Masuk“โกรธพี่รึแม่คุณ...”
หาญกระซิบเสียงพร่าต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกกหูขาวผ่อง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มแน่นด้วยความกระหายอยากครอบครอง
“พี่แค่ร้อนวิชา อยากรีบหาย... จะได้มีแรงกอดเอ็งให้หนำใจเสียที”
“คนบ้า! เลือดยังไหลไม่หยุด ยังจะมาพูดจาลามก”
บุษย์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนา แม้เรือนร่างของหล่อนจะบอบบางกว่าเขามาก ทว่าคราวนี้หญิงสาวกลับออกแรงฉุดกระชากอย่างไม่เกรงใจ
“ขึ้นเรือน!” เสียงหวานสะบัดห้วน แววตาวาวโรจน์ราวกับแม่เสือ
“บุษย์... พี่เดินเองได้” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม ยอมก้าวตามแรงดึงทั้งที่ร่างสูงใหญ่กว่าหล่อนเป็นเท่าตัว
“ก็เดินสิ! แต่ถ้าแผลปริเลือดทะลักออกมาอีก ข้าจะเอาไม้เรียวฟาดเสียให้เข็ด”
หาญหัวเราะหึในลำคออย่างชอบใจ
“เป็นห่วงพี่หรือแม่คุณ?”
“ข้ารำคาญต่างหาก”
“รำคาญจนขอบตาแดงก่ำ เหมือนคนจะร้องไห้เชียวหรือ?”
หญิงสาวชะงักงัน กัดริมฝีปากอิ่มแน่น “ใครร้อง”
“ตาเอ็งแดงก่ำจนปิดไม่มิด”
“เพราะข้าโมโหพี่หาญน่ะสิ”
“อ้อ...” หาญลากเสียงยาวในลำคอ นัยน์ตาคมพราวระยับ ปล่อยให้ร่างนุ่มนิ่มลากจูงขึ้นเรือนไปแต่โดยดี
“นั่งลง” หล่อนสั่งเสียงเขียว ผลักแผงอกตึงให้นั่งลงบนตั่งไม้
“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก...”
“นั่ง!”
เมื่อเจอไม้แข็งของแม่กวางพยศ หาญจึงต้องยอมจำนนทิ้งตัวลงนั่งแต่โดยดี บุษย์ทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าเขา กลิ่นกายสาวหอมละมุนโชยเตะจมูกจนคนเจ็บใจแกว่ง มือเรียวหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำบิดหมาดแล้วค่อยๆ บรรจงซับคราบเลือดสดตรงสีข้าง สัมผัสเย็นชื้นของเนื้อผ้าตัดกับความร้อนผ่าวของมัดกล้ามเนื้อกำยำ ปลายนิ้วบางที่สั่นระริกขณะแตะต้องผิวกายไม่อาจรอดพ้นสายตาคมกริบของพ่อหมอหนุ่มไปได้
“เจ็บหรือเปล่า?”
น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นสั่นพร่าด้วยความหวั่นไหว
“ไม่...” ชายหนุ่มตอบเสียงทุ้มต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มเนียน
“โกหก... แผลลึกน่ากลัวขนาดนี้ เลือดยังซึมไม่หยุด ยังจะมาทำเป็นเก่ง”
บุษย์ก้มหน้าก้มตาซับแผลเพื่อหลบสายตาร้อนแรงที่จ้องมองมาราวกับจะกลืนกิน อกสล้างอวบอิ่มใต้ผ้าแถบกระเพื่อมไหวรัวเร็วตามจังหวะลมหายใจ ยิ่งหล่อนขยับตัวเข้าใกล้เพื่อเช็ดคราบเลือด กลิ่นเนื้อสาวและไออุ่นก็ยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบในกายชายให้พลุ่งพล่าน จนแทบลืมสิ้นแม้กระทั่งความเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์
“แค่เอ็งเป็นคนถาม... พี่ก็หายเจ็บเป็นปลิดทิ้งแล้วแม่คุณ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววหยอกเย้า ทว่าสายตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตากวางจนคนฟังใจสั่น บุษย์เงยหน้าขึ้นขวับ สบตาคมกริบที่ลุกวาวด้วยประกายบางอย่างจนต้องรีบเสหลบ
“ยังจะมาพูดเล่นลิ้นอีก”
“ถ้าไม่พูดจาออดอ้อนเอ็ง แล้วจะให้พี่ไปเกี้ยวผีพรายที่ไหนกันเล่า”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากอิ่มแน่น พยายามกลั้นรอยยิ้มหวานหยดที่ผุดพรายตรงมุมปาก แต่มันช้าเกินกว่าสายตาคมปลาบของเสือหนุ่ม
คราวนี้นิ่งงันกันไปทั้งคู่ รอยยิ้มเอียงอายเพียงนิดของแม่กวางสาวกลับกระตุกหัวใจของพ่อหมอหนุ่มให้เต้นรัวกระหน่ำยิ่งกว่าเสียงกลองศึก เลือดหนุ่มในกายสูบฉีดพลุ่งพล่านจนลำคอแห้งผาก
“เหตุใดพี่ถึงยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยข้า?”
