Short
พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย

พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย

By:  ผีผาแสนหวานCompleted
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
10Chapters
607views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

มารดาผู้ล่วงลับซึ่งเป็นนางกำนัลเคยสอนข้าไว้ ว่าการใช้ชีวิตในวังหลัง สามส่วนต้องอาศัยความอดทน อีกเจ็ดส่วนต้องอาศัยการฉกฉวยโอกาส ในคืนวันสิ้นปี หนานเซียง นางกำนัลที่อยู่ห้องเดียวกันวิ่งกลับมาจากสวนอี่เหมยด้วยใบหน้าซีดเผือด "เยว่อิง ข้าก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว...ฝ่าบาททรงได้ยินข้าท่องกวี ตอนนี้กำลังส่งคนออกตามหาข้าไปทั่วทุกที่เลย แต่พระองค์ทรงเข่นฆ่าพี่น้อง ปลงพระชนม์พระบิดา อำมหิตที่สุด ข้ากลัว... อีกอย่าง ในใจข้ามีเพียงท่านอ๋องจิ้งเท่านั้น" นางน้ำตาคลอเบ้า พร่ำสอนบทกวีประโยคที่ว่า 'หากสายลมทวนรู้ความในใจ โปรดอย่าพัดทำลายดอกเหมยเลย' ให้แก่ข้า "น้องสาวคนดี เจ้าช่วยไปยอมรับแทนข้าทีเถิด วาสนาลาภยศล้นฟ้านี้ ข้ายกให้เจ้าแล้ว" ข้ามองใบหน้าที่ตื่นตระหนกของนาง พลางตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ลาภลอยที่หล่นมาจากฟ้าเช่นนี้ ไม่ว่าเมื่อใดข้าก็พร้อมจะคุกเข่าอ้าแขนรับมันไว้เสมอ เพียงแต่... ในเมื่อรับมันมาแล้ว ข้าก็ไม่มีทางคืนกลับไปให้อีก

View More

Latest chapter

More Chapters
No Comments
10 Chapters
บทที่ 1
"เจ้าตอบตกลงจริงหรือ"หนานเซียงพลันบีบมือข้าแน่น ความหวาดกลัวในแววตาหายไปหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความยินดีปรีดาอย่างเปิดเผยข้าพยักหน้าให้นางนางดูเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ทรุดนั่งลงข้างเตียง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนอี่เหมยออกมาจนหมดเปลือก"คืนนั้นข้าเพียงคิดถึงท่านอ๋องจิ้ง รู้สึกอัดอั้นในใจจึงไปเดินเล่นที่สวนอี่เหมย เห็นดอกเหมยเบ่งบานงดงาม จึงท่องกวีประโยคนั้นออกไปพอท่องจบก็ได้ยินเสียงฝีเท้า มีคนตะโกนขึ้นมาว่า 'ใครอยู่ตรงนั้น'"นางเอ่ยเสียงสั่น "ข้าตกใจจนโยนโคมไฟทิ้งแล้ววิ่งหนีเลย พอวิ่งกลับมาถึงห้อง ถึงได้พบว่าฝ่าบาททรงกำลังตามหาตัวผู้ที่แต่งกวีในสวนอี่เหมย"ข้าฟังเงียบ ๆ ทว่าในใจกลับกระจ่างราวกระจกใสนางกลัวว่าจะต้องพระทัยฝ่าบาททั้งวังหลวงมีใครบ้างไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงเข่นฆ่าพี่น้อง ปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อชิงบัลลังก์ ชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมเลื่องลือไปทั่วฝ่ายในเมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะสั่งโบยนางกำนัลยกน้ำชาจนตายไปคนหนึ่ง สาเหตุเพียงเพราะน้ำชาร้อนเกินไปเล็กน้อยเท่านั้นหนานเซียงกลัวตาย และยิ่งกลัวว่าจะต้องสิ้นสุดวาสนากับท่านอ๋องจิ้งข้ากุมมือนางกลับ แล้วกล่าวด้
Read more
บทที่ 2
