Se connecterรมิดาเห็นเจ้านายหันหลังเดินไปแล้วก็ลอบถอนหายใจเบาๆ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นเขาเปลือยแผ่นอกแบบนี้ แต่เพราะต้องคอยระวังไม่ให้ปากตัวเองไวเท่าความคิด ท่านประธานเป็นคนจำพวกปากร้ายและร้ายไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเลยก็ว่าได้ เท่าที่ทำงานกันมา เขาเป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด ไร้ความปรานี แรกทีเดียวเธอออกจะแปลกใจในเงือนไขต่างๆ ก่อนเซ็นสัญญาทำงาน แต่เมื่อทำงานด้วยกัน เธอจึงรู้ว่าเขาไม่มีแค่ธุรกิจของครอบครัวที่ดูแลอยู่ แต่มีธุรกิจสีเทาที่เป็นธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเธอเป็นเลขาส่วนตัวของเขาทำให้ต้อง ‘เก็บข้อมูล’ไว้เป็นความลับ จึงเป็นที่มาของเงินเดือนที่สูงกว่าอื่นๆ หากนับรวมกับเงินล่วงเวลาแล้ว เฉลี่ยต่อเดือนเธอได้เงินเดือนห้าหมื่นบาทเลยทีเดียว
นี่แหละ เหตุผลที่เธอต้องเกาะงานที่นี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าต้องเจอเจ้านายปากร้ายแค่ไหนก็ตาม
“มีมัฟฟินก็ต้องมีกาแฟ” หัสดินพูดขึ้นอย่างนึกได้ เดินไปที่เครื่องชงกาแฟแคปซูล “ของเรนนี่เอาลาเต้เหมือนเดิมนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ” คงมีแค่เวลาแบบนี้ที่เธอไม่ต้องเอาอกเอาใจใคร หัสดินเป็นน้องชายหัสวีร์ อายุห่างกันสามปี และนิสัยตรงกันข้ามกันอย่างกับขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ หัสดินชอบทำอาหาร หลายครั้งเขามักหิ้วขนมหรือมาทำอาหารที่ห้องของหัสวีร์และเรียกเธอมากินด้วย แรกๆ เธอก็เกรงใจอยู่บ้าง แต่บ่อยเข้าเธอก็ลดความเกรงใจลง และหลายครั้ง เขาทำขนมมาเยอะทำให้เธอมีเสบียงไว้กิน ประหยัดเงินไปได้เยอะเลย
หัสดินวางแก้วกาแฟลงตรงหน้าเลขาสาว อีกแก้วของเขาเอง ชายหนุ่มนั่งมองอย่างคนตัวเล็กหยิบมัฟฟินขึ้นมากัดกินคำเล็กๆ แล้วพยักหน้ารับ
“ไม่หวานมาก” เธอแล้วค่อยๆ ละเอียดรสชาติของขนมที่กินอยู่ “นุ่มดีค่ะไม่แข็งกระด้าง”
“ถ้าเรนนี่ชอบ ผมจะเอาลงในเมนูของร้าน” หัสดินพยักหน้ารับ
“คุณหัสดินไม่เข้ามาทำงานที่บริษัทหรือคะ” รมิดาถามหลังจิบกาแฟแล้ว
“ให้มันดูแลร้านอาหารไปเถอะ” เสียงหัสวีร์ดังขึ้นก่อนเจ้าตัวจะเดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเลขา “กาแฟ”
หัสดินลุกขึ้นไปชงกาแฟอีกแก้วอย่างเอาใจ
“แค่ดูแลร้านอาหารอย่างเดียวก็แย่แล้ว” หัสดินหัวเราะ
“แต่ก็ได้เวลาที่พ่อให้นายมาฝึกงานที่บริษัทแล้ว ยังไงก็เตรียมตัวไว้เถอะ”
“ครับๆ ทราบแล้วครับผม” หัสดินทำหน้ายุ่งแล้วหันไปสนใจหญิงสาวคนเดียวในห้อง “วันอาทิตย์ทั้งที เรนนี่ไม่กลับบ้านเหรอครับ”
หัสวีร์ประหลาดใจกับคำถามของน้องชาย เขาจำไม่ได้เลยว่าเลขาของเขา ‘กลับบ้าน’ บ้างหรือเปล่า?
