LOGIN"จะไปไหน"
"ฉันจะกลับค่ะ"
"เดี๋ยวฉันไปส่ง แถวนี้มันเปลี่ยวไม่มีรถผ่าน"
ปรายปรีญาไม่หันไปมองคนที่ขับรถไปชำเลืองมองเธอไป แถมบางทีเธอก็เมินเฉยเหมือนกับว่าเขามาคนเดียว ภายใต้ใบหน้าที่เมินเฉยแต่ภายในใจเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว อยากจะกรีดร้องให้กับความน่าสมเพสของตัวเอง เธอทำอะไรผิดนักหนาทำไม่ถูกพายุพัดใส่เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า รถเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถของโรงพยาบาล เธอก้าวขาลงจากรถเดินไปยังไม่พ้นหน้ารถเขาด้วยซ้ำ ถึงกับทรุดตัวนั่งรถร้องไห้ เหมือนจะขาดใจ กวิณภัทรนั่งมองอยู่ในรถ เขาต้องรู้สึกอย่างไรเหรอ แต่ที่แน่คงไม่รู้สึกผิดเหมือนครั้งแรกแน่ๆเขานั่งมองเธออยู่อย่างนั้นจนเธอลุกขึ้นเดินเข้าไปข้างใน
ปรายปรีญาคเปิดประตูเข้าห้องอย่างช้าๆเพราะกลัวแม่ตื่น แล้วก็เดินตรงเข้าไปล้างหน้าล้างตัวในห้องน้ำทันที สมองว่างเปล่ามากไม่รู้จะเริ่มต้นไปยังไงต่อ มองผ่านเข้าไปในกระจกรอยช้ำสีแดง บริเวณเนินอกขาวไม่ต่างจากครั้งที่แล้วที่เขาและเธอมีอะไรกัน
~ อืดดดดดดด ~ เสียงสั่นจากมือถือเธอแจ้งเตือน
**พรุ่งนี้อย่าลืมไปหาซื้อยาคุมฉุกเฉินมากินด้วย **
ข้อความที่ส่งมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครส่ง ปรายปรีญาเปิดอ่านแล้วก็วางโทรศัพท์ไว้ก่อนจะหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า
ช่วงเช้าหมอแวะมาถามอาการเพ็ญศรีอีกรอบพร้อมกับอนุญาตให้จิ๊บน้ำเปล่าได้นิดหน่อย เพราะก่อนผ่าตัดต้องอดอาหารอย่างน้อย6ช.ม แต่เพราะปากแห้งและกระหายน้ำหมอจึงอนุญาตให้จิ๊บน้ำได้ ปรายปรีญามองตามแม่ที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดด้วยความเป็นห่วง ส่วนปรางปรีญาก็กุมมือพี่สาวไว้ ต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแพทย์ก็ยังไม่ออกมา สองสาวเดินวนอยู่หน้าห้องผ่าตัด สลับกันไปมาจนน่าเวียนหัว วันนี้มีเพียงลุงชัยเท่านั้นที่คอยโทรมาแวะเวียนถามว่าแม่เธอ ออกจากห้องผ่าตัดหรือยัง
"การผ่าตัดผ่านไปด้วยดีนะครับ คนไข้ปลอดภัย หมอได้เอาเส้นเลือดบริเวณแขนมาเชื่อมต่อบริเวณที่อุดตันของเส้นเลือดที่หัวใจ เลือดก็สามารถไหลเวียนได้ดีนะ เดี๋ยวทางเราจะย้ายคนไข้ไปดูอาการที่ห้อง ICU สัก 2-3 วันหากไม่มีอาการผลข้างเคียงอะไรที่อันตราย ก็จะได้ย้ายกลับไปห้องผู้ป่วยปกติเหมือนเดิมนะครับ"
คุณหมอที่ใส่เสื้อกราวสีเขียวเดินออกมาแจ้งผลผ่าตัดให้กับญาติคนไข้ทราบ สองพี่น้องดีใจมากที่แม่ปลอดภัยได้แต่ก้มหัวยกมือไหว้ขอบคุณซ้ำๆด้วยความดีใจ
"ส่วนวันนี้ญาติคนไข้กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะนะคะ เพราะห้องICU ไม่อนุญาตให้เฝ้าคนป่วยค่ะ ทางโรงพยาบาลเราจะดูแลคนไข้เป็นอ่างดีเลย ไม่ต้องห่วงนะคะ"
พยาบาลสาวแจ้งรายละเอียดให้ปรายปรีญาฟังก่อนจะเดินไปส่องแม่ที่ห้องผ่าตัดที่มีสายอะไรต่อมิอะไรโยงเต็มตัวไปหมด แม่ต้องเข้มแข็งนะคะ ปรายเชื่อว่าแม่ต้องหาย
"พี่ปรายกลับกันเถอะ เดี๋ยวเขาก็มีพยาบาลพิเศษมาดูแล แม่ปลอดภัยแล้ว พี่เองก็ควรกลับไปพักผ่อนบ้าง รู้ตัวหรือเปล่าสภาพพี่ตอนนี้ดูไม่ได้เลย"
