เข้าสู่ระบบ"ฮือออ หึๆๆ ฮือออออ"
เสียงร่ำไห้ ของผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของกวิณภัทรตอนนี้ มันช่างเจ็บปวดกรีดลึกลงไปในใจเขานัก
"พี่จะไปคุยกับมันให้รู้เรื่อง มันทำแบบนี้กับน้องแก้วได้ยังไง"
"พี่ภัทร อย่าไปเลยนะคะ ยิ่งพี่ไปหาเขา เขายิ่งจะทำร้ายแก้ว"
"แต่ว่า น้องแก้ว...."
"แก้วไม่เป็นไรค่ะ แก้วแค่อยากระบายความรู้สึกที่มันอยู่ข้างใน เท่านั้นเอง"
สาวสวยใบหน้าหวาน แต่ดวงตากลับแปดเปื้อนน้ำตา ที่ไหลลงมาอาบสองแก้ม รอยฝ่ามือจางๆ บนใบหน้าที่ยังทิ้งรอยไว้ให้เขาเห็น
แก้วฤดี เป็นผู้หญิงที่กวิณภัทรแอบรักมาตั้งแต่เรียนอยู่ม.ปลาย แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถครอบครองคนที่อยู่ตรงหน้าได้แล้ว เพราะแก้วฤดีเพิ่งแต่งงานไปเมื่อสองปีก่อนกับเพื่อนร่วมมหาลัยของเขา เขาเคยสารภาพรักกับผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว แต่เธอเลือกที่จะปฏิเสธเขา เพราะแก้วฤดีรักผู้ชายที่เป็นสามีมาก แต่แต่งงานกันหม้อข้าวยังไม่ทันดำ สามีก็ออกลายเสือ แอบคบชู้ จนแก้วฤดีจับได้หลายครั้ง และทุกครั้งเขาจะเป็นที่พักพิงทางใจ สำหรับเธอเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน พอเห็นข้อความที่แก้วฤดีส่งมา เขาไม่เคยลังเลที่จะไม่มาทันทีเลยสักครั้ง
"แก้วไม่น่าแต่งงานกับเขาเลย แก้วนึกว่าเขาจะรักแก้วเหมือนที่แก้วรักเขา อึก หืออืออออ"
"ไม่เป็นไรนะครับ แก้วยังมีพี่ พี่จะไม่ทิ้งแก้วไปไหน"
กวิณภัทรพูดพร้อมกับโอบกอดปลอบเธอ และพยายามหาเรื่องเล่าตลกๆ ชวนเธอคุย เพื่อคลายความเครียดลง จนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง หญิงสาวระบายทุกสิ่ง ทุกอย่างให้เขาฟัง จนเขาคิดว่ามันดึกมากแล้วจึงบอกให้เธอกลับบ้าน เขาจึงโทรเรียกคนขับรถมารับแก้วฤดีไปส่ง อีกสักพักคงมาถึง กวิณภัทรพาแก้วฤดีออกทางประตูด้านหลังโรงแรมเพราะไม่อยากให้ใครเห็น หากเป็นข่าวซุบซิบขึ้นมา เขาเองคงไม่เสียหายเท่าไร แต่ผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่จะเสียหายยิ่งกว่าใครๆ เพราะเธอขึ้นชื่อว่าแต่งงานมีสามีแล้ว หากมีภาพหรือข่าวว่าเข้าออกโรงแรมกับชายอื่นคงดูไม่ดี แต่ในระหว่างที่ยืนรอคนขับรถ กวิณภัทรจึงเอ่ยปากคุยกับแก้วฤดีอีกครั้ง
"แก้ว แต่งงานกับพี่ไหมแล้วไปหย่ากับไอ้ภูซ่ะ พี่สัญญานะ ว่าพี่..."
" พี่ภัทรคะ พี่รู้หรือเปล่าว่าพี่พูดอะไรออกมา"
"พี่รู้ และพี่ก็คิดก่อนแล้ว พี่ไม่อยากเห็นแก้วเสียใจอีกแล้ว "
"แต่แก้ว......"
