เข้าสู่ระบบค่ำคืนนั้นฮ่องเต้ทรงมีราชโองการเปลี่ยนแปลง เลื่อนการจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นลี่อย่างกะทันหัน อ้างว่าองค์หญิงทรงประชวรจึงไม่มีพระทัยจัดงานเลี้ยงรื่นเริง
เท่านี้ชัดเจนแล้วว่าองค์หญิงกู่หลันอิงมีน้ำหนักในพระทัยของพระราชบิดามากเพียงไร
ทว่า... บัดนี้ทางคณะทูตจากแคว้นลี่เองก็มีปัญหาบางอย่างที่ต้องจัดการเช่นเดียวกัน
ภายในตำหนักรับรองคณะทูตคล้ายถูกเมฆหมอกสีดำปกคลุม ทหารผู้ติดตามถูกสั่งให้เฝ้ารออยู่ด้านนอก หากไม่ได้รับคำสั่งก็ห้ามเข้าไปด้านในเป็นอันขาด
“องค์ชาย”
ฟ่านอู๋เฉียวยืนอยู่เบื้องหน้าผู้เรียก ทว่าเด็กชายกลับเบนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่ได้ยินเสียงทุ้มดังกล่าว
ชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดมองแววตาดื้อดึงซึ่งถอดแบบมาจากมารดาก็พลันถอนหายใจ “เฉียวเฉี่ยว”
ขวับ!
สรรพนามใช้เรียกที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ฟ่านอู๋เฉียวหันมาถลึงตามองคนเรียกอย่างหัวเสีย “เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเรียกชื่อนี้!”
หยวนเซ่าซึ่งสวมชุดลำลองเรียบง่ายเลิกคิ้วพลางยกมือกอดอก “ในเมื่อทรงมิได้เป็นใบ้หูหนวก กระหม่อมค่อยเบาใจหน่อย”
ถ้อยคำจิกกัด รังแต่จะทำให้อารมณ์ของฟ่านอู๋เฉียวดำดิ่งลงกว่าเดิม ผู้ที่อยู่เบื้องหน้านอกจากจะเป็นพระอาจารย์ผู้สอนสิ่งต่างๆ ให้เขาแล้ว อีกฝ่ายยังเป็นถึงน้องชายของมารดาซึ่งรับตำแหน่งรองเสนาบดีแห่งแว่นแคว้น
แต่เนื่องจากหยวนเซ่าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน วันนี้ทั้งวันเขาจึงปลอมตัวเป็นชาวบ้านเดินสำรวจไปทั่วเมืองหลวง ปล่อยให้ฟ่านอู๋เฉียวทำหน้าที่เป็นราชนิกุลที่ดีโดยการเข้าเฝ้าฮ่องเต้และไปพบกับว่าที่คู่หมั้น
ยิ่งเมื่อนึกถึงใบหน้าอวบอูมที่พูดจาอวดฉลาดนั่นแล้ว ฟ่านอู๋เฉียวก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเป็นทวีคูณ
“มีอะไรจะพูดก็รีบพูด ข้าจะนอนแล้ว”
“วันนี้กระหม่อมได้รับรายงานจากทหาร เกี่ยวกับพฤติกรรมของพระองค์ที่มีต่อองค์หญิงน้อย” หยวนเซ่าเข้าประเด็นทันทีโดยไม่ให้เสียเวลา ร่างสูงโปร่งย่อตัวลง ใบหน้าหล่อเหลาสมกับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนุ่มหน้าหยกอยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่อายุน้อยกว่าเขาถึงเก้าปี “ต่อให้ทรงไม่ชื่นชอบการถูกบังคับให้หมั้นหมาย แต่พระองค์จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ”
“เพราะนางอัปลักษณ์!”
ผู้ฟังเลิกคิ้ว “เพราะเหตุผลเพียงแค่นั้น องค์ชายถึงกับต้องทำร้ายน้ำใจขององค์หญิงเชียวหรือ”
ฟ่านอู๋เฉียวกลอกตาล่อกแล่ก ความจริงเนื้อแท้เขามีความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่เป็นเพราะถูกเลี้ยงอย่างตามใจมาจนเคยตัว เขาจึงไม่คิดยอมรับว่าตนเองทำผิด “ข้ารังเกียจแววตาถือดีของนาง!”