บุษย์เอ่ยถามเสียงแผ่วหลังจากพันผ้าคาดแผลที่สีข้างให้เขาจนเสร็จ มือเรียวยังคงวางค้างอยู่บนหน้าท้องแกร่งเป็นลอนคลื่น ชายหนุ่มโน้มกายลงมาใกล้ แววตาคมกริบไร้ร่องรอยล้อเล่น มีเพียงความจริงจังหนักแน่นที่สะกดให้หล่อนแทบหยุดหายใจ
“เพราะพี่รักเอ็ง... รักจนยอมตายแทนได้”
ถ้อยคำสั้นๆ ทว่าหนักหน่วงดั่งขุนเขาฟาดลงกลางใจ มือของหญิงสาวชะงักนิ่ง ลมหายใจสะดุดกึก ลมราตรีด้านนอกยังคงพัดยอดไม้ไหวระริก นกกลางคืนส่งเสียงร้องแว่วหวาน แต่ภายในเรือนหลังน้อยกลับเงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นกระหน่ำประชันกัน
หาญเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอคายความในใจที่อัดอั้นออกมาจนหมดเปลือก เขาเสเบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความประหม่าแบบชายชาตรี
“พี่...”
“ไม่ต้องแก้ตัวดอก...” บุษย์กระซิบเสียงสั่นพร่า รอยยิ้มเอียงอายผุดขึ้นเต็มใบหน้า “ข้าได้ยินเต็มสองหูแล้ว”
หล่อนก้มหน้างุด ซ่อนพวงแก้มที่ซับสีเลือดฝาดร้อนผ่าวไว้ใต้เงาผมสลวย กลิ่นเนื้อสาวหอมฟุ้งจนคนมองแทบคลั่ง
นับตั้งแต่นั้น กำแพงที่เคยกั้นขวางก็พังทลายลงอย่างไร้ร่องรอย หาญไม่ต้องหาข้ออ้างมานั่งเฝ้าหน้าชานเรือน และบุษย์ก็ไม่เคยแสดงท่าทีรำคาญใจยามที่ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาแนบชิด
ยามเช้าชายหนุ่มออกล่าสัตว์หาปลา ยามสายหญิงสาวเก็บผักยาสมุนไพร ยามเย็นนั่งล้อมวงกินข้าว ป้อนอาหารหยอกเย้าผลัดกันลิ้มชิมรส หมู่บ้านเกาะกชที่เคยเงียบงันปานป่าช้าผีดิบ พลันอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและไอร้อนแห่งความเสน่หาที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ
“อ๊ะ...!”บุษย์สะดุ้งโหยงแอ่นตัวขึ้นสุดเหยียด ใบหน้างามแดงก่ำเมื่อปลายนิ้วหนาบดขยี้ลงบนติ่งเกสรอวบ ก่อนจะคลี่แหวกสองแคมขาวนวลให้แบะอ้าออกจากกัน ความรู้สึกที่โดนชายหนุ่มแตะต้องตรงนั้น ทำให้ช่องทางคับแคบขมิบตอดรัวระริก ด้วยความเสียวซ่านทรมานปานใจจะขาด“พี่หาญ...”เสียงหวานครางครวญแผ่วเบา เรียวขาขาวผ่องสั่นสะท้านอ้ากว้าง ราวกับจะอ้อนวอนให้เขาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าอันร้อนรุ่ม คันยุบยิบทว่ายังไม่ทันที่หล่อนจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ปากหยักและปลายลิ้นร้อนสากก็โฉบลงปาดเลียร่องสวาทที่เผยออ้า ตวัดชอนไชดูดกลืนน้ำหวานฉ่ำเยิ้มอย่างตะกรุมตะกราม จนธารน้ำรักสีใสแตกซ่าน