Mag-log inเฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไป
ตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ" เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน "ขอบคุณ" เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้น เพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบเฉไฉ นั่งลงข้างตะกร้าสานใบใหญ่แล้วดึงใบไม้ที่ปิดทับอยู่ออก พลันสายตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น "นี่มัน... เยอะขนาดนี้เชียวหรือ" ผลท้อป่าสีชมพูระเรื่อวางเรียงรายพูนเต็มปากตะกร้า ส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวโชยเตะจมูก ซ่งจิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็ก ๆ ของเขาก็หลุดยิ้มบาง นางก้าวเข้ามานั่งลงข้าง ๆ พยักเพยิดหน้าให้เขา แล้วช่วยกันลำเลียงของออกจากตะกร้าทีละอย่าง ชั้นแรกเป็นลูกท้อป่าสดฉ่ำ ถัดลงมาเป็นหัวมันป่าเนื้อแน่น หัวเผือกป่าขนาดเท่ากำปั้น และกองผักกูด ผักกาดน้ำป่าสีเขียวสดที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร เฉินฮ่าวหรานยกของเหล่านั้นออกด้วยความทึ่งในความสามารถของของนาง เมื่อมือของเขาค่อย ๆ เลิกชั้นใบไม้ห่อหุ้มชั้นล่างสุดออก ดวงตาของเฉินฮ่าวหรานก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ตรงหน้าของเขาคือเห็ดสีแดงอมน้ำตาลเข้ม ผิวมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมัน ทรงพัดกางกว้างสมบูรณ์แบบสามดอกใหญ่ "นี่... นี่มัน..." น้ำเสียงของเฉินฮ่าวหรานติดขัด ชายหนุ่มจ้องมองด้วยความตะลึงจนแทบหยุดหายใจ ชาวบ้านในหมู่บ้านหลิวซู่แห่งนี้เป็นเพียงชาวนาผู้ยากไร้ พวกเขาไม่รู้จักสมุนไพรชั้นสูง และต่อให้เคยได้ยินชื่อ ก็ไม่มีใครกล้าบุกป่าลึกเข้าไปจนเจอของล้ำค่าเช่นนี้ แต่เฉินฮ่าวหรานที่เติบโตมาในจวนขุนนางใหญ่แห่งเมืองหลวง ตอนเขายังเป็นนายน้อยและเจ็บป่วย มารดาเคยทุ่มเทเงินทองมากมายซื้อสมุนไพรบำรุงร่างกายนับไม่ถ้วน และเขาก็เคยดื่มยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของสิ่งนี้มาแล้ว "เห็ดหลินจือแดงธรรมชาติ ดอกสมบูรณ์ถึงเพียงนี้" เฉินฮ่าวหรานเงยหน้าขึ้นมองซ่งจิ่วเอ๋อร์ด้วยความตกตะลึง เห็ดหลินจือแดงขนาดใหญ่และมีอายุหลายปีเช่นนี้ หากนำไปขายในตัวอำเภอหรือร้านขายยาใหญ่ในเมืองหลวง มันมีมูลค่าหลายสิบตำลึงเงินหรืออาจถึงขั้นแลกทองคำได้เลยทีเดียว สตรีตรงหน้าเขา นางไม่ได้เพียงแค่เข้าป่าไปเก็บผักหญ้ากลับมา แต่สิ่งที่นางแบกใส่หลังกลับมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย คือสิ่งจะพลิกชีวิตความอดอยากของทั้งคู่ได้อีกนาน ซ่งจิ่วเอ๋อร์มองท่าทางตกตะลึงของเฉินฮ่าวหรานแล้วก็ยกยิ้มจาง ๆ นางยื่นมือไปลูบกลีบดอกเห็ดหลินจือแดงอย่างเบามือ ก่อนจะเอ่ยเสนอน้ำเสียงราบเรียบ "ของสิ่งนี้ล้ำค่านัก หากเก็บไว้กับตัวตอนนี้ย่อมไม่มีประโยชน์ พรุ่งนี้พวกเรานำเข้าไปขายในตัวอำเภอ นำเงินมาซื้อข้าวสาร เนื้อสัตว์ และของใช้ที่จำเป็นจะดีกว่าหรือไม่" นางหยุดชั่วครู่หันมาประสานสายตากับเขาตรง ๆ "เจ้าเดินไหวหรือไม่ หากร่างกายยังไม่พร้อม ข้าจะเข้าไปคนเดียว" "ไหว ข้าเดินไหวแน่นอน" เฉินฮ่าวหรานรีบเอ่ยขึ้นทันควันโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด ชายหนุ่มมองซ่งจิ่วเอ๋อร์ด้วยความกังวล ในใจของเขานั้นแม้จะประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงของนาง แต่ในความคิดของอดีตนายน้อยจวนขุนนาง ซ่งจิ่วเอ๋อร์เป็นเพียงสตรีชาวบ้านที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้าน นางย่อมไม่รู้จักกลอุบายค้าขาย