ช่วงค่ำ
@JK Club โซน VVIP
เสียงดนตรีสากลบีตหนักคลอเบา ๆ ในคลับที่ตกแต่งด้วยความลักเชอรี บรรดานักธุรกิจและไฮโซทั้งหลาย ต่างเข้ามาสังสรรค์และเจรจาพูดคุยธุรกิจที่นี่เพราะให้ความเป็นส่วนตัว
เพราะผู้เข้ามาได้ต้องมีบัตรสมาชิกของคลับเท่านั้น ซึ่งการจะเป็นสมาชิกได้ ต้องได้รับการพิจารณาจากเจ้าของคลับเป็นอย่างดี
ที่มุมส่วนตัวของเจ้าขุนและเหล่าเพื่อนสนิทตอนนี้มีเพียงบุรุษหนุ่มสี่คนที่นั่งดื่มด่ำบรรยากาศและสนทนากันตามประสาชายหนุ่ม
“ไงตี๋น้อย...ทำงานวันแรก”
เสียงทุ้มเอ่ยถามมือหนายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ ขาเรียวยาวยกขึ้นไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังเนื้อดีตัวยาวตรงข้ามกับน้องชายผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง
“ก็ดีครับเฮีย” เจ้าของเครื่องหน้าคมคายยกยิ้มขึ้นบาง ๆ ดวงตาสีนิลมองไปยังเจ้าขุนที่นั่งเอนกายพิงโซฟาอย่างอารมณ์ดี
“ดี...จนยัยไวน์หงุดหงิดอยากเปลี่ยนพาร์ตเนอร์เลยละ” เวกัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขำพลางมองไปยังโชแปงที่นั่งอมยิ้มเมื่อได้ยินประโยคที่ไม่คิดว่า พี่คนสวยจะไปเสนอความคิดนี้กับพี่ชายของเธอ
“ดีแล้วทำไมอยากเปลี่ยน...มีปัญหาอะไรรึเปล่า?”
ภีม ชายหนุ่มที่ปกติไม่ค่อยจะพูดสักเท่าไร เอ่ยขึ้นเพราะปกติไม่เคยเห็นเพื่อนสาวจะมีปัญหาอะไรกับใคร
“เจี่ยเจียไม่ชอบหน้าผมรึเปล่า?” เขาพูดติดเล่นนิด ๆ
“โสดแล้ว อารมณ์สวิงจังนะยัยตัวแสบ” เจ้าขุนบ่นพึมพำถึงเพื่อนสาว
“โสด?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเพื่อเป็นการถามย้ำ ถึงจะจำได้ว่าวันที่มีซัมทิงกันเธอเคยบอกแล้ว แต่เขาก็อยากได้ความชัวร์จากปากเหล่าเพื่อนสนิทของเธออีกที
ก็นะ...พี่คนสวยดูดื้อขนาดนั้นในใจก็คิดว่าเธอแค่พูดตามอารมณ์เบื่อ ๆ ของวันนั้นเฉย ๆ พอได้ยินแบบนี้ก็ทำให้เขารู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก มันเหมือนหัวใจกำลังเต้นรัวขึ้นทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เลยสักนิด จนเผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัวจนคนอายุมากกว่าสามคนสังเกตได้ถึงอาการ โดยเฉพาะพี่ชายลูกพี่ลูกน้อง
“ไง...สนใจเจี่ยเจียคนสวยรึไงไอ้ตี๋”
เขาไม่ได้เอ่ยตอบแต่ก็พอจะทำให้สามคนที่เหลือพอเดาได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
“แล้วพักอยู่ชั้นเดียวกันไปอีก กูว่าสนุกแน่!!”
น้ำเสียงติดขำพร้อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อนึกถึงสีหน้าของน้องสาวฝาแฝดเวลาทำหน้าเสียอารมณ์ยามเจอเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
เวกัสรู้เพราะว่าบังเอิญเจอโชแปงวันที่เขาไปดูห้องพร้อมกับภีม เพราะภีมเป็นเจ้าของโครงการคอนโดฯ ที่พวกเขาอาศัยอยู่
“แล้วยัยไวน์รู้ยัง? อย่าบอกนะว่า!!” ภีมเลื่อนสายตามองทุกคนในห้องทีละคน การไม่ตอบและยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนให้กับภีมเป็นอย่างดีว่า
ไวน์ยังไม่รู้เรื่องนี้
เมื่อนึกถึงใบหน้าสวยที่บึ้งตึง แววตาติดงอนนิด ๆ และเสียงดุเหมือนแมวน้อยขู่ฟ่อ ๆ ของพี่คนสวยก็ทำเอาโชแปงนึกอยากให้ถึงวันที่เธอรู้ขึ้นมาเร็ว ๆ เขาอยากรู้รีแอกของเธอว่าจะเป็นยังไง
✿ ✿ ✿
สามวันต่อมา...
โชแปงและทีมงานจากฮ่องกงอีกสี่คนเข้ามาวางแผนระบบงานของทางโรงพยาบาลตั้งแต่เช้า การทำงานของเขาและทีมงานดูจริงจังและตั้งใจกันมาก จนทีมงานทางไทยที่ทำงานด้วยแอบเกร็งกันเป็นระยะ เพราะการทำงานที่มาก่อนเวลาและทำงานกันแบบทุ่มเทชีวิตมาก
เวลา 10.30 น.
เวณิกาเข้าโรงพยาบาลช้าเพราะเมื่อคืนนี้เธอกลับไปนอนที่บ้าน ทันทีที่เธอก้าวออกจากลิฟต์ชั้นผู้บริหาร เธอก็รีบเดินตรงไปยังห้องทำงานของตัวเองทันที
แต่เหมือนพระเจ้าจะเล่นตลกกับเธออีกแล้ว
เมื่อร่างสูงที่คุ้นเคยเดินออกมาจากห้องทำงานของทีมวางระบบของโรงพยาบาล ซึ่งห้องนั้นดันอยู่ถัดไปจากห้องทำงานของเธอเพียงสามห้อง เธอพยายามทำเป็นไม่เห็นเขา แล้วรีบสาวเท้าเพื่อที่จะรีบเปิดประตูเข้าห้องทำงานของตัวเองให้เร็วที่สุด
แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อความเร็วมันเป็นของปีศาจ
“มาพอดีเลย...ผมมีเรื่องจะคุยด้วยพอดี”
ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าสวยที่พยายามฝืนยิ้มธุรกิจให้เขาอยู่ เพราะอยู่ในโรงพยาบาลเธอจึงจำต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้บริหารไว้ จะแสดงท่าทีเหวี่ยงใส่คนตรงหน้าก็จะดูไม่ดี
“แต่ฉันว่าฉันไม่มีนะ” เธอแค่อยากรักษาระยะห่างกับเจ้าหมาเด็กตรงหน้าให้ได้มากที่สุด อยากสนทนาด้วยเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น เรื่องอื่นที่นอกเหนือไม่จำเป็นเธอก็ไม่อยากสนทนาด้วยสักเท่าไร
เธอไม่ได้เกลียดรึไม่ชอบขี้หน้าอะไรเขาหรอกนะแต่เธอแค่รู้สึกว่า การใกล้ชิดกันมากเกินไปมันจะไม่เป็นผลดีต่อเธอ
เพราะเธอไม่ชอบอาการของตัวเองเวลาอยู่ใกล้ชายตรงหน้าเอาซะเลย เหมือนสมองเธอกับร่างกายเธอมันชอบทำงานสวนทางกัน
จนเธอไม่มั่นใจว่ามันคืออาการอะไร
“แต่มันเป็นเรื่องงานนะครับ เพี่ยวเลี่ยง เสี่ยวเจี่ยเจีย (พี่สาวคนสวย) ”
“อย่ามาหลอกด่าฉันเป็นภาษาจีนนะ เด็กบ้า” ไวน์เอ่ยเสียงดุพร้อมขึงตาใส่ร่างสูงตรงหน้า
ทำท่าทางน่ารักฉิบหาย...
นี่คือดุแล้วสินะ...ดุยังไงให้น่ารักขนาดนี้วะ
“เปล่าด่าสักหน่อย ผมชมต่างหากล่ะ” เจ้าของเครื่องหน้าคมคายยกยิ้มกวน ๆ ทำเอาคนตัวเล็กตรงหน้ากำหมัดแน่นเพราะความกวนประสาท
“แล้วจะเข้าห้องได้ยังครับ ผมอยากจะ...เอา...” จงใจเว้นคำพูดให้คนฟังคิดไปไกลซึ่งมันก็ได้ผลดีซะด้วย
“นี่!!!...อย่ามาพูดทะลึ่งนะ”
นั่นไงล่ะ เขาเดาผิดซะที่ไหน
อาการหน้าแดง หูแดง เพราะความคิดที่ทำให้เขินของเธอทำเอาเขาหยุดแกล้งเธอไม่ได้ อยากแกล้งให้เธอเสียอาการบ่อย ๆ
“ทะลึ่งตรงไหน แค่อยากเอาแพลนงานให้ดู นี่เจี่ยเจียคิดไรอยู่ครับเนี่ย?”
โปรแกรมเมอร์หนุ่มทำเป็นไขสือ ทั้งที่จงใจพูดให้เธอเข้าใจไปในทางเรื่องนั้นเองแท้ ๆ ขายาวก้าวเดินเข้าไปหาคนตัวเล็ก ทำให้เธอถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณจนแผ่นหลังบางติดผนังทางเดิน
“งั้นก็ตามมา” เธอเบี่ยงตัวออกมาจากสถานการณ์ล่อแหลมตรงหน้า แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของตัวเองโดยมีหมาเด็กตัวโตเดินตามเข้าไปอย่างอารมณ์ดี
เวณิกาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของตนเอง แขนเรียวยกขึ้นกอดอก ตาคู่สวยจ้องมองร่างสูงที่เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของเธอด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดเล็กน้อย
มือหนาวางไอแพดลงบนโต๊ะทำงานก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้าคนตัวเล็กที่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่ ทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความสงสัย
“อะไร?”
