Se connecterหลังจากเก็บโต๊ะเคลียร์หน้าที่ของเธอเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงขออนุญาตแม่สามีออกมาหาพี่สาวที่โรงพยาบาล เมื่อมาถึงขาเรียวก็เดินไปตามทางอย่างผู้ชำนาญ แม้ว่าพี่สาวเธอจะยังไม่ฟื้น แต่ถ้าหากรับรู้ได้เขาคงจะมีความสุขและมีกำลังใจในการสู้กับโรคร้าย
“งานแต่งงานเมื่อวานไม่สนุกเลยค่ะพี่เอม แต่ก็ไม่ได้แย่จนรับไม่ได้หรอกนะคะ” ไอรดาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอให้พี่สาวฟังทุกวันที่มาหา ทุกเรื่องถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงและอารมณ์เป็นอย่างดีราวกับว่าคนป่วยรับรู้ได้เสียอย่างนั้น
ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ
ร่างเล็กลุกขึ้นไปเปิดให้คนมาใหม่ตามมารยาท บานประตูถูกเผยร่างสูงสมาร์ตตามแบบฉบับคุณหมอบุคลิกดี
“พี่หมอ...” ไอรดายืนนิ่งตัวแข็งราวถูกสาป เธอไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่และเวลานี้ ดวงตากลมสั่นระริกน่าสงสาร แววตาเศร้าส่งไปให้คนตรงหน้าอย่างชัดเจน
“ยินดีด้วยนะไอ”
“.....” เธอไม่แม้แต่จะกล้าตอบกลับ
“พี่ขอคุยกับไอหน่อยได้ไหม สัญญาว่าไม่นาน”
“พี่หมอกลับไปเถอะค่ะ”
“ไอ พี่อยู่ไม่ไหว ได้โปรดอย่าทิ้งพี่ไปโดยไม่เหลือเยื่อใยแบบนี้” คุณหมอภาคินปล่อยน้ำตาแห่งลูกผู้ชายออกมาราวเขื่อนแตก
“ไม่นานนะคะ ไออยากอยู่กับพี่เอม”
“ครับ พี่สัญญา”
“ถ้าอย่างนั้นพี่หมอไปรอไอที่สวนนะคะ เดี๋ยวไอตามไป”
“ได้ครับ”
มือเรียวปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ทันทีที่บานประตูปิดสนิทน้ำตาที่ถูกกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมาอาบแก้มนวลทั้งสองข้างอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป เธอปล่อยโฮราวกับว่าอึดอัดมานานแสนนาน หญิงสาวจัดการปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดและเดินออกไปที่สวนตามที่นัดกันไว้
◦◦◦◦◦◦◦
“แล้วนี่จะเอายังไงกันต่อ?” เพลิง หรือ พระพายถามขึ้นทำลายความเงียบ
“มึงคิดไว้บ้างยังวะไอ้เธอร์?” กันต์ หรือ กรวิทย์เสริม
“เฮ้อ...” อาเธอร์วางปากกาในมือลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทุกคนที่ยิงคำถามใส่เขาไม่หยุด
“ทุกคนใจเย็น ๆ นะคะ” ลอลิซ่ามองหน้าแฟนหนุ่ม พลางหันไปคุยกับเพื่อนของเขา
“ทำยังไงได้วะ พวกมึงก็รู้จักแม่กู ยังไงตอนนี้ก็ต้องรอเวลาอย่างเดียว แม่บอกว่าถ้ากูทนได้ก็ยอมรับลิซ่า”
“แล้วเธอคนนั้นดีหรือเปล่าวะ หรือร้าย?” กันต์ถาม
“ถ้าดีจริง ๆ ก็ดีสิกันต์” ลอลิซ่าเบะปาก
“ทำไมวะ?”
“ผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนทำงานกลางคืน?”