ปรางปรีญาบอกพี่สาวตั้งแต่ที่แม่ป่วยมาเนี่ยสภาพพี่สาวเธอดูไม่จืด แล้วยิ่งช่วงนี้แววตาดูเศร้าสร้อยเหมือนไม่ใช่พี่ปรายคนเดิม ยืนมองแม่สักพักสองสาวก็พากันเดินออกมาเรียกรถแท๊กซี่กลับบ้าน
"ปราง ออกไปซื้อแชมพูให้พี่หน่อยสิ เงินอยู่ในกระเป๋าสะพายที่พี่ใช้วันนี้อ่า"
บอกน้องสาวแต่มือก็ยังง่วนอยูกับการเตรียมวัตถุดิบอาหารสำหรับเย็นนี้
"ได้จ้า พี่เอายี่ห้อเดิมใช่ไหม"
"ใช่ๆ ขอสูตรมะละกอนะ"
ปรางปรีญาเดินมาเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบเงินระหว่างยัดกระเป๋าสตางค์ใบเล็กกลับลงที่เดิม สายตาก็เหลือบไปเห็นแผงยาเล็กๆที่ถูกยัดอยู่ซอกกระเป๋า ปรางปรีญากลัวพี่สาวป่วยโดยไม่บอกแบบแม่อีก เลยหยิบขึ้นมาอ่าน "ยาคุมฉุกเฉิน" เธออึ้งไปสักพัก ว่าพี่สาวเธอกินทำไมและเพิ่งจะกินไปเม็ดเดียว เพราะอีก1เม็ดต้องกินหลังจากเม็ดแรก 12 ชม. พี่สาวเธอมีแฟนแล้วเหรอถึงต้องกิน แต่ส่วนใหญ่แพทย์ให้ใช้กรณีที่ถูกข่มขื่นนี่
"พี่ปราย นี่มันอะไรคะ"
ปรายปรีญาที่เอาแต่ก้มหน้าหั่นผัก ก็เงยหน้าขึ้นมามอง ปรางปรีญาชูแผงยาในมือให้พี่สาวดู
"ปราง คือว่า..."
เธอรีบก้าวขาไปคว้ายาจากในมือน้องสาวเก็บใส่กระเป๋าเหมือนเดิมทันที
"พี่ปราย มัน เกิดอะไรขึ้นกับพี่ปรายกันแน่ พี่มีอะไรทำไมไม่เคยบอกปรางบ้าง ปรางเป็นน้องสาวพี่นะคะ พี่อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวสิ"
ได้ยินน้องสาวพูดแบบนั้นปรายปรีญา ถึงกับปล่อยโฮออกมา ปรางปรีญาเห็นพี่สาวร้องไห้จึงเดินเข้าไปกอดโอบกอดพี่ไว้ เธอสัมผัสได้ถึงความเสียใจความเหนื่อยล้าความอัดอั้นตันใจ ที่พี่สาวเธอกำลังเผชิญอยู่ ปราย ปรีญาชั่งใจอยู่ครู่นึงจึงตัดสินใจ เล่าทุกอย่างให้น้องสาวฟัง
" ปราง อย่าเพิ่งบอกอะไรกับแม่ได้ไหมพี่ขอร้องพี่อยากให้แม่หายก่อนแล้วพี่จะเป็นคนเล่าทุกอย่างให้แม่ฟังเอง "
" พี่ปราย แล้วเงินค่ารักษาของแม่เป็นเงินของเขาใช่ไหม เขาเป็นคนจ่ายให้ใช่ไหมคะ"
ปรายปรีญาพยักหน้า ถึงแม้ว่าเธอเอาเงินส่วนนึงไปคืนเขาแล้ว พอรุ่งเช้าอีกวันเขาก็โอนผ่านบัญชีธนาคารมาคืนอยู่ดี พร้อมกับส่งข้อความมาข่มขู่เธอ ว่าถ้าไม่รับไว้ เขาจะมาบอกแม่เธอว่าเธอเอาตัวเข้าแลกเงินก้อนนี้ ปลายปรีญาจึงจำเป็นต้องยังเก็บเงินก้อนนี้ไว้อยู่ ปรางปรีญาสงสารพี่สาวจับใจ ที่เจอเรื่องราวแย่ๆแต่กลับไม่เคยเล่าอะไรให้ใครฟังสักนิด
หน้าห้องฉุกเฉินทุกคนต่างมายืนรอการผ่าตัดของกวิณภัทร ร่างอวบซึ่งสภาพตอนนี้ดูอิดโรย ใบหน้าปูดบวม พยาบาลขอให้ไปตรวจร่างกายและพักก่อนเธอก็ไม่ยอมไป เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น จนเพ็ญศรีลุกขึ้นมาดึงแขนลูกสาวไว้ “ปราย แม่ว่าแกเองก็ควรไปพักนะ” “ไม่ค่ะแม่ ปรายจะรอคุณภัทร ปรายจะรอเขาออกมา” ปรายปรีญบอกคนเป็นแม่ เพ็ญศรีได้แต่สงสารลูกสาว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวรกรรมอะไรกันหนอชีวิตคู่ของทั้งสองคนถึงประสบพบแต่วิบากกรรม “โธ่ ยัยปราย” เพ็ญศรีลูบหัวลูกสาวแล้วดึงเข้ามากอด เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงสะอื้นที่ปรายปรีญาพยายามกลั้นไว้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง อาจารย์หมอก็ออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “คุณหมอคะ คุณภัทรเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้เสียเลือดมาก