Share

บทที่ 3

Author: ปู๋ชั่ว
สามวันต่อมา เป็นวันคล้ายวันเกิดครั้งแรกของหลิ่วรั่วอินหลังจากเข้าวัง

เพื่อการนี้ ลู่สิงโจวจึงจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้นางอย่างยิ่งใหญ่

ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊พร้อมครอบครัวต่างได้รับเชิญมาร่วมงาน แม้นางจะยังไม่มีตำแหน่งฮองเฮา แต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากฮองเฮา

ในฐานะนางกำนัลผู้ดูแลงานประจำตัวของนาง ข้าย่อมต้องวิ่งวุ่นไปทั่ว เกรงว่าหากขั้นตอนใดผิดพลาดจนทำให้นางไม่พอใจ จะพาลลงโทษบรรดาบ่าวในวัง

ก่อนงานเลี้ยงเริ่ม ข้ากำลังจะไปเชิญนางออกมา แต่กลับได้ยินเสียงสนทนาระหว่างนางกับบิดามารดาดังมาจากหน้าประตู

“อาอิน พ่อได้ยินมาว่า ฝ่าบาททรงโปรดเจ้าถึงเพียงนี้ ก็เพราะเมื่อครั้งถูกลงโทษให้คุกเข่า เจ้าเคยมอบเสื้อคลุมตัวหนึ่งให้ท่าน”

“ตอนนั้นท่านเป็นเพียงองค์ชายที่ไร้ความโปรดปราน หรือเจ้ามองออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหรือว่า ภายหน้าท่านจะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้?”

หลิ่วรั่วอินตอบเสียงเบา “ท่านพ่อเห็นคุณค่าลูกเกินไปแล้ว ตอนนั้นลูกจะไปรู้ได้อย่างไร เพียงแต่เสื้อคลุมตัวนั้น ตอนดื่มสุรากับองค์หญิงลูกเผลอทำเปื้อน ลูกเลยไม่อยากได้แล้ว จึงโยนทิ้งไปตามใจ”

“ใครจะไปรู้ว่าตอนนั้นฝ่าบาทกำลังคุกเข่าอยู่ตรงนั้นพอดี จึงเข้าใจผิด”

สีหน้าของพ่อหลิ่วพลันเปลี่ยนไป รีบกำชับทันที “ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ห้ามให้ฝ่าบาททรงรู้เด็ดขาด”

นางพยักหน้า “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว”

เมื่อข้ายืนฟังทุกอย่างอยู่หน้าประตู ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

ข้าหัวเราะเยาะตนเอง และหัวเราะเยาะลู่สิงโจวเสียยิ่งกว่า

ที่แท้ เหตุผลที่เขาหลงรักนาง ก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง

คนด้านในได้ยินเสียงหัวเราะ ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ใครอยู่นอกนั่น!”

ข้าไม่ตอบแม้แต่คำเดียว ก่อนหมุนตัวรีบเดินจากไป

งานเลี้ยงวันเกิดเริ่มขึ้น ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งระหว่างงาน หลิ่วรั่วอินลุกขึ้นหมายจะยกจอกถวายสุราแก่ลู่สิงโจว จู่ ๆ นางก็สำรอกเลือดออกมา ก่อนหมดสติล้มลง

ลู่สิงโจวพลันสีหน้าเปลี่ยนไป แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกประหนึ่งกำลังจะสูญเสียทุกสิ่ง เขารีบพุ่งเข้าไปหานางราวกับคนเสียสติ

ข้าไม่เคยเห็นเขาตื่นตระหนกถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่เมื่อครั้งศึกชิงราชบัลลังก์ขององค์ชายทั้งเก้า ตอนที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขายังสงบนิ่งไม่หวั่นไหว

ราวกับเรื่องทุกอย่างบนโลกนี้ ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา

เขาเคยบอกว่า เขาเป็นคนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ในภายหน้า ดังนั้นต้องไม่แสดงความยินดียินร้ายออกทางสีหน้า เด็ดขาดไม่อาจให้ผู้ใดมองเห็นจุดอ่อนของตน

แต่บัดนี้ ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก จุดอ่อนของเขากลับถูกเปิดเผยจนหมดสิ้น

หมอหลวงทั้งหมดในวังถูกเรียกตัวมายังตำหนักหานซวง ล้อมอยู่ข้างเตียงของหลิ่วรั่วอินเพื่อรักษานาง

ลู่สิงโจวเฝ้าอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมก้าวห่างแม้แต่ครึ่งก้าว

“บอกมา! อาอินเป็นอะไรไปกันแน่!”

