Masukในวัยเด็ก องค์หญิงกู่หลันอิง ถูกบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมายปรามาสรูปลักษณ์หน้าตาว่า 'หมูอ้วนอัปลักษณ์' ถึงขั้นถอนหมั้นโดยให้เหตุผลว่าไม่อาจรับคนเช่นนางเป็นภรรยา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นทางเขาที่ส่งสัญญาหมั้นหมายมาให้ตั้งแต่นางอายุสองขวบ! ทว่าสำหรับนางแล้ว การถูกถอนหมั้นก็ไม่ต่างจากได้รับอิสรภาพ ใครจะนึกเล่าว่าหลายปีผ่านพ้น บุรุษคนเดิมจะมองนางด้วยสายตาหวานเชื่อม นอกจากนี้ยังมีบุรุษอื่นเข้ามาพัวพัน หึ... เห็นทีคงอยากถูกหมูอ้วนอัปลักษณ์ควักลูกตาดูกระมัง! องค์หญิงกู่หลันอิง ที่ถูกครอบครัวและพี่ชายทั้งหลาย ทะนุถนอมดั่งไข่ในหิน ผู้มีความเฉลียวฉลาด และจิตใจที่เพียบพร้อม จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง จากสายตาของผู้คนอย่างไร!
Lihat lebih banyakบทนำ
ตั้งแต่เด็ก นางมักถูกท่านอาจารย์ชมว่านางมีความจำที่ดีและแม่นยำกว่าผู้อื่น
ภาพวาด โครงกลอน เดินหมาก ดีดพิณ นางล้วนร่ำเรียนได้ไกลกว่าสตรีคนอื่นในวัยเดียวกัน ภายหลังจึงมีเวลาว่างศึกษาความรู้แขนงวิชาอื่นเพิ่มเติม
เนื่องจากมารดาลาจากโลกใบนี้ไปตั้งแต่นางอายุเพียงหกเดือน ผู้ที่เลี้ยงดูนางมาจึงเป็นนางกำนัล เสด็จพ่อและเสด็จพี่ทั้งหลาย
วันนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าโปร่งถูกเกลี่ยด้วยกลีบเมฆสีขาวที่เคลื่อนคล้อยไปมา
ฤดูใบไม้ผลิอากาศเย็นสบาย บุปผาในอุทยานจึงผลิบานชูช่อ กลิ่นหอมหวานละมุนเคล้ากับกลิ่นของน้ำชาที่ส่งควันขาวลอยฟุ้ง
ร่างอวบของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบนั่งอยู่ในศาลาใหญ่อย่างสงบ แก้มป่องเปล่งปลั่งสองข้างมีเลือดฝาดซับสีชมพู ดวงตาเรียวที่ถูกบีบอัดจากแก้มตุ่ยชื่นชมความงามของมวลดอกไม้ที่มีผีเสื้อดมดอม แม้จะเป็นเด็กอายุน้อย ทว่านางเติบโตมาพร้อมกับพี่ที่อายุมากกว่า ทำให้นางคิด และวางตัวเป็นนำหน้าอายุที่แท้จริงไปพอสมควร
“อี้หลาน”
เสียงหวานเล็กเอ่ยเรียกคนที่ยืนอยู่ข้างกาย
“เพคะ องค์หญิง”
กู่หลันอิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ชุดที่สวมใสเป็นสีชมพูอ่อนสดใส ตัดกับผืนหญ้าเขียวขจีด้านนอกศาลา “การเข้าเฝ้าของคณะทูตเสร็จแล้วหรือยัง”
“ทูลองค์หญิง ก่อนหน้าจะเสด็จมาที่อุทยาน ทหารได้มารายงานว่าคณะทูตได้ออกจากท้องพระโรงแล้วเพคะ”
หญิงสาวกะพริบตาครั้งหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนประหนึ่งว่าเป็นสีทองยามอยู่ในที่แจ้งฉายแววเบื่อหน่าย “ข้าอยู่ที่นี่ได้กี่ชั่วยามแล้ว”
“เกือบสองชั่วยามแล้วเพคะ” อี้หลานตอบอย่างนอบน้อม
กู่หลันอิงพยักหน้าน้อยๆ มิน่านางถึงได้รู้สึกอยากดีดพิณ
นางมักจะฝึกดีดพิณในเวลาเดิมทุกวัน เพราะมันมักจะตรงกับช่วงเวลาที่เหล่าพี่ชายเดินทางกลับมาจากค่ายทหารพอดี
เด็กหญิงคิดพลางปรายตาไปยังภูเขาจำลองหินทางด้านหลัง ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “เรากลับกันเถิด”
นางกำนัลคนสนิทถึงกับหน้าเสีย “จะไม่รอแล้วหรือเพคะ”
“หากไม่ใช่คนรักษาเวลา ข้าก็ไม่จำเป็นต้องรอ” กู่หลันอิงไม่เพียงพูดเปล่า ร่างอ้วนป้อมหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้
อีกฝ่ายรู้ทั้งรู้ว่าวันนี้เป็นวันนัดหมายพบกันครั้งแรกในฐานะคู่หมั้น แต่เขากลับเจตนามาช้าโดยไม่ส่งคนมาแจงสาเหตุ
ในเมื่อไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ แล้วนางจะอยู่รอต่อไปให้เสียเวลาทำไม?
