LOGINมารดาผู้ล่วงลับซึ่งเป็นนางกำนัลเคยสอนข้าไว้ ว่าการใช้ชีวิตในวังหลัง สามส่วนต้องอาศัยความอดทน อีกเจ็ดส่วนต้องอาศัยการฉกฉวยโอกาส ในคืนวันสิ้นปี หนานเซียง นางกำนัลที่อยู่ห้องเดียวกันวิ่งกลับมาจากสวนอี่เหมยด้วยใบหน้าซีดเผือด "เยว่อิง ข้าก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว...ฝ่าบาททรงได้ยินข้าท่องกวี ตอนนี้กำลังส่งคนออกตามหาข้าไปทั่วทุกที่เลย แต่พระองค์ทรงเข่นฆ่าพี่น้อง ปลงพระชนม์พระบิดา อำมหิตที่สุด ข้ากลัว... อีกอย่าง ในใจข้ามีเพียงท่านอ๋องจิ้งเท่านั้น" นางน้ำตาคลอเบ้า พร่ำสอนบทกวีประโยคที่ว่า 'หากสายลมทวนรู้ความในใจ โปรดอย่าพัดทำลายดอกเหมยเลย' ให้แก่ข้า "น้องสาวคนดี เจ้าช่วยไปยอมรับแทนข้าทีเถิด วาสนาลาภยศล้นฟ้านี้ ข้ายกให้เจ้าแล้ว" ข้ามองใบหน้าที่ตื่นตระหนกของนาง พลางตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ลาภลอยที่หล่นมาจากฟ้าเช่นนี้ ไม่ว่าเมื่อใดข้าก็พร้อมจะคุกเข่าอ้าแขนรับมันไว้เสมอ เพียงแต่... ในเมื่อรับมันมาแล้ว ข้าก็ไม่มีทางคืนกลับไปให้อีก
View More"ฝ่าบาท... หม่อมฉัน...เจ็บเหลือเกิน...""หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงมา!"ตอนที่ข้าถูกหามกลับมาถึงตำหนักหย่งเหอ ตรงหว่างขาก็เต็มไปด้วยเลือดแล้วบรรดาหมอหลวงคุกเข่าอยู่เต็มพื้น แต่ละคนหน้าซีดราวกับดิน"ทูลฝ่าบาท ฮวาเฟยทรง...ทรงคลอดยากพ่ะย่ะค่ะ มีคนวางยาเร่งคลอด ทรงครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือน เกรงว่าจะต้องคลอดก่อนกำหนด..."ฝ่าบาทหน้าซีดเผือด แม้แต่มือที่กุมมือข้าไว้ก็ยังสั่นระริก"รักษาชีวิตนางไว้! ต้องรักษาชีวิตนางไว้ให้เรา! ทั้งแม่ทั้งลูกต้องปลอดภัย!"ในระหว่างที่ปวดท้องเป็นพัก ๆ ข้าฝืนลืมตาขึ้นมองเขาขอบตาเขาแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เหมือนดั่งปีนั้นที่ถูกข้าอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่งไม่มีผิด"เยว่อิง เจ้าต้องทนให้ไหวนะ" เขาเสียงสั่น "เจ้าเคยรับปากเราไว้ว่าจะไม่หลอกลวงเรา เจ้าจะกลืนคำพูดตัวเองไม่ได้นะ"ข้าเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ได้แต่ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดบีบมือเขาไว้ภายในห้องคลอด บรรดาหมอหลวงและหมัวมัวทำคลอดต่างวิ่งวุ่นส่วนภายนอกห้องคลอดนั้น ฝ่าบาทยืนเฝ้าอยู่ตลอดทั้งคืนกระทั่งฟ้าใกล้สว่าง เสียงทารกร้องไห้ก็ดังทำลายความเงียบงัน"ยินดีด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท เป็นองค์ชายพะยะค่ะ!"ข้านอนหมด
เมื่อสามสิ่งนี้รวมเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ก็คือตายคำเดียวเป็นอย่างที่คาดไว้ ข่าวลือสะพัดออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ฮองเฮาก็ทรงส่งคนมา 'เยี่ยมเยียน'"ฮองเฮาทรงมีรับสั่งว่า ฮวาเฟยทรงพระครรภ์นับเป็นเรื่องมลคลของวังหลัง ฮองเฮาจึงประทานโอสถบำรุงครรภ์มาให้หนึ่งถ้วย ขอพระสนมโปรดดื่มยามยังอุ่นเพคะ"ข้าจ้องมองน้ำยาสีดำสนิทในจอกนั้น แล้วยิ้มบาง ๆ"ฝากขอบพระทัยในความเมตตาของฮองเฮาแทนเราด้วยเถิด เราเพิ่งจะดื่มโอสถบำรุงครรภ์ที่หมอหลวงจัดให้ไปเมื่อครู่ ถ้วยนี้ขอเก็บไว้ดื่มในช่วงค่ำ"นางกำนัลผู้นั้นสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นางวางถ้วยโอสถลงแล้วเดินออกไปกระทั่งอีกฝ่ายไปแล้ว ข้าจึงยกจอกโอสถนั้นขึ้นมา แล้วเทราดลงในกระถางต้นไม้วันรุ่งขึ้น ดอกไม้ในกระถางนั้นก็เหี่ยวตายไปข้าจ้องมองดอกไม้ที่เหี่ยวตายอย่างเงียบ ๆ นานมากศึกครั้งนี้...