หมอหลวงทั้งห้องต่างคุกเข่าอยู่เต็มพื้น

“ฝ่าบาท คุณหนูหลิ่วถูกพิษ พิษนี้จะรักษาได้ก็ต้องใช้เลือดจากหัวใจเป็นตัวยา จึงจะถอนพิษได้!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่สิงโจวไม่พูดพร่ำทำเพลง คิดจะควักเลือดจากหัวใจของตนเองเพื่อช่วยคนรักทันที เหล่าหมอหลวงและบ่าวรับใช้ต่างรีบกรูกันเข้าไปห้าม พร้อมทั้งก้มศีรษะโขกพื้นไม่หยุด

“มิได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! พระวรกายของฝ่าบาทสูงส่งล้ำค่า จะทรงบาดเจ็บโดยง่ายมิได้”

“ยิ่งไปกว่านั้น พิษชนิดนี้จะใช้ได้ผล ก็ต้องเป็นเลือดจากหัวใจของผู้วางยาพิษเท่านั้น”

“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือหาตัวคนวางยาพิษให้พบ!”

จู่ ๆ ลางสังหรณ์ไม่ดีก็เอ่อขึ้นในใจข้า เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหลิ่วรั่วอินพิงอยู่ในอ้อมแขนของลู่สิงโจว ใบหน้าซีดขาว ก่อนยกมือชี้มาที่ข้า

“เมื่อครู่นี้... ข้าดื่มเพียงชาที่นางยกมาให้ จากนั้นก็รู้สึกเวียนศีรษะ ปวดท้องอย่างรุนแรง”

ทุกอย่างล้วนมุ่งเป้ามาที่ข้า ตั้งแต่งานเลี้ยงเริ่ม ข้าไม่เคยยื่นอาหารหรือเครื่องดื่มให้นางแม้แต่อย่างเดียว

นางคงเดาได้แล้วว่าคนที่แอบได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่คือข้า จึงสมคบกับหมอหลวงไว้ล่วงหน้า เพื่อใส่ร้ายข้าและกำจัดภัยในภายหลังให้สิ้นซาก!

แต่เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้? ข้าไม่เคยคิดจะนำเรื่องนั้นไปบอกลู่สิงโจวเลย เพราะด้วยฐานะของนางในใจเขาตอนนี้ ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร เขาก็ไม่มีวันเชื่อ

ข้าไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายชีวิตของผู้ใด เพราะอีกไม่นาน ข้าก็กำลังจะจากไปแล้ว

เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ ข้าทำได้เพียงคุกเข่าลง อธิบายกับลู่สิงโจว

“ฝ่าบาท ตั้งแต่งานเลี้ยงเริ่ม บ่าวไม่เคยยื่นอาหารหรือเครื่องดื่มให้คุณหนูหลิ่วเลย โปรดเรียกนางกำนัลทุกคนมาสอบถามทีละคน ก็จะทรงทราบความจริง”

ลู่สิงโจวมองข้าอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเลือกเชื่อผู้ใด

ทันใดนั้น หลิ่วรั่วอินก็สำรอกเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง จนเปื้อนแขนเสื้อของเขา

เขาจ้องมองสีแดงสดอันบาดตานั้น แววตาวูบไหวด้วยประกายมืดมน สุดท้ายก็ไม่ลังเลอีกต่อไป

“จับนางไว้ รีดเลือด!”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 24

    หนึ่งชั่วยามต่อมา ทางวังก็ส่งคนมารับลู่สิงโจวกลับไปภายหลังข้าจึงได้รู้ว่า มือสังหารในวันนั้นคือพวกที่เหลือรอดของตระกูลหลิ่วทว่าเมื่อลู่สิงโจวฟื้นขึ้นมา เขากลับสูญเสียความทรงจำถึงกระนั้น ผู้คนในวังต่างรู้กันดีว่า ไม่ว่าราชกิจจะยุ่งเพียงใด เขาก็ยังคงไปดูแลต้นมะลิในอุทยานหลวงทุกวันวันเวลายังคงไหลผ่านไปอย่างเนิบช้าในเมืองเล็ก ข้ากับหลินเฟิงใช้ชีวิตอันสงบสุขต่อไปดังเดิมวันหนึ่ง ข้ากำลังตั้งใจปักภาพดอกโบตั๋นอยู่ในร้านปักผ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากหน้าประตูข้าวางเข็มปักในมือลงแล้วลุกขึ้นไปดู ก็เห็นองครักษ์ในอาภรณ์หรูหรากลุ่มหนึ่งห้อมล้อมรถม้าคันงามที่จอดอยู่หน้าโรงปักผ้าม่านรถม้าถูกแหวกออกเบา ๆ สตรีผู้มีท่วงท่าสง่างามค่อย ๆ ก้าวลงมาเมื่อข้าเพ่งมองให้ชัด ก็พบว่านางคือชุนเอ๋อร์นางสวมชุดชาววังสีเขียวอ่อน ประดับศีรษะด้วยมุกหยก ดูสูงศักดิ์และงามสง่ายิ่งเมื่อเห็นข้า แววตาของนางก็ฉายประกายยินดี ก่อนจะรีบเดินตรงเข้ามาหา“พี่หมิงเยว่ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ”ชุนเอ๋อร์จับมือข้าไว้ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยข้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าชุนเอ๋อร์จะมาปรากฏตัว

