Masukลู่ชุนไม่ได้คาดหวังว่าอาหารของจ้าวลี่หลินจะมีรสชาติเช่นไร ขอเพียงอุ่นท้องก็พอแล้ว รีบกินจะได้รีบนอน พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางแต่เช้า เขายกชามจ่อที่ริมฝีปากใช้ตะเกียบพุ้ยเข้าไปเต็มคำ รอรับรสชาติที่แสนจะย่ำแย่ของอาหาร แต่แล้วเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะโจ๊กธรรมดาสามัญชามนี่กลับมีรสชาติที่แสนจะอร่อย เขายังไม่อยากจะเชื่อจึงได้กินเข้าไปอีกคำใหญ่ ๆ คำแล้วคำเล่าเพียงครู่เดียวโจ๊กชามใหญ่ก็หมดลงไป นี่เขายังไม่ได้ลองกินผักโขมหมักเกลือสักคำเลยนะ
"ส่งชามมาเถอะข้าจะเติมข้าวให้ท่านเจ้าค่ะ" ลู่ชุนส่งชามให้นางอย่างว่าง่าย จ้าวลี่หลินก็ตักให้เขาอีกเต็มชาม โจ๊กในหม้อพลันหมดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เขาขมวดคิ้วขึ้นพลางชะโงกหน้าไปมองชามของนางที่ตั้งเอาไว้บนพื้น กับจานผักโขมจานเล็ก ๆ ข้างกัน
"แบ่งใส่ชามเจ้าไปสิ" จ้าวลี่หลินยิ้มกว้างออกมา อย่างน้อยเขาก็แสดงความห่วงใยออกมาให้เห็น เช่นนั้นอนาคตต่อจากนี้ของนางนับว่าไม่แย่นักกระมัง
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ากินเล็กน้อยก็อิ่มแล้ว ท่านต่างหากต้องใช้แรงงานมากกว่าข้า ท่านกินเถอะ" ลู่ชุนไม่พูดอะไรอีก เขารับชามข้าวมา ตั้งหน้าตั้งตากินไม่สนใจนางอีก
"ท่านลองกินคู่กับผักดูสิเจ้าคะ เข้ากันนักเชียว" มือที่กำลังพุ้ยข้าวชะงักค้าง เขาเหลือบไปมองผักสีเขียวในจาน จากนั้นก็ยกตะเกียบไปคีบเข้ามาวางในชาม คลุกกับโจ๊กจนชุ่มแล้วจึงกินเข้าไปในปาก ดวงตาคมเบิกขึ้น โจ๊กเนื้อแห้งนี้ว่ารสดีแล้ว กินกับผักโขมหมักเกลือยิ่งดีเข้าไปอีก
จ้าวลี่หลินเห็นเขากินคำแล้วคำเล่าก็ยกยิ้มขึ้นมา จากนั้นตนเองก็เริ่มกินบ้าง สายตาเรียวเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาที่กินคำโต ไม่รู้ทำไมหัวใจนางถึงได้พองโตจนคับอก เมื่อก่อนนางก็ชอบทำอาหารเช่นนี้ ทุกครั้งที่นางและเพื่อนในกลุ่มมีเวลาตรงกัน ก็มักจะนัดกันมาทำอาหารกินด้วยกันที่บ้านของซ่งไป๋ลู่ นางรับหน้าที่เข้าครัวทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำอาหารไม่เป็น แต่เพราะนางชอบอาหารกระมัง บางครั้งหลี่จื่อเว่ยก็มักจะนำเหล้านอกมาดื่ม นางบอกว่าอาหารดีย่อมคู่กับสุราดี ส่วนกวนจือหลินนั่นน่ะหรือ รายนั้นเป็นเจ้ามือใหญ่ วัตถุดิบต่าง ๆ ในการทำอาหารก็ได้กวนจือหลินนี่แหละที่ออกเงินอยู่คนเดียว ว่าไปแล้วก็คิดถึงเหลือเกิน ไม่รู้ว่าป่านนี้เพื่อนทั้งสามของนางจะเป็นอย่างไรบ้าง จะรู้หรือไม่ว่านางมิได้ตายจาก แต่วิญญาณนางทะลุมิติมาในนิยายต่างหาก
