Masukเมื่อกลับมาถึงบ้านคุณพ่อลูกสองก็ได้แต่นอนแกร่วอยู่บนโซฟาห้องรับแขกของบ้านภักดีดำรงเหมือนหมดสิ้นซึ่งความหวังในชีวิต
"เป็นอะไรไอ้หมอก นอนซมเชียวหรือว่าไม่สบาย แล้วเมื่ื่อคืนแกหายหัวไปไหนไม่กลับบ้าน" นายตำรวจรูปหล่อพี่ชายคนโตของบ้านเอ่ยถามขณะเดินลงมาจากห้องนอน
"พี่ตะวัน ไม่ทำการทำงานหรือไงเดี๋ยวเขาก็ไล่ออกหรอก สายป่านนี้เพิ่งจะตื่น" น้องชายคนสุดท้องกรอกตาไปมาอย่างไม่สบอารมณ์
"นี่ๆ ไม่ต้องมาย้อน แกยังไม่ได้บอกเลยว่าหายหัวไปไหนมา"
"ไปหาป่านมา"
"ป่าน?? ใช่ผู้หญิงที่ทำให้แกซมซานกลับบ้านมาเมื่อสามปีก่อนน่ะหรือ" ร้อยตำรวจเอกตะวันฉายรีบจ้ำเท้าเดินเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าน้องชายและเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
"อืม" เสียงทุ้มเอ่ยตอบอย่างรำคาญใจเพราะหากว่าเรื่องนี้ถึงหูตะวันฉายเมื่อไหร่ไม่นานเกินรอพี่ชายคนกลางอย่างสินสมุทรแน่
"จะไปหาเขาทำไมวะ เขาหักหลังแกได้ถึงขนาดนั้น" พี่ชายคนโตยังรู้สึกเคืองผู้หญิงที่ไม่รู้จักหน้าคร่าตาคนนี้ไม่หายเมื่อเธอกลายเป็นต้นเหตุให้น้องชายคนเล็กของบ้านถึงกับไม่เอาการเอางานอะไรจนเกือบจะเรียกได้ว่าตรอมใจตั้งไม่รู้กี่เดือนกว่าที่เหมันต์จะทำใจได้
"ไม่ได้ไปหา เขามาหาถึงที่ฟาร์มเลยต่างหาก"
"หมายความว่ายังไง??" คนเป็นพี่ถามอย่างไม่เข้าใจ
"ก็หมายความว่าพี่สินดันไปรับเขามาทำงานแทนคนงานเดิมที่ลาออกไปหน่ะสิ แต่ที่เซอร์ไพร์สกว่านั้นคืออะไรรู้ไหมพี่ ป่านเขาหอบลูกแฝดชายหญิงมาด้วยนี่สิ"
"แล้วไอ้เอกเพื่อนแกทำไมปล่อยให้ลูกเมียมาทำงานที่นี่ได้วะ"
"บังเอิญว่าเด็กสองคนนั้นมันลูกผมไงพี่"
"เฮ้ย!!!!" พี่คนโตแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
ตะวันฉายซักน้องชายตัวเองละเอียดยิบราวกับว่าเหมันต์เป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ไม่มีผิด จนคนที่เพิ่งสร่างจากพิษไข้ไม่มีคำตอบที่จะตอบคำถามของนายตำรวจคนนี้แล้ว
"แล้วนี่หลานๆ พี่อยู่ไหนว่ะเนี่ยะ" ลุงตะวันตื่นเต้นจนออกนอกหน้าที่รู้ว่าตัวเองมีหลานวัยกำลังน่ารักถึงสองคน
"น่าจะอยู่บ้านไอ้เอก"
"แล้วไม่ทราบว่าแกจะนอนอยู่ทำไมไม่ทราบไอ้หมอก ไปรับลูกมาสิ จะได้ทำความคุ้นเคยกับลูกไว้เผื่อกามเทพของแกจะได้ช่วยทำให้แม่ของลูกใจอ่อนได้บ้าง"
เมื่อได้ยินคำแนะนำของพี่ชายก็ทำให้คนที่นอนแกร่วหมดอาลัยตายอยากก็มีพลังขึ้นมาราวกับว่าได้พลังวิเศษ ร่างสูงหยัดกายขึ้นอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะรีบบึ่งรถคู่ใจตรงไปยังไร่อนันตราซึ่งเป็นบ้านของเอกภพทันที
ทันทีที่รถจอดสนิทคุณพ่อรูปหล่อก็รีบวิ่งตรงดิ่งไปตามหาตัวเอกภพในตัวบ้านทันที แต่ไม่ทันที่จะได้ก้าวเข้าไปในตัวบ้านก็พบว่าเด็กทั้งสามคนกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานที่หน้าประตู