“จริงเหรอวะไอ้เธอร์?” เพลิงตะโกนถามพร้อมทำตาโต
“เออ”
“แล้วมึงรู้ได้ไง?” กันต์ถาม
“สืบดิวะ อยากรู้อะไรก็ตามสืบ” อาเธอร์ตอบอย่างเบื่อหน่าย
“พอ ๆ หยุดพูดถึงผู้หญิงคนนั้นสักที”
“ครับ...” เสียงหัวเราะดังลั่นห้องอย่างสนุกสนานจนสัมผัสได้ถึงความสุข
◦◦◦◦◦◦◦
ขาเรียวหยุด สูดลมหายใจอีกครั้งเมื่อมาถึงสวนในโรงพยาบาล เธอปล่อยน้ำตาที่เอ่อคลอให้ไหล พลางยกมือเช็ดก่อนจะเดินไปหาคนรักเก่าที่ยืนรออยู่
“พี่หมอ” ไอรดาเรียกเสียงเบาราวกระซิบ
“ไอ” ชายหนุ่มร่างสูงโผเข้ากอดร่างบอบบางอย่างถือวิสาสะ เขาโหยหาอ้อมกอดนี้อย่างเป็นที่สุด นับตั้งแต่วันที่เธอบอกว่ากำลังจะแต่งงาน
“ปล่อยไอก่อนนะคะพี่หมอ” เธอเอ่ยเสียงเรียบ หากแต่ภายใต้น้ำเสียงและท่าทางที่แสนเย็นชานั่น ใครจะรู้ว่าหัวใจดวงน้อยของเธอกำลังเจ็บปวดจนแทบจะหยุดเต้น อยากจะกอดตอบและปล่อยให้น้ำตาไหลลงบนอกแกร่งที่แสนอบอุ่นนี่ใจจะขาด สุดท้ายเธอกลับทำได้เพียงผลักไสเขาให้ออกห่าง
“พี่ขอโทษครับ” ชายหนุ่มผละออกเมื่อเรียกสติได้
“พี่หมอมีอะไรกับไอเหรอคะ?”
“ไอ พี่ เอ่อ...พี่ ไม่มีอะไรแล้วครับ ขอโทษนะครับที่ทำให้เสียเวลา เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่ห้องนะ”
“ถ้าอย่างนั้น...เดี๋ยวไอกลับเองก็ได้ค่ะ”
“.....”
ขาเรียวค่อย ๆ ก้าวออกมาจากจุดนัดพบช้า ๆ เหมือนกับร่างที่ไร้ซึ่งวิญญาณ ความเจ็บปวดกัดกินทุกพื้นที่ในหัวใจ ทางเดินที่เธอเลือกช่างเจ็บปวดจนเกินจะรับไหว แต่พอนึกถึงใบหน้าของพี่สาวที่รอการผ่าตัดก็ทำให้เธอฮึดสู้ต่อ
“พี่รักไอนะ ไม่ว่าตอนนี้มันจะเป็นยังไงพี่ก็รักไอ ไม่ว่าไอจะรักใครพี่ก็รักไอ โชคดีครับ” เสียงของเขาดังก้องทั่วทุกโสตประสาท เธอเดินช้าลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ก้าวไม่พ้น ไอรดา
ทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้ข้างทางพร้อมกับปล่อยน้ำสีใสที่เอ่อล้นนัยน์ตาให้ไหลออกมาอาบสองแก้ม หัวใจเจ็บแทบขาดใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ตื๊ด ๆ ตื๊ด ๆ
ดวงตากลมโตมองหน้าจอมือถือที่สั่นเตือนหน้าจอปรากฏเบอร์ของบ้านตระกูลแมค มือเรียวยกปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะกดรับโทรศัพท์พร้อมกับพยายามทำให้น้ำเสียงเป็นปกติที่สุด
“สวัสดีค่ะ ไอพูดค่ะ”
(หนูจะกลับตอนไหนไอ?)
“คุณหญิงมีอะไรด่วนหรือเปล่าคะ?”