หลังจากที่กินอาหารเสร็จแล้ว จ้าวลี่หลินก็เก็บของทั้งหมดใส่ตะกร้า นำไปล้างที่แม่น้ำด้านหลัง ฉวยโอกาสอาบน้ำไปด้วยเลย อย่างไรบาดแผลนางก็ต้องทำความสะอาดหากไม่เช่นนั้นจะอักเสบเอาได้ นางทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว ครั้นเดินกลับมา ก็เจอเข้ากับลู่ชุนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกล
"ท่านจะมาอาบน้ำเช่นกันหรือ"
"อืม.." เขาตอบกลับเสียงเบา นางจึงพยักหน้ารับและยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เขาอยากอาบน้ำก็ไม่แปลกอันใด วันนี้ทั้งวันเขาก็บังคับม้าลากเกวียนจนเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง แต่กระนั้นก็แปลกเสียจริง นางไม่รู้สึกว่าเขาตัวเหม็นเลยสักนิด
"เช่นนั้นข้าจะเตรียมที่นอนให้ท่าน ข้ากลับไปก่อนนะ" ชายหนุ่มพยักหน้าและก้าวขาลงไปที่แม่น้ำ จ้าวลี่หลินเดินกลับไปเตรียมที่นอนให้เขาจริง ๆ นางหยิบผ้ามาปูทับหญ้าแห้งที่เขาวางไว้ใต้ต้นไม้ จากนั้นก็หยิบผ้าห่มพับตั้งไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่แล้วเมื่อหันไปเห็นหีบใส่เสื้อผ้า นางก็ต้องขมวดคิ้ว เขาไปอาบน้ำอย่างไรถึงไม่เตรียมอาภรณ์ไปเปลี่ยน แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องเบิกตาขึ้น ความหวานล้ำสายหนึ่งวูบเข้ามาอย่างว่องไวเพียงครู่เดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
"หรือเขาต้องการไปเฝ้าระวังให้ข้า" นางเม้มปากกลั้นยิ้มเอาไว้ อย่าได้คิดเข้าข้างตนเองเชียว เขาก็แค่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น แต่กระนั้นเจ้าหัวใจไม่รักดีก็เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา
"ท่านมาแล้ว" จ้าวลี่หลินเห็นร่างกายด้านบนที่เปลือยเปล่า หยดน้ำยังเกาะเต็มเนื้อตัว กางเกงที่สวมใส่ดูชื้นทว่าไม่ได้เปียก ไม่ใช่ว่าเขาเปลือยกายลงน้ำกระมัง ใบหน้าหวานแดงซ่านขึ้นมา ถึงอย่างไรวิญญาณนางก็ยังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่นะ
"อืม..หยิบเสื้อตัวใหม่ให้ข้า" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม นางรีบเปิดหีบหยิบเสื้อสีดำตัวใหม่ และผ้าเช็ดผมส่งให้เขา ผมยาวเปียกเรียบไปทางด้านหลัง
"ท่านเช็ดผมให้แห้งก่อน ข้าจะตากเสื้อตัวเก่าให้ท่าน ส่งมาสิ"