“ลุงคนนี้ มาทำไม” เด็กชายเหมวิชจ้องมองคนที่มาเยือนด้วยสายตาประหลาดใจ
“พ่อหมอกมารับพี่เรนกลับน้องรุ้งกลับบ้านครับ” คุณพ่อรูปหล่อสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการกับลูกๆ ด้วยความกล้าทั้งหมดที่มี
“พ่อหมอกเหรอ” เด็กหญิงเหมภัสวิ่งไปยืนหลบหลังพี่ชายด้วยท่าทางหวาดระแวง แต่กระนั้นดวงตากลมสวยที่ได้มาจากปารวตียังคงลอบมองคนตัวโตเสียงดุอยู่เป็นระยะ
“อย่าไปเชื่อนะน้องรุ้ง พ่อหมอกมีจริงที่ไหน อีกอย่างแม่ป่านบอกว่าอย่าไปเชื่อคำพูดของคนแปลกหน้าจำไม่ได้เหรอ” คนเป็นพี่ที่แม้จะอายุห่างกันไม่ถึงสามนาทีแต่ก็ยืดอกปกป้องน้องเต็มที่จนน่าประทับใจ
“มีจริงสิลูก พ่อหมอกของหนูไง” ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้ๆ หวังจะคว้าตัวลูกเข้ามากอด แต่เหมวิชและเหมภัสก็ร่นถอยห่างไปเรื่อยๆเพื่อรักษาระยะเดิมเอาไว้ อีกทั้งลูกชายตัวน้อยยังส่งสายตาแข็งกร้าวมาข่มขู่ผู้เป็นพ่อให้กลัวอีก
“ไม่มี ไม่รู้จัก” ลูกชายตอบเสียงแข็ง
“ไปเล่นที่อื่นกันดีกว่าเรน รุ้ง” พี่ใหญ่อย่างอธิก้าวเข้ามาปกป้องน้องๆ อย่างไม่เกรงกลัวก่อนจะรีบพากันวิ่งหนีไปจากคนแปลกหน้าไปเสียดื้อๆ จนคุณพ่อลูกสองได้แต่ส่ายหน้า
“วิ่งหนีอะไรกันมาเด็กๆ” เอกภพที่เพิ่งออกมาจากครัวเอ่ยถามทันทีที่เห็นสามหน่อแสนแสบหน้าซีดเผือดเหมือนกับพบเจออันตรายมาหมาดๆ
“คนแปลกหน้าครับพ่อ เขาบอกว่าชื่อพ่อหมอก” คำตอบของอธิทำให้คนทำหน้าที่พ่อแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว แต่กระนั้นเขาก็ยังคงทำตัวได้เป็นปกติจนได้
แต่ยังไม่ได้ซักถามอะไรมากไปกว่านั้นคนแปลกหน้านามว่าพ่อหมอกก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเนือยแถมบอกบุญไม่รับ
“หายแล้วหรือไงถึงมาได้”
“ก็ดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจนะที่ช่วยดูแลเด็กๆ ให้”
แม้จะตอบคำถามเพื่อนรักแต่สายตานั้นกลับมองเอกภพด้วยความอิจฉา เพราะว่าทั้งลูกชายและลูกสาวต่างพากันกอดแข้งขาของลุงเอกเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ส่วนพ่อแท้ๆ อย่างเขาลูกต่างพากันวิ่งหนีจนหน้าซีดคิดแล้วมันน่าช้ำใจ
“ลุงเอก คุณลุงคนนี้บอกว่าเป็นพ่อหมอกค่ะ แล้วก็บอกด้วยว่าจะมารับน้องรุ้งกับพี่เรนกลับบ้าน” สาวน้อยผมหางม้าอธิบายคุณลุงคนสนิทเป็นคุ้งเป็นแควส่วนคุณลุงผู้ใจดีนั้นก็ตั้งใจรับฟังอย่างไม่ละความสนใจ
“แล้วหนูอยากกลับบ้านไปกับลุงพ่อหมอกไหมคะ” เอกภพปูทางให้พ่อแท้ๆ ได้ใกล้ชิดลูกๆ แต่คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าไปมาของเด็กหญิงและเด็กชาย
“ทำไมล่ะครับ”
“แม่ป่านบอกว่าไม่ให้ไปกับคนแปลกหน้าค่ะ”
“ใช่ครับ แม่ป่านบอกว่าเขาจะจับไปขาย ถ้าไปกับเขาจะไม่ได้เจอแม่ป่านอีก” เด็กชายเหมวิชอธิบายสำทับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนผู้ใหญ่อย่างเหมันต์และเอกภพเห็นภาพชัดเจน
“แล้วถ้าลุงเอกบอกว่าคุณลุงคนนี้คือพ่อหมอกของรุ้งกับเรนจริงๆ จะเชื่อลุงเอกไหมครับ” คุณลุงใจดีของเด็กๆ เอ่ยถามย้ำ
“ไม่!!” สองพี่น้องตอบพร้อมกันอย่างกับว่ารู้ใจกันดี พร้อมกับส่ายหน้าดิก
“ทำไมล่ะ ครับ เราสองคนเคยบอกลุงไงว่าอยากจะเจอพ่อหมอก เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้แล้วไง” ชายหนุ่มชี้ไปทางเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเด็กๆ เพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้นเป็นความจริง
แม้จะยืนยันอย่างนั้นแต่เด็กทั้งสองก็ไม่ได้ยินดียินร้ายเลยซักนิดที่ได้พบหน้าพ่อบังเกิดเกล้าที่ตัวเองอยากพบมาตลอดแต่ยิ่งไปกว่านั้นเด็กทั้งสองยังถอยห่างเขาไปไกลกว่าที่เป็นอยู่อีก
“เสียใจด้วยนะไอ้หมอก งานนี้แห้วว่ะ” เอกภพเดินเข้าไปตบบ่ากว้างของเพื่อนอย่างเห็นใจ แม้จะเห็นใจเหมันต์เพียงใดก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เพราะทั้งหมดนี้มันคือผลของการกระทำในอดีตของคนเอาแต่ใจอย่างเหมันต์ทั้งสิ้น
“เออ เข้าใจเว้ย ก็ลูกไม่คุ้นจะให้วิ่งเข้ามาหามันก็ใช่ที่แถมแม่ยังสอนมาขนาดนี้ ขืนฉันสุ่มสี่สุ่มห้าอุ้มไปนอกจากจะเป็นการทำลูกกลัวแล้ว รับรองว่าป่านคงเอาเลือดหัวฉันออกแน่”
“เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวฉันโทรไปขออนุญาตป่านให้ ว่าแต่แกจะเอาหลานไปไหนวะ พรวดพราดมาไม่บอกกันก่อนอย่างนี้” เจ้าของไร่อนันตราเอ่ยถามอย่างสงสัย
“พี่ตะวันมันอยากจะเล่นกับหลาน ตะวันฉายรู้ สินสมุทรก็รู้เชื่อฉันสิ” แต่ไม่ทนที่จะได้พูดจบประโยคเสียงโทรศัพท์มือถือของเหมันต์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา หน้าจอโทรศัพท์บอกชื่อคนโทรมาเสียเสร็จสรรพ
“นั่นไง พี่ยักษ์ของแกโทรมาแล้ว ผิดคำฉันซะที่ไหน” เหมันต์หรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่ายที่จะต้องได้รับฟังคำบ่นของพี่ชายคนกลางจนหูชาเหมือนผู้หญิงไม่มีผิด ให้ตายเถอะเขาชักสงสัยแล้วว่าพี่ชายอย่างสินสมุทรคนนี้มองผู้หญิงบ้างหรือเปล่า
“โอ้ย!! ช้าๆ พี่สินฟังไม่ทัน สำนึกไม่ทันด้วย” พี่ชายคนกลางร่ายคำสั่งสอนมาเป็นชุดๆ ทันทีที่น้องชายกดรับสาย
“ผมรู้แล้วว่าผมผิด ตอนนี้ก็พยายามง้ออยู่ไง พี่ใจเย็นๆ ก่อนสิ” น้องชายคนเล็กดึงโทรศัพท์ออกจากหูทันทีก่อนที่โสตประสาทเขาอาจจะพิการถาวรจากคำบ่นของพี่ชายเจ้าระเบียบ
“รู้แล้วน่าพี่ เรื่องพ่อสืบไปถึงไหนแล้วล่ะ ตกลงว่าพ่อมีผู้หญิงที่จะมาแทนที่แม่จริงหรือเปล่า” น้องชายถามความคืบหน้าเรื่องบิดาที่ลูกชายทั้งสามสงสัยว่าพวกเขาอาจจะได้มีแม่เลี้ยงเร็วๆ นี้
