LOGINEP.5
อชิระผละออกมาพร้อมรอยยิ้มผู้ชนะ เขาหยิบบัตรเครดิตแบล็คการ์ดส่งให้พนักงานโดยไม่แม้แต่จะมองยอดเงิน ทิ้งให้ริรินดายืนกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความเจ็บใจ เธอดินเชิดหน้าออกมาจากร้านเพชร ปล่อยให้อชิระถือถุงกระดาษที่มีกล่องใส่แหวนของเธอและเขาอยู่ในนั้น ขณะที่อารมณ์ขุ่นมัวยังไม่ทันจางหาย เธอก็ชะงักกึกเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินตรงมาหาด้วยรอยยิ้มกว้าง “ริน!” ชายหนุ่มคนนั้นไม่รอช้า เขาโผเข้ากอดริรินดา “คิดถึงเธอมากเลย กลับมาไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกกันจะได้ไปรับ” ริรินดาหัวเราะร่วน แววตาที่เคยก้าวร้าวใส่อชิระเมื่อครู่กลับกลายเป็นความสดใส และสนิทสนมอย่างที่อชิระไม่เคยได้รับ “รินก็คิดถึงขุนเหมือนกันค่ะ” หมับ! ความอบอุ่นยังไม่ทันจางหาย ข้อมือเล็กของริรินดาก็ถูกกระชากอย่างแรงจนร่างของเธอหลุดออกจากอ้อมกอดของอีกคน อชิระแทรกตัวเข้ามาคั่นกลางทันที “มันเป็นใคร!” อชิระตวาดเสียงต่ำพลางรัดเอวริรินดาไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก ริรินดาช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว เธอลอบยิ้มในใจเมื่อเห็น 'หมาบ้า' ที่เริ่มออกอาการของเพลย์บอยตัวพ่อ “แนะนำให้รู้จักนะคะคุณอชิระ...นี่ขุนพล เพื่อนชายที่ 'สนิทที่สุด' ของฉันค่ะ” “เราเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน สนิทกันชนิดที่ว่ามองตาก็รู้ใจกันไปหมดทุกอย่างเลยล่ะค่ะ” “เพื่อนสนิท ?” อชิระแค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยาม สายตาจ้องเขม็งไปที่ขุนพลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “เพื่อนสนิทแบบไหนถึงได้ถึงเนื้อถึงตัวกอดกันกลมกลางห้างแบบนี้! อย่าลืมนะรินว่าเธอเป็น ‘คู่หมั้น’ ของฉัน” ริรินดาเหยียดยิ้มมุมปาก เธอขยับตัวเข้าไปชิดเขา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระซิบ เพราะไม่อยากให้ขุนพลได้ยิน “นี่คุณหึงฉันเหรอ ? ขุนเขาก็แค่....ผู้ชายคนนึงน่า ยังไงซะผู้ชายที่ฉันยอมให้กระแทกทั้งคืนก็มีแค่คุณอยู่แล้ว” อชิระขบฟันจนขึ้นกรามเป็นสันนูน เมื่อริรินดาเอาคืน มือแกร่งกระชากร่างริรินดาให้เดินตามไปที่รถสปอร์ตของเขาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมหันไปทิ้งสายตาคาดโทษใส่ขุนพล “หมดเวลาทักทายคนสนิทแล้ว คืนนี้ฉันมีเรื่องต้อง 'เคลียร์' กับเธอให้ยาวกว่าเมื่อคืนแน่!” อชิระเหยียบคันเร่งจนสุด เขาไม่ได้ขับไปส่งเธอที่บ้าน แต่กลับหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าข้างทางที่เป็นมุมอับใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะเหยียบเบรกจนร่างของริรินดาถลาไปข้างหน้า “คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย ขับรถภาษาอะไรของคุณ” ยังไม่ทันสิ้นเสียงด่า อชิระก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วโถมตัวเข้าหาเธอทันที มือแกร่งทั้งสองข้างยันเบาะที่นั่งเอาไว้ อชิระขังร่างบางไว้ภายใต้อ้อมแขน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด “สนิทที่สุดงั้นเหรอ ? มองตาก็รู้ใจกันทุกอย่างงั้นเหรอริน!” เขาตะคอกถามเสียงพร่าชิดริมฝีปากเธอ “แล้วที่ฉัน ‘กระแทก’ เธอทั้งคืนนั่นล่ะ...มันยังไม่ชัดเจนพอใช่ไหมว่า ‘ร่องรอย’ บนตัวเธอเป็นของใคร” “ปล่อยนะ! คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกิริยาต่ำ ๆ แบบนี้ใส่ฉัน” ริรินดาพยายามผลักไสแผงอกหนา แต่ยิ่งดิ้นอชิระก็ยิ่งเบียดกายเข้าหาจนความร้อนจากร่างกายซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าหากัน “ขุนพลเขาให้เกียรติฉันมากกว่าคุณร้อยเท่า พันเท่า!” “ให้เกียรติเหรอ ? เหอะ!” อชิระแค่นหัวเราะ ก่อนจะก้มลงบดจูบริรินดาอย่างรุนแรงและเอาแต่ใจ มือแกร่งเริ่มซุกซนลูบไล้ไปตามปลีขาขาวภายใต้เดรสกระโปรงของเธอ เขาแทรกปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสผิวเนื้ออ่อนด้านในจนริรินดาสะดุ้งเฮือก “อื้อ...หยุดนะ...” เสียงประท้วงเริ่มแผ่วลงเปลี่ยนเป็นเสียงครางแผ่วเบา เมื่ออชิระถอนริมฝีปากออกมาแล้วซุกไซ้ซอกคอเธออย่างหนักหน่วง เขาขบเม้มซ้ำลงบนรอยเดิมราวกับจะย้ำเตือนว่าผู้ชายคนไหนที่มีอิทธิพลต่อร่างกายเธอมากที่สุด “พูดมาได้ว่าให้เกียรติ มันก็สันดานไม่ต่างจากฉันหรอก แค่เห็นมันฉันก็รู้แล้วว่าไอ้หมอนั่นมันอยากเคลมเธอจะแย่” “แล้วทำไม ถ้าขุนเขาอยากได้ฉันแล้วมันทำไมไม่ทราบ” ริรินดาพูดประชดใส่เขา เธอเย้ยเขาด้วยน้ำเสียงท้าทาย “หรือเธออยากอ้าขาให้มันเหมือนที่เธออ้าขาให้ฉัน” ริรินดาชะงักนิ่ง ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววพยศเวลานี้กลับสั่นระริกและวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธเคือง “คำก็ ‘เอา’ สองคำก็ ‘อ้า’...” ริรินดาพึมพำออกมาด้วยน้ำสั่นเครือ “ขอบคุณที่เตือนสติให้รู้ว่า สำหรับคุณ...ฉันก็แค่ ‘ที่ระบายอารมณ์’ เท่านั้น” อชิระฟังคำพูดของเธอก็เริ่มได้สติ ความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกเมื่อครู่เริ่มมอดลงแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดต่อคนตรงหน้า เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดรุนแรงขนาดนั้น แต่มันเป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่เข้ามา เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่กับไอ้หมอนั่น ยังไงมันหวังในตัวริรินดาแน่! อชิระค่อย ๆ ขยับตัวกลับไปยังเบาะคนขับโดยไม่พูดอะไรต่อ ก่อนจะเหยียบคันเร่งแล้วหักพวงมาลัยมุ่งหน้าสู่คอนโดของริรินดา บรรยากาศภายในรถอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่มีบทสนทนาโต้ตอบ หรือแม้แต่สายตาที่สอดประสานกันอีก เมื่อรถสปอร์ตคันหรูมาจอดนิ่งสนิทหน้าคอนโด ริรินดาไม่คิดจะขอบคุณหรือบอกลาเขา เธอเปิดประตูรถแล้วก้าวออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ริน...” อชิระพยายามจะเรียกชื่อเธอ แต่มันก็สายไปเมื่อร่างบางเดินหายเข้าไปในตึกด้วยความรวดเร็ว ชายหนุ่มทุบพวงมาลัยรถด้วยความหงุดหงิดตัวเอง เขามองถุงแหวนเพชรที่วางอยู่ข้างหลังเบาะ “โถ่เว้ย!” ริรินดาทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง มือบางยกขึ้นลูบต้นคอเบา ๆ ตรงจุดที่อชิระฝากรอยจูบดิบเถื่อนเอาไว้ ยิ่งนึกถึงคำพูดดูถูกในรถที่เขาพ่นใส่เธอ ความเสียใจก็ตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ‘ให้เกียรติฉันบ้างคุณอชิระ ฉันก็มีหัวใจนะ’ เธอได้แต่ตัดพ้ออยู่ในความคิด ในขณะที่มวลความรู้สึกกำลังดิ่งลึก เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ริรินดาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหยิบขึ้นมาดู เมื่อเห็นชื่อ ‘ขุนพล’ ความตึงเครียดบนใบหน้าก็เริ่มผ่อนคลายลง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้ดูเข้มแข็งที่สุดก่อนกดรับสาย “ว่าไงขุน...” “ริน! เป็นยังไงบ้าง ?” น้ำเสียงปลายสายเต็มไปด้วยความร้อนรน “เขาทำอะไรรินหรือเปล่า ?” ความเป็นห่วงอย่างจริงใจของขุนพลเหมือนน้ำเย็นที่ชโลมลงบนกองไฟในใจริรินดา เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง “เขาชื่ออชิระค่ะ...เป็นคนที่จะมาแต่งงานกับรินตามที่ผู้ใหญ่ตกลงกันไว้” “แต่งงานเหรอ ? ทำไมรินไม่เคยบอกขุน” ขุนพลอุทานเสียงหลง “รินโอเคจริง ๆ เหรอที่ต้องผูกมัดกับคนแบบนี้ ? ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนดีแน่” “รินไม่มีทางเลือกมากนักขุน คุณพ่อคุณแม่อยากให้รินแต่ง เพราะผู้ใหญ่สองฝ่ายคุยกัน แต่รินตั้งใจว่าแต่งไปสักปีก็จะหย่า” ริรินดาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว “ถ้ามีอะไรให้ขุนช่วย รินบอกเลยนะ ขุนอยู่ข้างรินเสมอ” “ขอบใจขุนมากเลยนะ คืนนี้มาเจอกันหน่อยไหม” “ได้สิ” คำพูดของเพื่อนสนิททำให้ริรินดาจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นมา เธอก็จะทำให้เขาได้รู้ว่า ‘คนอย่างริรินดาไม่ใช่ของไร้ค่า และเขาไม่ใช่ตัวเลือกตัวสุดท้ายในชีวิตเธอ ขุนพลนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะไม่คิดว่าเธอจะเรียกหาเขา ก่อนจะตอบตกลงด้วยอาการดีใจ “ได้สิริน ขุนจะไปหาเดี๋ยวนี้เลย” ริรินดากดวางสายพร้อมกระตุกยิ้มที่มุมปาก “คุณอยากเอาชนะนักใช่ไหมคุณอชิระ...งั้นเรามาดูกันว่า ระหว่าง ‘ว่าที่สามี’ กับ ‘เพื่อนสนิท’ คุณจะทนเห็นฉันให้ความสำคัญกับใครมากกว่ากัน!”