Mag-log inซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหราน
ขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธาร ตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจน ซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา "ลูกท้อป่า" ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรมชาติที่ช่วยคืนพลังงานให้แก่คนที่ร่างกายอ่อนเพลียได้อย่างรวดเร็ว สำหรับคนที่ขาดสารอาหารและเบื่ออาหารอย่างเฉินฮ่าวหราน การได้กินท้อป่าฉ่ำน้ำสด ๆ หรือนำไปฝานเป็นชิ้นต้มน้ำตาลอุ่น ๆ ย่อมช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและคืนความสดชื่นให้ร่างกายเขาได้อย่างดีเยี่ยม นางไม่รอช้า ลงมือเด็ดลูกที่สุกงอมกำลังดีใส่ลงไปในตะกร้าอย่างเบามือ เติมลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งช่องว่างที่เหลืออยู่ในตะกร้าพูนสูงขึ้นมาถึงปากตะกร้า เมื่อเห็นว่าตะกร้าจุจนแน่นแล้ว ซ่งจิ่วเอ๋อร์จึงใช้มีดพกตัดใบไม้ขนาดใหญ่หลายใบ นำมาครอบปิดทับปากตะกร้าไว้อย่างมิดชิดแน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้ผลไม้ สมุนไพรล้ำค่า และเห็ดหลินจือแดงที่ซุกอยู่ด้านล่างหล่นหาย และที่สำคัญเพื่อปกปิดสายตาสอดรู้สอดเห็นของชาวบ้าน เมื่อก้าวเท้าออกจากชายป่าฝั่งขวา ลงมาถึงบริเวณทางขึ้นเขาที่เป็นจุดนัดพบของหมู่บ้าน ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็พบกับกลุ่มชาวบ้านกลุ่มเดิมที่เคยส่งเสียงขับไล่นางเมื่อเช้า พวกเขากำลังหยุดพักเก็บบรรดารากไม้และผักป่าอยู่ใกล้ ๆ ทางออก ทันทีที่เห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินแบกตะกร้าพูนด้วยใบไม้ใบใหญ่ออกมาจากป่าทึบฝั่งขวา สายตาดูถูกเหยียดหยามและเสียงซุบซิบนินทาก็ดังขึ้นทันที "ดูนั่นสิ นางมารร้ายนั่นเดินออกมาจากป่าฝั่งขวาจริง ๆ ด้วย" สตรีคนเดิมเอ่ยขึ้นพลางชี้ชวนเพื่อนข้าง ๆ มองด้วยสายตาเย้ยหยัน "ป่าฝั่งขวาทั้งลึก ทั้งรกแถมยังมีสัตว์ร้าย ใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปหรอก นางคงไม่มีปัญญาหาผักป่าตรงทางปกติ เลยเดินมั่วซั่วลึกเข้าไปข้างในล่ะสิ" ชายฉกรรจ์ในกลุ่มหัวเราะเยาะในลำคอ พลางมองตะกร้าที่ปิดมิดชิดของนาง "หอบอะไรกลับมาเต็มตะกร้าขนาดนั้นกัน ใบไม้ใบหญ้าหรือเปล่า หรือไม่ก็คงได้พวกผลไม้พิษ เห็ดพิษกลับมาแน่ ๆ คนที่ไม่เคยทำมาหากินอย่างนาง จะไปรู้จักผักป่ากินได้ ได้อย่างไร" "นั่นสิ ขุดได้รากไม้พิษไปต้มให้สามีกิน คอยดูเถอะ ได้ตายกันทั้งผัวทั้งเมียแน่" เสียงสตรีอีกคนสมทบด้วยความสะใจ คำพูดเย้ยหยันและด่าทออันเผ็ดร้อนดังแว่วมาตามลม ทว่าซ่งจิ่วเอ๋อร์กลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้าหรือหันไปมองหน้าพวกเขาด้วยซ้ำ มุมปากของนางยกยิ้มจาง ๆ อย่างผู้ชนะในใจ คนพวกนี้รู้จักแต่ผักป่าริมทางธรรมดา ๆ จะไปเข้าใจคุณค่าของผักผลไม้ป่าและเห็ดหลินจือหมื่นปีได้อย่างไร ปล่อยให้หัวเราะเยาะไปเถอะ ยิ่งพวกเขานึกว่านางได้แต่ของพิษกลับมายิ่งดี จะได้ไม่มีใครมายุ่งหรือคิดจะมาแย่งชิง นางกระชับสายตะกร้าแล้วเดินผ่านหน้ากลุ่มชาวบ้านไปอย่างสบายอกสบายใจ ไม่ตอบโต้และไม่แยแสต่อสายตาเหยียดหยามเหล่านั้นแม้แต่น้อย ปล่อยให้ชาวบ้านกลุ่มนั้นยืนมองตามหลังนางไปด้วยความมึนงง ว่าเหตุใดสตรีปากร้ายใจดำคนเดิม ยามนี้ถึงได้มีท่าทีสงบเยือกเย็นและไม่ยี่หระต่อสิ่งใดได้ถึงเพียงนี้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินไปตามทางเดินดินเล็ก ๆ มุ่งหน้ากลับสู่บ้านดินหลังน้อยของนาง นางคิดไปถึงเมนูอาหารบำรุงสุขภาพที่กำลังจะกลับไปทำ และอยากรู้ว่า ชายหนุ่มหน้าหยกแต่ผอมแห้งคนนั้น เมื่อเห็นของดีเหล่านี้เขาจะมีสีหน้าอย่างไร เสียงฝีเท้าเบา ๆ บนพื้นดินหน้าลานบ้านทรุดโทรมดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงใสกระจ่างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "กลับมาแล้ว" เฉินฮ่าวหรานซึ่งกำลังประคองถังน้ำไม้ใบใหญ่เดินออกมาจากหลังบ้านถึงกับชะงัก เขาเพิ่งจะตักน้ำจากบ่อจนเต็มตุ่มเสร็จสิ้น ร่างกายผอมเกร็งยังคงมีหยาดเหงื่อซึมตามกรอบหน้า ทันทีที่ยินเสียงร้องทักอย่างร่าเริงและเป็นกันเองเช่นนั้น หัวใจของชายหนุ่มก็พลันกระตุกวูบ สตรีที่เคยเอาแต่แช่งด่าและประโคมเสียงโวยวายยามก้าวเข้าประตูบ้าน ยามนี้กลับยิ้มละมุนและเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับสายลมยามเช้า เฉินฮ่าวหรานรีบวางถังน้ำลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว สายตาของเขากวาดมองไปเห็นร่างผอมบางของซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่กำลังแบกตะกร้าสานใบใหญ่จนแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นก้มต่ำลง ชายหนุ่มไม่รอช้าเดินตรงเข้าไปหานางทันที "มา ข้าช่วยเอง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความนุ่มนวล มือยาวค่อย ๆ ยื่นไปประคองสายตะกร้าสานบนไหล่ของซ่งจิ่วเอ๋อร์ แล้วปลดออกอย่างเบามือเพื่อไม่ให้นางต้องรับน้ำหนักมากเกินไป ทันทีที่ยกตะกร้าลงสู่พื้น เขาก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้งผิดปกติ จนต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาต่อมาเป็นใบหน้าซูบซีดของภรรยาตรงหน้า ไรผมตามกรอบหน้าของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต ลมหายใจยังคงหอบถี่เล็กน้อยจากการแบกของหนักเดินลงมาจากเขาดวงตาคู่งามแม้จะฉายแววอิดโรย แต่กลับทอประกายสดใสอย่างประหลาด "เหนื่อยมากหรือไม่" เฉินฮ่าวหรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความห่วงใย "ขึ้นไปบนเขาเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่" ด้วยความห่วงใยที่ล้นอกและความคุ้นชินของสุภาพบุรุษ เฉินฮ่าวหรานจึงเผลอยกแขนเสื้อเนื้อป่านสีซีดของตนเองขึ้น แล้วบรรจงซับหยาดเหงื่อตามหน้าผากและแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา โดยไม่ทันได้คิดถึงความเหมาะสมระหว่างชายหญิงที่เคยห่างเหิน สัมผัสจากผ้าและความอบอุ่นจากปลายฝ่ามือที่เฉียดผ่านผิวแก้ม ทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ถึงกับยืนนิ่งตัวแข็งทื่อไปในทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จิตวิญญาณของหมอสาวสู้ชีวิตจากโลกปัจจุบันที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาสารพัด รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะไปดื้อ ๆ ความร้อนฉ่าพลันแล่นขึ้นมาจากลำคอตรงเข้าสู่แก้มทั้งสองข้างจนแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด สัมผัสนี้ไม่ใช่ความหวังดีแฝงเสแสร้ง แต่มันคือความห่วงใยแท้จริงจากชายหนุ่มตรงหน้า คนที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำร้ายจิตใจและสาดคำด่าทอใส่เขานับครั้งไม่ถ้วน ยามนี้เขากลับจัดเตรียมฟืน ตักน้ำเต็มตุ่ม และยังเช็ดเหงื่อให้นางอย่างเบามือ ความนุ่มนวลเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ พลันจุดประกายความอบอุ่นสายหนึ่งขึ้นในหัวใจอันโดดเดี่ยวของซ่งจิ่วเอ๋อร์ นางยืนก้มหน้านิ่ง กระพริบตาถี่ ๆ เพื่อซ่อนความเขินอายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงหอบเอาความเย็นชื้นมาตามลม ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่พบว่าที่นอนข้างล่างพับเก็บเรียบร้อยอย่างมีระเบียบหมายความว่าเฉินฮ่าวหรานตื่นก่อนนางเมื่อเก็บที่นอนและทำความสะอาดเสร็จนางก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก ถึงลมหนาวจะเริ่มโชยพัด