“ครับๆ” เขารับคำพี่ชายก่อนจะกดวางสายด้วยสีหน้าแสนจะบึ้งตึง
“เอาไงไอ้หมอก ตกลงจะพาเด็กๆ ไปหาลุงตะวันอยู่ไหม” เอกภพเอ่ยถาม
“ฉันโทรไปหาป่านเอง ถ้าป่านไม่อนุญาตฉันก็ไม่อยากลัดขั้นตอน เดี๋ยวเกิดป่านหอบลูกหนี ฉันโดนพี่ๆ เล่นงานแน่ ว่าแต่แกมีเบอร์โทรป่านไหม”
“เบอร์เดิมนั่นแหละ ป่านเขาไม่เคยเปลี่ยนหรอก”
คำตอบของเอกภพทำให้เจ้านายที่พ่วงตำแหน่งพ่อของลูกมาด้วยอย่างเหมันต์รู้สึกดีใจอย่างประหลาด เขาหวังลึกๆ ว่าหัวใจเธอจะยังไม่เปลี่ยนไปเช่นกัน ฉับพลันมือหนาก็กดโทรออกไปหาเบอร์ที่เขาไม่เคยลืมเลือนเพื่อต่อปลายสายหาเจ้าของเพื่อขออนุญาตให้เขาได้เข้าใกล้ลูกทันที
“เรื่องอะไรหรือ” แม่ของลูกเอ่ยถามอย่างสงสัย“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ซะด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เด็กๆ วันนี้ไปนอนที่บ้านคุณปู่ก่อนนะครับ” พ่อของลูกหันไปบอกลูกๆ หน้าตาเฉย ปล่อยให้หญิงสาวได้แต่งงงวยว่าระหว่างเขาและเธอนั้นมีเรื่องใหญ่โตอะไรกัน“ทำไมหล่ะครับพ่อหมอก เรนอยากนอนที่บ้านเรานี่ครับ” ลูกชายถามเสียงเจื้อยแจ้ว“แค่คืนเดียวครับพ่อหมอกกับแม่ป่านสัญญาว่าพรุ่งนี้จะไปรับพี่เรนกับน้องรุ้งแต่เช้าเลย ตกลงไหมครับ”“ก็ได้ครับ” แม้สีหน้าจะไม่สดใสเท่าใดนักแต่ทว่าเด็กชายก็รับข้อเสนอของบิดาแต่โดยดีและแน่นอนว่าคู่แฝดที่ติดกันอย่างเหมภัสก็ตอบตกลงด้วยเช่นกันหลังจากส่งลูกฝาแฝดไปไว้กับราเมศแล้วความเงียบก็โรยตัวเข้ามาปกคลุมภายในเรือนพยับหมอกจนน่าอึดอัด“ป่าน ไปเดินเล่นข้างนอกกันไหม” ร่างสูงโปร่งตรงเข้ามาสวมกอดร่างบางจากด้านหลังศีรษะหนักเกยอยู่บนบ่าเล็กอย่างออดอ้อน“อืม เอาสิ”สิ้นคำตอบรับร่างสูงก็จูงมือหญิงสาวเดินออกไปตามเส้นทางที่ปูไปด้วยทรายสีข
เจ้าของรีสอร์ทอยากจะกลับบ้านไปหาลูกเมียเสียเหลือเกิน แต่ติดตรงที่ว่าเขามีธุระที่สำคัญกว่าต้องไปจัดการให้เรียบร้อยร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้ามาหาพนักงานต้อนรับสาวและนายช่างอย่างนวดีและสันต์ที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีชีวิตชีวาด้วยท่าทางสบายๆ“คุยอะไรกันอยู่อย่างงั้นหรือ ท่าทางน่าจะสนุกนะ”ประโยคทักทายของเจ้านายทำเอาลูกน้องทั้งสองคนเปลี่ยนสีหน้าแทบจะทันทีราวกับว่าทำความผิดร้ายแรงเอาไว้และแน่นอนว่าความสนุกสนานนั้นก็หายไปด้วยเช่นกัน“คุณป่านเป็นอย่างไรบ้างครับ” นายช่างหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนอย่างสุภาพ ถึงแม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้วก็ตามแต่ชายหนุ่มเองก็รู้ดีเช่นกันว่าการปรากฏตัวของเจ้านายหนุ่มในครั้งนี้มีเรื่องอื่นแอบแฝงด้วย“ก็หายดีแล้วหล่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ว่าแต่นายเถอะแผลที่แขนเป็นยังไงบ้างหล่ะใกล้จะหายดีหรือยัง”“ดีขึ้นมากแล้วครับอีกสองสามวันก็น่าจะหายดี” สันต์ตอบคำถามอย่างราบเรียบไร้พิรุธ“แล้วข้าวฟ่างหล่ะ เป็นยังไงบ้าง”เมื่อถามจากนายช่างประจำรีสอร์ทกลับไม่ได้ควา