พุ่งกระจายเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าหล่อเหลาแม้ว่าร่างบางจะดิ้นเร่าทุรนทุรายจนสติแทบแตกกระเจิง แต่ชายหนุ่มก็ยิ่งย่ามใจไม่ยอมหยุดรังแก ปากหนาอ้าครอบดูดดึงเม็ดละมุดอวบอิ่ม รัวลิ้นสะกิดยอดเกสรจนเนื้อสาวบวมเป่งแดงก่ำ ฝ่ามือหยาบกร้านบีบเค้นแก้มก้นแน่นหนั่นของหล่อนอย่างเมามัน ก่อนจะเลื่อนขึ้นมากอบกุมสองเต้าอวบอัดคัดตึง นวดขยำเคล้นคลึงจนเนื้อนุ่มหยุ่นยวบทะลักล้น“พี่หาญ... พี่หาญจ๋า...” หญิงสาวร้องครางเสียงหวาน สองมือเรียวบางสอดขยุ้มเส้นผมดกหนาข
จนกระทั่งคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำ...พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นสาดแสงสีเงินยวบยาบทะลุม่านไม้ลงมายังสระบัวหลวง ผืนน้ำนิ่งสนิทสะท้อนเงาจันทร์กระจ่างดั่งกระจกเงาบานยักษ์หาญนั่งเหยียดกายอยู่ริมตลิ่ง บนแผงอกเปลือยเปล่าตึงแน่นมีเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ข้างกายมีบุษย์ในชุดสไบแพรบางเบานั่งเคียงชิด กลิ่นดอกจำปาหอมจรุงใจโชยมาตามสายลมชื้น ผสมผสานกับกลิ่นเนื้อสาวอันเย้ายวน ชวนให้เลือดลมในกายของชายหนุ่มเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม“บุษย์...” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยทำลายความเงียบงัน“จ๊ะพี่?”“ถ้าพี่ชวนเอ็งออกไปจากดงอาถรรพ์นี่ ไปสร้างเรือนอยู่กินกันบนแผ่นดินใหญ่... เอ็งจะยอมไปกับพี่หรือไม่?”รอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้างามพลันอ่อนจางลง ดวงตากวางคู่งามทอดมองไปยังผืนน้ำสีนิลของสระบัวหลวง แววตาหม่นแสงลงคล้ายซ่อนความลับอันหนักอึ้งไว้จนล้นอก“ข้าไปไม่ได้ดอก...”“เพราะเหตุใด?”บุษย์นิ่งเงียบไปนาน นานจนได้ยินเพียงเสียงยอดหญ้าเสียดสีกันไปมาตามแรงลมราตรี กว่าหล่อนจะหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง นัยน์ตาคู่นั้นก็เปี่ยมล้นไปด้วยรอยโศกเศร้าลึกล้ำ“สักวันหนึ่ง... พี่หาญจะรู้เอง”หาญจ้องมองดวงหน้าสะคราญอย่างแสนรัก แทนที่จะซักไ
“โกรธพี่รึแม่คุณ...”หาญกระซิบเสียงพร่าต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกกหูขาวผ่อง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มแน่นด้วยความกระหายอยากครอบครอง“พี่แค่ร้อนวิชา อยากรีบหาย... จะได้มีแรงกอดเอ็งให้หนำใจเสียที”“คนบ้า! เลือดยังไหลไม่หยุด ยังจะมาพูดจาลามก”บุษย์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนา แม้เรือนร่างของหล่อนจะบอบบางกว่าเขามาก