Share

ขายของล้ำค่า

last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-07 17:56:26

อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ

ตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจ

เมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไร

ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบัง

แม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ 

"หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่"

"รับสิ แต่ร้านข้าขายแต่ของดี ๆ คนจนอย่างพวกเจ้ามีอะไรมาขาย ผักหญ้าบนเขารึ"

 หลงจู๊เอ่ยถามเสียงห้วน

เฉินฮ่าวหรานไม่ตอบ แต่ค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นเห็ดหลินจือแดงสมบูรณ์สามดอกใหญ่

หลงจู๊ตาลุกวาวขึ้นทันที ในใจเกิดความโลภอย่างหนัก นี่มันเห็ดหลินจือแดงอายุหลายปี ชนิดที่หาได้ยากยิ่งในแถบนี้ แต่ด้วยนิสัยพ่อค้า เขาปรับสีหน้าให้เรียบเฉยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว แล้วใช้นิ้วเคาะเห็ดเบา ๆ

"เห็ดหลินจือแดงก็จริง แต่วิธีการเก็บของพวกเจ้านี่ใช้ไม่ได้เลย ดูสิ ผิวมีรอยขูดขีด สรรพคุณสมุนไพรถดถอยไปตั้งครึ่ง แถมหมอกบนเขายังทำให้ชื้นเกินไป คุณภาพตกต่ำถึงเพียงนี้ ข้าให้เต็มที่ได้อย่างมากก็แค่สามตำลึงเงิน รวมสามดอกนี่ถือว่าข้าเมตตาช่วยซื้อให้แล้วนะ"

จากมูลค่าจริงที่ควรจะพุ่งไปสิบ ๆ ตำลึง กลับถูกกดเหลือเพียงเศษเงิน

ซ่งจิ่วเอ๋อร์คิ้วกระตุก เตรียมจะโต้แย้ง แต่เฉินฮ่าวหรานกลับยิ้มบาง ๆ ยืนยืดตัวตรง แผ่รังสีคุณชายตระกูลใหญ่ออกมาอย่างสง่างาม

"หลงจู๊" 

เสียงทุ้มของเฉินฮ่าวหรานดังฟังชัด กังวานไปทั่วร้าน

 "ท่านกล่าวว่าเห็ดนี้ชื้นเกินไปหรือ เห็ดหลินจือแดงดอกนี้หมวกเห็ดแข็งแรง ริ้วรอยตามธรรมชาติแห้งสนิท สัมผัสแน่นมีน้ำหนัก ไร้รอยกัดเจาะของแมลงและไร้ราดำ แสดงว่าเจริญเติบโตบนต้นไม้ใหญ่กลางป่าลึกในจุดที่แสงแดดส่องถึงอย่างพอเหมาะ"

หลงจู๊ชะงัก สีหน้าเริ่มเสีย

"ยิ่งไปกว่านั้น" 

เฉินฮ่าวหรานจับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ

"ตามตำรายาสมุนไพร เห็ดหลินจือแดงที่มีเนื้อแน่น รูปร่างทรงพัดขอบทองสมบูรณ์เช่นนี้ ถือเป็นยารักษาชั้นเลิศสมุนไพรระดับนี้ หากร้านท่านนำไปให้จวนเจ้าเมืองหรือส่งเข้าเมืองหลวง อย่างน้อยต้องขายได้ไม่ต่ำกว่าสี่สิบตำลึงเงิน ท่านกดราคาชาวบ้านเหลือสามตำลึง หากเรื่องนี้รู้ไปถึงนายอำเภอว่าร้านยาใหญ่โตใช้กลอุบายต้มตุ๋น กดราคาสินค้าล้ำค่าเกินสิบเท่า จะไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงร้านหรอกหรือ"

คำพูดฉะฉานแม่นยำของตำรายา ผู้พูดยังแผ่กลิ่นอายสูงส่งจนหลงจู๊ถึงกับหน้าซีด เขาพูดไม่ออกสักคำ คิดหาคำโต้แย้งไม่ได้ เอาแต่มองอีกฝ่ายและเริ่มคิดว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ชาวบ้านห่างไกลแน่

ซ่งจิ่วเอ๋อร์มองเฉินฮ่าวหรานด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มผอมบางขี้โรคเอ่ยปากงัดข้อด้วยสติปัญญาและวาทศิลป์ดุจบัณฑิต ดูสง่างามและมีเสน่ห์จนนางแทบละสายตาไม่ได้

นางไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ รีบคว้าตะกร้ากลับมาดึงผ้าปิดไว้ทันที พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันกวนโทสะ

"ท่านพี่ พวกเรากลับกันเถิด ในเมืองนี้ใช่ว่าจะไม่มีเศรษฐี ของดีระดับนี้หากเรานำไปเสนอให้ท่านเศรษฐีที่กำลังป่วยเรื้อรัง ข้าเชื่อว่าย่อมยินดีจ่ายสี่สิบหรือห้าสิบตำลึงเงินอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องมาง้อร้านยาที่ ไม่มีเงินจ่าย แล้วมาแสร้งทำเป็นกดราคาเช่นนี้หรอก"

คำพูดหยามหน้าของนางกระแทกเข้ากลางหน้าหลงจู๊อย่างจัง

ผู้คนนอกร้านที่ผ่านไปมาเริ่มหันมามอง หากปล่อยให้สองคนนี้เดินออกจากร้านไปพร้อมเห็ดล้ำค่า แล้วข่าวลือแพร่ออกไปว่า ร้านยาซื่อถังไม่มีเงินซื้อของดี แถมยังกดราคาชาวบ้าน มีหวังชื่อเสียงร้านพังพินาศ และเขาต้องถูกเถ้าแก่ใหญ่ไล่ออกเป็นแน่

"ช้าก่อนแม่นาง คุณชายท่านนี้" 

หลงจู๊รีบออกมาดักหน้า ละทิ้งความเย่อหยิ่งผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ

"ข้าตาต่ำเอง อย่าเพิ่งไปเลยนะขอรับ"

เฉินฮ่าวหรานเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เอ่ยน้ำเสียงเย็นชา

 "เช่นนั้น หลงจู๊จะว่าอย่างไร"

"สิบแปด ไม่สิ ยี่สิบห้าตำลึงเงิน" 

หลงจู๊กลืนน้ำลายเอื้อก

 "ข้าให้อย่างยุติธรรมที่สุด ยี่สิบห้าตำลึงเงินสำหรับเห็ดสามดอกนี้"

เฉินฮ่าวหรานหันไปสบตากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ นางส่งสัญญาณพยักหน้าเบา ๆ ยี่สิบห้าตำลึงเงินนั้นเป็นราคาที่สูงลิบลิ่ว สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้หลายปีเลยทีเดียว

"ตกลง ยี่สิบห้าตำลึงเงิน จ่ายเงินสด" 

เฉินฮ่าวหรานเอ่ยสรุป

หลงจู๊รีบวิ่งไปยกก้อนเงินแท่งและเหรียญเงินก้อนโตมามอบให้ด้วยสองมือที่สั่นเทา ซ่งจิ่วเอ๋อร์รับก้อนเงินหนักอึ้งมาถือไว้ในมือด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ตอนนี้พวกเขามีเงินก้อนใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตแล้ว

เมื่อเดินออกจากร้านยาพร้อมเงินก้อนใหญ่ เฉินฮ่าวหรานรวบก้อนเงินยี่สิบห้าตำลึงทั้งหมดใส่ลงในถุงผ้าแล้วยื่นส่งให้ซ่งจิ่วเอ๋อร์โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงัก กลอกตามองก้อนเงินในมือเขาด้วยความเกรงใจ

 "เจ้ารับไว้เถิด อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นหัวหน้าครอบครัว เงินก้อนใหญ่เช่นนี้ให้เจ้าเป็นคนดูแลน่าจะเหมาะสมกว่า"

เฉินฮ่าวหรานมองนางด้วยสายตานุ่มนวล แววตาคู่นั้นทอประกายอบอุ่น เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง

"จิ่วเอ๋อร์ เจ้าเป็นคนบุกป่าลึก แบกความเสี่ยงและความยากลำบากขุดมันขึ้นมา ข้าเพียงแต่พาเจ้ามาและเอ่ยปากไม่กี่คำเท่านั้น เงินนี้เป็นของเจ้า และข้าอยากให้เจ้าเก็บมันไว้ อยากเห็นเจ้ามีความสุขและไม่ต้องทนทุกข์เรื่องปากท้องอีก"

คำพูดง่าย ๆ แต่ทรงพลังนั้น ทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์รู้สึกจุกแน่นขึ้นมาในลำคอ ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว คลอไปด้วยหยดน้ำตาจาง ๆ

 ในโลกก่อนนางเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่สู้ชีวิตมาโดยลำพัง ทำงานหนักจนยกระดับตัวเองขึ้นมาอยู่แถวหน้า แต่กลับไม่เคยมีใครดูแล ไม่เคยมีใครบอกว่าอยากให้นางมีความสุข หรือมอบความจริงใจให้อย่างบริสุทธิ์ใจเช่นนี้เลยสักครั้ง หัวใจที่เคยก่อกำแพงหนาเพื่อป้องกันความเจ็บปวด จึงสั่นคลอนและซาบซึ้งได้โดยง่ายเพียงเพราะความอ่อนโยนเล็ก ๆ ของชายหนุ่มตรงหน้า

'ทำไมกันนะ'

นางคิดในใจด้วยความเวทนาจับขั้วหัวใจ คนดีและงดงามถึงเพียงนี้ เหตุใดร่างเดิมถึงได้ใจร้ายและทำร้ายเขาลงคอ

ขณะนั้น ภาพความทรงจำอันย่ำแย่ของร่างเดิมพลันแล่นเข้ามาในหัว

เฉินฮ่าวหรานกัดฟันฝืนร่างกายอันทรุดโทรม ไปรับจ้างแบกหามแลกเศษเงินไม่กี่เหรียญหาเลี้ยงครอบครัว ร่างเดิมกลับแย่งชิงเงินเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น นำไปซื้อเสื้อผ้าและของกินดี ๆ ให้ตนเอง แต่กลับทิ้งเพียงเศษข้าวต้มบูดหรือผักเหี่ยว ๆ ไว้ให้เขาประทังชีวิต ยามที่อาการป่วยของเขากำเริบ นางไม่เพียงไม่หายาให้กิน แต่กลับลงมือด่าทอทุบตีและแช่งชักหักกระดูก เพียงเพราะเขาไม่มีเงินให้นางใช้เพิ่ม

ทั้งที่โดนย่ำยีถึงเพียงนั้น ทุกครั้งที่เฉินฮ่าวหรานนั่งมองบ้านที่ทรุดโทรม ชายหนุ่มกลับไม่เคยแค้นเคืองหรือโทษนางเลยแม้แต่น้อย ยามที่เขาขุ่นเคืองใจ สุดท้ายเขาก็ได้แต่ตกตะกอนในความคิดของตนเอง ว่าเป็นเพราะเขาไม่เอาไหนเอง หากไม่ได้ตกต่ำและไร้ความสามารถเช่นนี้ นางก็คงไม่ต้องมาทนลำบากกับเขา

ยิ่งคิดถึงความบอบช้ำที่เขาเคยได้รับ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ยิ่งรู้สึกสะท้อนใจ นางสัญญาและปฏิญาณกับตนเองในใจทันที

 'ข้าซ่งจิ่วเอ๋อร์ จะไม่มีวันทำร้ายเจ้าเหมือนคนเดิมอีกเป็นอันขาด'

เฉินฮ่าวหรานเห็นขอบตาของหญิงสาวแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า เขาก็ตระหนกตกใจขึ้นมาทันที คิดว่าตนเองเอ่ยสิ่งใดผิดไปจนทำร้ายจิตใจนาง

"จิ่วเอ๋อร์ เจ้า... เจ้าเป็นอะไรไป ข้าพูดอะไรให้เจ้าเสียใจหรือเปล่า" 

เขาเอ่ยถามด้วยความร้อนรน มือไม้เกร็งไปหมด

ซ่งจิ่วเอ๋อร์หลุบสายตาลงต่ำ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเขาพร้อมกับยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ

เฉินฮ่าวหรานถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก สายตาของเขามองไล่ตั้งแต่ไรผมไปจนถึงใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาดของนาง ก่อนที่ชายหนุ่มจะค่อย ๆ ยื่นมือทั้งสองข้างเข้าไป กุมและจับไหล่บางของนางไว้แน่น สัมผัสหนักแน่นแต่นุ่มนวลนั้นส่งผ่านความตั้งใจจริงของเขามาสู่ตัวนาง

