로그인เวลาใกล้เที่ยง เสียงท้อง ดังโครมครามลำไส้กับกระเพาะอาหารคงประท้วงร่างอวบที่นั่งฟังไฟล์เสียง แทบไม่ไหวติงไปไหน ว่าตอนนี้น้ำย่อยกำลังกัดเซาะอยู่ รีบไปหาอะไรกินได้แล้ว ก่อนที่จะปวดท้อง จนต่ายที่กำลังม้วนเก็บสายหูฟังหันมามอง
ที่วันนี้ปรายปรีญาเงียบขรึม ผิดปกติ เรียกชื่ออยู่สองสามรอบเห็นว่าแม่ร่างแก้มป่องไม่ได้ยินจึงเดินมาเคาะโต๊ะเบาๆ หญิงสาวถึงกับสะดุ้ง
"เฮ้ย ปรายไปกินข้าวได้แล้ว มาขยันอะไรตอนนี้ เที่ยงแล้ว"
"ลงไปก่อนเลยพี่ เหลืออีก10นาทีก็เสร็จ เดี๋ยวปรายค่อยขึ้นมารีมาร์กงานส่งทีหลัง"
ต่ายจึงพยักหน้าให้เบาๆก่อนควงแขนยี่หว่า แฟนสาวคนสวยออกไป ทั้งห้องที่เหลือเธอคนเดียวจึงเงียบสงบลง ปรายปรีญาจึงเร่งสปีดไฟล์เสียงเพื่อเร่งความเร็ว ให้เคสงานจบไวขึ้น
โชคดี ที่ไฟล์เสียงขายของเซลล์ขฝคนนี้ ค่อนข้างขายตรงไปมา แจ้งรายละเอียดของความคุ้มครองโปรดักซ์ ได้ตรงตามกรมธรรม์ อาจจะมีแก้งานที่ต้องโทรกลับไปแจ้งลูกค้าใหม่ก็แค่รายละเอียดข้อมูลยิบย่อยทั่วไป เหลือบมองดูนาฬิกาก็เที่ยงกว่าๆ ปรายปรีญาจึงเดินมารอลิฟต์ เพื่อลงไปแคนทีนของบริษัท ที่อยู่ชั้น5ของตึก เป็นบริษัทที่ถือว่าห้องทานอาหารใหญ่พอๆกับโรงอาหารโรงเรียนก็ว่าได้
แต่แตกต่างตรง ที่นี่ถูกตกแต่งให้ทันสมัย แบ่งแยกเป็นโซนๆ ทั้งโซนทานอาหาร ที่มีโต๊ะเก้าอี้วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบและให้เพียงพอกับพนักงานทั้งตึก ไม่ว่าจะเป็นแผนกไอที แอดมิน บัญชี ไหนจะเอ้าซอลที่คอนแท๊กกับบริษัทอื่นๆอีกเป็นสิบๆแผนก
ส่วนร้านอาหารที่บริษัทเลือกให้เข้ามาขายก็เน้นหลากหลาย ทั้งอาหารอีสาน อาหารตามสั่ง รวมถึงอาหารญี่ปุ่น และอาหารสไตร์ยุโรป ถัดไปอีกโซน ก็เป็นโต๊ะปิงปอง ที่วางไว้ให้พนักงานชายได้เล่นกีฬายามพัก ส่วนโซนสุดท้ายเป็นโซนที่ปรายปรีญาชอบมากที่สุด เป็นโซฟานิ่มๆวางเรียงราย และ มีตู้หนังสือหลากหลายรูปแบบให้เลือกอ่านรวมถึงนิยายชื่อดังในเวปเด็กดีที่ได้ลงตีพิมพ์ ซึ่งทุกๆ3เดือนบริษัทจะสลับสับเปลี่ยนเรื่องใหม่ๆมาให้พนักงานอ่านอยู่เสมอ ขาที่สั้นแต่ไม่ป้อม เดินทอดน่องเข้ามาในโซนร้านอาหาร มองร้านนั้นที ร้านนี้ที คิดไม่ออกเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไร ก่อนจะเดินไปสั่งป้าเเจ๋วร้านเดิมทุกที
"ป้าคะขอกระเพราหมึกเผ็ดๆค่ะ ไม่ดาวนะคะ"
"กินแบบเดิมอีกละนะหนูปราย ไม่เบื่อเหรอ"
เสียงลุงหาญสามีป้าแจ๋วตะโกนแซว แต่มือซ้ายจับกะทะ มือขวาควงตะหลิวด้วยความชำนาญ ร้านนี้คงชินกับการสั่งอาหารเมนูเดิมๆของเธอ ที่สามารถกินซ้ำๆได้เป็นเดือนๆ ปรายปรีญาไม่มีแม้แต่เรียวแรงอ้าปากแซวกลับ จึ้งยิ้มให้ เพราะตั้งแต่เมื่อวานยังไม่มีข้าวสักเม็ดตกถึงท้อง หากว่าจะกินข้าวต้มที่น้องสาวทำไว้เมื่อเช้าก็กลัวสายเพราะจะไม่ทันเวลาเข้างาน สั่งอาหารเสร็จก็เดินมานั่งรอที่โต๊ะมุมหลังเสา ที่ค่อนข้างลับสายตาคนนิดหน่อย ก่อนทิ้งตัวลงเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้าเต็มที พลันสายเรียกเข้าจากน้องสาวก็โทรเข้ามา มืออวบรีบคว้ามารับสายอย่างไว เผื่อน้องสาวโทรมาแจ้งข่าวเรื่องแม่ แต่เสียงที่วิ่งผ่านสัญญาณอากาศเข้ามากับเป็นเสียงแหบพร่าของบุพการี