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 23

    ลู่สิงโจวยืนอยู่หน้าประตู มองร่างอันคุ้นเคยตรงหน้า ถ้อยคำนับพันนับหมื่นอัดแน่นอยู่ในลำคอ จนชั่วขณะหนึ่งไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในลาน พลางเรียกเสียงแผ่ว “หมิงเยว่...”เมื่อได้ยินเสียงนั้น ข้าสะดุ้งหันกลับไปทันที และในวินาทีที่เห็นลู่สิงโจว ทั้งร่างก็แข็งค้างหลินเฟิงก้าวมาขวางหน้าข้าโดยสัญชาตญาณ พลางมองลู่สิงโจวอย่างระแวดระวังสายตาของลู่สิงโจวมองข้ามหลินเฟิงตรงมายังข้า แววตาเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งและความรู้สึกผิด “หมิงเยว่ ข้าตามหาเจ้ามานานเหลือเกิน”ข้าเคยคิดมาตลอดว่า หากได้พบเขาอีกครั้ง หัวใจข้าคงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่าไม่คาดคิดเลยว่า ภายในใจกลับสงบนิ่งอย่างยิ่งเมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็ราวกับคนเสียสติ โผเข้ากอดข้าไว้แน่น “หมิงเยว่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน กลับวังไปกับข้า มาเป็นฮองเฮาของข้า ดีหรือไม่”ข้าผลักเขาออก สีหน้าไร้ทั้งความโศกเศร้าและยินดี “ฝ่าบาท เชิญกลับไปเถิด”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็รวบข้าเข้าสู่อ้อมแขนอีกครั้ง แรงที่ใช้ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนข้าหายใจแทบไม่ออกหลินเฟิงกระชากเขาออกทันที ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ “หากฝ่าบาทรักหมิงเยว่จ

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 22

    ในเวลาเดียวกัน ข้ากับหลินเฟิงก็ไม่ได้อยู่นิ่งในเมืองเล็กแห่งนั้นพวกเราศึกษาคัมภีร์โบราณที่ชายชรามอบให้อย่างละเอียด หวังจะค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อกบฏของตระกูลหลิ่ววันหนึ่ง ข้าพบแผ่นหนังแกะเก่าเหลืองซีดซ่อนอยู่ตามรอยแยกของคัมภีร์ บนแผ่นหนังมีสัญลักษณ์และเครื่องหมายประหลาดวาดเอาไว้“หลินเฟิง รีบมาดูนี่!” ข้าเรียกเขาด้วยความตื่นเต้นหลินเฟิงโน้มตัวเข้ามา เพ่งพินิจแผ่นหนังแกะ พลางขมวดคิ้วแน่น “สัญลักษณ์พวกนี้ดูเหมือนรหัสลับบางอย่าง อาจเกี่ยวข้องกับแผนการของตระกูลหลิ่วก็ได้”พวกเราจึงเริ่มค้นคว้าตำราต่าง ๆ และขอคำชี้แนะจากผู้รู้ในเมืองหลายคน จนในที่สุดก็ถอดความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นได้สำเร็จที่แท้ บนแผ่นหนังแกะบันทึกสถานที่และเวลาที่ตระกูลหลิ่วใช้ติดต่อกับกองกำลังฝ่ายต่าง ๆ อย่างลับ ๆ“นี่เป็นการค้นพบครั้งใหญ่จริง ๆ!” หลินเฟิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น “เมื่อมีข้อมูลพวกนี้ เราก็จะสาวไปถึงพวกพ้องของตระกูลหลิ่ว และกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้”ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่เสนาบดีผู้คอยสนับสนุนหลินเฟิงในการรวบรวมหลักฐานมาโดยตลอดเพื่อให้ข่าวส่งถึงอย่างปลอดภัย