ไม่ทันที่แก้วฤดีจะพูดจบ มือหนาก็จับหน้าเธอแบบแผ่วเบา มองจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต แววตาที่สั่นไหวพยายามสื่อให้เธอรู้ว่า กวิณภัทรรักผู้หญิงคนนี้มากแค่ไหน ใบหน้าคม โน้มตัวลงมา พร้อมกับริมฝีปากชมพูเข้ารูปประกบปากเธอ
แก้วฤดี เคลิ้มไปกับรสจูบของกวินภัทร โดยไม่ขัดขืนแม้แต่นิดเดียวและเหมือนร่างกายเธอจะแอบตอบสนองเขาเล็กน้อย ถึงแม้จะรู้ว่ามันผิดแต่ปฏิกิริยาของเขามันช่างเร่าร้อนเหลือเกิน
ถ้าหากไม่มีใครบางคนมาขัดขวาง เธออาจจะเผลอไผลไปมากกว่านี้ก็ได้
"โอ๊ะ!!! มีคนมาซัมติงกันตรงนี้ด้วย เปลี่ยนบรรยากาศเหรอคร้าาาาาา"
หญิงสาวที่เดินไม่ตรงทาง เพราะฤทธิ์น้ำเมาตะโกนถาม ทำให้ทั้งสองถึงกับผละออกจากกันด้วยความตกใจ
"ที่นี่เป็นโรงแรมมมมม พวกคุณ เปิดห้องก็ได้นะคะ"
ไม่พูดเปล่าหญิงสาวเดินโซซัดโซเซไปมา ถือรองเท้าสีดำกับกระเป๋าสะพายใบเล็ก เดินมาทางกวิณภัทรกับแก้วฤดี ซึ่งคำพูดและท่าทางบ่งบอกว่าเธอดื่มหนักไปไม่น้อยจนแทบประคับประคองสติไม่ไหวยิ่งเดินเข้ามาใกล้กวิณภัทรจึงเห็นหน้าหญิงสาวชัดขึ้น "ยัยหมูปิ้ง" เธออีกแล้วเหรอ พร้อมกับทิ้งร่างไร้สติลงพื้น แต่โชคดีที่เขาคว้าร่างไว้ทันก่อนหัวจะฟาดพื้น สีหน้ากวิณภัทรเรียบตึงแสดงออกถึงความหงุดหงิด แต่ก็ประจวบเหมาะกับรถที่เขาโทรเรียกมารับแก้วฤดีมาถึงพอดี
"น้องแก้วกลับไปก่อนนะครับ มันดึกมากแล้ว"
"เอ่อแล้ว ผู้หญิงคนนี้ละคะ เธอเมามากเลยนะคะ"
"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่จัดการตรงนี้เอง"
แก้วฤดีพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถแบบงงๆ เพราะเมื่อกี้ยังจูบกันแบบดูดดื่มอยู่เลย แต่แป๊บเดียวเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
"คนสมัยนี้ เนี่ย!! ม่ายยค่อยอายฟ้าดินกันเลย นึกอยากจะซัมติงกันตรงหน่ายยยก็ได้"
เสียงบ่นพึมพรำๆ ของปรายปรีญาที่เมาจนไม่ได้สติอยู่บนอ้อมกอดของ กวิณภัทร ที่กำลังลังเลใจว่าจะเอายังไงดี จะอุ้มเดินเข้าไปในโรงแรม ก็กลัวเจอพนักงานคนอื่นจะเข้าใจผิด จะไปตามพนักงานมาดู ก็ไม่น่าไว้วางใจ ถ้าพายายนี่กลับคอนโดเขามีหวังตื่นขึ้นมาโว๊ยวายแน่ๆ เขาครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะนึกอะไรออก จึงคว้ากระเป๋ารองเท้า และ ค่อยๆ ช้อนขา อุ้มปรายปรีญา เดินไปที่รถของเขาที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะขับรถออกไป
~~ปรี๊น ปรี๊น~
เสียงบีบแตรรถของกวิณภัทร ทำให้ชายสูงวัย ละสายตาจากหนังสือที่เขากำลังอ่าน พร้อมกับแปลกใจที่ลูกชายกลับมาบ้านช่วงกลางดึก ก่อนจะเห็นเรไร ป้าแม่บ้านที่พักอยู่ที่นี่ วิ่งออกไปรับ เขาจึงเดินลงมาจากชั้นบน แต่กลับต้องแปลกใจที่เห็นลูกชายอุ้มผู้หญิงเข้าบ้าน
"เจ้าภัทร ไปพาผู้หญิงที่ไหนมาบ้านละ"
กวิณภัทรยังไม่ได้ตอบคนเป็นพ่อ กลับรับอุ้มปรายปรีญาไปวางไว้ที่โซฟากลางโถงห้องรับแขก เพราะน้ำหนักตัวที่น่าจะเกินมาตรฐานนิดหน่อย ทำให้แขนของเขาชา จนไม่มีความรู้สึก