"ปรายเหรอ ลูก " แค่ได้ยินเสียงของบุพการี น้ำตาก็รื้นตาขึ้นมาจนเกือบล้นที่ตา เธอดีใจมากที่แม่ของเธอพูดกับเธอได้สักที หลังจากที่ออกจากห้องICU หมอก็ไม่ค่อยให้แม่พูดคุยอะไรมากนักกล้วแม่เหนื่อยหอบ ปรายปรีญาพยายามพูดคุยกัยแม่ด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด สายทนาพูดคุยกันไปเกือบยี่สิบนาที จนข้าวที่ป้าแจ๋วเอามาเสิร์ฟเริ่มเย็น เธอจึงขอแม่วางสายเพราะต้องรีบกินข้าวและกลับขึ้นไปทำงาน
"เอ้า ปรายขึ้นมาพอดี พี่ว่าจะโทรลงไปตามพอดี"
" มีอะไรหรือเปล่าคะ" ปรายปรีญาทำสีหน้าตืนตระนกคิดว่าตัวเองขึ้นมาทำงานสายแต่มองนาฬิกาก็เหลืออีกตั้ง5นาที
"พอดีคุณรินทร์เลขาคุณภัทร โทรมาให้แกขึ้นไปพบคุณภัทรหน่อย ไปทำไรผิดไว้หรือเปล่าหะ "
คนที่ยืนฟังประโยคที่หัวหน้าบอก ยิ้มบางๆให้พร้อมกับส่ายหัวและเดินออกมา ฝ่ายหัวหน้าสาวก็มองตามพนักงานใต้ปกครองที่ตอนนี้เธออ้าปีกเข้าไปปกป้องไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าปรายปรรีญาไปทำอะไรไว้หรือป่าว ร้อยวันพันปีคุณภัทรไม่เคยเรียกพนักงานระดับชั้นทั่วไปขึ้นไปพบ อย่างมากก็แจ้งผ่านหัวหน้าแผนกมาอีกทีถ้าทำไรผิดพลาด ลิฟต์ดังแจ้งเตือนว่าขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของตึกแล้ว ปรายปรีญาก้าวขาออกมายืนสูดอากาศหน้าลิฟต์เพื่อทำใจ เธอจะเข้าไปพบเขาดีไหม ตอนนี้เธอไม่อยากเจอหน้าเขามากๆ ยืนเก้ๆกังๆอยู่สักพัก เอาวะ ตอนนี้เวลางานถ้าเธอไม่ไปเจอเขาก็คงหาว่าเธอขัดคำสั่ง ปรายปรีญาถามตอบตัวเองในใจก่อนเดินมายืนหน้าห้อง ซึ่งมีโต๊ะเลขาวางอยู่ แต่ตอนนี้คนหน้าห้องกำลังตั้งอกตั้งใจพิมพ์งาน พอเห็นว่าเธอมาจึงโทรเข้าไปบอกคนข้างในว่าคนที่ต้องการพบมาแล้ว ร่างสูงยืนหันหลังให้กับประตูสายตาทอดยาวมองออกไปนอกหน้าต่าง รอคนที่เขาได้สัมผัสร่างนิ่มเมื่อคืน จริงๆแล้วเขาไม่เห็นต้องรู้สึกผิดกับยัยนี้เลยสักนิด เพราะสิ่งที่เขาทำไปไม่ได้ตั้งใจให้เกิด เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีสติสักเท่าไร หากพ่อไม่โทรมาบ่นที่เขาเมาจนขาดสติและเกือบมีเรื่องกับวัยรุ่นที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วปรายปรีญามาช่วยแสร้งเล่นละครว่าเป็นน้องสาวของตนเอง นั้นจึงเป็นสาเหตุให้เธอมาอยู่ห้องเขาเมื่อคืน จนเกิดเรื่องเลยเถิด ต่อมความรู้สึกผิดเลยสะกิดเขาเบาๆขึ้นมา
หน้าห้องฉุกเฉินทุกคนต่างมายืนรอการผ่าตัดของกวิณภัทร ร่างอวบซึ่งสภาพตอนนี้ดูอิดโรย ใบหน้าปูดบวม พยาบาลขอให้ไปตรวจร่างกายและพักก่อนเธอก็ไม่ยอมไป เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น จนเพ็ญศรีลุกขึ้นมาดึงแขนลูกสาวไว้ “ปราย แม่ว่าแกเองก็ควรไปพักนะ” “ไม่ค่ะแม่ ปรายจะรอคุณภัทร ปรายจะรอเขาออกมา” ปรายปรีญบอกคนเป็นแม่ เพ็ญศรีได้แต่สงสารลูกสาว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวรกรรมอะไรกันหนอชีวิตคู่ของทั้งสองคนถึงประสบพบแต่วิบากกรรม “โธ่ ยัยปราย” เพ็ญศรีลูบหัวลูกสาวแล้วดึงเข้ามากอด เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงสะอื้นที่ปรายปรีญาพยายามกลั้นไว้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง อาจารย์หมอก็ออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “คุณหมอคะ คุณภัทรเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้เสียเลือดมาก