บรรยากาศในบ้านวรโชติเมธีกลับมาคึกคักอีกครั้ง มาตินนั่งแกะกล่องรถแข่งกับลุงคินและลุงทามไทอย่างสนุกสนาน ส่วนมิลินก็ถูกรุมล้อมด้วยป้าเปรมและป้าพัดที่กำลังช่วยกันประกอบบ้านตุ๊กตา ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ และเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่คบกันมานานอชิระกระชับอ้อมกอดภรรยามองภาพความวุ่นวายตรงหน้า “พี่ว่าพี่ต้องสั่งห้ามไอ้คินไม่ให้ซื้อของเล่นเพิ่มแล้วล่ะ แค่คุณพ่อคุณแม่เราสองคนก็แทบจะไม่มีที่ให้เดินแล้ว ไม่อย่างนั้นพี่คงต้องขยายบ้านอีกหลังเพื่อเก็บของเล่นลูกแน่ ๆ”ริรินดาหัวเราะร่วน พลางมองดูมาตินที่พยายามบังคับรถให้ชนขาปะป๊า และมิลินที่พยายามเอาชุดมาสวมใส่ให้กับตุ๊กตา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของลูก ๆ และเพื่อน ๆ ริรินดากับอชิระที่นั่งสังเกตการณ์อยู่บนโซฟากลับเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ทั้งคู่หันมาสบตากับครู่หนึ่งราวกับรู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดสายตาของริรินดาจับจ้องไปที่เปรมมิกา เพื่อนสนิทของเธอที่ปกติจะต้องส่งเสียงแซวภาคิน หรือไม่ก็จิกกัดกันตามประสาคู่กัดขาประจำ แต่ในวันนี้เปรมมิกากลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นบ้านตุ๊กตากับน้องมิลินอย่างใจจดใจจ่อจนเธอรู้สึกผิดปกตอส่วนภาคินเอง ถึงแม้จะ
Special 2สองปีต่อมา...สมาชิกใหม่ของบ้านวรโชติเมธีได้ลืมตาดูโลกเพิ่มมาอีก 1 คนและเริ่มก้าวสู่วัยหัดเดินที่แสนจะวุ่นวาย“น้องมิลิน! เอาลิปสติกม่ามี๊คืนมาน้าาา!” เสียงของมาตินวัยสี่ขวบดังลั่นห้องเด็กหญิง “มิลิน” วัยสองขวบที่มีดวงตากลมโตและผมลอนหยักศกเหมือนริรินดาเปี๊ยบ กำลังวิ่งดุ๊กดิ๊กหนีพี่ชาย ในมือป้อม ๆ ถือลิปสติกแท่งหรูของมารดาที่เจ้าตัวแอบเอามาละเลงจนเต็มปากและแก้ม กลายเป็น 'นางเอกงิ้วตัวน้อย' ที่ดูตลกมากกว่าสวย“ไม่ให้! มิลินจาสวย! มิลินจาเปนเจ้าหญิง!” ยัยตัวเล็กเถียงเสียงใสพลางวิ่งไปหลบหลังปะป๊าอชิระที่กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่บนโซฟา“ปะป๊าดูน้อน! น้อนดื้อ น้อนขโมยของม่ามี๊!” มาตินยืนเท้าเอวฟ้อง พยายามจะทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีแต่หน้าตากลับบูดบึ้งเพราะโดนน้องสาวป่วนทั้งวัน อชิระและริรินดาจะสอนมาตินให้คอยช่วยเหลือและดูแลน้องสาว อชิระเงยหน้าจากแฟ้มงาน มองลูกชายที่ยืนทำหน้าดุกับลูกสาวที่เกาะขาเขาแน่นพลางส่งยิ้มหวานประจบ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว...นี่มันกรรมตามสนองชัด ๆ สมัยก่อนเขาเคยหวงริรินดาขนาดไหน ตอนนี้เขาก็ต้องมารับมือกับลูกชายที่หวงของแทนมารดา และลูกสาวที่ขี้อ้อนจนเขาใจอ่อนวันล