"พนักงานบริษัทเรานะครับพ่อ ผมไปเจอตรงลานจอดรถโรงแรมไม่รู้จะพาไปไหน เลยพามานี้แทน"
กวินภัทรเล่าให้พ่อฟังแต่ไม่ทั้งหมด ชายสูงวัยจึงเดินมาดูหน้าผู้หญิงที่นอนหลับไม่ได้สติ
"อ้าว นี่มันหนูปรายนี่"
"คุณพ่อรู้จักด้วยเหรอครับ"
"รู้จักสิ เขาเป็นลูกสาวร้านขายหมูปิ้งที่พ่อชอบกินไง แกเองยังเคยกินแล้วบอกว่าอร่อยอยู่เลย"
"แล้วไปดื่มเหล้ามาอีท่าไหนเนี่ย หนูปรายเอ๋ย ป่านนี้แม่เป็นห่วงแย่แล้ว ไปๆ เจ้าภัทรอุ้มหนูปรายไปห้องรับรองข้างบน"
กวิณภัทรไม่ตอบรับพ่อ แต่ก็เดินไปอุ้มปรายปรีญาขึ้นไปห้องรับรอง คนเป็นพ่อมองตามพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ นี่ละหนาสวรรค์ลิขิต ก่อนจะหันไปใช้ป้าเรไรขึ้นไปเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ปรายปรีญา
กวิณภัทรนำชุดกีฬาที่เขาซื้อติดตู้ไว้แต่ใส่แค่ไม่กี่ครั้ง
มาให้เธอแทนชุดเดรสที่เธอใส่ตอนนี้ที่มีแต่เศษอาหารที่เปรอะเปื้อน เพราะเธออ้วกมาตลอดทาง
ส่วนเขาก็พลอยเลอะไปด้วย เขาจึงเดินกลับห้องไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดเข้านอนเหมือนกัน พรุ่งนี้ต้องคุยกับยัยนี่ยาวแน่ๆ
หน้าห้องฉุกเฉินทุกคนต่างมายืนรอการผ่าตัดของกวิณภัทร ร่างอวบซึ่งสภาพตอนนี้ดูอิดโรย ใบหน้าปูดบวม พยาบาลขอให้ไปตรวจร่างกายและพักก่อนเธอก็ไม่ยอมไป เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น จนเพ็ญศรีลุกขึ้นมาดึงแขนลูกสาวไว้ “ปราย แม่ว่าแกเองก็ควรไปพักนะ” “ไม่ค่ะแม่ ปรายจะรอคุณภัทร ปรายจะรอเขาออกมา” ปรายปรีญบอกคนเป็นแม่ เพ็ญศรีได้แต่สงสารลูกสาว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวรกรรมอะไรกันหนอชีวิตคู่ของทั้งสองคนถึงประสบพบแต่วิบากกรรม “โธ่ ยัยปราย” เพ็ญศรีลูบหัวลูกสาวแล้วดึงเข้ามากอด เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงสะอื้นที่ปรายปรีญาพยายามกลั้นไว้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง อาจารย์หมอก็ออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “คุณหมอคะ คุณภัทรเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้เสียเลือดมาก หมอเสียใจด้วยนะครับ” สิ้นเสียงของหมอ ปรายปรีญาก็สติหลุดวิ่งฝ่าทุกคนเข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมกับบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เธอเห็นพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดโดยมีร่างชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขาที่ก้าวแทบไม่ออกเดินไปยืนข้างขอบเตียง เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลมาดุจสายลำธาร ตัวสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น “ไหน
