Short
พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย

พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย

โดย:  ผีผาแสนหวานจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
10บท
2.8Kviews
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

มารดาผู้ล่วงลับซึ่งเป็นนางกำนัลเคยสอนข้าไว้ ว่าการใช้ชีวิตในวังหลัง สามส่วนต้องอาศัยความอดทน อีกเจ็ดส่วนต้องอาศัยการฉกฉวยโอกาส ในคืนวันสิ้นปี หนานเซียง นางกำนัลที่อยู่ห้องเดียวกันวิ่งกลับมาจากสวนอี่เหมยด้วยใบหน้าซีดเผือด "เยว่อิง ข้าก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว...ฝ่าบาททรงได้ยินข้าท่องกวี ตอนนี้กำลังส่งคนออกตามหาข้าไปทั่วทุกที่เลย แต่พระองค์ทรงเข่นฆ่าพี่น้อง ปลงพระชนม์พระบิดา อำมหิตที่สุด ข้ากลัว... อีกอย่าง ในใจข้ามีเพียงท่านอ๋องจิ้งเท่านั้น" นางน้ำตาคลอเบ้า พร่ำสอนบทกวีประโยคที่ว่า 'หากสายลมทวนรู้ความในใจ โปรดอย่าพัดทำลายดอกเหมยเลย' ให้แก่ข้า "น้องสาวคนดี เจ้าช่วยไปยอมรับแทนข้าทีเถิด วาสนาลาภยศล้นฟ้านี้ ข้ายกให้เจ้าแล้ว" ข้ามองใบหน้าที่ตื่นตระหนกของนาง พลางตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ลาภลอยที่หล่นมาจากฟ้าเช่นนี้ ไม่ว่าเมื่อใดข้าก็พร้อมจะคุกเข่าอ้าแขนรับมันไว้เสมอ เพียงแต่... ในเมื่อรับมันมาแล้ว ข้าก็ไม่มีทางคืนกลับไปให้อีก

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1

"เจ้าตอบตกลงจริงหรือ"

หนานเซียงพลันบีบมือข้าแน่น ความหวาดกลัวในแววตาหายไปหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความยินดีปรีดาอย่างเปิดเผย

ข้าพยักหน้าให้นาง

นางดูเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ทรุดนั่งลงข้างเตียง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนอี่เหมยออกมาจนหมดเปลือก

"คืนนั้นข้าเพียงคิดถึงท่านอ๋องจิ้ง รู้สึกอัดอั้นในใจจึงไปเดินเล่นที่สวนอี่เหมย เห็นดอกเหมยเบ่งบานงดงาม จึงท่องกวีประโยคนั้นออกไป

พอท่องจบก็ได้ยินเสียงฝีเท้า มีคนตะโกนขึ้นมาว่า 'ใครอยู่ตรงนั้น'"

นางเอ่ยเสียงสั่น "ข้าตกใจจนโยนโคมไฟทิ้งแล้ววิ่งหนีเลย พอวิ่งกลับมาถึงห้อง ถึงได้พบว่าฝ่าบาททรงกำลังตามหาตัวผู้ที่แต่งกวีในสวนอี่เหมย"

ข้าฟังเงียบ ๆ ทว่าในใจกลับกระจ่างราวกระจกใส

นางกลัวว่าจะต้องพระทัยฝ่าบาท

ทั้งวังหลวงมีใครบ้างไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงเข่นฆ่าพี่น้อง ปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อชิงบัลลังก์ ชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมเลื่องลือไปทั่วฝ่ายใน

เมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะสั่งโบยนางกำนัลยกน้ำชาจนตายไปคนหนึ่ง สาเหตุเพียงเพราะน้ำชาร้อนเกินไปเล็กน้อยเท่านั้น

หนานเซียงกลัวตาย และยิ่งกลัวว่าจะต้องสิ้นสุดวาสนากับท่านอ๋องจิ้ง

ข้ากุมมือนางกลับ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"พี่หญิงคิดดูให้ดีเถิด ข้าจะยอมรับแทนท่าน นับจากนี้ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาข้าก็จะแบกรับไว้เอง แต่ท่านเองก็ต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง..."