ทว่าคราวนี้หญิงสาวกลับออกแรงฉุดกระชากอย่างไม่เกรงใจ“ขึ้นเรือน!” เสียงหวานสะบัดห้วน แววตาวาวโรจน์ราวกับแม่เสือ“บุษย์... พี่เดินเองได้” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม ยอมก้าวตามแรงดึงทั้งที่ร่างสูงใหญ่กว่าหล่อนเป็นเท่าตัว“ก็เดินสิ! แต่ถ้าแผลปริเลือดทะลักออกมาอีก ข้าจะเอาไม้เรียวฟาดเสียให้เข็ด”หาญหัวเราะหึในลำคออย่างชอบใจ“เป็นห่วงพี่หรือแม่คุณ?”“ข้ารำคาญต่างหาก”“รำคาญจนขอบตาแดงก่ำ เหมือนคนจะร้องไห้เชียวหรือ?”หญิงสาวชะงักงัน กัดริมฝีปากอิ่มแน่น “ใครร้อง”“ตาเอ็งแดงก่ำจนปิดไม่มิด”“เพราะข้าโมโหพี่หาญน่ะสิ”“อ้อ...” หาญลากเสียงยาวในลำคอ นัยน์ตาคมพราวระยับ ปล่อยให้ร่างนุ่มนิ่มลากจูงขึ้นเรือนไปแต่โดยดี“นั่งลง” หล่อนสั่งเสียงเขียว ผลักแผงอกตึงให้นั่งลงบนตั่งไม้“พี่ไม่ได้เป็น
ทว่าหาญมีสัญชาตญาณนักสู้ที่ว่องไวกว่าไอ้เศรษฐีร่างท้วมที่วันๆ เอาแต่นอนเสวยสุขบนฟูกนวมหลายขุมนักก่อนที่นิ้วสั่นระริกของขุนเรืองจะทันได้เหนี่ยวไก หาญก็เบี่ยงกายหลบพ้นวิถีกระสุนพร้อมสืบเท้าพุ่งเข้าประชิด มือแกร่งปานคีมเหล็กคว้าข้อมือขุนเรืองแล้วบิดหักกระชากลงล่าง เสียงกระดูกข้อมือลั่นเป๊าะจนปืนร่วงหล่น ก่อนที่หมัดขวาของพ่อหมอหนุ่มจะซัดตูมเข้ายอดอกจนขุนเรืองจุกแอ้กล้มทั้งยืน"ไอ้เศษสวะ... สันดานชั่วช้าเยี่ยงมึง อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน!"คราวนี้ขุนเรืองสิ้นท่าหมดทางสู้ แข้งขาสั่นพั่บๆ ปัสสาวะราดรดกางเกงแพรเนื้อดีจนเปียกโชก กลิ่นคาวเยี่ยวคละคลุ้ง มันละล่ำละลักทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าหาญปลกๆ สองมือพนมไหว้งกๆ หน้าผากโขกดินจนเลือดซิบ"พ่อหาญ! อย่าฆ่ากูเลยนะพ่อ กูยอมแล้ว! มึงอยากได้ทองคำกี่หีบกูจะยกให้หมด... ทรัพย์สมบัติที่บ้านกูมีเป็นร้อยชั่ง กูจะเอามากองให้ตรงนี้ อย่าเอาชีวิตกูเลยนะพ่อคุณ!"หาญยันกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน แววตาดุดันเย็นเยียบปานพญายมราชผู้ไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ก้าวสามขุมเข้าประชิดตัวไอ้คนชั่วช้าที่ไร้สัจจะ"เงินทองของมึง... จงเอาไปใช้ในนรกเถิด"สิ้นเสียงห้าวห้วน ฝ่าเท้าหนักหน่วงปาน