เมื่อถึงเวลานัดหมายกวิณภัทรก็นั่งรถไปยังจุดหมายทันที สภาพโรงงานเก่าที่เต็มไปด้วยกองไม้ผุพัง กลิ่นสาบเหม็นอับลอยมาตามลมเป็นระลอก ขาที่ก้าวเข้ามาด้วยความตั้งมั่นก็เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที “มาแล้วเหรอไอ้หลานชาย มาไว้ดีนี่” วิบูลก้าวขาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าที่หมองคล่ำไม่หลงเหลือมาดผู้บริหารเก่า รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาปรากฏให้เห็นเด่นชัด “เมียกูอยู่ไหน” “ใจเย็นๆสิ มาถึงก็ร่ำร้องอยากเจอหน้าเมียเลยนะ กูยังไม่ฆ่ามันทิ้งง่ายๆหรอก เพราะกูอยากให้มึงเห็นด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นโรงงานด้วยความสะใจ แต่ก็แอบน่าขนลุก “มึงนี่มันชั่วช้าสารเลวไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ” “ก็เพราะใครล่ะ ทำให้กูต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมึงเหรอ ครั้งที่แล้วกูน่าจะแทงมึงตรงหัวใจ มึงจะได้ไม่ต้องมาปากเก่งใส่กูอีก” “มึงก็ยังคอยโทษแต่คนอื่น เหมือนเดิม ไม่เคยโทษในความโลภ ความอยากได้ของคนอื่นเลยทำให้มึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ไง แทนที่ออกจากคุกมามึงจะสำนึกแล้วกลับตัว สุดท้ายมึงมันก็กลับมาเลวเหมือนเดิม” กวิณภัทรขบกราม กำมือแน่น อยากวิ่งเข้าไปซัดหน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ “มึงต้องการอะไร แล้วปล่อยเมียกูได้แ
หลังจากที่แก้วฤดีกลับไปปรายปรีญานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาครู่ใหญ่ ก็จริงอยู่ที่กวิณภัทรเคยทำร้ายจิตใจเธอจนบอบช้ำ แต่เรื่องราวที่ผ่านมาวันเวลาที่ผ่านไปเธอเองก็ยอมรับว่าไม่เคยลืมเขาไปจากใจได้เลย และถ้าวันนี้เธอยังจมอยู่กับความหลังแล้วชีวิตเธอกับลูกจะมีความสุขไปได้อย่างไร เธอจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง คิดได้อย่างนั้นมือคว้ากระเป๋าสะพายได้ก็รีบเดินออกจากบ้าน ขายังก้าวไม่พ้นประตูรั้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอว่ามีชายร่างกายกำยำ 2-3 ยืนดักรอเธออยู่หน้าบ้าน สายตามองมาที่เธออย่างพิจารณาแล้วก้มมองรูปถ่ายก่อนจะพยักหน้าให้กัน สัญชาตญาณของเธอบอกได้ทันทีว่าผู้ชายเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ ขาสองข้างค่อยๆถอยหลังหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ก็ก้าวได้เท่านั้นเพราะพวกมันไวกว่า ร่างอวบที่เชื่องช้าเหมือนเต่าชราแบบเธอ ปรายปรีญาพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการจับตัวพร้อมกับตะโกนให้คนช่วย “พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร อยากได้เงินเหรอในกระเป๋าฉันพอมีอยู่บ้าง เอาไปหมดเลย แต่ปล่อยฉันไปเถอะนะลูกฉันยังเล็ก” เธอพยายามวิงวอนแค่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่เห็นหน้าลูกใจเธอก็แทบสลายหากต้องตายด้วยน้ำมือพวกนี้ “ฉันไม่อยากได้เศษเหรียญใ
