่กรีซ แต่มีคนของพี่ไปเห็นเขาที่ลองไอแลนด์สองเดือนให้หลัง พี่เริ่มสะดุดใจเลยให้คนของพี่ลองสืบดู พบว่าเฟย์รีนไม่เคยมีเศรษฐีกรีกที่ไหนมาติดพันด้วยซ้ำ แต่มีผู้ชายในชีวิตคนหนึ่ง ออกจะลึกลับ ไปมาหาสู่โดยไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตา”จอมสุรางค์นิ่งฟัง“พี่สืบอยู่นาน อยากรู้ว่าผู้ชายลึกลับคนนี้เป็นใคร แต่ไม่เคยได้คำตอบ กระทั่งอะไรหลายๆ อย่างงวดเข้า ได้หลักฐานจากที่นั่นมานิดหน่วยงานโน้นให้มาหน่อย รวมถึงข้อมูลเชิงลึกว่าคนขโมยสูตรไปอาจจะเป็นคนเดียวกับเจ้าพ่อตลาดมืดในแถบเอเชียตะวันออก รู้จักกันในนามฝงเจีย”อชิรวิศเล่าเสียงเรียบ มีเพียงคิ้วที่ขมวดน้อยๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หล่อนก็ถูกพากลับขึ้นเรืออีกครั้ง“จุ๋มขอโทษ” หล่อนพูดเสียงอ่อนอ่อย มองหน้าขมวดบึ้งตึงด้วยนัยน์ตาโศกเชื่อม “แต่ที่จุ๋มตัดสินใจทำลงไปก็เพราะรู้ว่ามีคนพร้อมจะเข้าไปช่วยถ้าจุ๋มเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา แล้วจุ๋มก็ไม่ได้เดินเข้ากับดักคนร้ายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือขาดสติ จุ๋มรู้ตั้งแต่คุยโทรศัพท์แล้วว่าเจ้าของเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ใช่เพชร”“เรื่องนั้นพี่ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ารู้ได้ยังไง”เสียงพูดมายังห้วนกริ๊บ ขนาดว่าอยากรู้นะนั่น“ก็... อย่างแรกเลย จุ๋มรู้ว่าเพชรจะไม่มีวันขอร้องให้จุ๋มเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือเขา แต่คนที่โทรมาไม่รู้จักเพชรดี แล้วก็คงตั้งใจแสดงบทบาทคนถูกผู้ร้ายจับตัวมากไปหน่อย แต่ที่ทำให้จุ๋มรู้ว่าคนร้ายที่พูดกับจุ๋มต่อจากเพชรคือคุณธัชพล ถึงว่าเขาจะพยายามดัดเสียงให้แปลกไป แต่คงลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เขาออกเสียงเมื่อเรียกจุ๋ม ‘มิสธันยธร’ชัดมาก ชนิดคนไทยด้วยกันเท่านั้นจะออกเสียงได้ชัดไม่ผิดเพี้ยนเลยขนาดนั้น ประกอบกับที่พี่อชิบอกจุ๋มว่าคนร้ายอยู่บนเรือ ตอนที่จุ๋มรับโทรศัพท์มีเสียงอื้อๆ คล้ายเสียงลมพัดเข้าโทรศัพ์ชัดมาก แสดงว่าคนที่โทรมาคงจะโทรจากด
ก่อนปลีกตัวไปอชิรวิศได้สอนหล่อนเล่นจนเป็นหลายอย่าง ที่จอมสุรางค์ติดใจและกำลังเพลิดเพลิน เมื่อมีเจ้าหน้าที่ในคาสิโนเดินเข้ามาพูดเสียงนอบน้อมว่ามีโทรศัพท์ถึงหล่อน ก็คือตู้สล็อตแบบกดจอมสุรางค์ลุกไปรับโทรศัพท์ที่วางอยู่มุมเคาน์เตอร์ ไม่ได้สงสัยเลยว่าจะเป็นใครอื่น นอกจากคนที่เพิ่งผละไปไม่ทันจะถึงสิบนาที“มีอะไรคะ...”“พี่จุ๋ม...”เสียงพูดสวนมาฟังสั่นกระเส่าอย่างคนกำลังตกใจขีดสุด แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็จำได้ว่าเป็นเสียงของน้องชาย“ช่วย...ผมด้วย พวกมันจับตัวผมมา พี่จุ๋ม”“เพชร!” หล่อนเรียกน้องชายด้วยเสียงลุกลน “เพชรอยู่ที่ไหนบอกพี่ พวกไหนจับตัวเพชรไปไหน? แล้วมันต้องการอะไร เพชร...เพชร ได้ยินพี่มั้ย?”“ช่วยผมด้วย ผมกลัว...พี่จุ๋มต้องทำตามที่พวกมันบอกทุกอย่างนะ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่เหลือชีวิตกลับไปพบใครอีกแล้ว”“จ้ะ จ้ะ พี่สัญญา พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เพชรปลอดภัย เพชรต้องเข้มแข็งนะอย่า...กลัว จำได้ใช่มั้ยที่เราเคยเล่นกัน... อัศวินทะนง?”“ครับ ผม...จำได้ ผมจะไม่กลัว แต่พี่จุ๋มต้องมา...ช่วยผมนะ”มีเสียงครืดคราด คล้ายกับมีลมพัดเข้าโทรศัพท์ที่อยู่ปลายสายจอมสุรางค์พยายามจะ “ฮัลโหลๆ” แต่พอมีเสี
สรุปผลการพูดคุยหลังจุมพิตสะเทือนโลก จอมสุรางค์ต้องย้ายจากห้องพักหมายเลข 412 ที่เคยพัก มาพักห้อง414 ที่ชายหนุ่มพักอยู่เหตุผลสองข้อที่หล่องจำต้องยอม หนึ่ง นอกจากหล่อนจะไม่สามารถพักที่ห้องเพิ่งมีคนถูกฆาตกรรมสอง...ยังเป็นการง่ายที่เขาจะช่วยดูแลหล่อนให้ได้รับความปลอดภัยจอมสุรางค์พยายามหาทางออกแต่ตันไปเสียทุกทาง บนเรือไม่เหลือห้องว่างเลยคนที่ช่วยตัดสินให้ทำตามข้อสรุปก็คือบิดาของหล่อน เมื่ออชิรวิศติดต่อไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเครื่องมือสำหรับสื่อสารที่ทั้งสองฝ่ายใช้ติดตั้งกล้อง จึงสามารถพูดคุยกันอย่างเห็นหน้าเห็นตาบิดาของหล่อนพูดมาสีหน้าขึงขังหลังจากฟังเรื่องราวจบลง“ในเมื่อห้องพักพี่เขาเป็นห้องชุด มีห้องนอนสองห้อง จุ๋มก็พักกับพี่เขาละกันพ่อจะได้ไม่ห่วงมากนัก แล้วก็เชื่อฟังพี่เขาด้วยล่ะ อะไรที่เขาห้ามก็อย่าทำ พ่อรับรองได้ว่าอชิมีความหวังดีต่อจุ๋มพอๆ กับพ่อ”บิดาบอกมาเป็นคำขาดด้วยน้ำเสียงจริงจังขนาดนั้น หล่อนจะพูดอะไรได้ล่ะนอกจากตอบกลับไปว่า “ค่ะ พ่อ” ทั้งที่คันปากยิบๆ อยากโพล่งออกไปเสียจริง ก่อนที่เขาจะติดต่อไปหาท่านนั้น คนที่ท่านไว้ใจนักหนา ฉวยโอกาสที่หล่อนใจอ่อน ยอมให้เข้าถึงเนื้อ