หมอเสียใจด้วยนะครับ” สิ้นเสียงของหมอ ปรายปรีญาก็สติหลุดวิ่งฝ่าทุกคนเข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมกับบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เธอเห็นพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดโดยมีร่างชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขาที่ก้าวแทบไม่ออกเดินไปยืนข้างขอบเตียง เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลมาดุจสายลำธาร ตัวสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น “ไหน
เมื่อถึงเวลานัดหมายกวิณภัทรก็นั่งรถไปยังจุดหมายทันที สภาพโรงงานเก่าที่เต็มไปด้วยกองไม้ผุพัง กลิ่นสาบเหม็นอับลอยมาตามลมเป็นระลอก ขาที่ก้าวเข้ามาด้วยความตั้งมั่นก็เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที “มาแล้วเหรอไอ้หลานชาย มาไว้ดีนี่” วิบูลก้าวขาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าที่หมองคล่ำไม่หลงเหลือมาดผู้บริหารเก่า รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาปรากฏให้เห็นเด่นชัด “เมียกูอยู่ไหน” “ใจเย็นๆสิ มาถึงก็ร่ำร้องอยากเจอหน้าเมียเลยนะ กูยังไม่ฆ่ามันทิ้งง่ายๆหรอก เพราะกูอยากให้มึงเห็นด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นโรงงานด้วยความสะใจ แต่ก็แอบน่าขนลุก “มึงนี่มันชั่วช้าสารเลวไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ” “ก็เพราะใครล่ะ ทำให้กูต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมึงเหรอ ครั้งที่แล้วกูน่าจะแทงมึงตรงหัวใจ มึงจะได้ไม่ต้องมาปากเก่งใส่กูอีก” “มึงก็ยังคอยโทษแต่คนอื่น เหมือนเดิม ไม่เคยโทษในความโลภ ความอยากได้ของคนอื่นเลยทำให้มึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ไง แทนที่ออกจากคุกมามึงจะสำนึกแล้วกลับตัว สุดท้ายมึงมันก็กลับมาเลวเหมือนเดิม” กวิณภัทรขบกราม กำมือแน่น อยากวิ่งเข้าไปซัดหน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ “มึงต้องการอะไร แล้วปล่อยเมียกูได้แ
หลังจากที่แก้วฤดีกลับไปปรายปรีญานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาครู่ใหญ่ ก็จริงอยู่ที่กวิณภัทรเคยทำร้ายจิตใจเธอจนบอบช้ำ แต่เรื่องราวที่ผ่านมาวันเวลาที่ผ่านไปเธอเองก็ยอมรับว่าไม่เคยลืมเขาไปจากใจได้เลย และถ้าวันนี้เธอยังจมอยู่กับความหลังแล้วชีวิตเธอกับลูกจะมีความสุขไปได้อย่างไร เธอจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง คิดได้อย่างนั้นมือคว้ากระเป๋าสะพายได้ก็รีบเดินออกจากบ้าน ขายังก้าวไม่พ้นประตูรั้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอว่ามีชายร่างกายกำยำ 2-3 ยืนดักรอเธออยู่หน้าบ้าน สายตามองมาที่เธออย่างพิจารณาแล้วก้มมองรูปถ่ายก่อนจะพยักหน้าให้กัน สัญชาตญาณของเธอบอกได้ทันทีว่าผู้ชายเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ ขาสองข้างค่อยๆถอยหลังหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ก็ก้าวได้เท่านั้นเพราะพวกมันไวกว่า ร่างอวบที่เชื่องช้าเหมือนเต่าชราแบบเธอ ปรายปรีญาพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการจับตัวพร้อมกับตะโกนให้คนช่วย “พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร อยากได้เงินเหรอในกระเป๋าฉันพอมีอยู่บ้าง เอาไปหมดเลย แต่ปล่อยฉันไปเถอะนะลูกฉันยังเล็ก” เธอพยายามวิงวอนแค่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่เห็นหน้าลูกใจเธอก็แทบสลายหากต้องตายด้วยน้ำมือพวกนี้ “ฉันไม่อยากได้เศษเหรียญใ