หยวนเซ่ายืนเต็มความสูงพลางถอนหายใจเสียงดัง “ความสัมพันธ์ของสองแคว้น จะให้มาร้าวฉานด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร”
“แต่...แต่ข้า...!”
“ไปขออภัยองค์หญิงเสีย”
ฟ่านอู๋เฉียวแหงนหน้ามองผู้เป็นศักดิ์เป็นน้า เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ข้าบอกให้องค์ชายเสด็จไปขอโทษองค์หญิงเสีย” รองเสนาธิการหนุ่มกล่าวย้ำอีกหน
“ข้า... ข้าไม่ไป!” เด็กชายเถียงกลับ เรื่องอะไรเขาต้องไปขอโทษนาง
ก็นางอัปลักษณ์จริงๆ เรื่องนี้เขาไม่ได้โกหกเสียหน่อย!
“ดี” คนอายุมากกว่าหรี่ตามองเขา “ตกลงองค์ชายจะไม่เสด็จไปใช่หรือไม่”
การถามย้ำอีกหนส่งผลให้ฟ่านอู๋เฉียวเริ่มมีสีหน้าไม่มั่นใจ ทว่ามันก็แค่พริบตาเดียวก่อนที่เขาจะสะบัดหน้าไปอีกทาง “ใช่! ข้าจะไม่ไปเด็ดขาด”
“ได้” ในเมื่อไม่สำนึก หยวนเซ่ามองว่าต่อให้ใช้กำลังลากไปก็คงไม่มีประโยชน์ ในทางกลับกันอาจทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงกว่าเดิม
คิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็หมุนกายเดินตรงไปที่ประตู
“นั่นท่านจะไปไหน!” เสียงของฟ่านอู๋เฉียวร้องถามอย่างร้อนรน หยวนเซ่าหันหน้ากลับมา
“ในเมื่อองค์ชายไม่ไป กระหม่อมก็จะเป็นคนไปขอโทษองค์หญิงเอง”
เด็กชายรีบวิ่งมาขวางรองเสนาบดี “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษนาง เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“องค์ชาย พวกเราสองคนเดินทางมาที่นี่ในฐานะทูตของแคว้นลี่ หากความสัมพันธ์ของสองแคว้นต้องร้าวฉาน ผู้ที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่พระองค์หรอก... แต่เป็นกระหม่อมที่ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ต่างหาก” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขารู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ยอมผ่อนปรนให้หลานชายมาโดยตลอด ถึงฟ่านอู๋เฉียวจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท แต่ก็ถือว่าได้รับความเอ็นดูจากฮ่องเต้มากพอที่จะถูกพะเน้าพะนอจนเสียคน
“กระหม่อมคงต้องไปแล้ว เกรงว่าหากช้าเกินไป องค์หญิงจะเข้าบรรทมเสียก่อน”
คนฟังพลันหัวใจเต้นแรง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมีเปลวเพลิงร้อนแรงจุดอยู่“เจ้าจะบอกว่า... เจ้ารู้ตัวว่ารักข้าเพราะจูบนั่น?” คนถูกถามเบือนหน้าหนี ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงลำคอ ผิดด้วยหรือที่นางจะรู้ตัวว่ารักเขาตอนที่จุมพิตครั้งแรกอาตงช่างเป็นบุรุษที่ไม่ละเอียดอ่อนเอาเสียเลย! “เช่นนั้น ฮองเฮาของข้าก็เตรียมใจไว้ให้ดีเถิด” ฟ่านเหว่ยตงคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย เลื่อนเอี๊ยมตัวบางออกจากเรือนร่างขาวผ่อง “ข้าจะทำให้เจ้าหลงรักข้าทุกวัน” เขาก้มลงจุมพิตลงบนกลีบปากสวย ฉวยโอกาสที่นางอ้าปากหายใจเข้าไปตักตวงอย่างลึกล้ำ หอมหวานและร้อนแรง “เจ้าโกรธไหมที่ข้ารู้ตัวช้า” กู่หลันอิงถามเมื่อเขาเว้นช่วงให้นางได้พักหายใจ สีหน้ามีเค้าความไม่สบายใจอยู่หลายส่วน “เด็กโง่ คนซื่อบื้ออย่างเจ้าก็ยอมรับว่ารักข้าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ข้าจะกล้าโกรธเจ้าได้อย่างไร” “ข้าไม่ได้ซื่อบื้อ” นางย่นคิ้ว “ใต้หล้าแห่งนี้มีแค่เจ้าคนเดียวที่บอกว่าข้าซื่อบื้อ” “ก็เจ้าซื่อบื้อจริงๆ นี่” กู่หลันอิงเชิดใบหน้างาม นางรึก็อ
เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการแพทย์ ผู้คนจึงพากันหันไปทำอาชีพอื่น แต่ครั้นกู่หลันอิงรับการดูแลและส่งเสริมทางด้านนี้อย่างเต็มกำลัง จำนวนผู้คนที่ล้มป่วยของทั้งแคว้นเว่ยและแคว้นลี่ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โรงหมอถูกเปิดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสำนักแพทย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องราษฎรต่างทำมาหากินและใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ไพร่ฟ้าตื่นมาด้วยเสียงหัวเราะและหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มบัดนี้แคว้นเว่ยและแคว้นลี่ล้วนแข็งแกร่ง ความสัมพันธ์นับวันยิ่งแน่นแฟ้น เติบโตทั้งทางด้านกำลังทรัพย์และกำลังคน กลายเป็นแคว้นมหาอำนาจที่น่าเกรงขามหญิงสาวคิดพลางยกยิ้มน้อยๆ ทุกวันนี้ทั้งนางและสามีต่างแข่งกันทำงาน จนพี่สี่ซึ่งเวลานี้ทำหน้าที่เป็นทูตแลกเปลี่ยนเริ่มบ่น‘เพราะถ้าเจ้านายทำงานหนัก ลูกน้องก็ต้องพลอยขยันทำงานหนักตามเจ้านายไปด้วย’เรื่องนี้จะโทษนางก็ไม่ได้... ในเมื่อยามเด็กพวกพี่ชายต่างเขี่ยวเข็ญให้นางรีบสร้างผลงาน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแต่งงานกับคู่หมั้นของตนเอง“เสด็จแม่ๆ ” เจ้าของเสียงเล็กกระตุกชายแขนเสื้อนางอย่างเรียกร้องความสนใจ“ว่าอย่างไร มู่เอ๋อร์” นางถามพลางหอมแก้มนุ่มยุ้ยอย่างรักใคร่“เสด็จแม่ทรงร
บทส่งท้าย หลายปีต่อมา...“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ร้องเรียกจากด้านหลัง ส่งผลให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าในชุดมังกรทองห้าเล็บละสายตาจากคู่สนทนาไปมองผู้มาใหม่ แววตาพลันอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน “อามู่” ฟ่านเหว่ยตงเรียกบุตรชายวัยสามขวบที่เดินมาหาเขาถึงห้องอักษร สีหน้าของคนตัวเล็กตุ้ยนุ้ยมุ่งมั่นจริงจัง ชวนให้นึกถึงใบหน้าของผู้เป็นภรรยาในวันเด็ก “อามู่โตขึ้นเพียงนี้เชียวหรือ” หยวนเซ่าถามพลางยกมือลูบเคราที่ไว้ยาวเพื่อให้ดูภูมิฐานตามอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฮ่องเต้หนุ่มใช้พระหัตถ์ช้อนพระโอรสขึ้นมานั่งบนพระเพลาแกร่ง ฟ่านเหว่ยตงเพิ่งขึ้นครองราชย์เมื่อสามปีก่อน หลังจากฮ่องเต้องค์ก่อนซึ่งเป็นพระเชษฐาเสด็จสวรรคต ช่วงเวลาดังกล่าวมีเสียงคัดค้านมากมาย พวกเขาคาดหวังให้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นทายาททางตรงซึ่งสืบทอดจากสายเลือดของฮ่องเต้พระองค์ก่อน บ้างก็สนับสนุนองค์ชายใหญ่ บ้างก็สนับสนุนองค์ชายรอง ทว่าในราชโองการได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องขึ้นครองราชย์คือฟ่านเหว่ยตงแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สาเหตุก็เพราะบุรุษ
