Masuk
จ้าวลี่หลินนั่งบนเกวียนหันหลังให้กับลู่ชุน นางนำข้าวที่หุงเอาไว้คลุกกับงาขาวเกลือปรุงรสและเนื้อแห้งสับละเอียด จากนั้นปั้นเป็นก้อนขนาดพอดีคำ ห่อด้วยใบจิงจูฉ่าย จัดวางใส่กล่องเอาไว้ ทำแบบนี้ไปจนข้าวที่หุงมาหมดหม้อ ความจริงหากนางหาสาหร่ายได้ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ในเมื่อมันไม่มีก็ต้องหาอะไรแก้ขัดไปก่อน ถึงอย่างไรก็กินได้เช่นกัน เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว นางก็ขยับไปด้านหน้า
"กินข้าวก่อนเถอะ" เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงล้อเกวียนกับเสียงย่ำเท้าของเจ้าเสี่ยวไป๋เท่านั้นที่ดังก้อง สองผัวเมียกลับไม่แม้แต่จะเอ่ยปากสนทนากันเลยสักคำเดียว
"เพิ่งจะออกเดินทางเอง เจ้าก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ บอกแล้วว่าอย่าถ่วงข้ามิเช่นนั้นข้าก็ไม่กลัวที่จะทิ้งเจ้า" จ้าวลี่หลินถอนหายใจออกมา ที่บอกว่าบุรุษผู้นี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายก็ไม่เกินจริงนัก เมื่อคืนเขายังสังหารโจรที่หมายจะทำร้ายนาง เฝ้านางยามที่อาบน้ำ ทว่าตอนนี้กลับขู่จะทิ้งนางอีกแล้ว
"ข้ามิได้หมายความว่าจะพักเสียหน่อย ข้ายังต้องพักอันใดอีก เหนื่อยหรือก็ไม่ ท่านต่างหากนั่งบังคับเกวียนอยู่ตลอด ทั้งเมื่อคืนก็ไม่ค่อยได้นอน อาหารเช้าก็ไม่ได้กินอีก"
"มันก็เรื่องของข้า!!.."
"ใช่มันเป็นเรื่องของท่าน แต่หากท่านเป็นลมหมดสติขึ้นมา เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องของท่านเพียงผู้เดียว ยามนั้นต้องเป็นเรื่องของข้าเช่นกัน อย่าลืมว่าชีวิตข้ายามนี้ผูกติดเอาไว้กับท่านแล้ว อ้อ..อย่าได้คิดเชียวว่าข้าจะเป็นห่วง ข้าก็เพียงหวังให้ท่านพาข้าไปถึงบ้านบรรพชนอย่างปลอดภัย หลังจากนั้นท่านจะทำสิ่งใดล้วนไม่เกี่ยวกับข้า"
"เจ้า!!..สตรีน่ารังเกียจ" ลู่ชุนถลึงตามอง เขาเค้นเสียงเหี้ยมออกมา จ้าวลี่หลินรู้สึกหวาดกลัวมาก ทว่าก็พยายามเชิดหน้าขึ้นเหมือนไม่ได้รู้สึกอันใด
เจ้าเสี่ยวไป๋ห้อตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แม้เจ้านายมันจะไม่มองทาง แต่กระนั้นเจ้าม้าดำก็วิ่งไปอย่างมั่นคง หลบหลีกสิ่งกีดขวางข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ แต่กระนั้นก้อนหินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านกลางทาง ก็ทำเอาหญิงสาวที่มองเห็นกรีดร้องขึ้น