"หม่อมฉันเห็นดอกเหมยเบ่งบานลำพังอยู่ท่ามกลางลมหนาว จึงคิดว่าสตรีในวังที่แสนลึกก็คงเป็นเช่นนี้ ต้องทรหดอดทนและหยัดยืนอยู่ท่ามกลางหิมะเพคะ"ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะฮ่องเต้ยิ้มแล้ว ลึก ๆ ในดวงตาฉายแววสนใจเขายกจอกน้ำชาขึ้น "ช่างเป็นความทรหดอดทนที่ดีนัก""เจ้าชื่อว่าอะไร สังกัดอยู่ตำหนักไหน""หม่อมฉันเยว่อิง เป็นนางกำนัลทำงานหยาบของกองซักล้างเพคะ""เยว่อิง..." เขาทวนชื่อรอบหนึ่ง "ฟังดูมีกลิ่นอายบทกวีอยู่หลายส่วน"เขาหันไปสั่งกับขันทีข้างกาย"ถ่ายทอดราชโองการ แต่งตั้งเยว่อิงเป็นตาอิ้ง พระราชทานราชทินนามว่าฮวา ย้ายไปพำนักที่เรือนปีกตะวันตกของตำหนักหย่งเหอ"ขันทีผู้นั้นตะลึงงัน ส่วนข้าเองก็ตกใจเช่นกันสนมขั้นต่ำที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งครั้งแรกก็มีราชทินนามแล้ว นับเป็นพระเมตตาที่หาได้ยากยิ่งข้าคุกเข่าโขกศีรษะน้อมรับพระเมตตา น้ำเสียงราบเรียบมั่นคง "ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ"เมื่อก้าวออกจากตำหนักหย่างซิน สายลมยามราตรีโชยมาวูบหนึ่ง ข้าถึงได้รู้สึกตัวว่าแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นพอเพิ่งกลับถึงกองซักล้าง หัวหน้านางกำนัลกองซักล้างที่เคยข่มเหงข้าในวันวานก็ร
Read more
บทที่ 3
การปรนนิบัติดูแลผู้ป่วยนั้นเหนื่อยยาก ซ้ำยังติดโรคได้ง่าย มีแต่ความเสี่ยง ไม่ได้มีประโยชน์อันใดข้าลุกขึ้นมา เดินไปคุกเข่าลงตรงกึ่งกลางห้องโถง"หม่อมฉันยินดีแบ่งเบาพระราชภาระของฮองเฮาเพคะ ขอประทานอนุญาตไปปรนนิบัติฝ่าบาทที่ตำหนักหย่างซินเพคะ"ทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบฮองเฮามองข้าปราดหนึ่งด้วยแววตาล้ำลึก ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ "ช่างเป็นคนที่ใส่ใจ"เมื่อก้าวออกจากตำหนักคุนหนิง ขันทีผู้หนึ่งที่เป็นคนบ้านเดียวกันกับหนานเซียงได้เข้ามาขวางข้าไว้ พร้อมกับส่งต่อถ้อยคำประโยคหนึ่ง"พี่หญิงช่างมีกลวิธียอดเยี่ยม แต่ก็อย่าได้ลืมรากเหง้าของตนเองเล่า"ข้ายิ้มบาง ๆ สั่งให้เขานำปิ่นปักผมดอกไม้ประดับมุกเล่มหนึ่งกลับไปให้ พร้อมฝากคำพูดประโยคหนึ่งไป"มอบสิ่งนี้ให้นาง บอกนางว่าข้ามอบสิ่งนี้ให้ ขอให้ต่างคนต่างอยู่ดูแลตนเองให้ดี"นี่คือการปลอบประโลม และเป็นการตักเตือนเช่นกันปิ่นประดับมุกชิ้นนี้ข้าได้รับมาตอนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตาอิ้ง นับเป็นของที่มีค่าน้อยที่สุดในบรรดาเครื่องประดับทั้งหมดการมอบให้นาง ก็เพื่อบอกให้นางรู้ว่าข้ายังคงจดจำไมตรีได้แต่คำว่า 'ต่างคนต่างอยู่ดูแลตนเองให้ดี' นั้น คือการส
Read more
บทที่ 4
"เยว่อิง ยามนี้เจ้ามีหน้ามีตาแล้ว ก็ลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นผู้มอบโอกาสนี้ให้แก่เจ้าเป็นเจ้า...เป็นเจ้าที่แย่งชิงโชคชะตาของข้าไป!หากวันนั้นข้าเป็นผู้ยอมรับด้วยตนเอง ยามนี้ผู้ที่ได้เป็นพระสนมก็คือข้า! ผู้ที่ได้พักอยู่ตำหนักปีกก็คือข้า! ผู้ที่ได้ปรนนิบัติอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทก็ต้องเป็นข้าเช่นกัน!"