อชิระ: ริน! มาหาพี่ที่บริษัทด่วนที่สุด! มาตินแผลงฤทธิ์หนักมาก พี่คุมไม่อยู่แล้ว รีบมาเอาตัวแสบไปรอที่ห้องทำงานพี่ที ก่อนที่บอร์ดบริหารจะกินหัวพี่“มาตินลูก...นิ่งก่อนครับ ดูสิเนี่ย ลุง ๆ ป้า ๆ เขามองมาตินกันหมดแล้วนะ ไม่น่ารักเลยลูก” อชิระพยายามเจรจาขั้นสุดท้าย“ไม่ร๊ากกกก! มาตินจาเปนเด็กดื้อ! ฮือออออ!” เจ้าลูกชายตัวดีประกาศอุดมการณ์ความแสบออกมาไม่ชัดถ้อยชัดคำนัก ในขณะที่สถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต มาตินเริ่มดิ้นจนหลุดจากมือพ่อแล้วลงไปนอนกลิ้งกับพื้นหน้าโต๊ะประชุมคณะกรรมการ พลางส่งเสียงหวีดร้องประท้วงที่ไม่ได้เจอหน้าแม่ อชิระได้แต่ยืนกุมขมับอย่างหมดสภาพมาดนักธุรกิจจอมเฮี้ยบ“ขอโทษทุกท่านด้วยจริง ๆ ครับ...ผมว่าวันนี้เราคงต้อง...”ยังไม่ทันที่อชิระจะสั่งเลื่อนการประชุม ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างระหงของริรินดาที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน“มาติน! ทำอะไรลูก!”เสียงสวรรค์ของริรินดาทำให้เสียงหวีดร้องหยุดลงชะงัด มาตินที่กำลังนอนดิ้นอยู่บนพื้นดีดตัวลุกขึ้นยืนราวกับติดสปริง ใบหน้าที่เลอะเทอะไปด้วยน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างทันที“ม่ามี๊! ม่ามี๊มาเย่ว!” เด็กชายตัวแสบถ
Special 1เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากทารกตัวน้อยในอ้อมกอดวันนั้น ตอนนร้ได้กลายเป็น “น้องมาติน” เด็กชายวัยสองขวบเศษที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากอชิระราวกับพิมพ์เดียวกัน ผิวขาวจัด แก้มป่องแดงระเรื่อ และดวงตาใสแจ๋วที่ฉายแววฉลาดแกมโกงเหมือนบิดสไม่มีผิดวันนี้อชิระตัดสินใจรับหน้าที่ ‘คุณพ่อฟูลไทม์’ หนึ่งวัน เพื่อเปิดโอกาสให้ริรินดาได้ออกไปพักผ่อนช้อปปิ้งกับเปรมมิกาและพัดชา รวมถึงแวะไปหาครอบครัวของเธอหลังจากที่ทุ่มเทเลี้ยงลูกมานานรองประธานหนุ่มแห่งวรโชติเมธี หิ้วกระเป๋าแพมเพิร์สพร้อมจูงมือลูกชายตัวแสบเข้าบริษัทมาด้วยมาดเข้ม ทว่าในห้องทำงานสุดหรู ตอนนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นอาณาจักรสนามเด็กเล่นย่อม ๆ มีทั้งสไลเดอร์ขนาดเล็ก คอกกั้นบอล และกองทัพรถของเล่นวางระเกะระกะอยู่เต็มพื้นหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่“มาตินลูก...นั่งเล่นรถรอปะป๊าแป๊บนึงนะ เดี๋ยวปะป๊าเซ็นเอกสารเสร็จจะพาไปกินติม ๆ นะ” อชิระพยายามเจรจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด“ม่ามี๊...มาตินจาหา ม่ามี๊!” เด็กชายวัยสองขวบที่กำลังง่วนอยู่กับรถแข่งสีแดง จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาทำปากยื่น น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตาโต“ม่ามี๊ไปซื้อของครับ เดี๋ยวก็มา มาเล่นรถกับปะป๊าก่อนเร