ข้าเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"นับแต่นี้ไป ไม่ว่าท่านหรือข้า ใครจะรุ่งเรืองหรือตกอับ ท่านจะต้องรักษาความลับนี้ไว้จนตัวตาย ห้ามแพร่งพรายออกมาแม้ครึ่งคำ"

หนานเซียงตะลึงไปชั่วขณะ แล้วก็ชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้วทันที

"ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน เรื่องในคืนนี้ข้าจะปล่อยให้ย่อยลงท้องไปเลย หากผิดคำสาบาน ขอให้ข้าต้องตายอย่างอนาถ"

สิ้นเสียงนาง เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบก็ดังมาจากนอกห้องทันที

"เปิดประตู! เปิดประตู! มีพระบรมราชโองการ ตามหาตัวผู้ที่ท่องบทกวีในสวนอี่เหมยคืนนั้น!"

หนานเซียงหน้าซีดเผือด นางลนลานคลานเข้าไปหลบอยู่หลังม่านเตียง

ข้าจัดแจงชุดนางกำนัลผ้าหยาบที่ถูกซักจนสีซีดจาง ผลักประตูเดินออกไป เงยหน้าสบตากับหัวหน้าขันทีตรง ๆ "เป็นข้าเอง"

ขันทีผู้นั้นกวาดสายตามองข้าตั้งแต่หัวจดเท้า หลุดขำทีหนึ่ง แต่ก็ยังโบกมือบอกว่า "ตามข้ามา"

ยามเดินผ่านโคมไฟหลายชั้นในวัง ฝ่ามือของข้าเย็นเฉียบ ทว่าจิตใจกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขา

ข้าต้องทนลำบากอยู่ในกองซักล้างมาถึงสามปี มือทั้งคู่ถูกน้ำสบู่ด่างกัดจนเปื่อยพัง การถูกหัวหน้านางกำนัลทุบตีและเหยียดหยามถือเป็นเรื่องปกติ

บัดนี้โอกาสหลุดลอยมาแล้ว ข้าต้องคว้ามันไว้ให้ได้

ภายในตำหนักหย่างซิน อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานจากอำพันทะเล

ข้าคุกเข่าลงบนแผ่นอิฐทองคำ แนบหน้าผากลงกับพื้น

กลิ่นของกำยานอำพันทะเลโชยเข้าจมูก

"เงยหน้าขึ้น"

ข้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง

เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นใบหน้าของฮ่องเต้

เขานั่งอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษร สวมชุดลำลองสีดำเข้ม ปลายนิ้วแตะอยู่ที่ม้วนฎีกา

อายุราว ๆ สามสิบปี คิ้วและดวงตาดูลุ่มลึก สง่างามมั่นคงดุจขุนเขา

หาได้ดูดุร้ายน่ากลัวอย่างเช่นข่าวลือ กลับให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึกอย่างบอกไม่ถูก

ความลังเลสุดท้ายลึก ๆ ในใจข้าก็หายไปหมดสิ้นแล้วเช่นกัน

"ตอนเจ้าอยู่ในสวนอี่เหมย เจ้าท่องกวีบทใดกัน"

ข้าทราบทูลทีละคำด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ไม่ตื่นกลัว

"ทูลฝ่าบาท สิ่งที่หม่อมฉันท่องคือ หากสายลมทวนรู้ความในใจ โปรดอย่าพัดทำลายดอกเหมยเลย"