(อืม...ฉันอยากให้หนูกลับบ้านมาจัดกระเป๋าได้แล้ว เพราะฉันต้องการให้พวกหนูย้ายไปบ้านใหม่พรุ่งนี้)
“ค่ะ ๆ” ปลายสายกดวางไปหลังจากที่เธอตอบตกลง แม้จะไม่เข้าใจที่มารดาของเขาพูดมากนักเพราะสมองไม่รับรู้สิ่งอื่นใด แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้อยู่ดี
◦◦◦◦◦◦◦
“มีอะไรไอ้เธอร์? ทำหน้าเหมือนป่วย” กันต์ หรือ กรวิทย์ ถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีของเพื่อน หลังจากที่อาเธอร์วางสายผู้เป็นมารดา เขาก็ถึงกับต้องเครียดเพราะเรื่องระยะที่ต้องย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ถูกเลื่อนให้มาเป็นวันพรุ่งนี้แทน
“ต้องกลับบ้านวะ ลิซ่าไปกับผมนะครับ”
“มีอะไรเหรอคะเธอร์? ทำไมร้อนรนจัง” ลอลิซ่าขมวดคิ้วสงสัย
“แม่จะให้ผมย้ายไปบ้านใหม่พรุ่งนี้” เขาตอบตามความจริง
“ไหนว่าสัปดาห์หน้าไงคะ?”
“ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมท่านถึงเลื่อนให้เป็นวันพรุ่งนี้แทน แต่ผมตัดสินใจแล้วนะครับว่าจะชวนคุณไปอยู่ด้วย”
“เดี๋ยวไอ้เธอร์ อย่างนี้คุณลิซ่าเขาจะไม่เสียหายเหรอวะ?” เพลิงเอ่ยขัด
“แต่กูไม่อยากอยู่กับผู้หญิงคนนั้นสองคน และอีกอย่างกูอยากอยู่กับลิซ่า” ชายหนุ่มว่าด้วยน้ำเสียงรุนแรงขึ้น พอนึกถึงหน้าผู้หญิงคนนั้นทีไรอารมณ์ก็ยิ่งรุนแรง
“เรื่องนั้นลิซ่าขอคิดก่อนนะคะ อย่างที่เพลิงว่าก็ถูก ลิซ่าคงเสียหาย” เธอตอบเสียงเรียบ
“ถ้างั้นวันนี้ไปทานข้าวบ้านผมนะครับ” ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้คนรัก
“ก็ได้ค่ะ ลิซ่าขอเตรียมความพร้อมก่อนนะคะ คุณแม่ของคุณคงจะต้อนรับลิซ่าอย่างดี”
“ถ้างั้นไปเดินเลือกของสดกันดีกว่าครับ เดี๋ยวผมโทรบอกคุณแม่ก่อน”
“ค่ะ”
◦◦◦◦◦◦◦
สามปีผ่านไป… จากคืนที่เขาอ่านนิทานให้ลูกในท้องฟังจากวันแรกที่ไอรดาได้อุ้มลูกเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตาและรอยยิ้มตอนนี้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยเสียงเล็ก ๆ ที่ไม่เคยหยุดพูดแม้แต่วินาทีเดียว “แม่ครับ! ขนมปังไหม้หรือเปล่าแม่! หนูได้กลิ่น!” เสียงใส ๆ ของเด็กชายวัยสามขวบตะโกนมาจากห้องนั่งเล่น ในขณะที่ไอรดากำลังหมุนตัวไปมาอยู่หน้าเตา เธอกำลังทำไข่ดาว ขนมปัง และต้มโจ๊กใส่แคร์รอตฝานบาง ๆ ให้ลูกชาย มือยุ่ง ใจวุ่นและเสียงซนของลูกก็ยิ่งทำให้หันไปทางไหนก็เจอของเล่นลูกเต็มพื้นที่บ้าน “ธอร์ครับ...มาช่วยแม่จัดจานเร็วลูก” เสียงเธอตะโกนกลับอย่างอ่อนใจปนกลั้วขำ เด็กชายตัวน้อยที่ชื่อธอร์วิ่งหน้าตั้งเข้ามาจากห้องนั่งเล่น มือหนึ่งยังถือหุ่นยนต์อีกตัวไว้แน่นร่างเล็กหยุดชะงักแป๊บเดียวแล้วก็ยิ้มแฉ่งเหมือนพร้อมลุยทุกอย่างบนโลกใบนี้ “ครับแม่!” เขาวิ่งไปดึงเก้าอี้มาวางหน้าชั้นวางจานปีนขึ้นอย่างคล่องแคล่วแบบที่แม่แทบจะหัวใจวายทุกครั้งที่เห็นแล้วค่อย ๆ เอื้อมมือเล็ก ๆ ไปหยิบจานข้าวมาเรียงไว้ตามแนวที่แม่เตรียมไว้ให้ “วางดี ๆ นะลูกเดี๋ยวจานแตกพ่อจะหาว่าแม่ปล่อยให้ปีนอ