หมอเสียใจด้วยนะครับ” สิ้นเสียงของหมอ ปรายปรีญาก็สติหลุดวิ่งฝ่าทุกคนเข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมกับบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เธอเห็นพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดโดยมีร่างชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขาที่ก้าวแทบไม่ออกเดินไปยืนข้างขอบเตียง เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลมาดุจสายลำธาร ตัวสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น “ไหน
เมื่อถึงเวลานัดหมายกวิณภัทรก็นั่งรถไปยังจุดหมายทันที สภาพโรงงานเก่าที่เต็มไปด้วยกองไม้ผุพัง กลิ่นสาบเหม็นอับลอยมาตามลมเป็นระลอก ขาที่ก้าวเข้ามาด้วยความตั้งมั่นก็เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที “มาแล้วเหรอไอ้หลานชาย มาไว้ดีนี่” วิบูลก้าวขาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าที่หมองคล่ำไม่หลงเหลือมาดผู้บริหารเก่า รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาปรากฏให้เห็นเด่นชัด “เมียกูอยู่ไหน” “ใจเย็นๆสิ มาถึงก็ร่ำร้องอยากเจอหน้าเมียเลยนะ กูยังไม่ฆ่ามันทิ้งง่ายๆหรอก เพราะกูอยากให้มึงเห็นด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นโรงงานด้วยความสะใจ แต่ก็แอบน่าขนลุก “มึงนี่มันชั่วช้าสารเลวไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ” “ก็เพราะใครล่ะ ทำให้กูต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมึงเหรอ ครั้งที่แล้วกูน่าจะแทงมึงตรงหัวใจ มึงจะได้ไม่ต้องมาปากเก่งใส่กูอีก” “มึงก็ยังคอยโทษแต่คนอื่น เหมือนเดิม ไม่เคยโทษในความโลภ ความอยากได้ของคนอื่นเลยทำให้มึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ไง แทนที่ออกจากคุกมามึงจะสำนึกแล้วกลับตัว สุดท้ายมึงมันก็กลับมาเลวเหมือนเดิม” กวิณภัทรขบกราม กำมือแน่น อยากวิ่งเข้าไปซัดหน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ “มึงต้องการอะไร แล้วปล่อยเมียกูได้แ
หลังจากที่แก้วฤดีกลับไปปรายปรีญานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาครู่ใหญ่ ก็จริงอยู่ที่กวิณภัทรเคยทำร้ายจิตใจเธอจนบอบช้ำ แต่เรื่องราวที่ผ่านมาวันเวลาที่ผ่านไปเธอเองก็ยอมรับว่าไม่เคยลืมเขาไปจากใจได้เลย และถ้าวันนี้เธอยังจมอยู่กับความหลังแล้วชีวิตเธอกับลูกจะมีความสุขไปได้อย่างไร เธอจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง คิดได้อย่างนั้นมือคว้ากระเป๋าสะพายได้ก็รีบเดินออกจากบ้าน ขายังก้าวไม่พ้นประตูรั้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอว่ามีชายร่างกายกำยำ 2-3 ยืนดักรอเธออยู่หน้าบ้าน สายตามองมาที่เธออย่างพิจารณาแล้วก้มมองรูปถ่ายก่อนจะพยักหน้าให้กัน สัญชาตญาณของเธอบอกได้ทันทีว่าผู้ชายเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ ขาสองข้างค่อยๆถอยหลังหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ก็ก้าวได้เท่านั้นเพราะพวกมันไวกว่า ร่างอวบที่เชื่องช้าเหมือนเต่าชราแบบเธอ ปรายปรีญาพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการจับตัวพร้อมกับตะโกนให้คนช่วย “พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร อยากได้เงินเหรอในกระเป๋าฉันพอมีอยู่บ้าง เอาไปหมดเลย แต่ปล่อยฉันไปเถอะนะลูกฉันยังเล็ก” เธอพยายามวิงวอนแค่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่เห็นหน้าลูกใจเธอก็แทบสลายหากต้องตายด้วยน้ำมือพวกนี้ “ฉันไม่อยากได้เศษเหรียญใ