“บ้านไม่หนีไปไหน กลับเมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้มแต่เหมือนรอยยิ้มนั้นจะไปไม่ถึงดวงตา
“แต่ยังไงก็หาเวลาพักผ่อนบ้างนะครับ อย่าไปบ้างานตามพี่ชายผม” หัสดินยังคงหัวเราะแล้วเลื่อนกล่องขนมส่งให้ “อันนี้เอาไปกินที่ห้องเลยก็ได้นะครับ”
“อ้าว แล้วของฉันล่ะ”
“อ้าว ก็พี่ไม่กินของหวานนี่”
“ใครบอกไม่กิน” หัสวีร์พูดแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบมัฟฟินมาหนึ่งชิ้นแล้วกัดกินคำโต
รอยเศร้าหายไปจากดวงตาคู่สวย แม้ใบหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาคุกรุ่นอย่างไม่พอใจที่ถูกแย่งของกิน แบบนี้ค่อยสมกับเป็นรมิดา เลขาคนเก่งของเขา
หลังจากปิดประตูห้องและวางกล่องขนมที่ประคับประคองมาบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว รมิดาก็ถอดเสื้อคอวีออกอย่างรวดเร็วแล้วเหวี่ยงไปบนเตียงนอน จากนั้นก็รูดกระโปรงยาวคลุมเข่าออกไปพ้นเรียวขา เวลานี้เรือนร่างสมส่วนเหลือเพียงชุดชั้นในแบบสปอร์ตบราและกางเกงขาสั้นกุดผ้ายืดย้วยสีชมพูซีดจาง
นี่ถ้าไม่เห็นแก่ของกิน เธอไม่รีบวิ่งแจ้นขึ้นไปห้องเจ้านายอย่างนี้หรอก
รมิดาบ่นในใจแต่ก็อดยิ้มกว้างไม่ได้ หัสดินเปรียบเสมือนเทวดาประจำตัว ซึ่งเธอเหมาเอาเอง เพราะทุกครั้งที่เจอ เขาไม่เคยทำให้เธอต้องลำบากใจและที่สำคัญ เธอมักจะได้ของกินติดมามาทุกครั้ง นั้นเท่ากับว่า เธอประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกโข
‘วันอาทิตย์ทั้งที เรนนี่ไม่กลับบ้านเหรอครับ’
บ้าน... กลับหรือไม่กลับต่างกันตรงไหน คนที่นั้นสนใจแค่เงินที่เธอโอนให้เท่านั้น ถ้าไม่เพราะมี ‘น้องโมกข์’ อยู่ เธอคงไม่รู้จะกลับไปทำอะไร
หญิงสาวเดินไปหยิบผ้าในตะกร้าออกมาสะบัดๆ ใส่ไม้แขวนแล้วตากที่ระเบียงเล็กๆ แม้ว่าห้องพักซึ่งเป็นสวัสดิการพนักงานอยู่คอนโดเดียวกับท่านประธานปากร้าย แต่ห้องของเธอมีขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะกับสาวโสดอย่างเธอเป็นที่สุด และเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยมที่ทำให้เธอไม่อยากกลับบ้านหลังกระจิดริดที่อยู่รวมกัน เอ...กี่ชีวิตนะ แม่...ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้พาใครเข้ามาอยู่ด้วยหรือไม่ ลาวัลย์ -พี่สาวคนโตกับน้องโมกข์ ลูกชายวัยห้าขวบซึ่ง...ถูกผู้ชายหลอกว่าโสดแต่ความจริงคือมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว เธอที่เป็นน้องสาวกับธาตรี น้องชายที่อายุห่างจากเธอไปสองปี ไปรับพี่สาวกลับบ้านด้วยสภาพจิตใจบอบช้ำ แต่เธอไม่มีเวลาอยู่ดูแลพี่สาวผู้แสนอ่อนไหว ส่วนแม่ก็เอาแต่ก่นด่าที่ลูกสาวคนโต ‘จับ’ ผู้ชายไม่ได้แถมยังต้องหอบลูกกลับมาโดยไม่ได้เงินหรือค่าเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว เธอเป็นคนเดียวที่หาเงินเลี้ยงทุกชีวิตในบ้าน ยังดีที่ธาตรี น้องชายเป็นคนคอยดูแลเรื่องในบ้านแทนเธอ แต่เธอก็ย้ำกับเขาว่าอย่าทิ้งการเรียนเด็ดขาด เธอไม่อยากเห็นน้องชายเดินตามรอยเธอ เขาสอบติดมหาวิทยาลัยของรัฐในคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ด้านคอมพิวเตอร์
‘ใครจะพูดอะไรก็ช่าง แค่จำไว้ว่า เรียนให้จบ แล้วใช้ชีวิตของตัวเอง’
‘แต่พี่ฝนก็เห็น...บ้านเราเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีผม...’