กู่หลันอิงไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำสอง อี้หลานก็ค้อมศีรษะรับทันที “ข้าน้อยทราบแล้วเพคะ”
องค์หญิงหนึ่งเดียวในพระราชวังเปรียบเสมือนไข่มุกล้ำค่าของแว่นแคว้น การที่แคว้นลี่ไม่ให้เกียรติผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของที่นี่ พวกนางเองก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลารออีกต่อไปเช่นกัน
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบก้าวเดินอย่างเชื่องช้าโดยมีนางกำนัลสี่คนเดินตามหลัง อี้หลานกางร่มยืนอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งพวกนางล่วงผ่านเขตภูเขาหินจำลอง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงแหลมที่แสดงให้รู้ว่าผู้พูดยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ดึงดูดทุกสายตาให้หันไปมองโดยพร้อมเพรียงกัน
ผู้มาใหม่แต่งกายด้วยชุดที่แตกต่างจากพวกนางโดยสิ้นเชิง
เนื่องจากยังเป็นเด็กชาย อีกฝ่ายจึงไม่มีกลิ่นอายองอาจของบุรุษให้เห็น ทว่าผิวพรรณหน้าตา จัดเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวก็รับรองว่าเขาย่อมเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง
กู่หลันอิงมองเลยไปยังนายทหารแต่งกายแปลกตาที่ยืนถัดออกไป คาดคะเนจากอายุของเด็กชายและจำนวนทหารที่ติดตาม คาดว่าคนผู้นี้คือคู่หมั้นของนางไม่ผิดแน่
“หม่อมฉันกู่หลันอิง ถวายบังคมองค์ชายเพคะ” แม้ร่างกายจะอ้วนกลม ทว่านางกลับสามารถถอนสายบัวได้อย่างงดงามอ่อนช้อย ไร้ที่ติ
ฟ่านอู๋เฉียวยกมือเท้าสะเอว จ้องหน้านางเขม็ง “หึ! เจ้าน่ะหรือองค์หญิงแห่งแคว้นเว่ย”
คำพูดทักทายที่ไร้มารยาท ส่งผลให้เด็กหญิงผู้อายุน้อยกว่ามองเขานิ่ง
คนฟังพลันหัวใจเต้นแรง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมีเปลวเพลิงร้อนแรงจุดอยู่“เจ้าจะบอกว่า... เจ้ารู้ตัวว่ารักข้าเพราะจูบนั่น?” คนถูกถามเบือนหน้าหนี ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงลำคอ ผิดด้วยหรือที่นางจะรู้ตัวว่ารักเขาตอนที่จุมพิตครั้งแรกอาตงช่างเป็นบุรุษที่ไม่ละเอียดอ่อนเอาเสียเลย! “เช่นนั้น ฮองเฮาของข้าก็เตรียมใจไว้ให้ดีเถิด” ฟ่านเหว่ยตงคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย เลื่อนเอี๊ยมตัวบางออกจากเรือนร่างขาวผ่อง “ข้าจะทำให้เจ้าหลงรักข้าทุกวัน” เขาก้มลงจุมพิตลงบนกลีบปากสวย ฉวยโอกาสที่นางอ้าปากหายใจเข้าไปตักตวงอย่างลึกล้ำ หอมหวานและร้อนแรง “เจ้าโกรธไหมที่ข้ารู้ตัวช้า” กู่หลันอิงถามเมื่อเขาเว้นช่วงให้นางได้พักหายใจ สีหน้ามีเค้าความไม่สบายใจอยู่หลายส่วน “เด็กโง่ คนซื่อบื้ออย่างเจ้าก็ยอมรับว่ารักข้าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ข้าจะกล้าโกรธเจ้าได้อย่างไร” “ข้าไม่ได้ซื่อบื้อ” นางย่นคิ้ว “ใต้หล้าแห่งนี้มีแค่เจ้าคนเดียวที่บอกว่าข้าซื่อบื้อ” “ก็เจ้าซื่อบื้อจริงๆ นี่” กู่หลันอิงเชิดใบหน้างาม นางรึก็อ
เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการแพทย์ ผู้คนจึงพากันหันไปทำอาชีพอื่น แต่ครั้นกู่หลันอิงรับการดูแลและส่งเสริมทางด้านนี้อย่างเต็มกำลัง จำนวนผู้คนที่ล้มป่วยของทั้งแคว้นเว่ยและแคว้นลี่ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โรงหมอถูกเปิดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสำนักแพทย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องราษฎรต่างทำมาหากินและใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ไพร่ฟ้าตื่นมาด้วยเสียงหัวเราะและหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มบัดนี้แคว้นเว่ยและแคว้นลี่ล้วนแข็งแกร่ง