เหมันต์และปารวตีมาส่งเด็กๆ เอาไว้ที่บ้านของราเมศตามสัญญา และที่นั่นหนุ่มๆ บ้านภักดีดำรงต่างกรูกันเข้ามาถามไถ่เธอด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจนน้องเล็กสุดท้องอย่างพ่อของลูกต้องรีบเข้ามาปรามเพราะพวกพี่ๆ ชักจะเข้าใกล้ตัวผู้หญิงของเขามากเกินความจำเป็นแล้ว“ไม่เจ็บตรงไหนแน่ๆ นะน้องป่านรอยช้ำเยอะขนาดนี้” ร้อยเอกตะวันฉายเอ่ยพร้อมกับมือหนาที่ไล่จับไปตามแขนเรียวบางน่าทะนุถนอมของหญิงสาวไร้ซึ่งความคิดเชิงชู้สาว“เจ็บนิดหน่อยค่ะ แค่ช้ำๆ พรุ่งนี้ก็น่าจะหายดีแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างสุภาพ แต่พ่อของลูกเธอนี่สิดูจะต้องอบรมมารยาทกันใหม่ เพราะขณะที่พี่ชายคนโตอย่างตะวันฉายวางมือบนตัวเธอมือของเหมันต์ก็คอยแต่จะปัดออกราวกับเด็กหวงของเล่น“พี่ว่าป่านน่าจะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนะ อย่างน้อยได้ใบรับรองแพทย์มาประกอบการแจ้งความเอาไว้ก็ยังดี ถึงจะไม่สะเทือนไอ้เสี่ยอำนาจกับลูกชายมันเท่าไหร่แต่พี่ว่าแจ้งความไว้จะปลอดภัยกับตัวป่านเองมากกว่า” สินสมุทรเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเขารู้ดีว่าอิทธิพลของเสี่ยอำนาจที่มีมากกว่าครึ่งค่อนเมืองนั้นพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงเร
เสียงปืนที่ดังก้องทำให้ทั้งสามที่พยายามติดตามร่องรอยของกนิกและปารวตีรีบวิ่งไปยังทิศทางของเสียงอย่างร้อนใจ ร่างสูงโปร่งของเหมันต์รีบรุดไปก่อนใครเพื่อน ในหัวใจที่เคยแกร่งกล้าดังหินผาภาวนาให้เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ขอเพียงเธอยังมีลมหายใจเท่านั้น“ป่าน!!!” ร่างสูงรีบถลาเข้าไปโอบกอดร่างบางที่นั่งรอคอยความหวังในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว ความกลัวในหัวใจแกร่งมลายหายไปสิ้น เขาไม่ต้องการรู้ว่าทำไมเธอถึงตกอยู่ในสภาพนี้ เขาไม่ต้องการล้างแค้นอะไรใดๆ ทั้งนั้นขอเพียงมีเธออยู่ตรงนี้เขาพร้อมจะทิ้งโทสะในใจได้อย่างง่ายดาย“เจ็บตรงไหนไหม เป็นอะไรมากหรือเปล่า บอกหมอกมาสิป่าน”พ่อของลูกรู้ได้เลยว่าอาการของเจ็บเจียนตายมันเป็นอย่างไร เพราะนอกจากเสียงสะอื้นที่แสนจะน่าสงสารแล้วก็ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปากของผู้หญิงที่เขารักอีก ทางด้านนวดีและสันต์ที่ตามาสมทบก็ได้แต่มองหญิงสาวตัวสั่นเทาด้วยความรู้สึกยากที่จะอธิบาย สภาพของผู้จัดการรีสอร์ทในตอนนี้มันทำให้ทุกอย่างด