‘ไม่ต้องไปฟังแม่พูดไร้สาระเรื่องกตัญญูบ้าบออะไรนั้นหรอก’ เธอเบ้ปากใส่ ‘แค่ตรียอมทนอยู่บ้านนี้ ก็ตอบแทนบุญคุณแม่แล้ว พี่ต้องไปพักที่บริษัทจัดให้ ดูแลบ้านไม่ได้ พี่ไม่ได้ทิ้งโมกข์ ไม่ได้ทิ้งตรี เข้าใจใช่ไหม’
ฝ่ามือใหญ่สอดไปใต้เสื้อนอนน่ารัก แล้วหัสดินต้องประหลาดใจเมื่อรู้ว่าผิวเรียบเนียนนุ่มนั้นไม่มีอาภรณ์ชิ้นน้อยปกปิด เขาผละจากริมฝีปากหวานเพื่อให้หญิงสาวได้สูดอากาศหายใจ แม้อยู่ในความมืดเขายังเห็นประกายตางดงามของคนรัก “มันอึดอัด น้องแพรเลยไม่ได้ใส่...” แพรดาวพูดเสียงเบาหวิว ปกตินอนคนเดียวก็ใส่ชุดนอนแต่ไม่ใส่ชุดชั้นใน และตั้งแต่แต่งงานกันมาก็ไม่เห็นว่าสามีหมาดๆ จะเป็นฝ่ายเริ่มอะไรสักนิด แรกๆ แพรดาวถึงกับหาชุดชั้นในเซ็กส์ซี่มาใส่ แต่เพราะเขาหลับเป็นตายเธอก็ก็ถอดใจ ไม่คิดว่าคืนที่ไม่ได้เตรียมตัว เขาจะเป็นฝ่ายเริ่มแบบนี้ “ไม่ใส่อะไรนอนก็ได้นะ งั้นพี่ถอดด้วยน้องแพรจะได้ไม่เขิน” หัสดินยิ้มทะเล้นให้แล้วขยับตัวถอยออกมาเพื่อถอดเสื้อนอนของตัวเองออก สายตาของแพรดาวปรับกับความมืดในห้องได้แล้วจึงเห็นร่างกายกำยำของคนรัก เขาโน้มตัวแล้วพูดเสียงพร่า “พี่ดินเป็นของน้องแพรแล้วอยากมองก็มองอยากจับลูบคลำตรงไหนก็ได้” เขาดึงมือเล็กมาวางบนแผ่นอกของตน แพรดาวเขินอายแต่ก็ลองลูบกล้ามเนื้อแน่นของคนตรงหน้า เพียงการสัมผัสแผ่วเบากลับปลุกเร้าเลือดในกายให้เดือดพล่านจนเข
แพรดาวเพิ่งได้พบหน้าคุณพ่อคุณแม่ของหัสดินครั้งแรกก็ตอนที่ผู้หลักผู้ใหญ่มาพบหน้าเพื่อเจรจาการสู่ขอและแต่งงาน คุณแม่ของหัสดินดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยแต่พอได้คุยกันตามลำพังและรู้ว่าเธอรู้เรื่องที่เขาเป็นโรคสองบุคลิกแล้วและอยู่ระหว่างการรักษาตัว ‘ถ้าหนูแพรไม่รังเกียจ ก็ฝากลูกชายแม่ด้วยนะจ๊ะ’ ‘จะรังเกียจได้ยังไงคะ พี่ดินยังไม่เคยรังเกียจตอนที่น้องแพรเป็นแค่แม่บ้านกับเด็กเสิร์ฟเลยค่ะ และไม่ว่าจะเป็นเชฟดินหรือมิสเตอร์ดาร์ก น้องแพรก็รักทั้งสองคนค่ะ’ สวนเรือนหอนั้น สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณเดียวกับคฤหาสน์ตระกูลศาตนันท์ ตอนนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สองหนุ่มสาวตัดสินใจพักด้วยกันที่คอนโดของหัสดิน ‘จะไม่คับแคบไปเหรอ อยู่คอนโดสองคนแบบนั้น’ คทาภัทรอดเป็นกังวลไม่ได้ แต่อีกส่วนก็ดีใจเพราะอยู่ใกล้กัน ‘ดีเสียอีก ห้องเล็กดูแลง่าย เลี้ยงแมวก็ได้ แล้วก็ใกล้ที่ทำงานด้วยค่ะ’ ตั้งแต่ตัดสินใจรับการรักษา แพรดาวไม่เห็นบุคลิกของมิสเตอร์ดาร์กเลย เพียงแค่บางครั้งเธอรู้สึกเหมือนทั้งสองคนรวมอยู่ในร่างผู้ชายตรงหน้า เชฟดินที่ดูอ่อนโยนขี้เล่นเส