ข้านั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ มองนางด้วยสายตาเรียบเฉย"พี่หญิงโปรดสำรวมวาจา วันนั้นเป็นท่านเองที่อ้อนวอนให้ข้ายอมรับแทน และท่านก็เคยสาบานแล้วด้วย"นางแสยะหัวเราะ น้ำตาร่วงหล่นลงมา"คำสาบานมันจะไปสำคัญอะไร! ยามนี้ข้ายังเป็นเพียงนางกำนัลที่ต้องทำงานหนัก! แต่เจ้ากลับเสวยสุข มีทั้งอาหารดี ๆ กับข้าทาสบริวารคอยปรนนิบัติ!"นางสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่"เยว่อิง เจ้าช่วยย้ายข้าไปทำงานที่สบาย ๆ หน่อย แล้วก็ช่วยเอ่ยคำยกยอข้าต่อหน้าท่านอ๋องจิ้งด้วย มิเช่นนั้น ข้าจะไปกราบทูลความจริงต่อหน้าฝ่าบาท ฉุดเจ้าให้ร่วงลงมาจากฟ้า ให้ตายโดยไร้ผืนดินฝังกลบ!"ลึก ๆ ในดวงตาข้าฉายแววเย็นเยียบทีละน้อยก่อนหน้านี้ที่ข้ายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดเรื่องราวลุกลามใหญ่โตแ
Read more
บทที่ 5
หนานเซียงยังไม่ทันยกมุมปากให้กว้างกว่าเดิม ข้าก็เอ่ยประโยคที่สองออกมาเสียก่อน"แต่ในคืนนั้นที่สวนอี่เหมย หลังจากที่นางร่ายบทกวีนี้จบ สิ่งแรกที่นางทำคือทิ้งโคมไฟ แล้วลนลานวิ่งกลับมาที่กองซักล้าง ร้องไห้พลางเอ่ยกับหม่อมฉันว่า 'ฝ่าบาททรงน่ากลัวยิ่งนัก นี่คือเคราะห์ภัย ข้าต้องหลบไปให้ไกลแสนไกล' เพคะ"ภายในตำหนักพลันมีคนสูดหายใจลึกด้วยความตื่นตระหนกฮ่องเต้แววตาเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เขาไม่ได้มองมาที่ข้า แต่มองไปยังหนานเซียงหนานเซียงหน้าซีดราวทันที นางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "เปล่านะเพคะ! หม่อมฉันไม่เคยเอ่ยเช่นนี้เลยแม้ครึ่งคำ""ไม่เคยเอ่ยอย่างนั้นหรือ" ข้าค่อย ๆ หยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากแขนเสื้อ แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ "เช่นนั้นสิ่งนี้คืออะไรเล่า"กระดาษแผ่นแรก คือบทกวีที่หนานเซียงเขียนขึ้นด้วยมือของนางเองเพื่อมอบให้แก่ท่านอ๋องจิ้งลายมืองดงามชดช้อย ลงนามท้ายกระดาษด้วยรูปกิ่งดอกเหมยหนึ่งกิ่งด้านบนเขียนไว้ว่า 'ปรารถนาฝากปลาหลีฮื้อส่งต่อความคนึงหา' ทั้งยังแนบพระนามของท่านอ๋องจิ้งเอาไว้ด้วยกระดาษแผ่นที่สอง คือจดหมายข่มขู่ที่นางส่งให้ข้าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้บนนั้นเขียนไว้ชัดเจน
Read more
บทที่ 6
กักบริเวณวันแรก เรือนปีกตะวันตกของตำหนักหย่งเหอเงียบเชียบราวกับสุสานร้างนางกำนัลน้อยยกพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกเข้ามา แล้วลอบมองข้าอย่างระมัดระวัง"พระสนม ท่านต้องคัดร้อยจบจริง ๆ หรือเพคะ""เลิกพูดจาไร้สาระ ฝนหมึก"ข้าถือพู่กันจุ่มน้ำหมึก ตวัดเขียนทีละเส้นอย่างบรรจง ข้าท่อง 'คัมภีร์สตรี' จนจำขึ้นใจตั้งนานแล้ว ยามอยู่กองซักล้างก็แอบท่องอยู่บ่อยครั้งครั้งนั้นคิดเพียงว่า หากวันใดได้ผงาดขึ้นมา ในสมองก็ควรมีวิชาความรู้ติดอยู่บ้างยามนี้ได้นำมาใช้จริงแล้ว กลับรู้สึกว่าน่าขันยิ่งนักขณะที่กำลังคัดถึงรอบที่สาม เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากนอกประตู"ถวายบังคมฝ่าบาท"ข้ามือสั่นทันที