"เฮ้ย!!..ท่านระวังชน" ลู่ชุนกระตุกบังเหียนม้าขึ้น เสี่ยวไป๋ถูกดึงกะทันหันก็แสดงความไม่พอใจออกมา มันตะกุยขาหน้าขึ้นพ่นลมหายใจออกจากจมูกบาน ๆ และร้องฮี่เสียงดัง จ้าวลี่หลินไม่ทันตั้งตัวถลาไปข้างหน้า ลำตัวติดคอกกั้นทว่าใบหน้ากระแทกเข้ากับแผ่นหลังแกร่ง เลือดไหลออกมาจากรูจมูกเล็ก
"อู๊ย...ท่าน!!..เหตุใดจึงไม่ระวัง"
"นั่นไม่ใช่เพราะเจ้ากรีดร้องเหมือนคนเสียสติหรอกหรือ"
"ก็ไอ้ม้าดำนั่นมันจะชนหินอยู่แล้ว"
"ฮี่ ๆ" พรืด!!..เสียงลมหายใจพ่นออกมา พร้อมกับหน้าแหลม ๆ ที่ตวัดกลับมามองนาง ให้ตายเถอะ ไอ้ม้าบ้านี่มันต้องรู้ภาษามนุษย์แน่ ๆ ก็ดูจากที่มันหันมามองนางสิ ไหนจะฟันเหยิน ๆ ที่มันแสยะออกมาอีก
จ้าวลี่หลินมือหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก อีกมือกำคอกไม้กั้นระหว่างคอกโดยสารและคนขับเกวียนเอาไว้แน่น ลู่ชุนก้มลงหยิบกล่องข้าวที่ตกลงไปข้างตนเอง ดีที่เขาคว้าเอาไว้ทันไม่เช่นนั้นอาหารนี่ก็คงไม่ต้องกินแล้ว เขาวางมันไว้บนต้นขา อีกมือก็ยื่นไปตบที่ก้นม้าเบา ๆ
"เสี่ยวไป๋เด็กดีอย่าถือสานางเลย สตรีเช่นนี้มีค่าให้เจ้านำมาเป็นอารมณ์หรือ รีบไปเถอะ" เจ้าเสี่ยวไป๋หันหน้ากลับไป และเริ่มวิ่งไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวล จ้าวลี่หลินถอนหายใจออกมา เอาเถอะคงเป็นเหมือนคำที่ว่า สัตว์เลี้ยงและเจ้าของย่อมนิสัยเหมือนกัน เช่นนั้นไม่รู้ว่าลู่ชุนจะชอบกินหญ้าเหมือนไอ้ม้าดำนี่หรือไม่
ลู่ชุนเปิดกล่องข้าวออกมาหยิบข้าวปั้นขนาดพอดีคำโยนเข้าปาก ก้อนข้าวธรรมดากลับซ่อนเนื้อและผักดองเอาไว้ข้างใน คิ้วหนายกขึ้นพึงพอใจเป็นอย่างมาก เขาหยิบก้อนแล้วก่อนเล่า ครั้นก้มลงมามองก็เหลือเพียงสามก้อนเท่านั้น ชายหนุ่มแอบหันกลับไปมองด้านหลัง ก็เห็นสตรีนางนั้นกำลังเงยหน้าเชิดปลายจมูกขึ้น ท่าทางตลกขบขันเสียจริง ผ้าเช็ดหน้าถูกนางม้วนยัดเข้ารูจมูกไปแล้ว ไหนเลยจะเหมือนสตรีเจ้าเล่ห์คนเดิม หรือเพราะถูกคนของฮูหยินใหญ่ทำร้ายจึงได้ฟั่นเฟือนไปแล้ว
"นอนลงไปสิเลือดจะได้หยุดไหล" นางก้มหน้าลงหันไปมอง ริมฝีปากเบ้ขึ้น
"เหมือนจะหยุดไหลแล้วละ ท่านจะดื่มน้ำหรือไม่" นางหยิบกระบอกไม้ไผ่ส่งไปข้างหน้า พร้อมกับรับกล่องข้าวมาถือไว้ ครั้นเห็นข้าวปั้นสามก้อน ก็กลอกตาขึ้น ข้าวมีถึงสิบก้อนเขากินไปเจ็ดก้อนเชียวหรือ ไม่กินไปให้หมดเลยเล่าไอ้คนบ้าเอ๊ย ถึงในใจจะด่ากราดเพียงใด แต่ใบหน้าก็แสดงออกเพียงรอยยิ้มเท่านั้น
"หืม..โป้เหอ[1] นำมาทำชาได้ด้วยหรือ"
"เหตุใดจะไม่ได้ โป้เหอมีรสหอมเย็น พวกเราเดินทางกันกลางแจ้งตากแดดร้อน ๆ เช่นนี้ ดื่มชาโป้เหอก็จะช่วยให้สดชื่นขึ้น คลายร้อนและยังไม่ทำให้เป็นไข้แดดอีกด้วย"
