เข้าสู่ระบบทั้งคู่ตอบรับจุมพิตของกันและกันอย่างเร่าร้อนและโหยหา เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังถี่ แต่เป็นจังหวะ ภพค่อย ๆ พยุงตัวขึ้น ดวงตาจับจ้องหญิงสาวที่อยู่เบื้องล่าง ขณะที่เธอก็มองสบตาเขากลับโดยไม่หลบหนี ก่อนจะพยุงตัวขึ้นมาใกล้ มือเรียวค่อยๆ ปลดเสื้อของชายหนุ่มออก หัวใจของภพเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งคู่หายไปอีกครั้ง หญิงสาวดึงเขากลับเข้ามาหาเธออีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะสัมผัสกันอีกครา คราวนี้จุมพิตยาวนานกว่าเดิม เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด กระทั่งหญิงสาวเริ่มหายใจหอบ ภพจึงค่อยๆ ถอนจุมพิตออก เขาสบตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต้องการจดจำใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าเอาไว้ให้ชัดเจนที่สุด จากนั้นจึงประทับจุมพิตแผ่วเบาลงบนหน้าผาก ไล่มายังหว่างคิ้ว ... ปลายจมูก ... และแก้มขาวที่ขึ้นสีระเรื่อ ก่อนจะหยุดอยู่ข้างใบหูของเธอ
ลมหายใจอุ่นของเขาทำให้หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย เสียงแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคออย่างไม่ทันตั้งใจ “อืม...”
ภพชะงักไปชั่วขณะ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ถึงภายนอกจะพยายามทำเหมือนตัวเองยังควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ความจริงใบหน้าของชายหนุ่มกลับแดงระเรื่อ และยิ่งเห็นได้ชัดตรงใบหูที่แดงจัดเสียจนปิดไม่มิดว่าเขากำลังประหม่าเพียงใด
ก็แน่ล่ะ ... นี่คือครั้งแรกของเขา ครั้งแรกกับความรู้สึกเช่นนี้ และครั้งแรกกับหญิงสาวที่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า
ภพมองเธออีกครั้ง ความประหม่า ความตื่นเต้น และความรู้สึกมากมายปะปนกันอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น ก่อนค่ำคืนจะค่อยๆ ดำเนินต่อไป ท่ามกลางความรู้สึกของคนสองคนที่ปล่อยให้หัวใจนำทางแทนเหตุผล
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้นผ่านไปนานเท่าไร
เขาเริ่มบรรเลงบทรักครั้งแรกของเขา กับหญิงสาวที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอเธออีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นการผจญภัยครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ตาม เขาก็จะไม่ทำให้เธอผิดหวังเป็นอันขาด
และค่ำคืนอันเร่าร้อน และแสนหวานก็ดำเนินไปอย่างสุขสม ดวงดาวเต็มท้องฟ้าในค่ำคืนเดือนมืด คล้ายแสงหิ่งห้อยที่แพรวพราวเต็มท้องฟ้า
เช้าของวันใหม่ เวลา 7.00 น.
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาแตะเปลือกตา ภพขยับตัวเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคย เขาหันไปมองพื้นที่ว่างข้างกาย เธอหายไปไหน?
เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ใช้หลังพิงหัวเตียง ก่อนเปิดผ้าห่มออกเพื่อสำรวจตัวเอง แล้วก็ต้องชะงัก “...” ไม่มีเสื้อผ้าอยู่บนตัวเขาเลยสักชิ้น
ภพรีบดึงผ้าห่มกลับขึ้นมาแทบจะทันที ก่อนกวาดตามองไปรอบห้องเพื่อหาเสื้อผ้าของตัวเอง ไม่มี ... แม้แต่ชิ้นเดียว
“เสื้อผ้าหายไปไหนหมดเนี่ย...” เขาพึมพำกับตัวเอง สีหน้าทั้งสับสนทั้งทำอะไรไม่ถูก แต่ก่อนที่จะได้ลงจากเตียง เสียงประตูห้องนอนก็ดังขึ้น ภพเงยหน้ามอง
หญิงสาวคนเมื่อคืนก็เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้าในมือ เธออยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาว แขนยาวตัวหลวม กระดุมสองเม็ดบนถูกปล่อยไว้อย่างสบายๆ แตกต่างจากหญิงสาวในชุดเดรสสีดำเมื่อคืนราวกับเป็นคนละคน ใบหน้าที่ปราศจากความมึนเมาดูสดใสและมีชีวิตชีวา เธอส่งยิ้มหวานให้คนบนเตียง “ตื่นแล้วเหรอ?”