น้ำหมึกหยดลงบนเนื้อกระดาษ แผ่ขยายเป็นวงสีดำพร่าเลือนประตูถูกผลักเปิดออก ฮ่องเต้ฉลองพระองค์ชุดลำลองเสด็จเข้ามา ด้านหลังไม่มีขันทีติดตาม เสด็จมาเพียงลำพังพระองค์เดียว"คัดต่อเถิด" เขานั่งลงตรงหน้าข้า หยิบกระดาษที่ข้าเพิ่งคัดเสร็จขึ้นมาตรวจดู "เราจะดูว่าเจ้าแอบอู้บ้างหรือไม่"ข้าตั้งสติ แล้วเขียนต่อไปเขาดูอยู่สองสามแผ่น แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "ตัวอักษรมีความก้าวหน้าแล้ว""ขอบพระทัยที่ทรงตรัสชมเพคะ
Read more
บทที่ 7
เขาตะลึงงัน จากนั้นก็เดินเข้ามา ยื่นมือลูบผมของข้าอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งใดแตกสลาย"วันหลังเราจะสอนเจ้าอ่านตำราคัดอักษรเอง" เขาว่า "ไม่ใช่เพราะเจ้า 'กลัวว่าจะไม่คู่ควร' แต่เป็นเพราะเราอยากสอนเอง"ข้าเงยหน้ามองเขา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ฮ่องเต้ หากแต่เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่แสนอ้างว้างคนหนึ่ง"เพคะ" ข้าตอบเขายิ้มแล้ว เป็นรอยยิ้มที่สมจริงกว่าครั้งใด ๆ ที่ผ่านมาในช่วงวันเวลาที่ถูกกักบริเวณ เขามาหาข้าทุกวันไม่เคยขาดบางครั้งมาตอนสาย อยู่เป็นเพื่อนข้าคัดคัมภีร์สองสามหน้า ทั้งยังสอนให้ข้ารู้จักตัวอักษรใหม่ ๆ บางครั้งมาตอนบ่าย นำของว่างที่ทำใหม่มาจานหนึ่ง บอกว่าเป็นของว่างที่ห้องเครื่องเพิ่งคิดค้นขึ้นมา อยากให้ข้าได้ลิ้มลองวันที่สาม เขาตำรารวมกวีมาเล่มหนึ่ง"เราคัดบทที่ดีมาให้สองสามบท เจ้าลองคัดดู ถือโอกาสท่องจำด้วย"ข้ารับตำรานั้นมา เปิดดูสองสามหน้า พบว่าเป็นลายมือที่เขาคัดด้วยตนเอง ตัวอักษรเรียบร้อย ทั้งยังมีอักษรตัวเล็ก ๆ กำกับไว้ด้านข้าง เพื่ออธิบายที่มาของคำและหลักการใช้ขอบตาข้าร้อนผ่าว ได้แต่ก้มหน้ากล่าวขอบคุณเขาโบกมือเบา ๆ ก่อนจะไปนั่งจ
Read more
บทที่ 8
"เจ้าไปฝึกมาตั้งแต่เมื่อใดกัน" เขาเบิกตากว้าง "ฝ่าบาททรงสอนให้เพคะ" ข้ากลั้นยิ้ม "เป็นเพราะฝ่าบาททรงสอนอย่างดี"เขาจ้องมองกระดานหมากอยู่เนิ่นนาน แล้วจู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะลั่น เสียงดังลั่นจนได้ยินไปทั่วทั้งตำหนักหย่งเหอ"ช่างดีนักนะ ฮวาผิน เจ้าบังอาจกล้าชนะเราแล้วหรือ!""หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ เป็นเพราะฝ่าบาททรงออมมือให้ต่างหาก""เราไม่ได้ออมมือ" เขาหยุดหัวเราะแล้วจ้องมองข้าอย่างจริงจัง "เจ้าแตกฉานในศาสตร์นี้แล้วจริง ๆ"เขายื่นมือมา ลูบไล้ข้างแก้มของข้าอย่างแผ่วเบา"รอจนเจ้าพ้นกำหนดกักบริเวณเมื่อใด เราจะพาเจ้าไปชมดอกเหมย"วันที่พ้นกำหนดกักบริเวณ คนทั่วทั้งวังหลังต่างค้นพบว่าข้าได้เปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เพราะการแต่งกายหรือเครื่องประดับที่เปลี่ยนไป แต่เป็นสง่าราศีที่แผ่ออกจากร่างกายที่เปลี่ยนไปแล้วยามเข้าเฝ้าถวายบังคม ฮองเฮาทรงทอดพระเนตราเนิ่นนานขึ้น "ฮวาผิน ช่วงนี้ดูผิวพรรณผุดผ่องขึ้นไม่น้อย""ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันถูกกักบริเวณไปหนึ่งเดือน กลับกลายเป็นการบำรุงร่างกายให้ดีขึ้นเพคะ"ลี่ผินที่นั่งอยู่ด้านข้างหัวเราะหึในลำคอ "ถูกกักบริเวณแล้วยังบำรุงร่างกายได้อีกหรือ เพิ