เขาส่งมันให้นางจากนั้นก็รับผ้าเช็ดผมและเสื้อไปนั่งที่ข้างกองไฟ เช็ดมันจนแห้งจากนั้นก็สวมเสื้อให้เรียบร้อย ร่างหนาเอนกายลงนอนบนผ้าสะอาดที่ปูเอาไว้ ครั้นหันไปมองก็เห็นนางปีนขึ้นไปบนเกวียน คิ้วหนาขมวดขึ้น นางจะขึ้นไปนอนข้างบนนั้นหรืออย่างไร แต่ก็ไม่ได้แปลกอันใด ตลอดเวลาที่เดินทางมานางก็มักจะไปนอนบนเกวียน เขารู้ว่านางรังเกียจ คนที่นางรักก็คือพี่ใหญ่ของเขา หากไม่ใช่เพราะมารดานางบังคับให้แต่งกับเขา นางก็คงไม่ยินดี แต่จะว่าไปนั่นก็เพราะมารดานางและมารดาเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน จึงอยากให้เขาและนางแต่งกันคงคิดอยากให้ช่วยดูแลกันกระมัง แต่มารดาเขาก็คิดผิดเสียแล้ว นอกจากไม่ดูแลแล้ว นางยังทำร้ายเขาอีกต่างหาก
"กลางคืนอากาศหนาว เจ้ายังบาดเจ็บมานอนข้างกองไฟเถอะ ระวังจะล้มป่วยเป็นภาระให้ข้า หากเช่นนั้นข้าก็ยินดีที่จะทิ้งเจ้าเอาไว้ข้างทางให้เป็นอาหารของหมาป่าเสีย" จ้าวลี่หลินเพิ่งจะล้มตัวลงนอนก็ต้องลุกขึ้นมา นางเม้มปากแน่น ๆ เจ้าคนพิลึกนั่น ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย ไม่รู้เป็นบ้าอันใด จากที่หัวใจนางเพิ่งจะเต้นแรงเพราะเขา พลันตอนนี้ก็ห่อเหี่ยวลงเสียแล้ว
นางปีนลงจากเกวียนไปล้มตัวลงนอนข้าง ๆ กับเขา ทั้งสองนอนตะแคงหันหลังให้กัน ต่างฝ่ายก็ไม่เอ่ยวาจาใดอีก เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของร่างอรชรที่ดังอยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มจึงได้หลับตาลงบ้าง เสียงแมลงกลางคืนส่งเสียงร้องเหมือนดนตรีขับกล่อมให้คนทั้งคู่เข้าสู่ห้วงนิทรา ผ่านไปอีกหลายชั่วยามลู่ชุนก็สะดุ้งขึ้นมา กวาดตาไปมองเงาดำที่แทงกระบี่เข้ามา เขาล้วงมือไปที่ใต้ผ้าปูนอน หยิบกระบี่คู่ใจออกมาปัดคมกระบี่ของคนชุดดำออกไป ร่างหนากระโจนตามเข้าไป ฟาดฟันผู้บุกรุกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
เพียงไม่นานคนชุดดำทั้งสามก็สิ้นลมหายใจใต้คมกระบี่ของเขา อีกสองคนกระโดดหายไปต่อหน้า ลู่ชุนไม่ได้ตามไป เขาไปหาร่างที่ไร้ลมหายใจ ปาดกระบี่เช็ดเลือดไปที่เสื้อของร่างนั้น หันไปทางที่นอนก็เห็นหญิงสาวลุกขึ้นนั่งถือมีดทำอาหาร ตั้งท่าระวังภัยอยู่ก่อน ริมฝีปากหยักกระตุกขึ้น ตอนแรกคิดว่าจะได้ยินเสียงกรีดร้องจากนางเสียอีก ถือว่าปรับตัวได้รวดเร็วดี
ตอนที่ 30 รับของแจกหลายรอบลู่ชุนกลับมาถึงบ้านสกุลลู่ก็ส่งเสี่ยวไป๋ให้อาตง เขาเดินกระแทกเท้ากลับเข้าไปในบ้าน จ้าวลี่หลินเห็นสามีกลับมาก็รีบไปรินโสมผสมเก๋ากี้ส่งให้ นางรับเสื้อนวมส่งให้จื่อรั่วเอาไปตาก และสั่งให้ต้มน้ำอุ่นเข้ามา จัดการแช่เท้าสามีและบีบนวดมือและเท้าให้กล้ามเนื้อคลายตัว"มานั่งนี่เถอะ...