รุ่งเช้าแสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างแยงดวงตา ปรายปรีญาหรี่ตาสู้แสงแดดยามเช้าร่างกายที่ถูกห่มด้วยอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาวจากเครื่องปรับอากาศขยับกายเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขน พอเธอลืมตาขึ้นก็เจอหน้าคมกำลังนอนพินิจพิจารณาใบหน้าตัวเองอยู่ “ตื่นแล้วเหรอครับ” “ก็เห็นนี่คะ ทำไมต้องถาม จะกอดปรายอีกนานไหมคะ ปรายจะไปอาบน้ำไปดูลูก” “ไม่ต้องห่วงครับ ป้าเรไรจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เราสองคนนี้ละ” “ถ้ารู้ว่าเหลือแค่เราสองคนก็ปล่อยค่ะ จะได้รีบลงไปด้านล่างป่านนี้คุณพ่อคงรอทานข้าวแล้วค่ะ” กวิณภัทรทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องจำยอมเมื่อปรายปรีญาหงุดหงิดและหยิกแขนเขาไปหนึ่งที จนผิวขาวขึ้นเป็นรอยเขียว “ขอโทษนะคะ คุณพ่อที่ทำให้รอทานข้าว ปรายนี่แย่จริงๆ เลย ตื่นสาย” “ไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ใช่คนหัวโบราณนะ ที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตื่นสาย เมื่อวานก็คงพากันเหนื่อยด้วย พ่อเข้าใจ” “แล้วนี่ หนูกรีนไปไหนคะ ปรายลงมายังไม่เห็นลูกเลย” “หนู อยู่นี้ค่ะแม่” สาวน้อยยิ้มฟันขาว วิ่งนำหน้าป้าเรไรที่ถือถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อเดินตามหลังมา” “ไปไหนมาคะ แล้วไปงอแงอะไรกับป้าเขามาหรือเปล่า” “ไม่
กวิณภัทรเดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทางสีหน้าอารมณ์ดี แตกต่างจากร่างอวบที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง แถมมือยังถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออีกแล้วต้องมาคอยยืนอยู่ข้างๆ เขา อายผู้คนในห้องประชุมก็อาย ยิ่งเธอพยายามต่อต้านดื้อดึง เขาอาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้ เหล่าพนักงานกว่า400คน มองมาข้างหน้าแล้วก็หันไปซุบซิบนินทาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเคย “นั้นไง ต่าย ปรายยืนอยู่ข้างๆ คุณภัทร หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย” “อือ เห็นแล้ว สงสัยถูกบังคับให้มาด้วย ดูมืออีกข้างสิ” ต่ายพยักพเยิดให้ยี่หวาดูมือที่มีผ้าพันอยู่ แต่ก็เห็นว่าภายใต้ผ้าคือกุญแจมือ “คุณภัทรทำเกินไปหรือเปล่าต่าย ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย” “แล้วเราทำอะไรได้ล่ะ รอเลิกประชุมก่อนค่อยไปหาน้องแล้วกัน” เสียงเซ็งแซ่ต้องหยุดลง เมื่อกวิณภัทรก้าวขาขึ้นโพเดียม เพื่อกล่าวเปิดประชุม ซึ่งเป็นประจำของทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนที่จะมีการจัดประชุมขึ้นเพื่อฟังความคิดเห็นของเหล่าพนักงานว่าต้องการสิ่งใดในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน และวันนี้ทางบริษัทมาขอคะแนนเสียงกับพนักงานว่าหากทางบริษัทจะจ้างหมอนวดคลายเส้น มาให้บริการทุกวันจันทร์ของเดือน จะดีหรือไม่ จะเป็นการ