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเพิ่งท้องได้ห้าเดือน ท้องของข้าก็ขยายใหญ่จนเห็นได้ชัดเจนแล้วฮ่องเต้ทรงกลัวว่าข้าจะได้รับอันตราย จึงสั่งวางกำลังอารักขาตำหนักหย่งเหอหนาแน่นราวกับกำแพงเหล็กผู้ใดจะเข้าจะออกต้องตรวจป้ายผ่านทาง สำรับคาวหวานต้องมีคนทดสอบพิษ แม้แต่เครื่องหอมยังต้องผลัด
"เจ้าไปฝึกมาตั้งแต่เมื่อใดกัน" เขาเบิกตากว้าง "ฝ่าบาททรงสอนให้เพคะ" ข้ากลั้นยิ้ม "เป็นเพราะฝ่าบาททรงสอนอย่างดี"เขาจ้องมองกระดานหมากอยู่เนิ่นนาน แล้วจู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะลั่น เสียงดังลั่นจนได้ยินไปทั่วทั้งตำหนักหย่งเหอ"ช่างดีนักนะ ฮวาผิน เจ้าบังอาจกล้าชนะเราแล้วหรือ!""หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ เป็นเพราะฝ่าบาททรงออมมือให้ต่างหาก""เราไม่ได้ออมมือ" เขาหยุดหัวเราะแล้วจ้องมองข้าอย่างจริงจัง "เจ้าแตกฉานในศาสตร์นี้แล้วจริง ๆ"เขายื่นมือมา ลูบไล้ข้างแก้มของข้าอย่างแผ่วเบา"รอจนเจ้าพ้นกำหนดกักบริเวณเมื่อใด เราจะพาเจ้าไปชมดอกเหมย"วันที่พ้นกำหนดกักบริเวณ คนทั่วทั้งวังหลังต่างค้นพบว่าข้าได้เปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เพราะการแต่งกายหรือเครื่องประดับที่เปลี่ยนไป แต่เป็นสง่าราศีที่แผ่ออกจากร่างกายที่เปลี่ยนไปแล้วยามเข้าเฝ้าถวายบังคม ฮองเฮาทรงทอดพระเนตราเนิ่นนานขึ้น "ฮวาผิน ช่วงนี้ดูผิวพรรณผุดผ่องขึ้นไม่น้อย""ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันถูกกักบริเวณไปหนึ่งเดือน กลับกลายเป็นการบำรุงร่างกายให้ดีขึ้นเพคะ"ลี่ผินที่นั่งอยู่ด้านข้างหัวเราะหึในลำคอ "ถูกกักบริเวณแล้วยังบำรุงร่างกายได้อีกหรือ เพิ
เขาตะลึงงัน จากนั้นก็เดินเข้ามา ยื่นมือลูบผมของข้าอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งใดแตกสลาย"วันหลังเราจะสอนเจ้าอ่านตำราคัดอักษรเอง" เขาว่า "ไม่ใช่เพราะเจ้า 'กลัวว่าจะไม่คู่ควร' แต่เป็นเพราะเราอยากสอนเอง"ข้าเงยหน้ามองเขา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ฮ่องเต้ หากแต่เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่แสนอ้างว้างคนหนึ่ง"เพคะ" ข้าตอบเขายิ้มแล้ว เป็นรอยยิ้มที่สมจริงกว่าครั้งใด ๆ ที่ผ่านมาในช่วงวันเวลาที่ถูกกักบริเวณ เขามาหาข้าทุกวันไม่เคยขาดบางครั้งมาตอนสาย อยู่เป็นเพื่อนข้าคัดคัมภีร์สองสามหน้า ทั้งยังสอนให้ข้ารู้จักตัวอักษรใหม่ ๆ บางครั้งมาตอนบ่าย นำของว่างที่ทำใหม่มาจานหนึ่ง บอกว่าเป็นของว่างที่ห้องเครื่องเพิ่งคิดค้นขึ้นมา อยากให้ข้าได้ลิ้มลองวันที่สาม เขาตำรารวมกวีมาเล่มหนึ่ง"เราคัดบทที่ดีมาให้สองสามบท เจ้าลองคัดดู ถือโอกาสท่องจำด้วย"ข้ารับตำรานั้นมา เปิดดูสองสามหน้า พบว่าเป็นลายมือที่เขาคัดด้วยตนเอง ตัวอักษรเรียบร้อย ทั้งยังมีอักษรตัวเล็ก ๆ กำกับไว้ด้านข้าง เพื่ออธิบายที่มาของคำและหลักการใช้ขอบตาข้าร้อนผ่าว ได้แต่ก้มหน้ากล่าวขอบคุณเขาโบกมือเบา ๆ ก่อนจะไปนั่งจ