ข้าไม่หนาว" "อีกนิดเถอะเจ้าค่ะ ท่านตากหิมะนาน ๆ ให้ข้าคลายกล้ามเนื้อให้เสียก่อน ภายหลังจะได้ไม่ต้องเป็นตะคริวให้รำคาญใจ" ลู่ชุนอุ่นซ่านไปทั้งใจ เมื่อก่อนไม่เคยมีใครดูแลเขาเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดห่วงใย ต้องดูแลตัวเองตลอด เมื่อได้รับการเอาใจใส่ เขาก็รู้สึกว่าตนเองละโมบนัก อยากให้นางเอาใจเขาเช่นนี้ตลอดไป เขานั่งดูนางบีบนวดให้ตนเองจนเสร็จ ก็ดึงนางเข้ามานอนกอดบนตั่ง"เหตุใดจึงได้โมโหกลับมาเล่าเจ้าคะ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ" นึกถึงนายอำเภอจุนหัวซย่าจื่อเว่ยนั่นขึ้นมา ก็เกิดโทสะอยากสังหารคน เขารีบควบอาชาไปขอความช่วยเหลือแทนหัวหน้าหมู่บ้านอู่ยวน แทนที่นายอำเภอจะรีบมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตามมาดู แต่กลับปัดความรับผิดชอบ บอกเพียงแต่ว่า หิมะตกหนักเป็นเวลานาน ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็เดือดร้อนทั้งนั้น ทางเมืองหลวงเ
ตอนที่ 29 หมู่บ้านอู่ยวนประสบภัย ฤดูหนาวยาวนานกว่าที่คิดเอาไว้ ชาวบ้านอู่ยวนประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงมากยิ่งขึ้น บางบ้านเริ่มมีคนหนาวตาย บางบ้านก็อดตายบ้างแล้ว ผู้เฒ่าหยางได้รับรายงานก็นั่งไม่ติดแล้ว จะรอความช่วยเหลือจากทางการ ก็ต้องมีคนฝ่าหิมะออกไปแจ้งข่าวเสียก่อน ทว่าผู้ใดจะยอมออกไปเล่า ตัวเขาเองก็แก่มากแล้ว หากขับเกวียนออกไป เกรงว่าจะต้องแข็งตายก่อนถึงอำเภอแล้ว"ที่บ้านสกุลลู่มีม้ามิใช่หรือ" สะใภ้หยางเห็นพ่อสามี และสามีนั่งปรึกษากันมาตั้งหลายชั่วยาม น้ำชาหมดไปหลายกา ทว่าไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรสักอย่าง ตอนแรกสามีนางก็อาสาจะออกไปขอความช่วยเหลือจากทางการ ทว่าเจ้าวัวแก่ไหนเลยจะไปถึง และอีกอย่างหากนางจะเป็นหม้ายเพราะสามีแข็งตายกลางทางเพื่อชาวบ้านเหล่านั้นหรือ นางไม่เอาด้วยหรอก"มีม้าแล้วอย่างไร" "อ้าว!!..มีม้าก็ดีกว่ามีวัวแก่ ๆ ลาโง่ ๆ ของพวกเรา ท่านพี่คิดดูสิอาชุนน่ะ ทั้งหนุ่มทั้งแข็งแกร่ง หากท่านพ่อขอให้เขาออกไปแจ้งข่าวกับทางการ ไหนเลยเขาจะกล้าปฏิเสธ"สะใภ้หยางยังหวังให้สามีตนเองรับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านต่อจากผู้เฒ่าหยางอยู่ และที่เสนอให้ลู่ชุนออกไปนั้น เพราะนางไม่ชอบจ้าวลี่หลิน สตรีผู
ตอนที่ 28 ปลูกผักท่ามกลางหิมะ เป็นอย่างที่ว่านถิงถิงบอก ความจริงแล้วจ้าวลี่หลินไม่รู้ว่าหิมะปีก่อน ๆ จะตกหนักหรือไม่ ทว่ายามนี้นางมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความขาวโพลน พื้นที่เขียวชอุ่มถูกหิมะปกคลุมไปจนมิด นางยกเตาพกขึ้นมากอดเอาไว้และรีบเดินไปที่คอกของเสี่ยวไป๋ ดีที่นางนึกได้เสียก่อน ไม่ได้ทำเพียงโรงเรือนให้ล่าเจียวเท่านั้น ยังทำโรงเรือนให้เสี่ยวไป๋อีกด้วย ครั้นเมื่อเดินเข้ามาข้างใน ก็เห็นลู่ชุนกำลังยกหญ้าและหลัวโปใส่รางไม้ น้ำที่อยู่ในถังเป็นน้ำต้มอุ่น หึ!!..