กู่หลันอิงยกมือขึ้นมาแตะปิ่นปักผมที่อาตงเสียบให้เองกับมือ ใบหน้าเห่อแดงขึ้นน้อยๆ “ข้า... ข้าไม่มีของขวัญให้เจ้าหรอก”“หืม?” ทวนถามเสร็จก็เผยสีหน้าผิดหวัง “ข้าเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับเพื่อมามอบของขวัญให้เจ้า แต่เจ้าอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายกลับไม่มีของขวัญให้ข้าเลยสักชิ้นเชียวหรือ”“เพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะมา จึงไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้” นางตอบอ้อมแอ้มด้วยสีหน้ารู้สึกผิดคราวนี้ถือว่านางผิดเต็มๆผู้ที่ดีใจกับการได้พบหน้าก้มหน้ามองพื้นหงอยๆ “คะ...คราวหน้า ข้าจะชดเชยให้เจ้านะ”ฟ่านเหว่ยตงถอนหายใจ “ข้าไม่รอคราวหน้าแล้ว”กู่หลันอิงก้มหน้าต่ำกว่าเดิมจนเห็นปลายเท้าของบุรุษเบื้องหน้า “แล้วเจ้าอยากได้อะไรหรือ หากไม่เหลือกว่าแรง ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง”มุมปากของผู้ที่แสร้งน้อยใจกระตุกขึ้นนิดๆ อาศัยจังหวะที่องค์หญิงน้อยมิทันตั้งตัว ยื่นมือไปรั้งคางมนให้เชยขึ้น แล้วประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของนางหญิงสาวร่างแข็งค้างประหนึ่งเป็นก้อนหิน ความแดงจากหน้าลามสู่ใบหู “จะ...เจ้า...”“ถือว่าเป็นของขวัญของเกิดของข้าก็แล้วกัน” ฟ่านเหว่ยตงยิ้มร่าเริง นัยน์ตาสีประหลาดพราวระยิบระยับ “ข้าต้องไปแล้ว”ผู้ท
“ได้อย่างไรกัน เมื่อครู่นี้ข้ายังเห็นท่านคุยกับนางอยู่เลย!”“ก็นางไม่อยู่แล้ว”“เอ่ะ! ท่านนี่!” ผู้ที่โดนขัดยังคงมิยินยอม“น้องรองกับร้องสี่อยู่ที่ไหนเสียเล่า”“เสด็จพ่อเรียกไปคุยด้วยเป็นการส่วนตัว พี่ใหญ่ ตกลงอิงอิงอยู่ที่ใดกันแน่”“ดีแล้วๆ” ผู้เป็นพี่ชายสีหน้าเรียบเฉย เสมือนคำเร่งเร้าของกู่ฉินเป็นเพียงสายลมไร้ตัวตนที่พัดผ่านไปเฉยๆบุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองสามีกับน้องชายของเขาที่อายุมากแล้วยังพูดคุยกันเหมือนเด็กนับว่ายังโชคดีที่บริเวณนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามารบกวน มิเช่นนั้นแคว้นเว่ยคงขายหน้าเป็นแน่“เจ้ามาก็ดีแล้ว มาช่วยข้ารับแขก” กู่ฉินมัดมือชกคนอายุน้อยกว่า“แต่ข้า...”พี่ชายคนโตไม่สนใจน้ำเสียงทักท้วงของกู่ฉิน ครั้นเห็นคนที่ใบหน้าคุ้นตาก็รีบเอ่ยปากร้องทัก “อา... ท่านอำมาตย์อยู่นี่เอง องค์ชายสามกำลังอยากปรึกษาเรื่องชลประทานกับท่านอยู่พอดี”งานเลี้ยงฉลองวันเกิดดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยที่น้อยคนนักจะรู้ว่าผู้ที่เป็นคนจัดงานเลี้ยงในวันนี้คือผู้เป็นเจ้าของวันเกิดนั่นเองทางด้านหนึ่ง เหล่าองค์ชายกำลังช่วยรับหน้าอาคันตุกะผู้มาเยือน อีกด้านหนึ่งอี้หลานก็นำทางกู่หลันอิงมายังห้องเล็กซึ่งมีตั่งยาว เก