“...” ภพพยักหน้าแทนคำตอบ ใบหน้าที่เพิ่งกลับมาเป็นปกติเริ่มขึ้นสีแดงอีกครั้ง และแน่นอนว่าใบหูของเขาแดงยิ่งกว่า หญิงสาวมองท่าทางนั้นแล้วแทบหลุดหัวเราะ ชายหนุ่มตรงหน้าดูราวกับเด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกใครรังแกมาอย่างหนัก ทั้งที่ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เมื่อคืน ... เขาต่างหากที่รักแกเธอ ...
หญิงสาวเดินเข้าไปหา ก่อนวางถาดอาหารลงบนเตียงข้างตัวเขา สายตาของเธอเผลอเลื่อนไปยังร่างกายท่อนบนของชายหนุ่มที่ยังไม่มีเสื้อผ้า ภพเห็นสายตานั้นเข้าพอดี
พรึ่บ!เขารีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงอกทันที “ฮ่า ๆ ๆ” หญิงสาวอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ภพมองเธอด้วยสีหน้าที่แทบจะเขียนเป็นคำพูดออกมาได้ว่า คุณอย่ามองผมแบบนั้นสิ ...
ยิ่งเห็นสายตาอ้อนวอนปนประหม่าของเขา รอยยิ้มของหญิงสาวยิ่งกว้างขึ้น “ไม่แกล้งแล้วก็ได้” เธอพยายามกลั้นหัวเราะ ก่อนเลื่อนถาดอาหารไปให้ “กินมื้อเช้าก่อน นี่ฉันทำเองเลยนะ”
ภพก้มมอง บนถาดมีนมสดหนึ่งแก้ว แซนด์วิช สลัด และไข่ดาวที่จัดมาอย่างเรียบร้อย เขาเงยหน้ามองเธออีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณทำเอง?”
หลังจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายรณภพผ่านไป 5 วัน หมายจับพร้อมหมายศาลของอเนกและวิภาก็ได้รับการอนุมัติเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าดำเนินการทันที โดยครั้งนี้ข้อหาที่ทั้งสองได้รับนั้นหนักกว่าคดีที่ผ่านมาอย่างมาก นั่นคือ ข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เสียงกริ่งหน้าห้องพักของอเนกดังขึ้น วิภาซึ่งเป็นคู่ขาของเขาเดินไปเปิดประตูด้วยความเคยชิน โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นผู้มาเยือน ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอก็ต้องชะงัก เมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศยืนอยู่หน้าห้อง “ตำรวจครับ” เจ้าหน้าที่แสดงตัวพร้อมเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที “นี่มันอะไรกัน! พวกคุณจะมาจับผมด้วยข้อหาอะไรอีก? คดีฉ้อโกงก็จบไปแล้วไม่ใช่เหรอ!” อเนกตะโกนขึ้นด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาภายในห้อง ร้อยตำรวจโทเจษฎา หัวหน้าชุดจับกุม เดินเข้ามาพร้อมยื่นหมายจับและหมายศาลให้อเนกตรวจสอบ “ผมร้อยตำรวจโทเจษฎา สารวัตรฝ่ายสืบสวน เป็นหัวหน้าชุดจับกุมในครั้งนี้ครับ ... คุณถูกออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่าคุณรณภพ เจริญพาณิชย์ และพยายามฆ่าคุณพจน์ เจริญพาณิชย์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน” อเนกนิ่งไปทันที
“เป็นไงบ้างลูกชาย?” ชายสูงวัยเดินเข้ามาภายในห้องพักผู้ป่วย พร้อมเอ่ยถามอาการของชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรมากครับคุณพ่อ มีเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้นครับ พักรักษาตัวอีกประมาณ 4–5 วันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วครับ” รณภพตอบด้วยรอยยิ้ม “อือ... ดีแล้วล่ะ ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว” เดชอนันต์พยักหน้าด้วยความโล่งใจ ก่อนหันไปมองลูกสาวของตัวเองที่นั่งอยู่ข้างๆ “ไม่อย่างนั้นภรรยาของเธอคนนี้คงอยู่ไม่สุขแน่ๆ” “ตอนนี้คุณพ่อมีลูกชายแล้ว หนูก็ไม่มีความหมายแล้วสินะคะ ถึงได้ปิดบังเรื่องสำคัญกับหนูแบบนี้...