"ปล่อยมือโสโครกของมึงออกจากตัวหล่อน... เดี๋ยวนี้!"เสียงห้าวห้วนทรงอำนาจดั่งลั่นเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางวง ดังก้องกังวานออกมาจากแนวพงชัฏเบื้องล่างพวกสารเลวทั้งสามหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ภาพที่ปรากฏคือร่างสูงใหญ่กำยำของหาญ ยืนตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ ไหล่กว้างข้างหนึ่งพาดคันธนูไม้มะค่าขนาดเขื่อง ด้านหลังสะพายซากกวางป่าที่เพิ่งล่ามาสดๆใบหน้าคมคายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลจากไอแดดลม ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับเย็นเยียบดุดันและกระหายเลือด จ้องเขม็งมาราวกับจะควักตับไตไส้พุงของพวกมันออกมาสับเป็นชิ้นๆ แม้แต่พรานดำผู้เจนจัดในไสยเวทมนตร์ดำยังถึงกับสะท้านเยือก วาบขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจนขนหัวลุกชัน"ไอ้หาญ!"พรานดำตะคอกเสียงหลง ละล่ำละลักจำหน้าจอมขมังเวทหนุ่มได้ทันควัน "เอ็ง... เอ็งยังไม่ตาย ยังเสือกกบดานอยู่ที่นี่อีกรึ!""ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วมิใช่รึ... ว่าอย่าได้เสนอหน้ากลับเข้ามาเหยียบที่นี่อีก" น้ำเสียงของหาญราบเรียบ ทว่าแฝงรังสีอำมหิตรุนแรงจนบรรยากาศรอบข้างหนาวเหน็บปานน้ำแข็งขุนเรืองผู้ถือดีว่าตนมีพวกมากกว่าและพกอาวุธปืนผาหน้าไม้มาครบมือ แค่นหัวเราะเย้ยหยัน"ฮ่าๆๆ ไอ้หมอผีกระจอกเนื้อตัวมอมแม
เปรี้ยง !เสียงปืนดังขึ้นจากชายป่า ฝูงนกแตกฮือกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างย่ามใจของชายฉกรรจ์ต่างถิ่นคณะนักล่าสมบัติกลุ่มใหม่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเกาะกช คราวนี้ขนกำลังคนมามากกว่าเดิม และเตรียมอาวุธมาพร้อมสรรพผู้นำขบวนคือ ขุนเรือง เศรษฐีหนุ่มร่างท้วมผู้มั่งคั่งจนแทบไม่เคยต้องเดินด้วยเท้าตนเอง เขาสวมเสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดีเกินกว่าจะเหยียบย่างเข้าพงชัฏ มีสายสร้อยทองคำเส้นโตคล้องคอปานโซ่ล่ามช้างแกว่งไกวอยู่บนอก ปากก็คอยกำชับสั่งลูกสมุนซ้ำๆซากๆ มุ่งมั่นจะขุดกรุสมบัติโบราณขึ้นมาครอบครองให้เกลี้ยงแผ่นดินข้างกายคือ พรานดำ พรานป่าผู้เหี้ยมเกรียมและเจนจัดในเชิงไสยดำ คอยสอดส่ายสายตาระแวดระวังภัย ขณะที่ ไอ้แมน สมุนหนุ่มเลือดร้อนจอมห่าม ถือปืนยาวเดินอาดๆ ตามหลังมาติดๆ"พวกชาวบ้านมันลือกันหนาหู ว่าที่นี่มีผีหวงสมบัติเฮี้ยนนักนะนาย" ไอ้แมนเอ่ยปากพลางหัวเราะร่าเย้ยหยันฟ้าดินพรานดำถ่มน้ำลายเหนียวลงพื้น “ผีสางหรือคนเป็น ถ้ามีของดีฝังอยู่ใต้ตีนกู กูจะขุดมันขึ้นมาให้เหี้ยน!”ขุนเรืองหัวเราะร่วนอย่างสบอารมณ์ หารู้ไม่ว่าบนคาคบไม้สูงตระหง่านเหนือกระหม่อม มีสายตาคมกริบดุจนางเสือสมิงคู