แต่บรรยากาศกลับสดชื่นและปลอดโปร่งอยู่ไม่น้อย ผิดกับความเจริญที่นางเคยอยู่ มีชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก่งแย่งแข่งขัน"ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่ ได้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง ข้าโชคดีด้วยซ้ำไป"นางกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเฉินฮ่าวหรานจึงล้างหน้าล้างตาเข้าครัวเตรียมอาหารเช้า สักครู่เขาก็แบกฟืนหอบใหญ่เข้ามา"อากาศเย็นชื้น ทำไมออกไปข้างนอกเล่า"นางถามเมื่อเขาวางไม้ฟืนลง เฉินฮ่าวหรานยกมือปาดเหงื่อ ถึงจะมีสีหน้าสดชื่นขึ้นแต่ร่างกายนั้นผอมอมโรค เรี่ยวแรงก็ใช่ว่าจะมีมากพอให้ทำงานหนักได้"ข้าไม่อยากให้ขาดไม้ฟืน เลยไปเก็บมาสำรองไว้มาก ๆ"เขาเอ่ยขึ้นพร้อมลมหายใจหอบเล็กน้อย"ได้ออกแรงให้เหงื่อออกก็สดชื่นขึ้นมาก"ในแววตาของเขาไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาบอก และเป็นหลักพื้นฐานในการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว"อืม"นางตอบสั้น
คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ"อื้ม"เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย""ไม่ได้!" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดีตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการแ
อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจเมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไรทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบังแม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่""รับสิ แต่ร้า
เฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไปตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ"เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน"ขอบคุณ"เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบ
ซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหรานขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธารตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา"ลูกท้อป่า"ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรม
เมื่อกลุ่มชาวบ้านเดินมาถึงจุดนัดพบชายป่า พวกเขาก็หยุดก้าวเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนายช่างไม้ในหมู่บ้านตวาดขึ้นเสียงแหลม พลางชี้หน้าด่านางอย่างไม่เกรงใจ"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เจ้าจะเดินตามพวกเรามาทำไมกัน บนเขานี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนใจดำอย่างเจ้า""ใช่ ไสหัวกลับไปเสีย พวกข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เกิดเจ้าไปแย่งผักป่า หรือเปิดปากด่าแช่งพวกข้าบนเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้ายังไม่ยอมกลับไป พวกข้าจะตีเจ้าลงเขาเดี๋ยวนี้แหละ" ชายฉกรรจ์อีกคนในกลุ่มขู่ขึ้นพลางยกท่อนไม้ในมือทำท่าจะข่มขู่ทั้งหมดรวมกลุ่มกันส่งเสียงไล่และถลึงตาใส่นางด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะพากันรีบเดินหนีมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางป่าฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็วซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งมองตามหลังพวกชาวบ้านที่รีบเร่งเดินหนีไป นางไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าซูบซีดกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ"คิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวหรือไง"ในเมื่อรู้ทิศทางและลักษณะภูมิประเทศคร่าว ๆ จากการเดินตามกลุ่มชาวบ้านมาจนถึงตรงนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ซ่งจิ่วเอ๋อ