EP.34หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปนับจากวันที่ได้ยินข่าวดี ข่าวการตั้งครรภ์ของริรินดากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนรักอิสระอย่างอชิระยอมทิ้งชีวิตแสงสีที่คลับยามค่ำคืน เพื่อกลับมาดูแลภรรยาที่บ้านทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เขาไม่อยากคลาดสายตาจากเธอแม้แต่นาทีเดียว เพราะถึงแม้จะเพิ่งเริ่มตั้งท้องได้ไม่นาน แต่ริรินดากลับดูสวยสะพรั่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีออร่าจนใครเห็นเป็นต้องเหลียวมองวันนี้อชิระทำหน้าที่สารถีจำเป็น ขับรถพาภรรยาสาวมาที่สตูดิโอ “RIRINDA Brand” ด้วยตัวเอง ทันทีที่มาถึง บรรยากาศภายในร้านก็เต็มไปด้วยความคึกคัก“คุณรินคะ ทางกองถ่ายซีรีส์เรื่องใหม่ที่เพิ่งติดต่อมาเมื่อวาน คอสตูมเขามาถึงแล้วค่ะ เขาบอกว่าอยากได้ชุดคอลเลกชันล่าสุดไปให้นางเอกใส่เข้าฉากสำคัญ” พนักงานคนหนึ่งรีบเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตื่นเต้นไม่เพียงแต่กองถ่ายซีรีส์เท่านั้น ภายในสตูดิโอยังมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้ากันอีกมาก ริรินดายิ้มกว้างด้วยความดีใจที่แบรนด์ของเธอได้รับการตอบรับดีเกินความคาดหมาย เธอพยายามจะเดินเข้าไปต้อนรับและให้คำแนะนำลูกค้าด้วยตัวเองตามสไตล์ดีไซเนอร์ที่รักงานนี้สุดหัวใจ ทว่ากลิ่นน้ำหอมปนเปจากลูกค้าห
อชิระพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางประคองร่างที่อ่อนแรงขึ้นแนบอก“ผมจะพารินไปโรงพยาบาลครับ” อชิระบอกกับแม่ของริรินดาด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ เขาพาเธอเดินกึ่งวิ่งตรงไปที่รถยนต์คันหรู วางร่างของเธอลงที่เบาะข้างคนขับ ปรับเอนเบาะให้เธอนอนสบายที่สุด ก่อนจะรีบอ้อมไปประจำที่คนขับแล้วมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลทันทีตลอดทางอชิระคอยเอื้อมมือมากุมมือริรินดาไว้แน่น เขาลูบหลังมือเธอแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม“ไหวอยู่ไหม” อชิระถามเสียงนุ่ม ริรินดาพยักหน้าเบาๆ อาการพะอืดพะอมเริ่มทุเลาลงบ้าง แต่ความสงสัยและตื่นเต้นกลับเข้ามาแทนที่ เธอหันไปมองหน้าสามีที่ตอนนี้ตั้งใจขับรถเป็นอย่างมาก แววตาของเขาดูคาดหวังจนเธอสัมผัสได้ณ โรงพยาบาลหลังจากผ่านการซักประวัติและตรวจเช็กอย่างละเอียด ริรินดาก็ถูกส่งตัวเข้าห้องตรวจโดยมีอชิระเข้าไปในห้องด้วยชายหนุ่มเข้าไปนั่งข้างริรินดา เขากุมมือเธอไว้อีกครั้ง ใจเต้นระรัวยิ่งกว่าจังหวะรักเมื่อคืนเสียอีก คุณหมอวัยกลางคนเงยหน้าจากแฟ้มประวัติแล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างใจดี“ยินดีด้วยนะคะคุณพ่อ ตอนนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 สัปดาห์แล้วค่ะ”คำยืนยันจากปากหมอทำเอาโลกทั้งใบของอชิระเห