ยังเป็นอนุไป๋ที่สามีนางดูแลดียิ่ง"หลินหลินออกมาทำไมกัน" ลู่ชุนขมวดคิ้วมอง ครั้นเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาก็รีบโยนหญ้าลงในรางและก้าวขาไปดึงนางมากอด มือหนาถูมือเล็กจนอุ่นร้อนจึงพอใจ แต่กระนั้นก็ไม่ชอบใจเท่าไรนัก มิใช่สั่งแล้วหรือว่าให้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาตากหิมะข้างนอก นางอยากทำสิ่งใดเขาล้วนทำให้ทั้งสิ้น"ข้าจะมาชวนท่านพี่ไปที่สวนผักหน่อยเจ้าค่ะ เมื่อคืนหิมะตกหนักไม่รู้หลังคาจะหักลงมาทับต้นกล้าหรือไม่" "ข้าไปดูให้เองเจ้ากลับเข้าไปในห้องเถอะ ประเดี๋ยวให้จื่อรั่วต้มน้ำขิงให้ดื่มสักหน่อยเข้าใจหรือไม่" ไม่รอให้ภรรยาตัวน้อยปฏิเสธ เขาอุ้มน
ตอนที่ 27 เตรียมเสบียงตุบ!!..จ้าวลี่หลินมองกองไม้ที่ถูกโยนลงไปในห้องด้านหลัง จากห้องโล่ง ๆ ตอนนี้อัดแน่นไปด้วยไม้จำนวนมาก เศษไม้ที่เหลือจากการทำโรงเรือนก็ถูกนำมาโยนให้ในห้องนี้ เชื้อเพลิงนางมีพอสำหรับหน้าหนาวแล้ว เนื้อสัตว์ก็มีพอแล้ว ส่วนผักนั้นนางก็นำมาผ่านกรรมวิธีถนอมอาหาร บางส่วนก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ขอเพียงหิมะตกลงมา นางก็นำไปแช่ในหิมะเสีย จะกินก็ค่อยเอามาละลาย"หลินหลินเจ้ามาตรวจดูหน่อยเถอะ ฟืนเท่านี้พอหรือไม่" "ท่านพี่ท่านตัดไม้มาหมดป่าแล้วไหนเลยจะไม่พอกัน" จ้าวลี่หลินหัวเราะขำ หากฟืนเต็มห้องไม่พอ นางก็ไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว "เช่นนั้นไปดูเนื้อสัตว์เถอะ มีพอหรือไม่ หากไม่พอพรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาอีกสักรอบ" ปีนี้เป็นปีแรกที่เขากับนางย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านอู่ยวน ความยากลำบากก็ย่อมมีมากกว่าตอนที่อยู่เมืองหลวง และต่อให้ยามที่นางอยู่จวนสกุลจ้าวจะไม่ได้รับความสะดวกสบายนัก แต่ก็ย่อมดีกว่าที่นี่นัก ลู่ชุนเห็นว่าภรรยาทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่ออนาคตของเขาและนาง นางทั้งทำสวน ทำน้ำพริกเผาขาย ส่วนเขาหรือ..หึ!!..เขาเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด ขึ้นเขาล่าสัตว์หรือก็ไม่ได้ไปทุกวัน เขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งแต
