LOGINเรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกครา
ทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควร
ดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง
“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”
โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”
“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้”
ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”
นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผล
คนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล้วดูนางทำ! เห็นเขาเป็นหัวหลักหัวตอใช่หรือไม่?
อู๋หยุนผู้นิยมชมชอบเป็นหยาดฝนโปรยทั่วฟ้า เมตตาต่อสตรีทั่วหล้า ไม่ปฏิเสธผู้เข้าหาแม้แต่นางเดียวเอ่ยขึ้นว่า “หากเจ้าเกรงว่าราตรีอันงดงามต้องทนนอนหนาวเดียวดาย มิสู้รับอนุมากเสน่ห์ปรนนิบัติสักคนสองคน ข้ารู้จักสตรีที่สะคราญโฉมกว่าลู่เหมยหลายนางเชียวนะ สนใจหรือไม่?”
เพลิงพิโรธนัยน์ตายิ่งลุกโชน เฟิงอี้ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ยกเท้าถีบอู๋หยุนจนตกน้ำดังตู้ม ลำบากเหวินป๋อต้องกระโดดตามลงไปช่วย คราวนี้โม่โฉวไม่ตกใจอีกแล้ว เพียงโยนคันเบ็ดไปอย่างไม่ไยดี ปลาย่างอันใดลืมไปได้เลย
ตงหมิงยังคงนั่งเดินหมากคนเดียวตามความชอบ เขามองเฟิงอี้นิ่งๆ ปากเอ่ยว่า “เจ้าจะให้ลู่เหมยแจ้งอย่างไร ในเมื่อไม่เคยอยู่เรือน”
เฟิงอี้แบกอารมณ์ขุ่นข้องมานั่งลงตรงโต๊ะเดินหมาก “นางย่อมรู้ว่าข้าอยู่ที่ใด ขนาดหอนางโลมนางยังกล้าเข้า ไฉนไม่มาหาข้าที่เรือนเร้นจันทร์เล่า”
เอาแต่ใจเป็นที่สุด! เหล่าสหายส่ายหน้ากลอกตา
โม่โฉวช่วยหาทางออก “เช่นนั้นมิสู้เจ้าไปตามนาง”
“เหลวไหล! ข้าหรือเป็นฝ่ายไปตามนางกลับเรือน ศักดิ์ศรีคงไม่เหลือให้เอ่ยถึงแล้วกระมัง”
เฟิงอี้ตบโต๊ะดังปังจนหมากที่ตงหมิงวางไว้กระเด็น
บุรุษตัวโตยามสงบนิ่งขรึม ยามโกรธสบถเสียงดัง พละกำลังหรือก็ยังมีมาก โต๊ะที่น่าสงสารพลันหักกระจาย เหล่าสหายได้แต่ช่วยกันขบคิดหาทางออกให้บุรุษปากหนักที่หลงรักภรรยาตนจนมิอาจนอนคนเดียวแต่ไม่เคยรู้ตัวสักทีอย่างเร่งด่วน
จังหวะนั้นบ่าวชายคนหนึ่งพลันกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามา “เรียนนายน้อย มีแม่นางคนหนึ่งมาขอพบขอรับ”
เฟิงอี้ขมวดคิ้ว “ใคร?”
บ่าวชายรีบตอบ “บ่าวไม่ทราบขอรับ แต่ว่านาง...งดงามมาก”
อู๋หยุนที่เนื้อตัวยังไม่ทันแห้งโบกมือแรงๆ “รีบเชิญ”
เฟิงอี้ทำท่าจะถีบอีกรอบแต่อู๋หยุนม้วนตัวหลบทัน
ไม่นาน สาวงามก็ถูกเชิญเข้ามาถึงศาลาริมน้ำ นางผู้นี้สะคราญโฉมจริงดังที่บ่าวชายว่ามาทุกประการ กลิ่นกายหอมหวาน เนื้อตัวแลดูนุ่มนิ่มตั้งแต่ยังไม่ทันสัมผัส ยิ่งมองยิ่งน่าหมายปองอย่างยิ่ง
บุรุษในศาลาถึงขั้นมองเหม่อ
นางมีท่วงทีนุ่มนวลดุจสายน้ำ ผิวขาวผุดผาดบาดตา ใบหน้างดงามละมุนละไม ดวงตากลมโตดุจกวางน้อยคู่นั้นมองอย่างไรก็น่าทะนุถนอมชวนให้ผู้มองอยากครอบครองและปกป้องตลอดไป พวกบุรุษอาจยอมเป็นทาสนางชั่วชีวิตโดยไม่คิดไตร่ตรอง ขอเพียงนางส่งยิ้มให้
ทว่ายามนี้นางกลับมีสีหน้าร้อนรนมิรู้มีเรื่องอันใด
“เจ้าเป็นใคร?” มีเพียงเฟิงอี้ที่ไม่มองสตรีตรงหน้าด้วยดวงตาฉ่ำปรือเฉกสหาย เขาถามเสียงขรึมแกมข่มขู่อย่างรำคาญ “มีธุระอันใดกับข้าก็รีบพูดมาแล้วไสหัวไป!”