Read more
บทที่ 9
เมื่อสามสิ่งนี้รวมเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ก็คือตายคำเดียวเป็นอย่างที่คาดไว้ ข่าวลือสะพัดออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ฮองเฮาก็ทรงส่งคนมา 'เยี่ยมเยียน'"ฮองเฮาทรงมีรับสั่งว่า ฮวาเฟยทรงพระครรภ์นับเป็นเรื่องมลคลของวังหลัง ฮองเฮาจึงประทานโอสถบำรุงครรภ์มาให้หนึ่งถ้วย ขอพระสนมโปรดดื่มยามยังอุ่นเพคะ"ข้าจ้องมองน้ำยาสีดำสนิทในจอกนั้น แล้วยิ้มบาง ๆ"ฝากขอบพระทัยในความเมตตาของฮองเฮาแทนเราด้วยเถิด เราเพิ่งจะดื่มโอสถบำรุงครรภ์ที่หมอหลวงจัดให้ไปเมื่อครู่ ถ้วยนี้ขอเก็บไว้ดื่มในช่วงค่ำ"นางกำนัลผู้นั้นสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นางวางถ้วยโอสถลงแล้วเดินออกไปกระทั่งอีกฝ่ายไปแล้ว ข้าจึงยกจอกโอสถนั้นขึ้นมา แล้วเทราดลงในกระถางต้นไม้วันรุ่งขึ้น ดอกไม้ในกระถางนั้นก็เหี่ยวตายไปข้าจ้องมองดอกไม้ที่เหี่ยวตายอย่างเงียบ ๆ นานมากศึกครั้งนี้...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเพิ่งท้องได้ห้าเดือน ท้องของข้าก็ขยายใหญ่จนเห็นได้ชัดเจนแล้วฮ่องเต้ทรงกลัวว่าข้าจะได้รับอันตราย จึงสั่งวางกำลังอารักขาตำหนักหย่งเหอหนาแน่นราวกับกำแพงเหล็กผู้ใดจะเข้าจะออกต้องตรวจป้ายผ่านทาง สำรับคาวหวานต้องมีคนทดสอบพิษ แม้แต่เครื่องหอมยังต้องผลัด
Read more
บทที่ 10
"ฝ่าบาท... หม่อมฉัน...เจ็บเหลือเกิน...""หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงมา!"ตอนที่ข้าถูกหามกลับมาถึงตำหนักหย่งเหอ ตรงหว่างขาก็เต็มไปด้วยเลือดแล้วบรรดาหมอหลวงคุกเข่าอยู่เต็มพื้น แต่ละคนหน้าซีดราวกับดิน"ทูลฝ่าบาท ฮวาเฟยทรง...ทรงคลอดยากพ่ะย่ะค่ะ มีคนวางยาเร่งคลอด ทรงครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือน เกรงว่าจะต้องคลอดก่อนกำหนด..."ฝ่าบาทหน้าซีดเผือด แม้แต่มือที่กุมมือข้าไว้ก็ยังสั่นระริก"รักษาชีวิตนางไว้! ต้องรักษาชีวิตนางไว้ให้เรา! ทั้งแม่ทั้งลูกต้องปลอดภัย!"ในระหว่างที่ปวดท้องเป็นพัก ๆ ข้าฝืนลืมตาขึ้นมองเขาขอบตาเขาแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เหมือนดั่งปีนั้นที่ถูกข้าอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่งไม่มีผิด"เยว่อิง เจ้าต้องทนให้ไหวนะ" เขาเสียงสั่น "เจ้าเคยรับปากเราไว้ว่าจะไม่หลอกลวงเรา เจ้าจะกลืนคำพูดตัวเองไม่ได้นะ"ข้าเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ได้แต่ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดบีบมือเขาไว้ภายในห้องคลอด บรรดาหมอหลวงและหมัวมัวทำคลอดต่างวิ่งวุ่นส่วนภายนอกห้องคลอดนั้น ฝ่าบาทยืนเฝ้าอยู่ตลอดทั้งคืนกระทั่งฟ้าใกล้สว่าง เสียงทารกร้องไห้ก็ดังทำลายความเงียบงัน"ยินดีด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท เป็นองค์ชายพะยะค่ะ!"ข้านอนหมด
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status