LOGINบรรยากาศงานมงคลสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงอบอวลไปด้วยความปีติยินดีและเสียงดนตรีที่บรรเลงอย่างครึกครื้น โคมไฟสีแดงสว่างไสวไปทั่วทุกอาณาบริเวณของจวนราชครู แขกเหรื่อระดับสูงต่างจับกลุ่มพูดคุย ดื่มสุราและลิ้มรสอาหารเลิศรสกันอย่างออกรสออกชาติ
จางหว่านชิงยืนพิงเสาระเบียงไม้แกะสลักในมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ มือเรียวถือจอกสุรากุ้ยฮวาเอาไว้ นางทอดสายตามองดูความสมบูรณ์แบบของงานแต่งงานด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ หยาดน้ำตาแห่งความยินดีเอ่อคลอขึ้นมาที่หางตาเล็กน้อย บนใบหน้าที่งดงามโฉบเฉี่ยวประดับไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะดีใจ นางยินดีกับเจิ้งลั่วอีสหายรักจากใจจริงๆ ใครจะไปคิดเล่าว่าชายผู้มีฉายาว่าหมาบ้าแห่งราชสำนัก ผู้แสนจะโหดเหี้ยมและเย็นชาดุจน้ำแข็ง จะยินยอมอ่อนโยนและหลงรักสหายของนางหัวปักหัวปำขนาดนี้ คิดถูกจริงๆที่วันนั้นที่หอน้ำชา นางสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนจากน้ำชาจืดชืดมาเป็นสุราที่แรงที่สุดน่ะ! จางหว่านชิงหัวเราะในลำคออย่างผู้มีชัย หากไม่มีฤทธิ์สุราเป็นตัวช่วยผลักดันความกล้า สหายผู้อ่อนหวานของนางก็คงไม่มีวันกล้าพูดความในใจ และตาหมาบ้าขี้เก๊กนั่นก็คงไม่มีวันยอมลดทิฐิลงมาอุ้มเมียกลับบ้านหรอก แผนการแม่สื่อของนางช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ! "คุณหนูจาง.." ทว่าท่ามกลางความสุขที่กำลังเบ่งบาน เสียงทุ้มที่พยายามดัดให้ดูนุ่มนวลและทรงเสน่ห์ของบุรุษผู้หนึ่ง ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะจากเบื้องหลัง เสียงเรียกที่แสนจะคุ้นหูและน่าขนลุกนั้น ทำให้จางหว่านชิงหุบยิ้มกว้างในทันที รอยยิ้มแห่งความปีติยินดีมลายหายไปราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด นางลอบกลอกตาขึ้นมองฟ้าอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปั้นหน้ากากคุณหนูผู้สูงศักดิ์ขึ้นมาสวมทับ แล้วค่อยๆหมุนตัวกลับไป "คุณชายมู่หรง.." นางย่อตัวลงทำความเคารพตามมารยาทที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม ทว่าแววตาที่มองสบกับบุรุษเบื้องหน้านั้นกลับเย็นชาและว่างเปล่า เบื้องหน้าของนางคือมู่หรงเหว่ยคุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่หรง บุตรชายของเสนาบดีกรมคลัง ผู้ซึ่งมีใบหน้าหล่อเหลาและแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมราคาแพงระยับ ในมือของเขาถือพัดจันทน์หอมโบกไปมาด้วยท่วงท่าที่คิดเอาเองว่าสง่างามและดึงดูดใจสตรีที่สุด ชายผู้นี้..คือชายที่ท่านพ่อของนางมักจะกล่าวถึงบ่อยๆในช่วงหลังมานี้ มู่หรงเหว่ยคือบุรุษที่บิดาของนางหมายมั่นปั้นมืออยากจะเกี่ยวดองด้วย เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างกรมคลังและกรมพิธีการ ชายผู้ซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่ามีอนุภรรยาและสตรีอุ่นเตียงหน้าตางดงามอัดแน่นอยู่เต็มจวนจนแทบจะเดินชนกันตาย และที่น่ารังเกียจที่สุดคือเขากำลังรอคอยให้นาง..จางหว่านชิงสตรีผู้ถูกส่งไปร่ำเรียนวิชาความรู้ถึงต่างเมือง ก้าวเข้าไปเป็นฮูหยินเอกเพื่อช่วยบริหารจัดการเรือนหลังและควบคุมบรรดาเมียน้อยนับสิบของเขา ถุย! ฝันไปเถอะ! หว่านชิงสบถด่าในใจ สตรีอย่างนางมีค่ามากกว่าจะไปเป็นแม่บ้านคอยคุมเหล่าอนุให้บุรุษมักมากเช่นเขา! คนเช่นนี้นางไม่อยากจะเฉียดเข้าไปยุ่งด้วยเลยจริงๆให้ตายสิ! "บังเอิญเสียจริงที่คุณหนูจางก็มาหลบมุมอยู่ที่นี่ วันนี้ท่านงดงามยิ่งนัก งดงามเสียจนข้าไม่อาจละสายตาไปมองสิ่งใดได้เลย" มู่หรงเหว่ยส่งยิ้มหวานหยดย้อยก้าวเข้ามาใกล้ พยายามจะใช้สายตาโลมเลียเรือนร่างระหงของนางอย่างโจ่งแจ้ง "ขอบคุณสำหรับคำชมเจ้าค่ะคุณชาย แต่ในงานมงคลเช่นนี้ สตรีที่งดงามที่สุดย่อมต้องเป็นฮูหยินเซียว เจ้าสาวของงานสิเจ้าคะ" นางตอบกลับเสียงเรียบ ขยับเท้าถอยหลังรักษาระยะห่าง มู่หรงเหว่ยหัวเราะเบาๆหุบพัดในมือลงแล้วชี้ไปทางโถงจัดเลี้ยง "ฮูหยินเซียวย่อมงดงาม แต่สำหรับข้าแล้ว..ในสายตาของข้ามีเพียงคุณหนูจางเท่านั้น อา..พูดถึงเรื่องงานมงคล ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าจางบิดาของท่าน เริ่มเตรียมการเรื่องสินสอดและหาฤกษ์ยามแล้วเรื่องของเราที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้.." ชายหนุ่มจงใจเน้นย้ำคำว่าเรื่องของเรา พร้อมกับเอื้อมมือออกไปหมายจะกอบกุมมือเรียวบางของจางหว่านชิงที่ถือจอกสุราอยู่ "ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ!" จางหว่านชิงเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วจนมือของเขาคว้าได้เพียงอากาศธาตุ นางส่งยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาให้เขา ก่อนจะรีบตัดบทอย่างไม่ไยดี "วันนี้ข้าไม่สะดวกคุยเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่นักเจ้าค่ะ พอดีว่าข้าดื่มสุราไปนิดหน่อย รู้สึกเวียนศีรษะ และข้าก็ต้องรีบไปหาลั่วอีที่เรือนหอด้วย ป่านนี้นางคงรอให้ข้าไปช่วยดูแลความเรียบร้อย ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะคุณชาย" กล่าวจบอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ จางหว่านชิงก็ยอบกายลงลวกๆแล้วหมุนตัวก้าวเดินหนีออกมาจากบริเวณนั้นทันที โดยไม่สนว่าคุณชายมู่หรงจะหน้าแตกหรือมีสีหน้าบิดเบี้ยวเพียงใด นางเดินแกมวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินระเบียงที่คดเคี้ยวของจวนราชครู หมายจะสลัดบุรุษน่ารังเกียจผู้นั้นให้พ้นทาง ทว่ามู่หรงเหว่ยกลับเป็นพวกดื้อด้านและไม่รู้จักยอมแพ้ เขาถือสิทธิ์ว่าตนเองเป็นว่าที่คู่หมั้นที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ รีบก้าวเท้ายาวๆ เดินตามนางมาติดๆ "เดี๋ยวก่อนสิคุณหนูจาง งานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่ม ท่านจะรีบไปไหนเล่า! เรื่องของพวกเรายังคุยกันไม่จบเลยนะ!" เสียงรองเท้าของเขาดังไล่หลังมา จางหว่านชิงสบถคำหยาบในใจ นางกึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีเข้าไปในสวนหินที่ค่อนข้างมืดและไร้ผู้คน ในจวนราชครูแห่งนี้กว้างขวางราวกับเขาวงกต นางเดินสุ่มไปเรื่อยๆจนกระทั่งเลี้ยวผ่านก้อนหินจำลองขนาดใหญ่.. "ปึก!" "โอ๊ย!" ด้วยความรีบร้อนและมัวแต่หันไปมองด้านหลัง จางหว่านชิงจึงชนเข้ากับกำแพงหินดำทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมทางเดินอย่างจัง แรงกระแทกทำเอานางเซถลาเกือบจะล้มหงายหลัง ทว่าก่อนที่ร่างของนางจะร่วงลงสู่พื้น ท่อนแขนแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กก็ตวัดรวบเอวบางของนางเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคย กลิ่นเหงื่อจางๆและกลิ่นเหล็กเย็นเฉียบจากดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอว ลอยมาแตะจมูก จางหว่านชิงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนที่ดวงตากลมโตของนางจะเบิกกว้างและทอประกายวาบวับด้วยความพึงพอใจ "ไท่ซาน!" นางอุทานชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงยินดีราวกับพบเจอพระโพธิสัตว์มาโปรด เบื้องหน้าของนางคือองครักษ์เงาหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ไท่ซานในชุดรัดกุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด กำลังมองนางด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเพิ่งจะปลีกตัวจากการอารักขานายท่านเพื่อมาเดินตรวจตราความปลอดภัยรอบจวน แต่กลับต้องมารับร่างของคุณหนูตระกูลจางที่พุ่งหลาวเข้ามาในอ้อมกอด "คุณหนูจาง..ท่านมาทำอะไรลับๆล่อๆที่สวนหินด้านหลังนี้ขอรับ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับแขกเหรื่อเดินเพ่นพ่านนะขอรับ" ไท่ซานเอ่ยเสียงดุเล็กน้อย พยายามจะคลายอ้อมแขนเพื่อให้นางยืนด้วยตัวเอง "ชู่ว! เงียบก่อนสิ!" แทนที่นางจะขยับออก จางหว่านชิงกลับพลิกตัวหลบเข้าไปซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของไท่ซาน สองมือเล็กๆของนางจับชายเสื้อสีดำของเขาเอาไว้แน่นราวกับลูกแมวที่กำลังหลบภัย "ช่วยข้าด้วยไท่ซาน มีบุรุษโรคจิตตามข้ามา" นางกระซิบเสียงแผ่ว ยังไม่ทันที่ไท่ซานจะเอ่ยถามสิ่งใด เสียงฝีเท้าของมู่หรงเหว่ยก็เดินเลี้ยวตามเข้ามาในสวนหิน "คุณหนูจาง ท่านมาหลบอยู่ที่นี่เอง.." มู่หรงเหว่ยชะงักคำพูดไปในทันที เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษชุดดำที่ยืนขวางทางอยู่ ไท่ซานไม่ได้ขยับตัว เพียงแค่ยืนนิ่งๆทว่ารังสีอำมหิตและกลิ่นอายคาวเลือดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวขององครักษ์เงาอันดับหนึ่งแห่งจวนราชครู ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณชายลูกผู้ดีอย่างมู่หรงเหว่ยถึงกับหน้าถอดสี ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของไท่ซานทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ มือหนาของเขาค่อยๆ เลื่อนไปกุมที่ด้ามดาบข้างเอวอย่างช้าๆเป็นสัญชาตญาณของการปกป้องภัยคุกคาม "ที่นี่คือเขตหวงห้ามของจวนราชครู..คุณชายท่านนี้หลงทางหรือขอรับ" น้ำเสียงของไท่ซานราบเรียบ เย็นเยียบและแฝงไปด้วยคำเตือนที่ชัดเจนว่า หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว หัวหลุดจากบ่าแน่ มู่หรงเหว่ยกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เขามองสลับระหว่างองครักษ์หน้าเหี้ยมกับชายกระโปรงสีฟ้าของจางหว่านชิงที่โผล่ออกมาจากด้านหลังของชายผู้นี้ แม้เขาจะอยากได้นางมาเป็นฮูหยินมากเพียงใด แต่เขาก็รักชีวิตและไม่อยากมีเรื่องกับคนของหมาบ้าแห่งราชสำนัก "ขะ..ข้าคงจะเดินหลงทางจริงๆ ข้ากำลังจะกลับไปที่โถงจัดเลี้ยงแล้ว.." มู่หรงเหว่ยพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวกลับไปทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งความสง่างามจอมปลอมไปจนหมดสิ้น เมื่อเสียงฝีเท้าของบุรุษน่ารังเกียจจางหายไป จางหว่านชิงก็โผล่หน้าออกมาจากแผ่นหลังกว้าง นางหลุดหัวเราะคิกคักออกมาอย่างชอบใจ "ขอบใจเจ้ามากนะไท่ซาน เจ้าเป็นโล่กำบังชั้นยอดของข้าจริงๆ" ไท่ซานถอนหายใจยาว เขาดันตัวนางให้ออกห่างรักษาระยะห่างที่เหมาะสม "คุณหนูจาง..ชายผู้นั้นคือคุณชายใหญ่มู่หรง ว่าที่คู่หมั้นของท่านมิใช่หรือขอรับ เหตุใดท่านถึงต้องวิ่งหนีเขามาหลบซ่อนเช่นนี้" "ใครบอกว่าเขาเป็นคู่หมั้นข้า บิดาข้าตกลงเอง ข้าไม่ได้ตกลงด้วยเสียหน่อย!" จางหว่านชิงเชิดหน้าขึ้น กอดอกด้วยความหงุดหงิด "ชายมักมากที่มีอนุเต็มจวนเช่นนั้น ใครจะอยากไปแต่งด้วยให้โง่เล่า หากท่านพ่อยังบังคับข้า ข้าก็จะหนีออกจากเมืองหลวงไปท่องยุทธภพเสียเลย" นางหันกลับมาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เอาแต่ทำหน้าตึงของไท่ซาน ก่อนที่รอยยิ้มซุกซนและเจ้าเล่ห์จะผุดขึ้นมาบนใบหน้างดงาม นางขยับก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จงใจช้อนสายตามองเขาด้วยแววตาพราวระยับ "บอกตามตรงนะไท่ซาน..หากข้าจะต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับสวะอย่างมู่หรงเหว่ย สู้ให้ข้า..แต่งงานกับองครักษ์เงาที่ทั้งรูปหล่อ แข็งแรง พึ่งพาได้และปกป้องข้าได้เช่นเจ้า..ยังจะดีเสียกว่าตั้งพันเท่า" คำพูดที่แสนจะตรงไปตรงมาและพุ่งชนเป้าหมายอย่างจังของนาง ทำเอาไท่ซานที่เคยนิ่งสงบดุจหินผาถึงกับชะงักงัน ดวงตาคมเข้มของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พลันกระตุกรัวและเต้นโครมครามอย่างไม่อาจควบคุมได้ "คะ..คุณหนูจาง..โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ" ไท่ซานเอ่ยเสียงตะกุกตะกักเป็นครั้งแรกในชีวิต ใบหูของเขาเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างปิดไม่มิด "ข้าพูดจริงนะ" นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน "ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหม..ว่าไม่ว่าเงาของเจ้าจะซ่อนอยู่ลึกแค่ไหน ข้าก็จะดึงเจ้าออกมาให้ได้..แล้วคืนนี้ข้าก็ให้เจ้าช่วยเป็นโล่กำบังให้ข้าแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบข้าด้วยนะ องครักษ์ไท่ซาน" ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาในสวนหิน แม้จะมีเสียงดนตรีงานมงคลของนายท่านดังแว่วมาเป็นฉากหลัง ทว่าสำหรับองครักษ์เงาผู้โดดเดี่ยวและเย็นชา..บัดนี้เขากำลังรับรู้ได้ว่า ตัวเขากำลังถูกพายุลูกใหญ่ที่มีนามว่าจางหว่านชิง พัดพาเข้ามาปั่นป่วนในหัวใจจนยากที่จะถอนตัวเสียแล้วเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่น ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก ทว่าบรรยากาศภายในจวนราชครูตระกูลเซียวกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสว่างไสว โคมไฟกระดาษสีแดงมงคลถูกแขวนประดับประดาไปทั่วทุกระเบียงทางเดิน แสงเทียนที่จุดสว่างไสวขับไล่ความหนาวเหน็บให้มลายหายไปจนสิ้น วันนี้คือวันสิ้นปี เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการอยู่ร่วมกันของครอบครัวรถม้าคันใหญ่ที่ประดับตราสัญลักษณ์ของจวนเว่ยกั๋วกงค่อยๆแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนราชครู เซียวอู๋จิ้วหรือท่านเว่ยกั๋วกงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก เขากางร่มคันใหญ่เพื่อบังหิมะ ก่อนจะยื่นมือไปพยุงหลินเยว่ ฮูหยินสุดที่รักและลูกๆทั้งสองวัยกำลังซุกซนให้ก้าวลงมาอย่างระมัดระวังเซียวอู๋จิ้วเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อจวนราชครู นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย จริงอยู่ที่ในอดีตเขาไม่ชื่นชอบสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย จวนตระกูลเซียวเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย การแก่งแย่งชิงดีและความเย็นชาที่กัดกินหัวใจ แต่ทว่า..เมื่อวันเวลาเลยผ่านไป สายน้ำที่เชี่ยวกรากก็เริ่มพัดพาเอาความแค้นและความเจ็บปวดเหล่านั้นให้จางหายไปอย
เมื่อปัญหาความวุ่นวายในเมืองหลวงถูกสะสางจนสิ้นซาก อำนาจในราชสำนักเข้าที่เข้าทางภายใต้การดูแลของฮ่องเต้พระองค์ใหม่และขุนนางตงฉิน ท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนผู้ซึ่งกรำงานหนักมาตลอดหลายเดือน ก็ได้โอกาสยื่นฎีกาขอลาพักร้อนยาว เพื่อพาฮูหยินคนงามของเขาหลีกหนีจากความวุ่นวาย ออกเดินทางรอนแรมล่องเรือลงสู่แดนใต้ที่แสนสงบและงดงามสายลมอ่อนๆในช่วงต้นฤดูสารทพัดโชยมา หอบเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและไอเย็นจากสายน้ำมาแตะจมูก เรือสำราญไม้สักลำใหญ่ที่ถูกเช่าเหมาลำลอยล่องไปตามลำน้ำสายกว้างอย่างอ้อยอิ่ง ภายในห้องโดยสารของเรือนั้นถูกตกแต่งอย่างหรูหราทว่าโปร่งสบาย ผนังไม้ฉลุลายเปิดรับแสงแดดและสายลมให้พัดผ่านเข้ามาได้อย่างอิสระแสงแดดสีทองอร่ามในยามบ่ายคล้อยสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ กระทบลงบนใบหน้างดงามของเจิ้งลั่วอีที่กำลังนั่งเท้าคางเหม่อมองทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอยู่ริมหน้าต่างดรุณีน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนดูบริสุทธิ์และสดใส ผิวพรรณของนางที่สะท้อนกับแสงแดดนั้นขาวเนียนและเปล่งประกายดุจหยกชั้นดี นัยน์ตากลมโตสุกสกาว ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มบางๆ อย่างคนที่มีความสุขล้นปรี่ นางมีความงดงามในแบบที่บริสุทธิ์ทว่าเย้าย
รถม้าคันงามที่ไม่ได้ประดับประดาด้วยลวดลายหรูหราจนเกินพอดี ทว่าดูแข็งแรงและมั่นคง แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบและร่มรื่นของเมืองหลวง ป้ายไม้สักแกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าเขียนเอาไว้ว่าจวนใต้เท้าเซียวบ่งบอกถึงสถานะอันทรงเกียรติของเจ้าของบ้านคนใหม่ได้อย่างชัดเจนม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่ก้าวลงมาตรึงยืนอยู่บนพื้นหิน ใบหน้าของเขาคมคาย หล่อเหลา ทว่ายังคงติดจะเคร่งขรึมและเย็นชาดุจน้ำแข็งตามสัญชาตญาณเดิม ทว่าเมื่อเขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบออกไปรอรับสตรีที่อยู่ภายในรถม้า นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมืดมิดและไร้ระลอกคลื่น กลับทอประกายอ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจางหว่านชิง ฮูหยินหมาดๆก้าวลงมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้าดุจดวงตะวันในยามเช้า นางวางมือเล็กๆ ที่ขาวผ่องของตนเองลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างคุ้นชิน ไท่ซานหรือในยามนี้คือเซียวไท่ซานกระชับฝ่ามือจับจูงมือของฮูหยินคนงามเอาไว้แน่น เขาประคองนางให้ก้าวเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปยังอาณาเขตท
บรรยากาศภายในโถงรับรองหลักของจวนเสนาบดีกรมพิธีการตระกูลจางในยามนี้ อบอวลไปด้วยความอึดอัดและเงียบงันจนน่าขนลุกขุนนางจางหรือใต้เท้าจางผู้เป็นเจ้าของบ้าน นั่งปั้นหน้ายากอยู่บนเก้าอี้ลึกๆแล้วในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง ที่บุตรีหัวแก้วหัวแหวนอย่างจางหว่านชิง ซึ่งอุตส่าห์ส่งไปร่ำเรียนถึงต่างเมืองและหมายมั่นจะให้แต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ กลับไปคว้าเอาองครักษ์เงาผู้ต่ำต้อยของจวนราชครูมาเป็นสามี!ทว่า..แม้ในใจจะคัดค้านจนแทบกระอักเลือด แต่ภายนอกเขากลับไม่สามารถเอ่ยปากด่าทอหรือปฏิเสธคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำนั่นก็เป็นเพราะว่าในวันนี้แขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาเยือนจวนตระกูลจางเพื่อทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่สู่ขอจางหว่านชิงให้กับไท่ซานอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แม่สื่อธรรมดาแต่กลับเป็นถึงท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนและฮูหยินเซียวผู้กุมอำนาจล้นฟ้าแห่งเมืองหลวงเซียวจิ้นเหยียนนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน นัยน์ตาสีรัตติกาลปรายมองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของใต้เท้าจาง ก่อนที่เขาจะวางถ้วยชาลงและเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง"ใต้เท้าจาง ข้าล่วงรู้
เมื่อจัดการสะสางเรื่องราวอันน่าปวดหัวและอนาคตของไท่ซานเสร็จสิ้น เซียวจิ้นเหยียนก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่ที่จวนเว่ยกั๋วกงให้เสียเวลาแม้แต่เค่อเดียว ชายหนุ่มรีบเดินทางกลับมายังอาณาเขตของตนเองในทันทีก่อนจะแยกย้ายเขาสั่งการองครักษ์เงาผู้ที่บัดนี้กลายเป็นน้องชายบุญธรรมด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ไท่ซาน..วันนี้เจ้าจงไปพบและพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับคุณหนูจางให้เรียบร้อยเสีย ทำให้นางมั่นใจในตัวเจ้า และอีกสามวัน..ข้าในฐานะพี่ชายของเจ้าจะเดินทางไปที่จวนตระกูลจางด้วยตนเอง เพื่อเจรจาสู่ขอนางให้เจ้าอย่างเป็นทางการ"ไท่ซานคุกเข่ารับคำสั่งด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจอย่างที่สุดส่วนทางด้านเซียวจิ้นเหยียน เมื่อสั่งงานเสร็จสิ้นเขาก็เร่งรีบก้าวเท้ายาวๆเดินกลับเข้าไปในห้องนอนหลักของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทว่าเมื่อสายตาคมกริบทอดมองไปที่เตียงนอนหลังใหญ่ เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า ผ้าห่มผืนหนาถูกเลิกขึ้นแต่กลับไม่พบเจอเรือนร่างขาวผ่องของลั่วอีที่ควรจะนอนหลับใหลอยู่บนนั้นแล้วเซียวจิ้นเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่หูของเขาจะได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมไหวเบาๆดังเล็ดลอดมาจากทางห้องอาบน้ำรอยยิ้มเจ้
แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรักและความเร่าร้อนของค่ำคืนแต่งงานบนเตียงนอนหลังใหญ่ร่างบอบบางของเจิ้งลั่วอียังคงหลับสนิท ลมหายใจของนางเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พวงแก้มขาวเนียนซับสีเลือดฝาดจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืนเซียวจิ้นเหยียนขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาค่อยๆดึงท่อนแขนแกร่งของตนเองออกจากการกอดก่ายของฮูหยินตัวน้อยอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ต้องการให้ลั่วอีที่กำลังเหนื่อยล้าแทบขาดใจต้องตื่นขึ้นมากลางคัน ชายหนุ่มดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมปิดลาดไหล่เนียนเปลือยเปล่าที่มีแต่รอยรักสีจางๆให้แก่นาง ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรักเมื่อก้าวเท้าลงจากเตียง ชายหนุ่มก็จัดการสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท แววตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนกลับไปเป็นความเย็นชาและเฉียบขาดดุจน้ำแข็งพันปีตามฉบับของหมาบ้าแห่งราชสำนักทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอนออกมาเขามีปัญหาที่ยังค้างคา และต้องรีบสะสางให้จบสิ้นก่อนที่ฮูหยินของเขาจะตื่นขึ้นมาเป้าหมายแรกของ