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 21

    ทันใดนั้น ประตูตำหนักบรรทมก็ถูกผลักเปิดออก หลิ่วรั่วอินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนช้อย“ฝ่าบาท ท่านไม่ได้อยู่กับหม่อมฉันมานานแล้วนะเพคะ”สิ้นเสียงนาง ลู่สิงโจวก็พุ่งเข้าบีบคอนางทันที"เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้า"ความอึดอัดจากการขาดอากาศหายใจถาโถมเข้าใส่ ใบหน้าของหลิ่วรั่วอินซีดเผือดในพริบตา“ฝ่าบาท... ท่านทำหม่อมฉันเจ็บ!”ลู่สิงโจวไม่สนใจแม้แต่น้อย แรงที่บีบคอยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น หลิ่วรั่วอินรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ลำคอ นางจึงกัดมือของลู่สิงโจวที่กำลังบีบคอตนโดยสัญชาตญาณลู่สิงโจวขมวดคิ้ว ก่อนจับศีรษะของนางกระแทกเข้ากับเสาเตียงครั้งหนึ่ง... สองครั้ง...เลือดไหลอาบลงมาจากหน้าผากของหลิ่วรั่วอิน ภาพนั้นชวนหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งดวงตาของลู่สิงโจวแดงก่ำ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งก่อนที่หลิ่วรั่วอินจะหมดสติ นางถอดปิ่นปักผมออก แล้วแทงเข้าไปยังบริเวณหัวใจของลู่สิงโจวอย่างแรง“ทหาร! คุ้มกันฝ่าบาท!”องครักษ์กลุ่มหนึ่งถือดาบบุกเข้ามา ก่อนช่วยกันกดหลิ่วรั่วอินลงกับพื้นลู่สิงโจวกุมหน้าอก หอบหายใจหนัก “หลิ่วรั่วอินคิดลอบสังหารข้า งประหารชีว

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 20

    ขณะที่พวกเรากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้า จู่ ๆ สีหน้าของหลินเฟิงก็เคร่งขรึมขึ้น เขากวาดตามองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง “หมิงเยว่ ระวังตัว ข้ารู้สึกว่ามีคนอยู่แถวนี้”ข้าขยับเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว หัวใจก็เริ่มเต้นกระหน่ำในตอนนั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าสีเรียบก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้แม้เส้นผมของเขาจะขาวโพลน แต่ยังดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง ดวงตาเปี่ยมด้วยความลุ่มลึกและเฉลียวฉลาดชายชรากวาดตามองพวกเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “สหายน้อยทั้งสองอย่าได้ตื่นตกใจ ข้าไม่มีเจตนาร้าย”หลินเฟิงก้าวมาบังอยู่เบื้องหน้าข้า ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าท่านอาวุโสเป็นผู้ใด เหตุใดจึงอยู่ที่นี่”ชายชรายิ้มบาง ๆ “ข้าเป็นผู้สันโดษที่อาศัยอยู่ในภูเขาแห่งนี้ ปลีกวิเวกอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว”"วันนี้เห็นพวกเจ้าทั้งสองเข้ามาถึงที่นี่ จึงออกมาดูเสียหน่อย เมื่อมองจากสีหน้าของพวกเจ้าแล้ว คงผ่านเรื่องราวยากลำบากมามากไม่น้อย”ข้ากับหลินเฟิงสบตากัน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเล่าความชั่วช้าของตระกูลหลิ่ว รวมถึงสิ่งที่พวกเราประสบมาให้ชายชราฟังโดยสังเขปเมื่อ

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 19

    ข้ากับหลินเฟิงได้รับข่าวในเมืองเล็กว่า ตระกูลหลิ่วได้ย้ายกองทหารฝีมือดีสามพันนายไปประจำการที่เขาจู๋ซีแล้วทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ ข้ากับหลินเฟิงสบตากัน ต่างมองเห็นทั้งความเคร่งเครียดและความเด็ดเดี่ยวในแววตาของอีกฝ่ายภูมิประเทศของเขาจู๋ซีสลับซับซ้อน ป้องกันง่ายแต่บุกยาก การที่ตระกูลหลิ่วย้ายกองกำลังมาที่นี่ ย่อมแสดงว่าพวกเขาวางแผนไว้อย่างรัดกุมแล้วแต่ขณะเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าพวกเราอาจพบหลักฐานชิ้นสำคัญยิ่งกว่าที่นั่น และโค่นล้มตระกูลหลิ่วได้อย่างสิ้นเชิง“หมิงเยว่ การเดินทางครั้งนี้อันตรายอย่างยิ่ง” หลินเฟิงกุมมือข้าไว้แน่น พลางมองข้าด้วยสายตาแน่วแน่ “แต่นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเราจะโค่นตระกูลหลิ่วให้สิ้นซาก”ข้าพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าไม่กลัว หลินเฟิง ขอเพียงกำจัดภัยให้ชาวบ้านและช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าได้ ข้ายินดีเผชิญทุกอย่างไปพร้อมกับเจ้า”จากนั้นพวกเราจึงเก็บสัมภาระอย่างง่าย ๆ แล้วออกเดินทางสู่เขาจู๋ซีทันทีตลอดเส้นทาง ป่าไม้ขึ้นหนาทึบ หนทางขรุขระคดเคี้ยว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบากแต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ยึดมั่นอยู่ในใจ พวกเราจึงไม่เคยคิดถอยแม้แต่น้อยในที่สุ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status