รุ่งเช้าแสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างแยงดวงตา ปรายปรีญาหรี่ตาสู้แสงแดดยามเช้าร่างกายที่ถูกห่มด้วยอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาวจากเครื่องปรับอากาศขยับกายเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขน พอเธอลืมตาขึ้นก็เจอหน้าคมกำลังนอนพินิจพิจารณาใบหน้าตัวเองอยู่ “ตื่นแล้วเหรอครับ” “ก็เห็นนี่คะ ทำไมต้องถาม จะกอดปรายอีกนานไหมคะ ปรายจะไปอาบน้ำไปดูลูก” “ไม่ต้องห่วงครับ ป้าเรไรจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เราสองคนนี้ละ” “ถ้ารู้ว่าเหลือแค่เราสองคนก็ปล่อยค่ะ จะได้รีบลงไปด้านล่างป่านนี้คุณพ่อคงรอทานข้าวแล้วค่ะ” กวิณภัทรทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องจำยอมเมื่อปรายปรีญาหงุดหงิดและหยิกแขนเขาไปหนึ่งที จนผิวขาวขึ้นเป็นรอยเขียว “ขอโทษนะคะ คุณพ่อที่ทำให้รอทานข้าว ปรายนี่แย่จริงๆ เลย ตื่นสาย” “ไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ใช่คนหัวโบราณนะ ที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตื่นสาย เมื่อวานก็คงพากันเหนื่อยด้วย พ่อเข้าใจ” “แล้วนี่ หนูกรีนไปไหนคะ ปรายลงมายังไม่เห็นลูกเลย” “หนู อยู่นี้ค่ะแม่” สาวน้อยยิ้มฟันขาว วิ่งนำหน้าป้าเรไรที่ถือถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อเดินตามหลังมา” “ไปไหนมาคะ แล้วไปงอแงอะไรกับป้าเขามาหรือเปล่า” “ไม่
กวิณภัทรเดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทางสีหน้าอารมณ์ดี แตกต่างจากร่างอวบที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง แถมมือยังถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออีกแล้วต้องมาคอยยืนอยู่ข้างๆ เขา อายผู้คนในห้องประชุมก็อาย ยิ่งเธอพยายามต่อต้านดื้อดึง เขาอาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้ เหล่าพนักงานกว่า400คน มองมาข้างหน้าแล้วก็หันไปซุบซิบนินทาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเคย “นั้นไง ต่าย ปรายยืนอยู่ข้างๆ คุณภัทร หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย” “อือ เห็นแล้ว สงสัยถูกบังคับให้มาด้วย ดูมืออีกข้างสิ” ต่ายพยักพเยิดให้ยี่หวาดูมือที่มีผ้าพันอยู่ แต่ก็เห็นว่าภายใต้ผ้าคือกุญแจมือ “คุณภัทรทำเกินไปหรือเปล่าต่าย ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย” “แล้วเราทำอะไรได้ล่ะ รอเลิกประชุมก่อนค่อยไปหาน้องแล้วกัน” เสียงเซ็งแซ่ต้องหยุดลง เมื่อกวิณภัทรก้าวขาขึ้นโพเดียม เพื่อกล่าวเปิดประชุม ซึ่งเป็นประจำของทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนที่จะมีการจัดประชุมขึ้นเพื่อฟังความคิดเห็นของเหล่าพนักงานว่าต้องการสิ่งใดในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน และวันนี้ทางบริษัทมาขอคะแนนเสียงกับพนักงานว่าหากทางบริษัทจะจ้างหมอนวดคลายเส้น มาให้บริการทุกวันจันทร์ของเดือน จะดีหรือไม่ จะเป็นการ