“ขอโทรศัพท์ด้วยครับ” ปากหยักเอ่ยถึงความต้องการ
“เอาไปทำไม.. ฉันไม่ให้!!” น้ำเสียงปนหงุดหงิดเพราะความโมโหที่คนตรงหน้าดูจะมาวุ่นวายกับเธอมากเกินไป มันเกินไป เพราะเธอไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับของส่วนตัวของเธอ
“งั้นเรื่องของเราคืนนั้น...”
หน็อย! ไอ้เด็กนี่เอาเรื่องนี้มาขู่เธอ
เธออยากจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ อยากจะหยุมหัวคนตรงหน้าที่มันเจ้าเล่ห์เกินไป รู้ว่าถือไพ่เหนือกว่าจะทำไงกับเธอก็ได้งั้นสิ เธอชักจะหมดความอดทนแล้วสิ ปกติเธอไม่จำเป็นต้องยอมใครขนาดนี้สักหน่อย
“หยุดพูดเรื่องคืนนั้นสักที ฉันไม่ได้บังคับนายสักหน่อย ต่างคนต่างได้สิ่งที่ต้องการก็น่าจะจบได้แล้วนี่” เธอโพล่งออกไปอย่างเหลืออดเมื่อถูกขู่บ่อย ๆ จากเรื่องบ้านั่น มันไม่ต่างอะไรจากการแบล็กเมลเลยเหอะ
“ก็ใช่ครับ...แต่ผมไม่จบเพราะเจี่ยเจียมาพรากเวอร์จินของผมไป!!!”
“...”
“ผมเสียหายนะ ผมตั้งใจจะเก็บมันไว้ให้ภรรยาในอนาคตของผม”
หา...ไอ้เด็กนี่พูดเหมือนเธอบังคับขืนใจ
แล้วคืออะไร...เวอร์จินเหรอ?
การกระทำไม่ได้ดูเวอร์จินเลยเหอะ ออกจะช่ำชองด้วยซ้ำ
“อย่าบอกนะว่าไม่เชื่อผม” เพราะสีหน้าเธอตอนนี้มันแสดงออกมาก ๆ ว่าไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย
“ก็ดูเก่งซะขนาดนั้น ใครจะเชื่อ” ปากเล็กรีบเม้มหากันเป็นเส้นตรงเมื่อหลุดพูดสิ่งที่คิดออกไป
เชี่ยละ...แพ้เสียงในหัวเฉย
คำพูดนั้นทำเอาคนฟังแอบอมยิ้ม เพราะเหมือนเธอชมว่า เซ็กซ์ของเขานั้นทำเธอทำให้เธอจดจำและประทับใจเสียอย่างนั้น
“แสดงว่าเจี่ยเจียชอบ ที่ผมทำให้ใช่รึเปล่า?” เครื่องหน้าคมคายยื่นเข้าไปหาร่างบางตรงหน้าที่เริ่มเสียอาการ
“นี่โชแปงอย่ามากวนประสาทฉันนะ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนายนะ”
ทำเป็นโกรธจัดเพราะต้องการกลบเกลื่อนอาการประหม่า หน้าเริ่มแดง พูดจาอะไรก็เข้าทางคนตรงหน้าไปเสียหมด
“ไม่ใช่เพื่อนแน่นอน...เพื่อนกันเขาไม่เอากันครับ”
“นายนี่มัน!!!”
“มันยังไงครับ” ทำหน้าทะเล้นจนเธออยากจะข่วนหน้าหล่อ ๆ นั่นให้เสียโฉมซะจริง ๆ
“มาครับ ขอโทรศัพท์ด้วย”
มือหนายื่นไปตรงหน้าเธออีกครั้ง ดวงตาคมจ้องมองเหมือนเป็นการบอกว่ายังไงเธอก็ต้องยอมทำตาม มือเล็กหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายใบโปรด ส่งให้คนตรงหน้าด้วยอารมณ์ไม่เต็มใจนัก
“ปลดล็อกด้วยครับ” ไวน์ดึงโทรศัพท์กลับไปปลดล็อกหน้าจอแล้วส่งกลับให้คนตรงหน้าอีกครั้ง
“นี่ครับ เบอร์โทร แล้วก็คอนแท็กต์ของทุกแอปฯ ผมคอนเน็กไว้ให้หมดแล้ว”
เขายื่นโทรศัพท์คืนเธอ เมื่อพิมพ์ข้อมูลติดต่อของตนเองเรียบร้อยแล้ว แต่ก็เหมือนจะเดาความคิดดักทางคนตรงหน้าได้
“อ้อ อย่าคิดบล็อกนะครับ ไม่งั้นผมไปเคาะห้องเจี่ยเจียแน่” คำขู่ที่เหมือนจะทำให้คนฟังดูตกใจไม่น้อย
“ฮะ!! เคาะห้อง? อย่าบอกนะว่า...”
ชาติที่แล้วฉันไปทำอะไรไว้เนี่ย...
“ครับ เราอยู่คอนโดฯ เดียวกัน ชั้นเดียวกัน”
ฉันหนีไม่พ้นแล้วสินะ...