ความสัมพันธ์นับวันยิ่งแน่นแฟ้น เติบโตทั้งทางด้านกำลังทรัพย์และกำลังคน กลายเป็นแคว้นมหาอำนาจที่น่าเกรงขามหญิงสาวคิดพลางยกยิ้มน้อยๆ ทุกวันนี้ทั้งนางและสามีต่างแข่งกันทำงาน จนพี่สี่ซึ่งเวลานี้ทำหน้าที่เป็นทูตแลกเปลี่ยนเริ่มบ่น‘เพราะถ้าเจ้านายทำงานหนัก ลูกน้องก็ต้องพลอยขยันทำงานหนักตามเจ้านายไปด้วย’เรื่องนี้จะโทษนางก็ไม่ได้... ในเมื่อยามเด็กพวกพี่ชายต่างเขี่ยวเข็ญให้นางรีบสร้างผลงาน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแต่งงานกับคู่หมั้นของตนเอง“เสด็จแม่ๆ ” เจ้าของเสียงเล็กกระตุกชายแขนเสื้อนางอย่างเรียกร้องความสนใจ“ว่าอย่างไร มู่เอ๋อร์” นางถามพลางหอมแก้มนุ่มยุ้ยอย่างรักใคร่“เสด็จแม่ทรงร
บทส่งท้าย หลายปีต่อมา...“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ร้องเรียกจากด้านหลัง ส่งผลให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าในชุดมังกรทองห้าเล็บละสายตาจากคู่สนทนาไปมองผู้มาใหม่ แววตาพลันอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน “อามู่” ฟ่านเหว่ยตงเรียกบุตรชายวัยสามขวบที่เดินมาหาเขาถึงห้องอักษร สีหน้าของคนตัวเล็กตุ้ยนุ้ยมุ่งมั่นจริงจัง ชวนให้นึกถึงใบหน้าของผู้เป็นภรรยาในวันเด็ก “อามู่โตขึ้นเพียงนี้เชียวหรือ” หยวนเซ่าถามพลางยกมือลูบเคราที่ไว้ยาวเพื่อให้ดูภูมิฐานตามอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฮ่องเต้หนุ่มใช้พระหัตถ์ช้อนพระโอรสขึ้นมานั่งบนพระเพลาแกร่ง ฟ่านเหว่ยตงเพิ่งขึ้นครองราชย์เมื่อสามปีก่อน หลังจากฮ่องเต้องค์ก่อนซึ่งเป็นพระเชษฐาเสด็จสวรรคต ช่วงเวลาดังกล่าวมีเสียงคัดค้านมากมาย พวกเขาคาดหวังให้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นทายาททางตรงซึ่งสืบทอดจากสายเลือดของฮ่องเต้พระองค์ก่อน บ้างก็สนับสนุนองค์ชายใหญ่ บ้างก็สนับสนุนองค์ชายรอง ทว่าในราชโองการได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องขึ้นครองราชย์คือฟ่านเหว่ยตงแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สาเหตุก็เพราะบุรุษ
กู่หลันอิงยกมือขึ้นมาแตะปิ่นปักผมที่อาตงเสียบให้เองกับมือ ใบหน้าเห่อแดงขึ้นน้อยๆ “ข้า... ข้าไม่มีของขวัญให้เจ้าหรอก”“หืม?” ทวนถามเสร็จก็เผยสีหน้าผิดหวัง “ข้าเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับเพื่อมามอบของขวัญให้เจ้า แต่เจ้าอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายกลับไม่มีของขวัญให้ข้าเลยสักชิ้นเชียวหรือ”“เพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะมา จึงไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้” นางตอบอ้อมแอ้มด้วยสีหน้ารู้สึกผิดคราวนี้ถือว่านางผิดเต็มๆผู้ที่ดีใจกับการได้พบหน้าก้มหน้ามองพื้นหงอยๆ “คะ...คราวหน้า ข้าจะชดเชยให้เจ้านะ”ฟ่านเหว่ยตงถอนหายใจ “ข้าไม่รอคราวหน้าแล้ว”กู่หลันอิงก้มหน้าต่ำกว่าเดิมจนเห็นปลายเท้าของบุรุษเบื้องหน้า “แล้วเจ้าอยากได้อะไรหรือ หากไม่เหลือกว่าแรง ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง”มุมปากของผู้ที่แสร้งน้อยใจกระตุกขึ้นนิดๆ อาศัยจังหวะที่องค์หญิงน้อยมิทันตั้งตัว ยื่นมือไปรั้งคางมนให้เชยขึ้น แล้วประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของนางหญิงสาวร่างแข็งค้างประหนึ่งเป็นก้อนหิน ความแดงจากหน้าลามสู่ใบหู “จะ...เจ้า...”“ถือว่าเป็นของขวัญของเกิดของข้าก็แล้วกัน” ฟ่านเหว่ยตงยิ้มร่าเริง นัยน์ตาสีประหลาดพราวระยิบระยับ “ข้าต้องไปแล้ว”ผู้ท

