หลายทิวาราตรีผ่านพ้น เวลาจากวันทบรวมกันกลายเป็นเดือน ก่อนหน้านี้มีเสียงเล่าลือกันหนาดูว่าความสัมพันธ์ของสองแว่นแคว้นเกิดความร้าวฉาน แม้ทางแคว้นลี่จะให้เหตุผลว่าองค์หญิงทรงประชวรจึงไม่ได้มาร่วมงานขององค์รัชทายาทดังปีที่ผ่านมา ทว่าผู้คนต่างก็เอาไปผูกรวมกับเรื่องเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นที่แดนใต้ บ้างก็ว่าองค์หญิงทรงขี้ขลาดตาขาว บ้างก็ว่าองค์รัชทายาททรงดูแลพระคู่หมั้นได้ไม่ดีพอ บ้างก็ว่าองค์หญิงทรงเสียโฉมจากเหตุการณ์ลอบสังหารดังกล่าว เนื่องจากเสด็จกลับแคว้นลี่ก็ไม่มีข่าวคราวว่าทรงเสด็จออกนอกวังเลยสักครั้ง แม้จะไม่มีผู้ใดกล่าวออกมาอย่างออกนอกหน้า แต่บุตรสาวของตระกูลขุนนางในแคว้นลี่คาดหวังจะให้สัญญาการหมั้นหมายระหว่างองค์รัชทายาทกับองค์หญิงกู่หลันอิงถูกยกเลิก พวกนางกระหายอยากได้อำนาจ อยากรับตำแหน่งมารดาของแผ่นดิน ทั้งเพื่อขยายอิทธิพลให้กับวงศ์ตระกูลและตนเอง รวมถึงได้เป็นฮูหยินชายาของว่าที่พญามังกรผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถในอนาคต ทว่าต่อให้มีเสียงโต้แย้งร้องขอจากขุนนางมากเพียงใด ฟ่านเหว่ยตงกลั
เป็นเพราะว่านางเดินทางมาต่างถิ่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินจึงได้หวั่นไหวง่ายกว่าปกติ อุณหภูมิจากร่างสูงโปร่งที่สูงกว่า ทำให้กู่หลันอิงเริ่มอุ่นร้อน ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้นางรู้สึกว่าตนเองไม่ต่างจากกระต่ายตัวน้อย ที่มิอาจต่อกรกับพละกำลังของราชสีห์ หัวใจขอ
นางพูดจบก็เดินฉับๆ จากไปอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่กู่หลันอิงได้สติก็มุ่งหน้าเดินทางต่ออากาศที่แดนใต้ค่อนข้างอบอุ่นมากกว่าตอนเหนือ วิวทิวทัศน์รายล้อมด้วยขุนเขา สวยงามตระการตา การที่สถานที่แห่งนี้มีโรคระบาดเกิดจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด สี่วันก่อนนางกับคณะแพทย์ที่เดินทางมาด้วยกันออกสำรวจก็เจอสัตว์เน่าตายอยู่ท
คำถามขององค์ชาย ส่งผลให้กู่หลันอิงผินใบหน้ากลับไปแล้วเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ“สายธาราไหลจากที่สูงลงที่ต่ำฉันใด เวลาที่ไหลไปก็ไม่มีวันย้อนกลับฉันนั้น” น้ำเสียงของนางนุ่มนวลกว่าเคย “องค์ชายตัดสินพระทัยเรื่องนี้ไปแล้ว การครุ่นคิดถึงแต่เรื่องในอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้มิอาจทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ทรงตัดใจ
“กู่หลันอิง” เสียงเรียกจากบุรุษที่ดังขึ้นด้านหลัง ส่งผลให้เด็กสาววัยสิบสองซึ่งกำลังชี้บอกนางกำนัลเรื่องการตกแต่งโถงทางเดินสำหรับการจัดงานเลี้ยงผินใบหน้ากลับมาความงามที่นับวันยิ่งเจิดจรัสส่งผลให้หัวใจของผู้มองเต้นระรัวตึกตัก... ตึกตัก...“องค์ชาย” กู่หลันอิงทำความเคารพอีกฝ่ายอย่างสุ