ทุกคนสะดุ้ง ทว่าสตรีผู้มาเยือนกลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง
หญิงสาวยอบกายทักทายอย่างอ่อนหวาน “ข้ามีนามว่าฉีหลิน อยากแจ้งข่าวหนึ่งให้คุณชายเฟิงรับรู้เจ้าค่ะ”
“ว่ามา!”
เฟิงอี้โบกมืออนุญาตอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าคมคายฉายแววดุดันน่ายำเกรง จนฉีหลินต้องสูดลมหายใจเฮือก
หญิงสาวปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนขึ้น อธิบายเชื่องช้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน“สามีข้ามิรู้เกิดเจ็บป่วยอันใด กระทั่งจำต้องเข้ารับการรักษาที่โรงหมอลู่ฉือกะทันหัน ข้ารู้มาว่าเขาต้องค้างแรมที่นั่นนานเป็นเดือน และมีภรรยาท่านเป็นคนดูแลใกล้ชิด ตอนนี้ยังกีดกันไม่ให้ข้าพบหน้าสามี ข้าคิดว่าน่าแปลกยิ่ง”เฟิงอี้ท่าทีสงบนิ่งฟัง หว่างคิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน แววตาดุดันมากขึ้นทุกทีนางทำท่าอึกอักกระดากอายยามกลั้นใจเอ่ยอีกว่า “ไม่ขอปิดบัง ชื่อเสียงของลู่เหมยเป็นที่กล่าวขานทั่วเมือง นางเป็นสตรีที่ไม่รักษาขนบธรรมเนียม ชายหญิงใกล้ชิดกันทุกคืนวัน ข้าเกรงว่าสามีข้าจะนอกลู่นอกทางเจ้าค่ะ”เกิดความเงียบทันทีหลังฉีหลินเอ่ยจบทุกวาจา มองเบื้องบนคล้ายห่าฝนดำทะมึนกำลังก่อตัวขึ้นมาเหนือเมฆา เบื้องหน้าระยะสายตายังเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งคล้ายปีศาจพายุคลั่ง“เฟิงอี้ ใจเย็นก่อน...”“พวกเจ้าบอกให้ข้าไปตามภรรยามิใช่รึ?”“ใช่! แต่ต้องไม่ใช่แบบนี้”เหล่าสหายพากันห้ามปรามฉุดรั้งบุรุษร่างใหญ่กำยำ แต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล คนจึงพากันยกโขยงติดตามเรือนพักด้านในของโรงหมอลู่ฉือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังทอดสายตาอันลึกซึ้งม
เรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกคราทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควรดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้” ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผลคนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล
แม้รู้ว่าสหายเป็นบุรุษบ้าพลังชอบต่อยตีกับคนไปทั่ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นนี้“นางย่อมรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว” เฟิงอี้ถามเสียงเย็น “ใช่หรือไม่?”ตงหมิงพยักหน้า “ย่อมใช่” เรื่องเฟิงอี้คนรู้ทั้งเมืองเฟิงอี้สะบัดชายเสื้อเก็บเท้าแล้วนั่งลง “เช่นนั้น” ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอกล่าวด้วยสีหน้าชืดชาไม่รู้สึกผิด “นางย่อมสมควรโดน!”แม้เฟิงอี้รังเกียจเดียดฉันลู่เหมยผู้เป็นภรรยาก็จริง แต่ที่เกลียดที่สุดคือสตรีที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้วยังคิดเข้าหาในอดีตตอนที่บิดายังไม่สิ้นลมหายใจ ยังหนุ่มแน่นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงรูปงามหล่อเหลา มีสาวงามมากมายมาติดพัน พวกนางพันเล่ห์ร้อยมารยาเสียจนบิดาเผลอไผลตกบ่วงยากยับยั้งกระทั่งรับอนุเข้ามาเติมเต็มแทบล้นเรือน ทำมารดาต้องร่ำไห้ชอกช้ำปานใดเขายังจดจำได้ ยังไม่พอ อนุของบิดายังร้ายกาจถึงขนาดปอกลอกสูบเลือดสูบเนื้อบิดาจนสิ้นเนื้อประดาตัวนับว่าโชคดีที่มารดามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันนางมอบสินเดิมให้บิดากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง กระทั่งได้สัมปทานเหมืองจึงกลับมาร่ำรวยมหาศาลต่อมาตอนบิดาบาดเจ็บสูญสิ้นความองอาจผึ่งผาย สตรีใดเล่าอยู่เคียงข้าง ก็มีแค่มารดาที่ลำบากยากเข
มาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”“อืม...”ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้นเรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้ เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสองส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุดเดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติสาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนร
ทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่นชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากันหากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู
บนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”“อ๊ะ! อื้อ...”***************************************************หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรงฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบายเนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดีจู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอนและใช







