LOGINไท่ซานเดินนำจางหว่านชิงลัดเลาะออกจากความวุ่นวายของโถงจัดเลี้ยง มุ่งหน้ามายังเรือนรับรองแขกที่เจิ้งลั่วอีได้สั่งการให้บ่าวไพร่จัดเตรียมเอาไว้ให้สหายรักเป็นอย่างดี เนื่องจากวันนี้ที่จวนราชครูมีงานใหญ่ และหว่านชิงก็ดื่มสุราไปไม่น้อย ลั่วอีจึงไม่ยอมให้สหายต้องนั่งรถม้ากลับจวนตระกูลจางในยามวิกาล
เมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องพักที่ถูกประดับด้วยโคมไฟสว่างไสว องครักษ์หนุ่มก็ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย รักษาระยะห่างอย่างระมัดระวัง "ถึงห้องพักของคุณหนูแล้วขอรับ หากขาดเหลือสิ่งใด โปรดเรียกใช้สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกได้เลย..ข้าน้อยขอตัว" ทว่าในจังหวะที่ไท่ซานกำลังจะหมุนตัวกลับ จางหว่านชิงที่แสร้งทำเป็นเมามายเดินเซไปเซมาเมื่อครู่ กลับยกยิ้มกริ่มขึ้นมาที่มุมปาก มือเรียวบางเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อสีดำสนิทของเขา ก่อนจะออกแรงดึงร่างสูงใหญ่ขององครักษ์เงาให้ถลำเข้าประตูมาด้วยกันอย่างรวดเร็ว เสียงประตูไม้ปิดลงพร้อมกับเสียงลงกลอนแน่นหนาด้วยฝีมือของสตรีร่างเล็ก ไท่ซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว จางหว่านชิงก็ผลักแผ่นหลังกว้างของเขาให้ไปแนบชิดติดกับกำแพงห้อง ก่อนที่นางจะก้าวเข้ามาประชิด ใช้แขนทั้งสองข้างกางออกกักขังร่างของเขาเอาไว้ในอ้อมแขนเล็กๆของนาง องครักษ์เงาผู้ซึ่งเคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับร้อยโดยไม่กะพริบตา บัดนี้กลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปสลักหิน เมื่อถูกคุณหนูตระกูลจางทำท่ากักขังเอาไว้เช่นนี้! "ไท่ซาน.." เสียงหวานใสเอ่ยเรียกชื่อเขาเบาๆลมหายใจอุ่นๆที่เจือด้วยกลิ่นสุรากุ้ยฮวาลอยมารดปลายคางของเขา จางหว่านชิงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มที่แสนน่ารักและซุกซนปรากฏอยู่บนใบหน้างดงาม "หากเจ้าไม่ได้สนใจในตัวข้าเลยสักนิด..แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องคอยหลบตาข้าอยู่ตลอดเวลาด้วยเล่า" ดวงตาคมกริบของไท่ซานสั่นไหว เขาพยายามเบือนหน้าหนีสายตาที่พราวระยับราวกับดวงดาวของนาง ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นกระหน่ำอย่างควบคุมไม่ได้ "ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิดขอรับคุณหนูจาง.." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ราบเรียบที่สุด แม้ว่ามันจะแหบพร่าไปบ้างก็ตาม "ข้าน้อยยังมีหน้าที่ต้องไปทำ.." "หน้าที่อันใดกัน" จางหว่านชิงเลิกคิ้วขึ้น แทรกตัวเข้าไปใกล้จนหน้าอกของนางแทบจะชิดกับแผงอกของเขา "วันนี้ทั้งจวนราชครูต่างก็วุ่นวายอยู่กับเรื่องพิธีมงคลสมรส ท่านราชครูเซียวเจ้านายของเจ้าเอง..ป่านนี้ก็คงจะยุ่งวุ่นวายอยู่กับลั่วอีในห้องหอ ไม่มีเวลามาเรียกหาหรือสั่งงานเจ้าหรอกน่า.." นางช้อนสายตามองเขาด้วยแววตาเว้าวอนระคนออดอ้อน "คืนนี้..เจ้าอยู่กับข้าเถอะนะ" คำเชิญชวนที่แสนจะตรงไปตรงมาและท้าทายศีลธรรมนั้น ทำเอาสติสัมปชัญญะของไท่ซานแทบจะขาดผึง! เขาจ้องมองสบตากับสตรีเบื้องหน้า มองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ไร้ซึ่งความล้อเล่น มีเพียงความปรารถนาที่เปิดเผย ความอดทนขององครักษ์หนุ่มสิ้นสุดลง ด้วยสัญชาตญาณและสรีระที่เหนือกว่า ไท่ซานเป็นฝ่ายพลิกตัวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพียงพริบตาเดียวสถานการณ์ก็กลับตาลปัตร แผ่นหลังบอบบางของจางหว่านชิงกระแทกเข้ากับกำแพงห้องเบาๆ และกลายเป็นนางต่างหากที่ถูกกักขังติดอยู่ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งของเขา ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างของไท่ซานยันเข้ากับกำแพงคร่อมร่างของนางเอาไว้ นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาบัดนี้เข้มขึ้นและเต็มไปด้วยประกายไฟอันตราย "คุณหนูจาง.." น้ำเสียงของเขากดต่ำและดุดัน ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดหน้าผากมน "ข้าคือองครักษ์เงา ข้าไม่ใช่บุรุษไร้ค่าที่ท่านจะมาล้อเล่นด้วยได้..ข้าไม่คิดจะเป็นของเล่นของท่านหรอกนะขอรับ หากท่านอยากได้ชายหนุ่มรูปงามไว้คลายเหงาชั่วข้ามคืนล่ะก็ ท่านควรไปหาผู้อื่น ไม่ใช่ข้า..อุ๊บ!" คำปฏิเสธและคำตัดพ้อที่แสนจะเยือกเย็นของเขา ถูกกลืนหายลงไปในลำคอในชั่วพริบตา จางหว่านชิงไม่ยอมฟังคำพูดผลักไสเหล่านั้น นางเขย่งปลายเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง โน้มใบหน้าเข้าหา ก่อนจะประกบริมฝีปากนุ่มละมุนของนาง ทาบทับลงบนริมฝีปากหยักลึกของเขา เพื่อปิดปากที่เอาแต่พูดจาผลักไสนางให้เงียบสนิท ไท่ซานเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ร่างกายกำยำของเขากระตุกเฮือก สัมผัสที่นุ่มนวล หอมหวาน และเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญของสตรีตรงหน้า ทำเอากำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองพังทลายลงมาไม่มีชิ้นดี เพื่อไม่ให้เขาขยับหนี แขนเล็กๆทั้งสองข้างของจางหว่านชิงจึงตวัดขึ้นคล้องรอบลำคอหนาของไท่ซานเอาไว้แน่น นางบดเบียดริมฝีปากเข้าหาเขาอย่างเงอะงะทว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น ท่าทีที่ไร้เดียงสาแต่ดื้อรั้นของนาง ทำให้สัญชาตญาณดิบของบุรุษเพศถูกปลุกปั่น จากฝ่ามือแกร่งที่เคยท้าวผนังเอาไว้เพื่อรักษาระยะห่าง บัดนี้ไท่ซานไม่อาจทนฝืนใจตัวเองได้อีกต่อไป เขาเลื่อนฝ่ามือลงมาโอบรัดรอบเอวบางของนางเอาไว้หลวมๆก่อนจะเปลี่ยนเป็นกอดกระชับร่างของนางให้แนบชิดกับกายแกร่งของเขา ริมฝีปากที่เคยนิ่งอึ้งเริ่มตอบสนองจุมพิตของนางอย่างเชื่องช้าและลึกซึ้ง เมื่อผละริมฝีปากออก หว่านชิงก็หอบหายใจรวยริน นางซบหน้าผากลงกับปลายคางของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะไท่ซาน..ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นของเล่นชั่วข้ามคืน.." นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาของนางจริงจังและปราศจากความลังเล "ข้าไม่อยากมีชีวิตเป็นเพียงหมากกระดานตามคำสั่งของบิดา ข้าอยากเลือกสามี เลือกความรักด้วยตัวของข้าเอง..และในยามนี้ข้าก็เลือกเจ้า" "แต่ข้าต่ำต้อย..ข้าไม่มีสิ่งใดคู่ควรกับท่านเลย" ไท่ซานกระซิบเสียงพร่า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าว "ช่างหัวฐานะและยศถาบรรดาศักดิ์พวกนั้นปะไร" จางหว่านชิงเอื้อมมือไปประคองใบหน้าหล่อเหลาของเขาเอาไว้ "ฐานะคุณหนูจวนตระกูลจาง หรือว่าที่ฮูหยินตระกูลมู่หรงอะไรนั่น ข้าไม่สนใจทั้งนั้น! มาเป็นของข้าเถอะนะไท่ซาน ให้ข้าได้เป็นเจ้าของหัวใจเจ้าเถิด" คำสารภาพรักที่กล้าหาญและทลายทุกกรอบประเพณีของนาง ทำเอาหัวใจขององครักษ์เงาผู้โดดเดี่ยวสั่นคลอนอย่างรุนแรง ไท่ซานหลับตาลง ซึมซับความอบอุ่นจากฝ่ามือเล็กๆ นั้น ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับไฟปรารถนาที่ลุกโชน เขาโน้มใบหน้าลงไปบดจูบนางอีกครั้ง คราวนี้มันช่างเร่าร้อนและดุดัน เป็นจุมพิตที่มาจากความต้องการในใจของเขาล้วนๆเลย ................... "ฮ่าๆ! ดื่ม!" เสียงหัวเราะดังลั่นและเต็มไปด้วยความโอหังของท่านเสนาบดีเจิ้ง ดังก้องไปทั่วโถงจัดเลี้ยง วันนี้คือวันที่เขาดีใจและมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ในที่สุดการแต่งงานระหว่างท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนและเจิ้งลั่วอี บุตรีที่เขาฟูมฟักมาเพื่อการนี้ก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แขกเหรื่อทั่วทั้งเมืองหลวงต่างแห่แหนกันมาประจบสอพลอเขา นำของขวัญล้ำค่ามามอบให้ไม่ขาดสาย ในยามนี้เขามีลูกเขยที่เป็นถึงหมาบ้าแห่งราชสำนักผู้มีอำนาจล้นฟ้าและเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ด้วยเหตุนั้นเขาซึ่งเป็นพ่อตาจึงพลอยมีอำนาจ มีหน้ามีตาและสามารถเดินยืดอกชี้นิ้วสั่งการพวกขุนนางเฒ่าคนอื่นๆในราชสำนักได้อย่างเต็มภาคภูมิ ใครกล้าหือกับเขา ก็เท่ากับท้าทายอำนาจของราชครูเซียว ทว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะรื่นเริงและบรรยากาศแห่งความสุขนั้น กลับมีสตรีผู้หนึ่งที่นั่งบีบจอกสุราอยู่ในมุมมืดด้วยความเคียดแค้น เสิ่นไป๋จื่อนั่งอยู่ในงานมงคลด้วยใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างหนาเตอะ ทว่ากลับไร้ซึ่งรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง ดวงตาเรียวรีของนางจ้องมองไปทางทิศที่ตั้งของเรือนหอด้วยความริษยาที่แผดเผาจนอกแทบระเบิด นังลั่วอี..นังเด็กที่เคยเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของข้า บัดนี้กลับได้ชูคอเป็นถึงฮูหยินราชครู ได้สวมมงกุฎหงส์ ได้สามีที่หล่อเหลาและทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่มีวันยินยอมให้นางมีความสุขหรอก! เสิ่นไป๋จื่อกัดฟันกรอด นางอยากจะพุ่งเข้าไปฉีกทึ้งชุดแต่งงานของลั่วอีให้ขาดวิ่น แต่ทว่า..นางก็รู้ตัวดีว่าการจะบุกเข้าไปรังแกสตรีผู้นั้นต่อหน้าท่านราชครูเซียวในยามนี้ มันก็อันตรายและเสี่ยงต่อการโดนตัดมือหรือควักลูกตาเกินไปหน่อย หมาบ้าผู้นั้นเคยขู่ขวัญนางจนฝังใจมาแล้ว แต่ถึงกระนั้น จะให้นางนั่งทนดูความสุขของนังแพศยานั่นเฉยๆนางก็ทำไม่ได้ เสิ่นไป๋จื่อลุกขึ้นยืนช้าๆก่อนจะยกยิ้มร้ายกาจขึ้นมาที่มุมปาก แววตาของนางฉายแววเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย นางปรายสายตามองหน้าสาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง "ไปเอาของสิ่งนั้นที่ข้าเตรียมไว้มา" นางกระซิบเสียงเหี้ยม สาวใช้พยักหน้ารับ ก่อนจะรีบเดินลัดเลาะออกไปจากโถงจัดเลี้ยง เสิ่นไป๋จื่อจัดแจงเสื้อผ้าและปั้นสีหน้าให้ดูอ่อนหวานและเปี่ยมไปด้วยความยินดี ก่อนจะก้าวเดินอย่างแช่มช้อยมุ่งหน้าไปยังทิศทางของห้องหอที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ หึ..ถึงแม้ข้าจะลงมือทำร้ายร่างกายของเจ้าต่อหน้าท่านราชครูไม่ได้ แต่ในฐานะที่ข้าเป็นญาติผู้พี่ย่อมสามารถเข้าไปอวยพรและมอบของขวัญในห้องหอได้อยู่แล้ว..ข้าจะทำให้คืนเข้าหออันแสนหวานของเจ้า กลายเป็นคืนที่น่าอับอายและพังพินาศที่สุดเลยคอยดูเถิดเจิ้งลั่วอีเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่น ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก ทว่าบรรยากาศภายในจวนราชครูตระกูลเซียวกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสว่างไสว โคมไฟกระดาษสีแดงมงคลถูกแขวนประดับประดาไปทั่วทุกระเบียงทางเดิน แสงเทียนที่จุดสว่างไสวขับไล่ความหนาวเหน็บให้มลายหายไปจนสิ้น วันนี้คือวันสิ้นปี เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการอยู่ร่วมกันของครอบครัวรถม้าคันใหญ่ที่ประดับตราสัญลักษณ์ของจวนเว่ยกั๋วกงค่อยๆแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนราชครู เซียวอู๋จิ้วหรือท่านเว่ยกั๋วกงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก เขากางร่มคันใหญ่เพื่อบังหิมะ ก่อนจะยื่นมือไปพยุงหลินเยว่ ฮูหยินสุดที่รักและลูกๆทั้งสองวัยกำลังซุกซนให้ก้าวลงมาอย่างระมัดระวังเซียวอู๋จิ้วเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อจวนราชครู นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย จริงอยู่ที่ในอดีตเขาไม่ชื่นชอบสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย จวนตระกูลเซียวเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย การแก่งแย่งชิงดีและความเย็นชาที่กัดกินหัวใจ แต่ทว่า..เมื่อวันเวลาเลยผ่านไป สายน้ำที่เชี่ยวกรากก็เริ่มพัดพาเอาความแค้นและความเจ็บปวดเหล่านั้นให้จางหายไปอย
เมื่อปัญหาความวุ่นวายในเมืองหลวงถูกสะสางจนสิ้นซาก อำนาจในราชสำนักเข้าที่เข้าทางภายใต้การดูแลของฮ่องเต้พระองค์ใหม่และขุนนางตงฉิน ท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนผู้ซึ่งกรำงานหนักมาตลอดหลายเดือน ก็ได้โอกาสยื่นฎีกาขอลาพักร้อนยาว เพื่อพาฮูหยินคนงามของเขาหลีกหนีจากความวุ่นวาย ออกเดินทางรอนแรมล่องเรือลงสู่แดนใต้ที่แสนสงบและงดงามสายลมอ่อนๆในช่วงต้นฤดูสารทพัดโชยมา หอบเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและไอเย็นจากสายน้ำมาแตะจมูก เรือสำราญไม้สักลำใหญ่ที่ถูกเช่าเหมาลำลอยล่องไปตามลำน้ำสายกว้างอย่างอ้อยอิ่ง ภายในห้องโดยสารของเรือนั้นถูกตกแต่งอย่างหรูหราทว่าโปร่งสบาย ผนังไม้ฉลุลายเปิดรับแสงแดดและสายลมให้พัดผ่านเข้ามาได้อย่างอิสระแสงแดดสีทองอร่ามในยามบ่ายคล้อยสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ กระทบลงบนใบหน้างดงามของเจิ้งลั่วอีที่กำลังนั่งเท้าคางเหม่อมองทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอยู่ริมหน้าต่างดรุณีน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนดูบริสุทธิ์และสดใส ผิวพรรณของนางที่สะท้อนกับแสงแดดนั้นขาวเนียนและเปล่งประกายดุจหยกชั้นดี นัยน์ตากลมโตสุกสกาว ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มบางๆ อย่างคนที่มีความสุขล้นปรี่ นางมีความงดงามในแบบที่บริสุทธิ์ทว่าเย้าย
รถม้าคันงามที่ไม่ได้ประดับประดาด้วยลวดลายหรูหราจนเกินพอดี ทว่าดูแข็งแรงและมั่นคง แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบและร่มรื่นของเมืองหลวง ป้ายไม้สักแกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าเขียนเอาไว้ว่าจวนใต้เท้าเซียวบ่งบอกถึงสถานะอันทรงเกียรติของเจ้าของบ้านคนใหม่ได้อย่างชัดเจนม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่ก้าวลงมาตรึงยืนอยู่บนพื้นหิน ใบหน้าของเขาคมคาย หล่อเหลา ทว่ายังคงติดจะเคร่งขรึมและเย็นชาดุจน้ำแข็งตามสัญชาตญาณเดิม ทว่าเมื่อเขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบออกไปรอรับสตรีที่อยู่ภายในรถม้า นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมืดมิดและไร้ระลอกคลื่น กลับทอประกายอ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจางหว่านชิง ฮูหยินหมาดๆก้าวลงมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้าดุจดวงตะวันในยามเช้า นางวางมือเล็กๆ ที่ขาวผ่องของตนเองลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างคุ้นชิน ไท่ซานหรือในยามนี้คือเซียวไท่ซานกระชับฝ่ามือจับจูงมือของฮูหยินคนงามเอาไว้แน่น เขาประคองนางให้ก้าวเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปยังอาณาเขตท
บรรยากาศภายในโถงรับรองหลักของจวนเสนาบดีกรมพิธีการตระกูลจางในยามนี้ อบอวลไปด้วยความอึดอัดและเงียบงันจนน่าขนลุกขุนนางจางหรือใต้เท้าจางผู้เป็นเจ้าของบ้าน นั่งปั้นหน้ายากอยู่บนเก้าอี้ลึกๆแล้วในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง ที่บุตรีหัวแก้วหัวแหวนอย่างจางหว่านชิง ซึ่งอุตส่าห์ส่งไปร่ำเรียนถึงต่างเมืองและหมายมั่นจะให้แต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ กลับไปคว้าเอาองครักษ์เงาผู้ต่ำต้อยของจวนราชครูมาเป็นสามี!ทว่า..แม้ในใจจะคัดค้านจนแทบกระอักเลือด แต่ภายนอกเขากลับไม่สามารถเอ่ยปากด่าทอหรือปฏิเสธคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำนั่นก็เป็นเพราะว่าในวันนี้แขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาเยือนจวนตระกูลจางเพื่อทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่สู่ขอจางหว่านชิงให้กับไท่ซานอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แม่สื่อธรรมดาแต่กลับเป็นถึงท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนและฮูหยินเซียวผู้กุมอำนาจล้นฟ้าแห่งเมืองหลวงเซียวจิ้นเหยียนนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน นัยน์ตาสีรัตติกาลปรายมองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของใต้เท้าจาง ก่อนที่เขาจะวางถ้วยชาลงและเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง"ใต้เท้าจาง ข้าล่วงรู้