"ข้าไม่เคยรู้ว่าเจ้ามีความรู้เช่นนี้ด้วย"
"มีอีกหลายเรื่องเชียวละที่ท่านไม่รู้เกี่ยวกับข้า เช่นไรสนใจแล้วหรือ"
"หึ..สตรีไร้ยางอายเช่นเจ้า ข้าหรือจะอยากรู้"
"เฮอะ!!..ก็ที่เอ่ยมานี่ล้วนอยากรู้ทั้งนั้น" จ้าวลี่หลินเถียงกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
ลู่ชุนเป็นคนปากหนักเขาไม่ค่อยพูดมากสักเท่าไร แต่กระนั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงได้เอาแต่ต่อปากต่อคำกับนางไม่จบไม่สิ้น ดูเหมือนการเดินทางคราวนี้ก็มิได้น่าเบื่อสักเท่าไรนัก แต่กระนั้นทั้งสองก็ไม่รีรอ เจ้าเสี่ยวไป๋ก็ยังควบออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกลงที่ตรงขอบฟ้า ชายหนุ่มก็แวะพักข้างทางเหมือนเช่นเมื่อวาน เขาเลือกหยุดใกล้แหล่งน้ำเพื่อที่จะสะดวกต่อหญิงสาว
จ้าวลี่หลินก็รับหน้าที่ทำอาหารอีกเช่นเคย วันนี้โชคดีที่ลู่ชุนยิงกระต่ายป่ามาได้หนึ่งตัว นางหมักเกลือและย่างจนเหลืองหอม จากนั้นก็บดงาโรยลงไปนางกินไปเพียงแค่ขาเดียวที่เหลือก็ลงท้องของลู่ชุนไปจนหมด คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่นางต้องนอนไม่เต็มอิ่มเท่าไรนัก เพราะไม่รู้ว่าจะมีมือสังหารบุกเข้ามาอีกหรือไม่ นึกไปถึงเมื่อคืนที่พวกชุดดำพุ่งตัวมาทางนาง บุรุษผู้นั้นไม่ได้มองกลับมาสักนิด มือเขาก็ตวัดกระบี่ทางคนผู้นั้น ปลายกระบี่ทะลุตัดหัวใจตายในดาบเดียว และเขาแทงมันโดยที่ไม่หันมามองเหมือนกับว่ามีตาอยู่ด้านหลัง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดหลุดคมกระบี่เข้ามาทำร้ายนางได้ ต่อให้เห็นการนองเลือดกับตา แต่ไม่รู้ทำไมนางถึงได้ไม่กลัวเขาเลยสักนิด กลับเชื่อใจเขามากขึ้นไปอีก
เชิงอรรถ
^ 薄荷bòhé/โป้เหอ สะระแหน่ Mint
ตอนที่ 30 รับของแจกหลายรอบลู่ชุนกลับมาถึงบ้านสกุลลู่ก็ส่งเสี่ยวไป๋ให้อาตง เขาเดินกระแทกเท้ากลับเข้าไปในบ้าน จ้าวลี่หลินเห็นสามีกลับมาก็รีบไปรินโสมผสมเก๋ากี้ส่งให้ นางรับเสื้อนวมส่งให้จื่อรั่วเอาไปตาก และสั่งให้ต้มน้ำอุ่นเข้ามา จัดการแช่เท้าสามีและบีบนวดมือและเท้าให้กล้ามเนื้อคลายตัว"มานั่งนี่เถอะ...ข้าไม่หนาว" "อีกนิดเถอะเจ้าค่ะ ท่านตากหิมะนาน ๆ ให้ข้าคลายกล้ามเนื้อให้เสียก่อน ภายหลังจะได้ไม่ต้องเป็นตะคริวให้รำคาญใจ" ลู่ชุนอุ่นซ่านไปทั้งใจ เมื่อก่อนไม่เคยมีใครดูแลเขาเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดห่วงใย ต้องดูแลตัวเองตลอด เมื่อได้รับการเอาใจใส่ เขาก็รู้สึกว่าตนเองละโมบนัก อยากให้นางเอาใจเขาเช่นนี้ตลอดไป เขานั่งดูนางบีบนวดให้ตนเองจนเสร็จ ก็ดึงนางเข้ามานอนกอดบนตั่ง"เหตุใดจึงได้โมโหกลับมาเล่าเจ้าคะ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ" นึกถึงนายอำเภอจุนหัวซย่าจื่อเว่ยนั่นขึ้นมา ก็เกิดโทสะอยากสังหารคน เขารีบควบอาชาไปขอความช่วยเหลือแทนหัวหน้าหมู่บ้านอู่ยวน แทนที่นายอำเภอจะรีบมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตามมาดู แต่กลับปัดความรับผิดชอบ บอกเพียงแต่ว่า หิมะตกหนักเป็นเวลานาน ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็เดือดร้อนทั้งนั้น ทางเมืองหลวงเ
ตอนที่ 29 หมู่บ้านอู่ยวนประสบภัย ฤดูหนาวยาวนานกว่าที่คิดเอาไว้ ชาวบ้านอู่ยวนประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงมากยิ่งขึ้น บางบ้านเริ่มมีคนหนาวตาย บางบ้านก็อดตายบ้างแล้ว ผู้เฒ่าหยางได้รับรายงานก็นั่งไม่ติดแล้ว จะรอความช่วยเหลือจากทางการ ก็ต้องมีคนฝ่าหิมะออกไปแจ้งข่าวเสียก่อน ทว่าผู้ใดจะยอมออกไปเล่า ตัวเขาเองก็แก่มากแล้ว หากขับเกวียนออกไป เกรงว่าจะต้องแข็งตายก่อนถึงอำเภอแล้ว"ที่บ้านสกุลลู่มีม้ามิใช่หรือ" สะใภ้หยางเห็นพ่อสามี และสามีนั่งปรึกษากันมาตั้งหลายชั่วยาม น้ำชาหมดไปหลายกา ทว่าไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรสักอย่าง ตอนแรกสามีนางก็อาสาจะออกไปขอความช่วยเหลือจากทางการ ทว่าเจ้าวัวแก่ไหนเลยจะไปถึง และอีกอย่างหากนางจะเป็นหม้ายเพราะสามีแข็งตายกลางทางเพื่อชาวบ้านเหล่านั้นหรือ นางไม่เอาด้วยหรอก"มีม้าแล้วอย่างไร" "อ้าว!!..มีม้าก็ดีกว่ามีวัวแก่ ๆ ลาโง่ ๆ ของพวกเรา ท่านพี่คิดดูสิอาชุนน่ะ ทั้งหนุ่มทั้งแข็งแกร่ง หากท่านพ่อขอให้เขาออกไปแจ้งข่าวกับทางการ ไหนเลยเขาจะกล้าปฏิเสธ"สะใภ้หยางยังหวังให้สามีตนเองรับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านต่อจากผู้เฒ่าหยางอยู่ และที่เสนอให้ลู่ชุนออกไปนั้น เพราะนางไม่ชอบจ้าวลี่หลิน สตรีผู
ตอนที่ 28 ปลูกผักท่ามกลางหิมะ เป็นอย่างที่ว่านถิงถิงบอก ความจริงแล้วจ้าวลี่หลินไม่รู้ว่าหิมะปีก่อน ๆ จะตกหนักหรือไม่ ทว่ายามนี้นางมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความขาวโพลน พื้นที่เขียวชอุ่มถูกหิมะปกคลุมไปจนมิด นางยกเตาพกขึ้นมากอดเอาไว้และรีบเดินไปที่คอกของเสี่ยวไป๋ ดีที่นางนึกได้เสียก่อน ไม่ได้ทำเพียงโรงเรือนให้ล่าเจียวเท่านั้น ยังทำโรงเรือนให้เสี่ยวไป๋อีกด้วย ครั้นเมื่อเดินเข้ามาข้างใน ก็เห็นลู่ชุนกำลังยกหญ้าและหลัวโปใส่รางไม้ น้ำที่อยู่ในถังเป็นน้ำต้มอุ่น หึ!!..