รุ่งเช้าแสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างแยงดวงตา ปรายปรีญาหรี่ตาสู้แสงแดดยามเช้าร่างกายที่ถูกห่มด้วยอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาวจากเครื่องปรับอากาศขยับกายเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขน พอเธอลืมตาขึ้นก็เจอหน้าคมกำลังนอนพินิจพิจารณาใบหน้าตัวเองอยู่ “ตื่นแล้วเหรอครับ” “ก็เห็นนี่คะ ทำไมต้องถาม จะกอดปรายอีกนานไหมคะ ปรายจะไปอาบน้ำไปดูลูก” “ไม่ต้องห่วงครับ ป้าเรไรจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เราสองคนนี้ละ” “ถ้ารู้ว่าเหลือแค่เราสองคนก็ปล่อยค่ะ จะได้รีบลงไปด้านล่างป่านนี้คุณพ่อคงรอทานข้าวแล้วค่ะ” กวิณภัทรทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องจำยอมเมื่อปรายปรีญาหงุดหงิดและหยิกแขนเขาไปหนึ่งที จนผิวขาวขึ้นเป็นรอยเขียว “ขอโทษนะคะ คุณพ่อที่ทำให้รอทานข้าว ปรายนี่แย่จริงๆ เลย ตื่นสาย” “ไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ใช่คนหัวโบราณนะ ที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตื่นสาย เมื่อวานก็คงพากันเหนื่อยด้วย พ่อเข้าใจ” “แล้วนี่ หนูกรีนไปไหนคะ ปรายลงมายังไม่เห็นลูกเลย” “หนู อยู่นี้ค่ะแม่” สาวน้อยยิ้มฟันขาว วิ่งนำหน้าป้าเรไรที่ถือถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อเดินตามหลังมา” “ไปไหนมาคะ แล้วไปงอแงอะไรกับป้าเขามาหรือเปล่า” “ไม่
กวิณภัทรเดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทางสีหน้าอารมณ์ดี แตกต่างจากร่างอวบที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง แถมมือยังถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออีกแล้วต้องมาคอยยืนอยู่ข้างๆ เขา อายผู้คนในห้องประชุมก็อาย ยิ่งเธอพยายามต่อต้านดื้อดึง เขาอาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้ เหล่าพนักงานกว่า400คน มองมาข้างหน้าแล้วก็หันไปซุบซิบนินทาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเคย “นั้นไง ต่าย ปรายยืนอยู่ข้างๆ คุณภัทร หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย” “อือ เห็นแล้ว สงสัยถูกบังคับให้มาด้วย ดูมืออีกข้างสิ” ต่ายพยักพเยิดให้ยี่หวาดูมือที่มีผ้าพันอยู่ แต่ก็เห็นว่าภายใต้ผ้าคือกุญแจมือ “คุณภัทรทำเกินไปหรือเปล่าต่าย ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย” “แล้วเราทำอะไรได้ล่ะ รอเลิกประชุมก่อนค่อยไปหาน้องแล้วกัน” เสียงเซ็งแซ่ต้องหยุดลง เมื่อกวิณภัทรก้าวขาขึ้นโพเดียม เพื่อกล่าวเปิดประชุม ซึ่งเป็นประจำของทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนที่จะมีการจัดประชุมขึ้นเพื่อฟังความคิดเห็นของเหล่าพนักงานว่าต้องการสิ่งใดในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน และวันนี้ทางบริษัทมาขอคะแนนเสียงกับพนักงานว่าหากทางบริษัทจะจ้างหมอนวดคลายเส้น มาให้บริการทุกวันจันทร์ของเดือน จะดีหรือไม่ จะเป็นการ