เมื่อจัดการสะสางเรื่องราวอันน่าปวดหัวและอนาคตของไท่ซานเสร็จสิ้น เซียวจิ้นเหยียนก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่ที่จวนเว่ยกั๋วกงให้เสียเวลาแม้แต่เค่อเดียว ชายหนุ่มรีบเดินทางกลับมายังอาณาเขตของตนเองในทันทีก่อนจะแยกย้ายเขาสั่งการองครักษ์เงาผู้ที่บัดนี้กลายเป็นน้องชายบุญธรรมด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ไท่ซาน..วันนี้เจ้าจงไปพบและพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับคุณหนูจางให้เรียบร้อยเสีย ทำให้นางมั่นใจในตัวเจ้า และอีกสามวัน..ข้าในฐานะพี่ชายของเจ้าจะเดินทางไปที่จวนตระกูลจางด้วยตนเอง เพื่อเจรจาสู่ขอนางให้เจ้าอย่างเป็นทางการ"ไท่ซานคุกเข่ารับคำสั่งด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจอย่างที่สุดส่วนทางด้านเซียวจิ้นเหยียน เมื่อสั่งงานเสร็จสิ้นเขาก็เร่งรีบก้าวเท้ายาวๆเดินกลับเข้าไปในห้องนอนหลักของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทว่าเมื่อสายตาคมกริบทอดมองไปที่เตียงนอนหลังใหญ่ เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า ผ้าห่มผืนหนาถูกเลิกขึ้นแต่กลับไม่พบเจอเรือนร่างขาวผ่องของลั่วอีที่ควรจะนอนหลับใหลอยู่บนนั้นแล้วเซียวจิ้นเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่หูของเขาจะได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมไหวเบาๆดังเล็ดลอดมาจากทางห้องอาบน้ำรอยยิ้มเจ้
แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรักและความเร่าร้อนของค่ำคืนแต่งงานบนเตียงนอนหลังใหญ่ร่างบอบบางของเจิ้งลั่วอียังคงหลับสนิท ลมหายใจของนางเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พวงแก้มขาวเนียนซับสีเลือดฝาดจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืนเซียวจิ้นเหยียนขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาค่อยๆดึงท่อนแขนแกร่งของตนเองออกจากการกอดก่ายของฮูหยินตัวน้อยอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ต้องการให้ลั่วอีที่กำลังเหนื่อยล้าแทบขาดใจต้องตื่นขึ้นมากลางคัน ชายหนุ่มดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมปิดลาดไหล่เนียนเปลือยเปล่าที่มีแต่รอยรักสีจางๆให้แก่นาง ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรักเมื่อก้าวเท้าลงจากเตียง ชายหนุ่มก็จัดการสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท แววตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนกลับไปเป็นความเย็นชาและเฉียบขาดดุจน้ำแข็งพันปีตามฉบับของหมาบ้าแห่งราชสำนักทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอนออกมาเขามีปัญหาที่ยังค้างคา และต้องรีบสะสางให้จบสิ้นก่อนที่ฮูหยินของเขาจะตื่นขึ้นมาเป้าหมายแรกของ