หรือการเจรจาต่อรองกับพวกพ่อค้าร้านยาในเมืองหลวงหรือตัวอำเภอ ซึ่งคนเหล่านั้นขึ้นชื่อเรื่องความหน้าเลือดและชอบกดราคาสตรีหรือคนจน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเผชิญหน้ากับผู้คนระดับชนชั้นต่าง ๆ ในเมืองใหญ่ นางอาจถูกหลอกลวงหรือโดนเอาเปรียบได้ง่าย ๆ นางอุตส่าห์แบกของล้ำค่านี้ลงมาจากเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาจะปล่อยให้นางไปเสี่ยงโดนรังแกคนเดียวได้อย่างไร อย่างน้อยเขาก็เคยเติบโตในเมืองหลวง รู้จักธรรมเนียมและการพูดจาของพวกพ่อค้าดี "ข้าจะไปกับเจ้าด้วย" เฉินฮ่าวหรานเอ่ยเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ร้านขายยาใหญ่ ๆ ในเมืองมีกลอุบายมาก หากไม่มีข้าไปด้วย เจ้าอาจจะเสียเปรียบพวกเขาได้" ซ่งจิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้วเล็กน้อย รู้ทันความคิดของเขาในใจ แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยขัด ความจริงการมีเขาไปด้วยย่อมสะดวกกว่ามาก เพราะชายหนุ่มรู้จักเส้นทางและกฎเกณฑ์ของยุคนี้ดีกว่านางอย่างแน่นอน "ตกลง เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าเราออกเดินทางกัน" นางพยักหน้ารับ "ตอนนี้เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะไปเตรียมอาหารให้" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หอบเอาวัตถุดิบที่ขุดได้ ทั้งมันป่า เผือกป่า ผักกูดสด และลูกท้อป่า ตรงเข้าไปในครัวทันที ในฐานะนักโภชนาการมืออาชีพ นางรู้ว่าร่างกายของเฉินฮ่าวหรานอิดโรยและขาดสารอาหารสะสมมานาน การกินอาหารย่อยยากหรือมันจัดในทันทีจะทำให้กระเพาะอาหารปรับตัวไม่ทัน เมนูในวันนี้จึงต้องเป็นอาหารที่ดูดซึมง่าย สบายท้อง บำรุงกำลัง และคืนความสดชื่น นางเริ่มจากนำหัวมันป่าและเผือกป่ามาล้างดินออกจนสะอาด นำไปปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำลงไปต้มในหม้อดินพร้อมเติมน้ำสะอาดลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ จนเนื้อเผือกและมันนุ่มเปื่อยละลาย กลายเป็นข้าวต้มข้นมันเผือกหอมที่ให้พลังงานและช่วยถนอมเยื่อบุกระเพาะอาหาร จากนั้น นางนำผักกูดสดที่ล้างสะอาดมาลวกในน้ำต้มสุกอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารและสีเขียวสด นำมาจัดใส่ชาม เหยาะน้ำมันและเกลือที่เหลือติดโถเพียงน้อยนิดลงไปคลุกเคล้าเบา ๆ กลายเป็นยำผักกูดที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบำรุงเลือด ปิดท้ายด้วยการนำลูกท้อป่ามาปอกเปลือก ฝานเนื้อเป็นชิ้นบาง ๆ ต้มกับน้ำสะอาดและเติมขิงแก่ฝานบางลงไปเคี่ยวเล็กน้อย ได้เป็นน้ำท้อต้มขิงรสชาติหวานอมเปรี้ยวชุ่มคอ ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและบำรุงธาตุ ไม่นานนัก กลิ่นหอมอบอุ่นของอาหารป่าปรุงสดใหม่ก็โชยออกจากห้องครัว อบอวลไปทั่วบ้านดินที่เคยเย็นชืด เฉินฮ่าวหรานที่นั่งตัดฟืนอยู่ลานหน้าบ้านถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นตะลึง กลิ่นหอมนี้ ไม่ใช่อาหารไหม้หรือข้าวต้มที่นางเคยทำ แต่เป็นกลิ่นหอมกลมกล่อมที่ชวนให้ร่างกายที่ซูบซีดกลับมามีความหิวได้อีกครั้งความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงหอบเอาความเย็นชื้นมาตามลม ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่พบว่าที่นอนข้างล่างพับเก็บเรียบร้อยอย่างมีระเบียบหมายความว่าเฉินฮ่าวหรานตื่นก่อนนางเมื่อเก็บที่นอนและทำความสะอาดเสร็จนางก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก ถึงลมหนาวจะเริ่มโชยพัด แต่บรรยากาศกลับสดชื่นและปลอดโปร่งอยู่ไม่น้อย ผิดกับความเจริญที่นางเคยอยู่ มีชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก่งแย่งแข่งขัน"ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่ ได้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง ข้าโชคดีด้วยซ้ำไป"นางกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเฉินฮ่าวหรานจึงล้างหน้าล้างตาเข้าครัวเตรียมอาหารเช้า สักครู่เขาก็แบกฟืนหอบใหญ่เข้ามา"อากาศเย็นชื้น ทำไมออกไปข้างนอกเล่า"นางถามเมื่อเขาวางไม้ฟืนลง เฉินฮ่าวหรานยกมือปาดเหงื่อ ถึงจะมีสีหน้าสดชื่นขึ้นแต่ร่างกายนั้นผอมอมโรค เรี่ยวแรงก็ใช่ว่าจะมีมากพอให้ทำงานหนักได้"ข้าไม่อยากให้ขาดไม้ฟืน เลยไปเก็บมาสำรองไว้มาก ๆ"เขาเอ่ยขึ้นพร้อมลมหายใจหอบเล็กน้อย"ได้ออกแรงให้เหงื่อออกก็สดชื่นขึ้นมาก"ในแววตาของเขาไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาบอก และเป็นหลักพื้นฐานในการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว"อืม"นางตอบสั้น
คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ"อื้ม"เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย""ไม่ได้!" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดีตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการแ
อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจเมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไรทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบังแม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่""รับสิ แต่ร้า
เฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไปตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ"เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน"ขอบคุณ"เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบ
ซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหรานขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธารตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา"ลูกท้อป่า"ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรม
เมื่อกลุ่มชาวบ้านเดินมาถึงจุดนัดพบชายป่า พวกเขาก็หยุดก้าวเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนายช่างไม้ในหมู่บ้านตวาดขึ้นเสียงแหลม พลางชี้หน้าด่านางอย่างไม่เกรงใจ"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เจ้าจะเดินตามพวกเรามาทำไมกัน บนเขานี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนใจดำอย่างเจ้า""ใช่ ไสหัวกลับไปเสีย พวกข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เกิดเจ้าไปแย่งผักป่า หรือเปิดปากด่าแช่งพวกข้าบนเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้ายังไม่ยอมกลับไป พวกข้าจะตีเจ้าลงเขาเดี๋ยวนี้แหละ" ชายฉกรรจ์อีกคนในกลุ่มขู่ขึ้นพลางยกท่อนไม้ในมือทำท่าจะข่มขู่ทั้งหมดรวมกลุ่มกันส่งเสียงไล่และถลึงตาใส่นางด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะพากันรีบเดินหนีมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางป่าฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็วซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งมองตามหลังพวกชาวบ้านที่รีบเร่งเดินหนีไป นางไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าซูบซีดกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ"คิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวหรือไง"ในเมื่อรู้ทิศทางและลักษณะภูมิประเทศคร่าว ๆ จากการเดินตามกลุ่มชาวบ้านมาจนถึงตรงนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ซ่งจิ่วเอ๋อ