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจเล็กน้อย ก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะคะ ... เมื่อกี้คุณพ่อพูดว่า ... ภรรยา?” หญิงสาวค่อยๆ หันกลับไปมองชายสูงวัยตรงหน้าอย่างสงสัย “ใครภรรยาใครคะ?” เดชอนันต์มองหน้าลูกสาว ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ “ยัยรัน ... แกคิดว่าฉันเป็นใครกัน?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูปนตำหนิ “แกคิดว่าจะปิดบังฉันเรื่องที่แอบไปจดทะเบียนสมรสกับลูกเขยของฉันได้อย่างนั้นเหรอ? คิดว่าฉันจะไม่รู้หรือไง ฉันเป็นพ่อแกนะ!” กาญณรรรณนิ่งไปทันที เธอมองหน้าบิดาของตัวเอง
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงได้ ประตูห้องไอซียูเปิดออก พร้อมกับแพทย์ผู้ดูแลที่เดินออกมา “ไม่ทราบว่าใครเป็นญาติของคนไข้ครับ?” กาญณรรรณรีบลุกขึ้นทันที “ฉันค่ะ... ฉันกาญณรรรณ ภรรยาของเขาค่ะ สามีดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ?” แต่ก่อนที่แพทย์จะได้ตอบ เสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “คุณหมอครับ ขอเชิญพูดคุยทางนี้ก่อนครับ” แพทย์หันไปมองเจ้าของเสียง ก่อนสังเกตเห็นเครื่องแบบตำรวจและดาวสามดวงบนบ่าพร้อมเครื่องหมายมงกุฎ “ครับ ... คุณคือ?” ชายคนนั้นแนะนำตัวอย่างสุภาพ “ผมพันตำรวจโทอินทัชครับ รองผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ เรียกรองผู้กำกับก็ได้ครับ ... ผมขอรบกวนคุณหมอช่วยย้ายคนเจ็บไปพักรักษาตัวที่ห้องพิเศษด้วยครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ทางเราจะประสานกับทางโรงพยาบาลและญาติผู้ป่วยอีกครั้ง” แพทย์ยังคงมีสีหน้าสงสัย “เอ่อ ... ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” พันตำรวจโทอินทัชจึงอธิบายสถานการณ์ที่แท้จริง “เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาครับ แต่มีแนวโน้มว่าเป็นการพยายามฆ่า ทางเราจึงขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลในการปกปิดข้อมูลอาการของผู้ป่วย รวมถึงจำกัดการเข้าถึงข้อม
ย้อนกลับไป เวลา 02.30 น. ผับแห่งหนึ่งที่พจน์มักมาใช้บริการเป็นประจำ หลังจากดื่มจนเมาได้ที่ พจน์เดินออกมาจากผับพร้อมกับหญิงสาวคู่ขาที่เขาควงมาด้วย สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความอารมณ์ดีจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปยังรถของเขา จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์จำนวน 4 คนเดินเข้ามาขวางทาง “จะรีบไปไหนวะ?” หนึ่งในชายกลุ่มนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาท พจน์ที่อยู่ในอาการมึนเมา เมื่อถูกขวางทางก็เริ่มไม่พอใจ เขามองชายทั้งสี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดสวนกลับทันที “พวกแกมีปัญหาอะไรกับกู! ไม่รู้หรือไงว่ากูเป็นใคร?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหัวเราะเยาะ “ถ้ามึงยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ... เดี๋ยวกูช่วยเตือนความจำให้เอง” ทันทีที่พูดจบ ชายทั้งสี่ก็พุ่งเข้าใส่พจน์ทันที ทั้งหมัด และเท้ากระหน่ำเข้าใส่ร่างของเขาอย่างไม่ยั้ง “โอ๊ย! หยุดนะ!” เสียงร้องของพจน์ดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาล้มลงกับพื้น ขณะที่ชายทั้งสี่ยังคงรุมทำร้ายอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวที่เดินมาด้วยกันตกใจจนหน้าซีด เธอรีบร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่บริเวณนั้น “ช่วยด้วย! มีคนถูกทำร้าย! ช่วยด้วยค่ะ!” แต่ท