“ตัวเล็กของพ่อทำอะไรอยู่ครับ” “หนูกำลังต่อจิ๊กซอว์ให้ลูกหมูสามตัวค่ะ” กวิณธิดาก้มหน้าก้มตาต่อจิ๊กซอว์ที่กวิณภัทรซื้อให้อย่างตั้งอกตั้งใจ จิ๊กซอว์นิทาน เป็นหนึ่งในของเล่นกองโตที่เขาแทบจะเหมามาทั้งร้านให้กับลูกสาวคนเดียว เขานั่งมองลูกสาวที่สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังกับงานตรงหน้าเป็นอย่างมาก สีหน้าที่เวลาทำอะไรสักอย่างแล้วดูจริงจังขนาดนี้ถอดแบบแม่มาไม่มีผิดเพี้ยน มือหนาลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ชีวิตเขาเกือบสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเกือบสองคน วันนี้เขาได้มีโอกาสได้ทั้งสองกลับมาแล้ว เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะรักษาเขาไว้จนกว่าชีวิตเขาจะหมดลมหายใจ “คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ” “จะกลับไปได้ไง พี่รอกลับพร้อมปราย” “ใครบอกว่าปรายจะกลับไปพร้อมคุณ” “ไม่มีใครบอก แต่จะให้กลับไปด้วยกัน เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะเลยนะครับ” “ปราย ว่าเราคุยกันไปหลายรอบแล้วนะคะ แล้วปรายก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับคุณแล้วด้วย” “แต่ทำไมพี่มีเรื่องจะคุยกับปรายเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ” เจ้าตัวเล็กหันไปมองหน้าพ่อที หันไปมองหน้าแม่ตัวเองที ที่ยืนเถียงกันไปมา ก่อนจะบอกว่าอยากไปนอนกับพ่อ แล้วยิ้มแป้นยักคิ้วหนึ่งข้างให้คนเป็นพ่อเชิง
"แกต้องรับผิดชอบหนูปราย"คนเป็นพ่อนั่งจ้องหน้าลูกชายสลับกับใบหน้าปรายปรีญาที่นั่งทำหน้าอมทุกข์หนักใจไม่ต่างกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากที่ทั้งสองนั่งรถกลับมาบ้านพร้อมลุงชัยเพื่อสอบถามเรื่องราวของทั้งสองว่าเป็นมาอย่างไร"รับผิดชอบอะไรครับ ถ้าจะให้ผมรับผิดชอบโดยการแต่งงานผมไม่แต่ง อีกอย่างผมเสนอเงิน
"ฉันเอาเงินมาคืนคุณค่ะ แต่ไม่ครบนะคะ ส่วนที่เหลือฉันจะรีบหามาคืนคุณให้เร็วที่สุด""ไม่จำเป็น เงินที่ฉันจ่ายไปมันก็ค่าตัวเธอทั้งนั้นล่ะเธออย่าหยิ่งในศักดิ์ศรีให้มันมากนัก กว่าเธอจะหาเงินครบ650,000แม่เธอคงจะหายใจรออยู่หรอก"กวิณภัทรพูดหน้าตาเรียบเฉยไม่รู้สึกรู้สาว่าคำพูดเขามันทิ่มแทงใจเธอได้มากเพียง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปรายปรีญาเดินก้มหน้างุดๆเดินเข้ามานั่งตรงโต๊ะที่คนร่างสู่งเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่ ที่เดินก้มหน้าเข้ามาไม่ใช่เพราะกลัวแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกอายที่เรื่องเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ใช่แล้ว ช่วงแรกเธอนั้นยอมรับว่าขัดขื่นแต่หลังจากนั้นมันไม่ใช่เลยสักนิด แต่กว่า
เวลาใกล้เที่ยง เสียงท้อง ดังโครมครามลำไส้กับกระเพาะอาหารคงประท้วงร่างอวบที่นั่งฟังไฟล์เสียง แทบไม่ไหวติงไปไหน ว่าตอนนี้น้ำย่อยกำลังกัดเซาะอยู่ รีบไปหาอะไรกินได้แล้ว ก่อนที่จะปวดท้อง จนต่ายที่กำลังม้วนเก็บสายหูฟังหันมามองที่วันนี้ปรายปรีญาเงียบขรึม ผิดปกติ เรียกชื่ออยู่สองสามรอบเห็นว่าแม่ร่างแก้มป่
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