"อย่ากังวลไปเลยนะ" 

เฉินฮ่าวหรานจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เอ่ยคำสัญญาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นฟังชัด

 "ถึงแม้ข้าในยามนี้จะยังไม่แข็งแรงและตกต่ำ แต่ต่อจากนี้ไป ข้าจะทำหน้าที่สามีให้ดีกว่าที่ผ่านมา จะไม่ยอมให้เจ้าต้องลำบากหรือโดนใครรังแกอีกแล้ว"

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เด็กอกตัญญู

    ความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงหอบเอาความเย็นชื้นมาตามลม ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่พบว่าที่นอนข้างล่างพับเก็บเรียบร้อยอย่างมีระเบียบหมายความว่าเฉินฮ่าวหรานตื่นก่อนนางเมื่อเก็บที่นอนและทำความสะอาดเสร็จนางก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก ถึงลมหนาวจะเริ่มโชยพัด แต่บรรยากาศกลับสดชื่นและปลอดโปร่งอยู่ไม่น้อย ผิดกับความเจริญที่นางเคยอยู่ มีชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก่งแย่งแข่งขัน"ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่ ได้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง ข้าโชคดีด้วยซ้ำไป"นางกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเฉินฮ่าวหรานจึงล้างหน้าล้างตาเข้าครัวเตรียมอาหารเช้า สักครู่เขาก็แบกฟืนหอบใหญ่เข้ามา"อากาศเย็นชื้น ทำไมออกไปข้างนอกเล่า"นางถามเมื่อเขาวางไม้ฟืนลง เฉินฮ่าวหรานยกมือปาดเหงื่อ ถึงจะมีสีหน้าสดชื่นขึ้นแต่ร่างกายนั้นผอมอมโรค เรี่ยวแรงก็ใช่ว่าจะมีมากพอให้ทำงานหนักได้"ข้าไม่อยากให้ขาดไม้ฟืน เลยไปเก็บมาสำรองไว้มาก ๆ"เขาเอ่ยขึ้นพร้อมลมหายใจหอบเล็กน้อย"ได้ออกแรงให้เหงื่อออกก็สดชื่นขึ้นมาก"ในแววตาของเขาไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาบอก และเป็นหลักพื้นฐานในการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว"อืม"นางตอบสั้น

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เสียสละ

    คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ"อื้ม"เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย""ไม่ได้!" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดีตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการแ

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   ขายของล้ำค่า

    อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจเมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไรทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบังแม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่""รับสิ แต่ร้า

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เมนูบำรุง

    เฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไปตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ"เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน"ขอบคุณ"เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบ

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   ลงจากเขา

    ซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหรานขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธารตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา"ลูกท้อป่า"ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรม

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เจอของดี ๆ

    เมื่อกลุ่มชาวบ้านเดินมาถึงจุดนัดพบชายป่า พวกเขาก็หยุดก้าวเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนายช่างไม้ในหมู่บ้านตวาดขึ้นเสียงแหลม พลางชี้หน้าด่านางอย่างไม่เกรงใจ"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เจ้าจะเดินตามพวกเรามาทำไมกัน บนเขานี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนใจดำอย่างเจ้า""ใช่ ไสหัวกลับไปเสีย พวกข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เกิดเจ้าไปแย่งผักป่า หรือเปิดปากด่าแช่งพวกข้าบนเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้ายังไม่ยอมกลับไป พวกข้าจะตีเจ้าลงเขาเดี๋ยวนี้แหละ" ชายฉกรรจ์อีกคนในกลุ่มขู่ขึ้นพลางยกท่อนไม้ในมือทำท่าจะข่มขู่ทั้งหมดรวมกลุ่มกันส่งเสียงไล่และถลึงตาใส่นางด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะพากันรีบเดินหนีมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางป่าฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็วซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งมองตามหลังพวกชาวบ้านที่รีบเร่งเดินหนีไป นางไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าซูบซีดกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ"คิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวหรือไง"ในเมื่อรู้ทิศทางและลักษณะภูมิประเทศคร่าว ๆ จากการเดินตามกลุ่มชาวบ้านมาจนถึงตรงนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ซ่งจิ่วเอ๋อ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status