“ตัวเล็กของพ่อทำอะไรอยู่ครับ” “หนูกำลังต่อจิ๊กซอว์ให้ลูกหมูสามตัวค่ะ” กวิณธิดาก้มหน้าก้มตาต่อจิ๊กซอว์ที่กวิณภัทรซื้อให้อย่างตั้งอกตั้งใจ จิ๊กซอว์นิทาน เป็นหนึ่งในของเล่นกองโตที่เขาแทบจะเหมามาทั้งร้านให้กับลูกสาวคนเดียว เขานั่งมองลูกสาวที่สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังกับงานตรงหน้าเป็นอย่างมาก สีหน้าที่เวลาทำอะไรสักอย่างแล้วดูจริงจังขนาดนี้ถอดแบบแม่มาไม่มีผิดเพี้ยน มือหนาลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ชีวิตเขาเกือบสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเกือบสองคน วันนี้เขาได้มีโอกาสได้ทั้งสองกลับมาแล้ว เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะรักษาเขาไว้จนกว่าชีวิตเขาจะหมดลมหายใจ “คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ” “จะกลับไปได้ไง พี่รอกลับพร้อมปราย” “ใครบอกว่าปรายจะกลับไปพร้อมคุณ” “ไม่มีใครบอก แต่จะให้กลับไปด้วยกัน เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะเลยนะครับ” “ปราย ว่าเราคุยกันไปหลายรอบแล้วนะคะ แล้วปรายก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับคุณแล้วด้วย” “แต่ทำไมพี่มีเรื่องจะคุยกับปรายเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ” เจ้าตัวเล็กหันไปมองหน้าพ่อที หันไปมองหน้าแม่ตัวเองที ที่ยืนเถียงกันไปมา ก่อนจะบอกว่าอยากไปนอนกับพ่อ แล้วยิ้มแป้นยักคิ้วหนึ่งข้างให้คนเป็นพ่อเชิง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปรายปรีญาเดินก้มหน้างุดๆเดินเข้ามานั่งตรงโต๊ะที่คนร่างสู่งเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่ ที่เดินก้มหน้าเข้ามาไม่ใช่เพราะกลัวแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกอายที่เรื่องเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ใช่แล้ว ช่วงแรกเธอนั้นยอมรับว่าขัดขื่นแต่หลังจากนั้นมันไม่ใช่เลยสักนิด แต่กว่า
เวลาใกล้เที่ยง เสียงท้อง ดังโครมครามลำไส้กับกระเพาะอาหารคงประท้วงร่างอวบที่นั่งฟังไฟล์เสียง แทบไม่ไหวติงไปไหน ว่าตอนนี้น้ำย่อยกำลังกัดเซาะอยู่ รีบไปหาอะไรกินได้แล้ว ก่อนที่จะปวดท้อง จนต่ายที่กำลังม้วนเก็บสายหูฟังหันมามองที่วันนี้ปรายปรีญาเงียบขรึม ผิดปกติ เรียกชื่ออยู่สองสามรอบเห็นว่าแม่ร่างแก้มป่
"คุณภัทร คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ"ปรายปรีญา ดิ้นขลุกขลัก เพื่อเอาตัวรอด มือก็พยายามผลักหน้าอกคนตัวใหญ่ แต่ก็สู้แรงไม่ไหว ผู้ชายตรงหน้าก็ไม่ได้สนใจที่จะปล่อยเธอไปแม้แต่น้อย ใบหน้าซุกไซร้ตามซอกคอ ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาประกบปากอวบอิ่มที่พยายามเปล่งเสียงให้คนช่วย ปรายปรีญาสัมผัสได้ถึงกลิ่นแอลกอฮอล์
"ปราง"ปรายปรีญาเรียกน้องสาว ทั้งๆ ที่ขายังก้าวไม่ถึงหน้าห้องI.C.U ด้วยซ้ำ"พี่ปราย แม่ยังไม่ออกมาเลยพี่"ปรางปรีญาโผลเข้ากอดพี่สาว เสียงสะอื้นยังดังมาเป็นระยะ"แล้วแม่เป็นอะไรปราง""ปรางก็ไม่รู้อ่าพี่ ตอนเก็บร้านแม่ ก็ยังดีๆ อยู่เลยแล้วแม่ก็บ่นว่าเหนื่อย แล้วก็เจ็บหน้าอก แล้วจู่ๆ แม่ก็ล้มลงไปเลยอ