สี่เดือนผ่านไปจากคืนที่อาเธอร์อ่านนิทานให้ลูกฟัง วันนี้เสียงหนึ่งที่เขารอคอยกำลังจะมาถึงแต่ในขณะเดียวกันเสียงร้องไห้ของภรรยากลับเป็นเสียงที่ทำให้เขาแทบยืนไม่อยู่ “อาเธอร์...ฉันเจ็บ” “เจ็บมาก...” น้ำตาอุ่น ๆ ของไอรดาไหลไม่หยุดขณะที่มือของเธอกำแน่นกับฝ่ามือเขาราวกับจะกลั่นเอาความกลัวทั้งหมดให้ไหลออกไปผ่านปลายนิ้ว เขาวิ่งตามข้างเตียงเข็นน้ำเสียงพร่าตะโกนเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ อย่างไม่สนใจสายตาใคร “ไอ...เดี๋ยวก็ได้เจอลูกแล้วนะครับ! เธอเก่งที่สุด” “...ผมอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน!” “อาเธอร์...ฉันกลัว” เสียงของเธอเบาลงเรื่อย ๆ เพราะแรงเจ็บปวดที่กระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ไม่เป็นไร...ผมอยู่ตรงนี้เราจะปลอดภัยทั้งเธอทั้งลูกแน่นอน” จนในที่สุดประตูห้องผ่าตัดก็ปิดลงต่อหน้าเขาและนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเงียบที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต เสียงฝีเท้าหลายคู่เร่งมาจากด้านหลังพ่อกับแม่ของอาเธอร์มาถึงพอดีและคนเป็นแม่ก็รีบเข้ามานั่งลงข้างลูกชายทันที “ลูก...นั่งลงก่อนหายใจลึก ๆ” มือของแม่แตะลงบนบ่าเขาเบา ๆ แต่เขาทำไม่ได้อาเธอร์ยืนกุมขมับ สีหน้าเครียดจัดจนขอบตาแด
เช้าของวันใหม่เริ่มต้นด้วยความเงียบที่ผิดแปลกไปนิดหน่อย เงียบเกินกว่าปกติที่เขาจะลืมตาตื่นมาแล้วได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จากสวนหลังบ้านที่ภรรยาชอบเปิดหน้าต่างไว้ แต่เช้านี้กลับมีเสียงแปลก ๆ ดังลอดมาจากห้องน้ำ เสียงอ้วกที่ทำเอาคนที่เพิ่งลืมตาตื่นต้องรีบเด้งตัวขึ้นมานั่ง “ไอ...” อาเธอร์เรียกชื่อเธอทันทีก่อนจะควานหา เตียงว่างเปล่า... หมอนเย็นชืด... และเสียงคลื่นไส้ที่ดังอยู่นั่นทำให้เขาไม่คิดอะไรต่อนอกจากรีบพุ่งไปที่ห้องน้ำโดยไม่ทันจะใส่เสื้อด้วยซ้ำแล้วภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบหนึ่ง ไอรดานั่งอยู่ข้างชักโครกร่างกายของเธอพับงอลงต่ำ มือข้างหนึ่งยันกับพื้นอีกข้างกอดท้องไว้ใบหน้าซีดเผือดและมีหยดเหงื่อซึมอยู่เต็มหน้าผาก “ไอ!...ไอเป็นอะไร!” อาเธอร์รีบย่อตัวลงข้างเธอทันที “ฉัน...ฉันไม่เป็นไรแค่รู้สึกพะอืดพะอมเฉย ๆ...” เธอพยายามฝืนยิ้มแต่คนฟังกลับหน้าซีดกว่า “ไม่เป็นไรอะไรล่ะ! ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!” เขาไม่รอฟังคำปฏิเสธ เขาประคองตัวเธอขึ้นจากพื้นห้องน้ำทั้งแบบนั้นช่วยเช็ดเหงื่อบนหน้าเธอ และคว้าเสื้อคลุมตัวแรกที่อยู่ใกล้มือมา
ชีวิตหลังแต่งงานของไอรดาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พูดจริง ๆ ก็คือมันแทบจะเปลี่ยนจากโลกความเป็นจริงไปเป็นเทพนิยายเลยด้วยซ้ำ เพราะใครจะไปคิดว่าแค่บอกชอบดอกไม้เบา ๆ กับสามีของตัวเองวันนั้นแค่พูดแบบไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำอะไร ผลที่ได้คือ...ทั้งสวนหลังบ้านถูกเปลี่ยนเป็นเรือนดอกไม้หลากสี ดอกกุหลาบ ดอกเดซี่ ลาเวนเดอร์ ไฮเดรนเยีย ไล่ไปจนถึงพีโอนีหอมฟุ้ง ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งที่เธอมองเห็นทุกเช้าทันทีที่เปิดผ้าม่านห้องนอน เหมือนฝันยังไงยังงั้น “นี่มันไม่ใช่ชีวิตจริงแน่ ๆ ใช่ไหม…”เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางรดน้ำดอกไม้อย่างเบามือ “ถ้ามันไม่ใช่ชีวิตจริงแล้วผู้ชายที่ยืนกอดเธออยู่จากข้างหลังตอนนี้เป็นใครล่ะ หื้ม” เสียงทุ้มขี้แซวที่ดังขึ้นตรงซอกคอทำเอาเธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “อาเธอร์…อย่าจูบคอสิ มันจั๊กจี้” “ไม่ให้จูบคอ จะให้จูบไหนล่ะ หื้ม” เขายังไม่เลิกกวน “เดี๋ยวเถอะ...” ไอรดาหันมาดุแผ่ว ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เขาก็จูบหน้าผากเธอไปอีกทีแทนก่อนจะเอาคางวางพาดบนไหล่เธอแล้วพูดเบา ๆ “เหนื่อยไหมคะวันนี้” “ไม่เหนื่อย...”
เสียงพูดคุยสลับเสียงโทรศัพท์ที่ดังก้องไปทั่วห้องโถงของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมือง กลิ่นดอกลิลลี่สีขาวและกุหลาบอ่อนจางลอยปะปนอยู่กับกลิ่นน้ำหอมของทีมงานแต่งงานที่วิ่งวุ่นกันแทบจะชนกันเอง ช่อดอกไม้จากร้านชื่อดังถูกจัดเรียงลงตามซุ้มประตูที่ยังไม่สมบูรณ์ดีแต่แม้ยังจัดไม่เสร็จทุกอย่างก็ดูงดงามเกินกว่าจะละสายตาได้ ไอรดายืนอยู่เงียบ ๆ ตรงริมขอบพรมผืนใหญ่ที่กั้นพื้นที่ส่วนจัดพิธีกับพื้นที่งานเลี้ยงออกจากกัน เธอไม่พูดอะไร ไม่แม้แต่จะขยับตัวราวกับกำลังกลัวว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...จะหายวับไปหากเธอกะพริบตานานเกินไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะนึกฝันว่าวันแบบนี้จะมาถึงแม้แต่ในจินตนาการ...ก็ยังไม่กล้า ไม่ใช่แค่เพราะอาเธอร์ แมคเป็นใคร แต่เพราะว่า…ในสายตาเขา เธอเคยเป็นคนที่ไม่สมควรมีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ “ยืนจ้องเหมือนจะร้องไห้เลยนะ” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูพร้อมกับมือใหญ่อุ่นจัดที่ค่อย ๆ โอบรั้งเอวเธอเข้าไปชิดแผ่นอกกว้างโดยไม่ต้องให้เธอหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ไอรดาสูดลมหายใจเข้าลึกรอยยิ้มบางคลี่ออกบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว “ก็ยังไม่ค่อยอยากเชื่อ..
เวลาล่วงเลยมาจนถึงพลบค่ำ มารดาของเขาและพี่สาวของเธอกลับไปแล้ว เหลือก็เพียงแต่ไอรดาเท่านั้นที่คอยดูแลอาเธอร์ตลอด ตั้งแต่เขาออกจากห้องไอซียูแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เพราะตั้งแต่เขาฟื้นมาเธอกับเขาก็ยังไม่ได้คุยกันจริง ๆ จัง ๆ เลย เพราะเขาต้องกินยานอนหลับตลอดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดของแผล แต่ตอนนี้เขาอาการดีขึ้นมากจนสังเกตได้ชัดจากใบหน้าที่เริ่มกลับมามีสีตามปกติ ทำให้เธอประหม่าที่จะอยู่กับเขาสองต่อสองแบบนี้ “คุณอาเธอร์ทานมะละกอไหมคะ สุกกำลังดีเลยค่ะ เดี๋ยวไอปอกให้” ไอรดาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องมันเงียบเกินไป “ไอ” น้ำเสียงที่จริงจังนั่นดึงความสนใจจากเธอได้เป็นอย่างดี ร่างเล็กที่กำลังจะปอกมะละกอถึงกับวางมีดลงและหันมาสนใจเพียงเขา “ผม...ขอบคุณที่คุณดูแลผมมาตลอด” “มะ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไอเต็มใจ อีกอย่างที่คุณเป็นแบบนี้ก็เพราะช่วยไอ” “ที่ผมเคยทำไม่ดีทั้งหมด ผมขอโทษ คุณคงโกรธผมมากจนไม่รู้จะให้อภัยได้อย่างไร แต่ผมก็อยากจะขอโทษคะ...” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณอาเธอร์ ไอไม่ได้โกรธอะไรคุณเลย ไอเข้าใจมาตลอด คุณสบายใจได้เลยนะคะ” “ลูกดิ
ไอรดานั่งมองประตูห้องน้ำที่ด้านในมีพี่สาวเธออยู่ สมองของหญิงสาวอื้ออึงไปหมด มีหลายเรื่องที่เธอยังไม่ได้บอกพี่สาว ถึงแม้จะอยากบอกแทบตายแต่เธอก็ยังไม่กล้าพออยู่ดี แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้คิดอะไรมาก ประตูห้องน้ำก็เปิดออก ไอรดาจึงรีบไปช่วยพยุงพี่สาวของเธอกลับมาที่เตียงนอน “รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม
อาหารมากมายถูกทยอยยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ ที่ตอนนี้มีบุคคลสำคัญมาร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วย หลังจากยกอาหารที่เป็นกับข้าวถ้วยสุดท้ายมาเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว ไอรดาจึงจัดการตักข้าวใส่จานให้ทั้งสองคนที่นั่งรออยู่ โดยไม่ลืมตักข้าวให้ตัวเองด้วย “วันนี้คุณพ่อจะไม่งอนเหรอครับ ที่คุณแ
ร่างเล็กทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้เป็นวันหยุดของเธอแต่งานที่บ้านกับไม่ให้เธอพักเสียอย่างนั้น ทั้งต้องปัดกวาดเช็ดถู ไหนจะซักเสื้อผ้า เก็บตู้เย็น ดูแลสวนและอีกมากมาย เนื่องจากเธอต้องไปทำงานทำให้ไม่มีเวลาดูแลบ้านอย่างที่ควรจะเป็น ใบหน้าสวยมองไปที่นาฬิกาพบว่าตอนนี้ล่วงเลยมาจนสาย
ดวงตากลมโตกะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับรูม่านตาให้เข้ากับแสงที่สาดส่องมายามเช้า นาฬิกาบอกเวลาเข็มยาวชี้เลขสอง เข็มสั้นชี้เลขหก เป็นเวลาหกโมงเช้าสิบนาที เธอตื่นเป็นปกติเพราะเมื่อก่อนหญิงสาวต้องรีบไปทำงานตั้งแต่รุ่งสาง ร่างเล็กลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะลงไปเตรียมอาหารเช้าสำหรับใส่บาตรและสำหรับสา