เหมันต์เดินกลับมาถึงเรือนพยับหมอกก็พบปารวตีกำลังนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ราวกับว่ากำลังหนักใจเรื่องอะไรบางอย่าง“มีอะไรหรือเปล่าป่าน หน้าตาไม่ดีเลย” ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ แม่ของลูกด้วยความเป็นห่วง“หรือว่าลูกๆ ไม่สบาย” น้ำเสียงของคุณพ่อยังหนุ่มดูร้อนรนขึ้นมาทันที“ลูกสบายดี หมอก วันนี้คุณเจนเธอมาหาป่านที่นี่” เสียงเรียบของหญิงสาวทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกพิพากษา“คุณเจนเขามาหาป่านทำไมในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันซักหน่อย หรือว่าเขามาใส่ร้ายอะไรหมอกให้ป่านฟัง ป่านอย่าไปเชื่อนะ หมอกรักแค่ป่าน มีแค่ป่านคนเดียวผู้หญิงคนอื่นหมอกไม่เคยชายตามองเลยจริงๆ” คนตัวโตรีบอธิบายพัลวันเพราะกลัวว่ามัคคุเทศก์สาวจะเข้ามาป่วนครอบครัวเขาด้วยอีกคน“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกน่า แต่ป่านว่าเรื่องมันน่าจะใหญ่กว่านั้นอีกนะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วงใจทำให้คนตัวโตพลอยใจคอไม่ดีไปด้วย“เรื่องอะไรกันแน่ป่าน”“เรื่องที่หมอกกำลังเจอยู่นี้แหละ” คำตอบที่ได้ฟังจา
แม้ว่าหญิงสาวจะส่งเสียงแทบไม่เป็นคำก็ไม่ได้ทำให้คนเอาแต่ใจยอมหยุด มือหนายังคงหยอกเอินอยู่กับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายสตรีเพศอย่างเพลิดเพลินฝากฝังความเป็นเจ้าของไว้บนผิวเนียนละเอียดเอาไว้เสียแทบทุกตารางนิ้วจนร่างกายอ้อนแอ้นบิดเร่าๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทรมานที่แสนวาบหวามนี้ แต่กระนั้นชายหนุ่มกลับยิ่งได้ใจเมื่อเหยื่อที่แสนหวานของเขากำลังร้องขอให้เขาปลดปล่อยให้พ้นจากความทรมานนี้“หมอก.....” นัยน์ตาหวานฉ่ำจ้องมองคนตรงหน้าอย่างอ้อนวอน มือเรียวบางเกาะเกี่ยวไหล่กว้างให้ขยับเข้ามาใกล้เหมือนว่าไม่ต้องการใครอื่นนอกจากเขาเมื่อถูกเสียงหวานจากความงามเบื้องหน้าเชิญชวนอย่างนี้มีหรือที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธได้ลง ปารวตีรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดที่ทรงพลังเข้ามากระทำต่อร่างกายบอบบางนี้เมื่อร่างกายที่ไร้เครื่องห่อหุ้มถูกร่างกายกำยำที่เปลือยเปล่ามอบความอบอุ่นให้จนร้อนระอุจนแทบหลอมละลายชายหนุ่มหญิงสาวผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนิ่มนวลแต่กลับสร้างความร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เตียงนอนนุ่มถูกเปลี่ยนเป็นสนามรักที่ร้อนจนแทบจะลุกเป็นไฟ ความทรมานที่แสนหวานที่หญิงสาวปรารถนาให้