การปรากฏตัวของสองหนุ่มตระกูลศาตนันท์ ทำให้นักข่าวและช่างภาพหันไปสนใจแสงแฟลชวูบวาบชวนตาพร่า แม้คนมากมายเพียงใดแต่สายตาของหัสดินมีเพียงแพรดาวเท่านั้น หัสวีร์เดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน เขาสวมสูทสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำในขณะที่น้องชายต่างมารดาสวมสูทสีดำลบบุคลิกเชฟหนุ่มขี้เล่นไปหมดสิ้น “ผมเป็นตัวแทนตระกูลศาตนันท์ แต่คิดว่าอีกไม่กี่วันญาติผู้ใหญ่ของเราจะขอเข้าไปเยี่ยมเยือนทักทายที่บ้านนะครับ” คทาภัทรได้ยินก็กระตุกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนจะมีคนรีบร้อนแต่งงานจริงๆ “เรื่องที่ควรทำให้ถูกต้องก็ควรรีบทำ ใช่ไหมครับคุณคทาภัทร” หัสวีร์พูดขึ้นอย่างรู้ทัน เอาเถอะอย่างไรวันข้างหน้าก็เป็นญาติกันแล้ว เขาจะมาใส่ใจท่าทีไร้สาระนี้เพื่ออะไร คนเป็นพ่อแม่ย่อมมองออกว่าลูกสาวมีใจให้ใคร ทำให้ถูกครรลองย่อมดีกว่าปล่อยให้ลูกสาวไปค้างแรมกับผู้ชายโดยไม่มีสถานะที่ชัดเจน แล้วแพรดาวก็สัญญาแล้วว่าต่อให้แต่งงานแล้วก็จะยังทำงานที่บริษัทอัครเวช ครอบครัวของศาตนันท์เองก็อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ห่างกันไกลจนมาเยี่ยมเยือนกันไม่ได้ หัสดินก้าวเท้าเข้าไป
ขอบตาของคทาภัทรดำคล้ำเพราะอดนอน ในขณะที่น้องสาวหน้าชื่นตาบานจนน่าหมั้นไส้ เพิ่งคุยกันเรื่องนี้แท้ๆ แต่แพรดาวกลับมาค้างคืนกับหัสดิน แม้รู้ว่าน้องสาวทำตามที่พูดแน่นอน แต่เขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี “พี่ภัทร” แพรดาวเข้าไปกอดเอวพี่ชาย การมีพี่น้องนี้ดีแบบนี้เองเหรอที่ผ่านมาใช้ชีวิตกับแม่จ๋าแค่สองคน หนีเจ้าหนี้บ้าง หลบซ่อนคนต้องย้ายโรงเรียน ผ่านเรื่องมากมายสุดท้ายก็ได้อยู่กับครอบครัวและคนที่รัก คทาภัทรได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ยิ้มบางๆ เคยจินตนาการไว้เขาต้องเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาว ใครจะมาจีบน้องต้องผ่านเขาก่อน นี่พอเกิดขึ้นจริงเขาก็อดปวดหัวไม่ได้เลย แต่ทำอย่างไรได้เล่า ก็เขามีน้องสาวคนเดียว และเป็นคนที่เขาเคยทำหายไป “เอาล่ะๆ ไม่ได้ยอมรับไอ้ เอ่อ หัสดินหรอกนะ” “ค่ะ น้องแพรทราบแล้ว” หญิงสาวไม่อยากกวนอารมณ์พี่ชาย ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ด้วยดีแล้วก็ไม่อยากให้มีเรื่องไม่สบายใจอีก “ทำไมพี่ภัทรไม่ชอบพี่ดินล่ะคะ” “พี่ก็ไม่ชอบทุกคนที่เข้าใกล้น้องแพรนั้นแหละ” เขาสารภาพไปตามตรง “แต่ที่สำคัญ หัสดินไม่ใช่คนดีนักหรอก” แพรดาว
แพรดาวออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดนอนเสื้อยืดตัวยาวลายหมีพูห์สีเหลืองอ่อน กางเกงขาสั้นแต่เหมือนไม่ได้ใส่อะไร ชายเสื้อยืดยาวคลุมสะโพกอย่างพอดี มือเล็กก็ดึงชายเสื้อลงอีกแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำให้แพรดาวเดินไปตามกลิ่นหอมๆ ทีแรกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะหิว แต่พอได้กลิ่นอาหารท้องก็ร้องทันที “โทษทีนะ พี่หลับไปนาน ไอ้มิสเตอร์ดาร์กมันยัดแต่เบียร์ไว้ในตู้เย็น มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ กินรองท้องไปก่อน ถ้าไงพี่จะโทรสั่งอาหารมาให้อีกที” “ไม่เป็นไรค่ะ นี่ก็เยอะนะคะ” เธอยิ้มเขย่งปลายเท้าเพื่อเปิดตู้ชั้นบนเพื่อหยิบชาม แต่หัสดินเอื้อมมือไปหยิบก่อน “ไปนั่งรอดีๆ” เขาพูดน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วก็ยิ้มเมื่อเห็นว่าเธอทำตามอย่างว่าง่ายก็อารมณ์ดีขึ้น เขาตักบะหมี่ใส่ชามแล้วยกมาบริการให้ จากนั้นก็ยกชามของตนเองมาวางแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม “ว้าว วันนี้เชฟดินต้มบะหมี่ให้กินเลยนะเนี้ย” แพรดาวยิ้มทะเล้นแล้วกินบะหมี่ในชามของตน “เอาไว้คราวหน้าจัดให้ทั้งคาวและหวานครบเซ็ต” “จะรอค่ะ” แพรดาวสูดเส้นบะหมี่อย่างมีควา
จูบ? แบบนี้เรียกจูบที่ไหนกัน ไอ้ดินมันไม่ได้สอนเลยหรือไงนะ นั้นคือสิ่งที่มิสเตอร์ดาร์กคิด แต่สิ่งที่แพรดาวทำคือรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีประกบริมฝีปากกับเขาก่อน เพียงสัมผัสเบาๆกลับทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง เธอผละจากริมฝีปากเขาแล้วกลับมานั่งที่เดิม อยากจะต่อว่าแต่ก็ทำไม่ลง ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมาก่อนยิ้มมุมปาก “มิน่า ไอ้ดินมันถึงได้หลงเธอนัก” “พูดแบบนี้หมายความว่าไง” แพรดาวย่นจมูกใส่ “หรือว่า...แพรไม่คู่ควรกับพี่ดินเหรอคะ” “สมัยไหนแล้วมาใช้คำโบราณแบบนี้” เขาหัวเราะแล้วนึกอยากสูบบุหรี่ แต่นึกได้ทิ้งบุหรี่และไฟแช็กไปนานแล้ว “แล้วทำไมมิสเตอร์ดาร์กพูดแบบนั้นละคะ” “ก็เธอไม่ทิ้งเขา ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นคนโรคจิต” “ก็ไม่ใช่ฆาตกรนี่คะ” เธอยิ้มบางๆออกมา “ตอนที่น้องแพรเป็นแค่แม่บ้าน พี่ดินก็ใจดีกับแพรมาก หรือตอนที่แพรเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ซีเคร็ทคลับ มิสเตอร์ดาร์กก็ดูแลแพร ไม่ว่าทั้งจะเป็นมิสเตอร์ดาร์กหรือพี่ดิน แพรก็รักทั้งสองคนมาก แพรให้คุณมีความสุขกับชีวิต...”