ยังเป็นอนุไป๋ที่สามีนางดูแลดียิ่ง"หลินหลินออกมาทำไมกัน" ลู่ชุนขมวดคิ้วมอง ครั้นเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาก็รีบโยนหญ้าลงในรางและก้าวขาไปดึงนางมากอด มือหนาถูมือเล็กจนอุ่นร้อนจึงพอใจ แต่กระนั้นก็ไม่ชอบใจเท่าไรนัก มิใช่สั่งแล้วหรือว่าให้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาตากหิมะข้างนอก นางอยากทำสิ่งใดเขาล้วนทำให้ทั้งสิ้น"ข้าจะมาชวนท่านพี่ไปที่สวนผักหน่อยเจ้าค่ะ เมื่อคืนหิมะตกหนักไม่รู้หลังคาจะหักลงมาทับต้นกล้าหรือไม่" "ข้าไปดูให้เองเจ้ากลับเข้าไปในห้องเถอะ ประเดี๋ยวให้จื่อรั่วต้มน้ำขิงให้ดื่มสักหน่อยเข้าใจหรือไม่" ไม่รอให้ภรรยาตัวน้อยปฏิเสธ เขาอุ้มน
ตอนที่ 27 เตรียมเสบียงตุบ!!..จ้าวลี่หลินมองกองไม้ที่ถูกโยนลงไปในห้องด้านหลัง จากห้องโล่ง ๆ ตอนนี้อัดแน่นไปด้วยไม้จำนวนมาก เศษไม้ที่เหลือจากการทำโรงเรือนก็ถูกนำมาโยนให้ในห้องนี้ เชื้อเพลิงนางมีพอสำหรับหน้าหนาวแล้ว เนื้อสัตว์ก็มีพอแล้ว ส่วนผักนั้นนางก็นำมาผ่านกรรมวิธีถนอมอาหาร บางส่วนก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ขอเพียงหิมะตกลงมา นางก็นำไปแช่ในหิมะเสีย จะกินก็ค่อยเอามาละลาย"หลินหลินเจ้ามาตรวจดูหน่อยเถอะ ฟืนเท่านี้พอหรือไม่" "ท่านพี่ท่านตัดไม้มาหมดป่าแล้วไหนเลยจะไม่พอกัน" จ้าวลี่หลินหัวเราะขำ หากฟืนเต็มห้องไม่พอ นางก็ไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว "เช่นนั้นไปดูเนื้อสัตว์เถอะ มีพอหรือไม่ หากไม่พอพรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาอีกสักรอบ" ปีนี้เป็นปีแรกที่เขากับนางย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านอู่ยวน ความยากลำบากก็ย่อมมีมากกว่าตอนที่อยู่เมืองหลวง และต่อให้ยามที่นางอยู่จวนสกุลจ้าวจะไม่ได้รับความสะดวกสบายนัก แต่ก็ย่อมดีกว่าที่นี่นัก ลู่ชุนเห็นว่าภรรยาทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่ออนาคตของเขาและนาง นางทั้งทำสวน ทำน้ำพริกเผาขาย ส่วนเขาหรือ..หึ!!..เขาเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด ขึ้นเขาล่าสัตว์หรือก็ไม่ได้ไปทุกวัน เขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งแต