ตอนที่ 26 โรงเรือนปลูกผักเสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกคลุมลงบนร่างอรชร จ้าวลี่หลินถูกดึงเข้ามาในอ้อมอกอุ่น นางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้กับสามีของตนเอง ลู่ชุนกอดกระชับพลางดึงมือนางขึ้นมาถูให้อบอุ่น"เหตุใดจึงยังไม่เข้านอนอีก มิใช่สามีบอกให้เจ้าเข้านอนก่อนมิใช่เหรอ" ถึงแม้ว่าในบ้านสกุลลู่จะมีห้องอาบน้ำ ทว่าลู่ชุนก็ชอบไปอาบที่ลำธารอยู่ดี และยิ่งหลังจากที่สอนวรยุทธ์ให้กับน้องบุญธรรมทั้งสองแล้ว ทั้งสามก็จะไปแช่น้ำก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันกลับไป"ข้านอนไม่หลับ..ท่านพี่ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว ถิงถิงบอกข้าว่าทุกปีฤดูหนาวที่นี่จะหนักหนามาก หิมะปกคลุมไปทั้งภูเขา สวนผักของข้าจะรอดหรือไม่" นางมองดูแปลงผักที่อุตส่าห์ลงแรงใจแรงกายไปมากมาย ทำปุ๋ยหมักด้วยตนเอง ผสมดิน รดน้ำพรวนดิน ทุกขั้นตอนมีเรื่องไหนบ้างที่นางไม่ลงมือทำ หากปล่อยให้มันตายไป นางคงปวดใจมาก ดูจากอากาศยามค่ำคืนที่เริ่มหนาวขึ้น ก็รู้ว่าหน้าหนาวปีนี้จะต้องมาเร็วกว่าทุกปี และจะยิ่งรุนแรงยิ่งนัก ว่านถิงถิงบอกนางว่า เมื่อห้าปีที่แล้วหมู่บ้านอู่ยวนเคยมีคนตายเพราะทนหนาวไม่ไหว ขนาดคนยังตายแล้วผักนางจะไปรอดได้อย่างไร พวกถูโต้ว หลัวโป ก็ช่างมันเถิด แต่ล่าเจียวของนาง
ตอนที่ 25 น้ำพริกเผา สวนผักสกุลลู่งอกงามจนชาวบ้านรู้สึกอิจฉา ไม่รู้ว่าสะใภ้ลู่ใช้สิ่งใดทำปุ๋ยหมักบ้าง ผักถึงงดงามเช่นนั้น บางคนใจกล้าหน่อยก็วิ่งมาขอปุ๋ยหมักของจ้าวลี่หลิน ตอนแรกนางก็ใจดีให้ไป ทว่าเมื่อผักของผู้นั้นงอกงาม คนอื่น ๆ ก็มาขอบ้าง นางเองก็ทำได้ในจำนวนจำกัด จึงได้บอกปฏิเสธไป แต่กระนั้นก็สอนวิธีทำให้ แต่ผู้ใดจะไปรู้ ชาวบ้านที่เอาสูตรของนางไปทำ ผักกลับเหี่ยวตาย บางคนก็ไม่พอใจมาต่อว่านางถึงบ้าน ทว่าลู่ชุนก็ไล่ไปจนหมด"ข้าคิดว่าชาวบ้านป่าบ้านเขาจะมีจิตใจงดงาม ที่ไหนได้น่ารังเกียจยิ่งนัก""ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกันมิใช่หรือ จิตใจมนุษย์ลึกยิ่งกว่าท้องทะเล เจ้าอย่าไปสนใจเลย ไม่ว่าผู้ใดจะมาขอ ก็บอกปัดไปเถอะ""เจ้าค่ะ..ข้ารู้แล้ว จริงสิท่านพี่ เหตุใดท่านจึงสอนวรยุทธ์ให้อาซินกับอาตงล่ะ ข้าคิดว่าวรยุทธ์ไม่สอนกันง่าย ๆ""ในเมื่อทั้งสองคำนับข้าเป็นพี่ชายแล้ว วรยุทธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ข้าย่อมยินดีสอน ถึงแม้อาตงกับอาซินจะอายุเลยวัยที่จะเริ่มเรียน แต่ฝึกไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะอย่างไรก็ดีต่อร่างกาย เวลาขึ้นเขาล่าสัตว์ก็ไม่เหนื่อยง่าย ทั้งยังตั้งสมาธิยิงธนูได้แม่นขึ้นอีก อีกอย่างหากวันไหนข้าต้องขึ้นเขาหล