“ตัวเล็กของพ่อทำอะไรอยู่ครับ” “หนูกำลังต่อจิ๊กซอว์ให้ลูกหมูสามตัวค่ะ” กวิณธิดาก้มหน้าก้มตาต่อจิ๊กซอว์ที่กวิณภัทรซื้อให้อย่างตั้งอกตั้งใจ จิ๊กซอว์นิทาน เป็นหนึ่งในของเล่นกองโตที่เขาแทบจะเหมามาทั้งร้านให้กับลูกสาวคนเดียว เขานั่งมองลูกสาวที่สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังกับงานตรงหน้าเป็นอย่างมาก สีหน้าที่เวลาทำอะไรสักอย่างแล้วดูจริงจังขนาดนี้ถอดแบบแม่มาไม่มีผิดเพี้ยน มือหนาลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ชีวิตเขาเกือบสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเกือบสองคน วันนี้เขาได้มีโอกาสได้ทั้งสองกลับมาแล้ว เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะรักษาเขาไว้จนกว่าชีวิตเขาจะหมดลมหายใจ “คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ” “จะกลับไปได้ไง พี่รอกลับพร้อมปราย” “ใครบอกว่าปรายจะกลับไปพร้อมคุณ” “ไม่มีใครบอก แต่จะให้กลับไปด้วยกัน เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะเลยนะครับ” “ปราย ว่าเราคุยกันไปหลายรอบแล้วนะคะ แล้วปรายก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับคุณแล้วด้วย” “แต่ทำไมพี่มีเรื่องจะคุยกับปรายเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ” เจ้าตัวเล็กหันไปมองหน้าพ่อที หันไปมองหน้าแม่ตัวเองที ที่ยืนเถียงกันไปมา ก่อนจะบอกว่าอยากไปนอนกับพ่อ แล้วยิ้มแป้นยักคิ้วหนึ่งข้างให้คนเป็นพ่อเชิง
"จะไปไหน""ฉันจะกลับค่ะ""เดี๋ยวฉันไปส่ง แถวนี้มันเปลี่ยวไม่มีรถผ่าน"ปรายปรีญาไม่หันไปมองคนที่ขับรถไปชำเลืองมองเธอไป แถมบางทีเธอก็เมินเฉยเหมือนกับว่าเขามาคนเดียว ภายใต้ใบหน้าที่เมินเฉยแต่ภายในใจเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว อยากจะกรีดร้องให้กับความน่าสมเพสของตัวเอง เธอทำอะไรผิดนักหนาทำไม่ถูกพายุพัดใส่เธอซ้
"แกต้องรับผิดชอบหนูปราย"คนเป็นพ่อนั่งจ้องหน้าลูกชายสลับกับใบหน้าปรายปรีญาที่นั่งทำหน้าอมทุกข์หนักใจไม่ต่างกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากที่ทั้งสองนั่งรถกลับมาบ้านพร้อมลุงชัยเพื่อสอบถามเรื่องราวของทั้งสองว่าเป็นมาอย่างไร"รับผิดชอบอะไรครับ ถ้าจะให้ผมรับผิดชอบโดยการแต่งงานผมไม่แต่ง อีกอย่างผมเสนอเงิน
"ฉันเอาเงินมาคืนคุณค่ะ แต่ไม่ครบนะคะ ส่วนที่เหลือฉันจะรีบหามาคืนคุณให้เร็วที่สุด""ไม่จำเป็น เงินที่ฉันจ่ายไปมันก็ค่าตัวเธอทั้งนั้นล่ะเธออย่าหยิ่งในศักดิ์ศรีให้มันมากนัก กว่าเธอจะหาเงินครบ650,000แม่เธอคงจะหายใจรออยู่หรอก"กวิณภัทรพูดหน้าตาเรียบเฉยไม่รู้สึกรู้สาว่าคำพูดเขามันทิ่มแทงใจเธอได้มากเพียง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปรายปรีญาเดินก้มหน้างุดๆเดินเข้ามานั่งตรงโต๊ะที่คนร่างสู่งเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่ ที่เดินก้มหน้าเข้ามาไม่ใช่เพราะกลัวแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกอายที่เรื่องเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ใช่แล้ว ช่วงแรกเธอนั้นยอมรับว่าขัดขื่นแต่หลังจากนั้นมันไม่ใช่เลยสักนิด แต่กว่า