ห้องสอบสวน สถานีตำรวจประจำจังหวัด “นี่มันหมายความว่ายังไงครับ!” เสียงชายทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน หลังจากที่พวกเขาอ่านบันทึกข้อความและข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดเตรียมไว้ให้ “มันเป็นแค่อุบัติเหตุเท่านั้นนะครับ! จะกลายเป็นคดีพยายามฆ่าได้อย่างไร!” ชายคนหนึ่งรีบโต้แย้งด้วยสีหน้าตกใจ “ใช่ครับ ... พวกคุณกำลังเข้าใจอะไรผิด พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร” อีกคนพูดเสริมทันที แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิดออก ชายในชุดสูทเดินเข้ามาภายในห้อง พร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “ผมเดชณรงค์ ทนายความตัวแทนของบริษัท JP แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด” เขากล่าวแนะนำตัว ก่อนเดินตรงเข้าไปหาชายทั้งสอง “พวกคุณลองดูเอกสารเหล่านี้ก่อนนะครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้การอย่างไรต่อไป” ทนายเดชณรงค์วางซองเอกสารลงตรงหน้าพวกเขา ชายทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนหยิบซองขึ้นมาเปิดด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ... สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที “นี่มันอะไร!” ภาพถ่ายจำนวนหนึ่งถูกนำออกมา เป็นภาพของพวกเขาขณะติดต่อกับวิภา รวมถึงภาพที่เกี่ยวข้องกับอเนก ชายทั้งสองนิ่งเงียบ มือที่ถือเอกสารเริ่มส
ส่วนรถอีกสองคันที่ขับตามรถกระบะทั้งสองคันมา ต่างก็เกือบชนซ้ำ แต่สามารถเบรกได้ทัน ไม่นาน คนขับรถทั้งสองคันก็ลงจากรถ และรีบวิ่งไปยังรถคู่กรณี แต่ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใกล้รถคู่กรณี ... ชายสองคนที่เดินเข้ามากลับหยิบบัตรแสดงตัวออกมา “ตำรวจครับ” พร้อมเข้าควบคุมตัวคนขับรถทั้งสองคันในทันที “คุณทั้งสองคนขอให้รออยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ เหตุการณ์นี้ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม” ตำรวจทั้งสองนายที่แสดงตัวเอ่ยขึ้น ทำเอาคนขับรถชนและก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีท่าทีตกใจทันที “ผมไม่ได้ตั้งใจครับคุณตำรวจ!!!” ชายที่ขับรถชนท้ายรีบพูดขึ้น “ผมก็ไม่ได้ตั้งใจครับ ผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้” ชายอีกคนที่ขับรถชนด้านข้างรีบพูดเสริม แม้ทั้งสองคนจะอยู่คนละฝั่งของสี่แยก แต่กลับพูดประโยคเดียวกันด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้พวกคุณเพียงแค่ให้ข้อมูลตามความจริงกับเจ้าหน้าที่” ตำรวจนายหนึ่งกล่าวขึ้น “จากสถานการณ์เบื้องต้น เหตุการณ์นี้อาจเกิดจากความประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ต้องรอการตรวจสอบจากหลักฐานอีกครั้ง” ตำรวจอีกคนกล่าวเวริม “รถของคุณมีประกันหรือเปล่าครับ?” “ไม่มีครับ... ผมต้องทำอย่