ตอนที่ 26 โรงเรือนปลูกผักเสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกคลุมลงบนร่างอรชร จ้าวลี่หลินถูกดึงเข้ามาในอ้อมอกอุ่น นางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้กับสามีของตนเอง ลู่ชุนกอดกระชับพลางดึงมือนางขึ้นมาถูให้อบอุ่น"เหตุใดจึงยังไม่เข้านอนอีก มิใช่สามีบอกให้เจ้าเข้านอนก่อนมิใช่เหรอ" ถึงแม้ว่าในบ้านสกุลลู่จะมีห้องอาบน้ำ ทว่าลู่ชุนก็ชอบไปอาบที่ลำธารอยู่ดี และยิ่งหลังจากที่สอนวรยุทธ์ให้กับน้องบุญธรรมทั้งสองแล้ว ทั้งสามก็จะไปแช่น้ำก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันกลับไป"ข้านอนไม่หลับ..ท่านพี่ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว ถิงถิงบอกข้าว่าทุกปีฤดูหนาวที่นี่จะหนักหนามาก หิมะปกคลุมไปทั้งภูเขา สวนผักของข้าจะรอดหรือไม่" นางมองดูแปลงผักที่อุตส่าห์ลงแรงใจแรงกายไปมากมาย ทำปุ๋ยหมักด้วยตนเอง ผสมดิน รดน้ำพรวนดิน ทุกขั้นตอนมีเรื่องไหนบ้างที่นางไม่ลงมือทำ หากปล่อยให้มันตายไป นางคงปวดใจมาก ดูจากอากาศยามค่ำคืนที่เริ่มหนาวขึ้น ก็รู้ว่าหน้าหนาวปีนี้จะต้องมาเร็วกว่าทุกปี และจะยิ่งรุนแรงยิ่งนัก ว่านถิงถิงบอกนางว่า เมื่อห้าปีที่แล้วหมู่บ้านอู่ยวนเคยมีคนตายเพราะทนหนาวไม่ไหว ขนาดคนยังตายแล้วผักนางจะไปรอดได้อย่างไร พวกถูโต้ว หลัวโป ก็ช่างมันเถิด แต่ล่าเจียวของนาง
ตอนที่ 25 น้ำพริกเผา สวนผักสกุลลู่งอกงามจนชาวบ้านรู้สึกอิจฉา ไม่รู้ว่าสะใภ้ลู่ใช้สิ่งใดทำปุ๋ยหมักบ้าง ผักถึงงดงามเช่นนั้น บางคนใจกล้าหน่อยก็วิ่งมาขอปุ๋ยหมักของจ้าวลี่หลิน ตอนแรกนางก็ใจดีให้ไป ทว่าเมื่อผักของผู้นั้นงอกงาม คนอื่น ๆ ก็มาขอบ้าง นางเองก็ทำได้ในจำนวนจำกัด จึงได้บอกปฏิเสธไป แต่กระนั้นก็สอนวิธีทำให้ แต่ผู้ใดจะไปรู้ ชาวบ้านที่เอาสูตรของนางไปทำ ผักกลับเหี่ยวตาย บางคนก็ไม่พอใจมาต่อว่านางถึงบ้าน ทว่าลู่ชุนก็ไล่ไปจนหมด"ข้าคิดว่าชาวบ้านป่าบ้านเขาจะมีจิตใจงดงาม ที่ไหนได้น่ารังเกียจยิ่งนัก""ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกันมิใช่หรือ จิตใจมนุษย์ลึกยิ่งกว่าท้องทะเล เจ้าอย่าไปสนใจเลย ไม่ว่าผู้ใดจะมาขอ ก็บอกปัดไปเถอะ""เจ้าค่ะ..ข้ารู้แล้ว จริงสิท่านพี่ เหตุใดท่านจึงสอนวรยุทธ์ให้อาซินกับอาตงล่ะ ข้าคิดว่าวรยุทธ์ไม่สอนกันง่าย ๆ""ในเมื่อทั้งสองคำนับข้าเป็นพี่ชายแล้ว วรยุทธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ข้าย่อมยินดีสอน ถึงแม้อาตงกับอาซินจะอายุเลยวัยที่จะเริ่มเรียน แต่ฝึกไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะอย่างไรก็ดีต่อร่างกาย เวลาขึ้นเขาล่าสัตว์ก็ไม่เหนื่อยง่าย ทั้งยังตั้งสมาธิยิงธนูได้แม่นขึ้นอีก อีกอย่างหากวันไหนข้าต้องขึ้นเขาหล