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ

นวนิยายที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีความคิดเห็น
10
บทที่ 1
"เจ้าตอบตกลงจริงหรือ"หนานเซียงพลันบีบมือข้าแน่น ความหวาดกลัวในแววตาหายไปหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความยินดีปรีดาอย่างเปิดเผยข้าพยักหน้าให้นางนางดูเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ทรุดนั่งลงข้างเตียง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนอี่เหมยออกมาจนหมดเปลือก"คืนนั้นข้าเพียงคิดถึงท่านอ๋องจิ้ง รู้สึกอัดอั้นในใจจึงไปเดินเล่นที่สวนอี่เหมย เห็นดอกเหมยเบ่งบานงดงาม จึงท่องกวีประโยคนั้นออกไปพอท่องจบก็ได้ยินเสียงฝีเท้า มีคนตะโกนขึ้นมาว่า 'ใครอยู่ตรงนั้น'"นางเอ่ยเสียงสั่น "ข้าตกใจจนโยนโคมไฟทิ้งแล้ววิ่งหนีเลย พอวิ่งกลับมาถึงห้อง ถึงได้พบว่าฝ่าบาททรงกำลังตามหาตัวผู้ที่แต่งกวีในสวนอี่เหมย"ข้าฟังเงียบ ๆ ทว่าในใจกลับกระจ่างราวกระจกใสนางกลัวว่าจะต้องพระทัยฝ่าบาททั้งวังหลวงมีใครบ้างไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงเข่นฆ่าพี่น้อง ปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อชิงบัลลังก์ ชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมเลื่องลือไปทั่วฝ่ายในเมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะสั่งโบยนางกำนัลยกน้ำชาจนตายไปคนหนึ่ง สาเหตุเพียงเพราะน้ำชาร้อนเกินไปเล็กน้อยเท่านั้นหนานเซียงกลัวตาย และยิ่งกลัวว่าจะต้องสิ้นสุดวาสนากับท่านอ๋องจิ้งข้ากุมมือนางกลับ แล้วกล่าวด้
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2
"หม่อมฉันเห็นดอกเหมยเบ่งบานลำพังอยู่ท่ามกลางลมหนาว จึงคิดว่าสตรีในวังที่แสนลึกก็คงเป็นเช่นนี้ ต้องทรหดอดทนและหยัดยืนอยู่ท่ามกลางหิมะเพคะ"ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะฮ่องเต้ยิ้มแล้ว ลึก ๆ ในดวงตาฉายแววสนใจเขายกจอกน้ำชาขึ้น "ช่างเป็นความทรหดอดทนที่ดีนัก""เจ้าชื่อว่าอะไร สังกัดอยู่ตำหนักไหน""หม่อมฉันเยว่อิง เป็นนางกำนัลทำงานหยาบของกองซักล้างเพคะ""เยว่อิง..." เขาทวนชื่อรอบหนึ่ง "ฟังดูมีกลิ่นอายบทกวีอยู่หลายส่วน"เขาหันไปสั่งกับขันทีข้างกาย"ถ่ายทอดราชโองการ แต่งตั้งเยว่อิงเป็นตาอิ้ง พระราชทานราชทินนามว่าฮวา ย้ายไปพำนักที่เรือนปีกตะวันตกของตำหนักหย่งเหอ"ขันทีผู้นั้นตะลึงงัน ส่วนข้าเองก็ตกใจเช่นกันสนมขั้นต่ำที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งครั้งแรกก็มีราชทินนามแล้ว นับเป็นพระเมตตาที่หาได้ยากยิ่งข้าคุกเข่าโขกศีรษะน้อมรับพระเมตตา น้ำเสียงราบเรียบมั่นคง "ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ"เมื่อก้าวออกจากตำหนักหย่างซิน สายลมยามราตรีโชยมาวูบหนึ่ง ข้าถึงได้รู้สึกตัวว่าแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นพอเพิ่งกลับถึงกองซักล้าง หัวหน้านางกำนัลกองซักล้างที่เคยข่มเหงข้าในวันวานก็ร
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3
การปรนนิบัติดูแลผู้ป่วยนั้นเหนื่อยยาก ซ้ำยังติดโรคได้ง่าย มีแต่ความเสี่ยง ไม่ได้มีประโยชน์อันใดข้าลุกขึ้นมา เดินไปคุกเข่าลงตรงกึ่งกลางห้องโถง"หม่อมฉันยินดีแบ่งเบาพระราชภาระของฮองเฮาเพคะ ขอประทานอนุญาตไปปรนนิบัติฝ่าบาทที่ตำหนักหย่างซินเพคะ"ทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบฮองเฮามองข้าปราดหนึ่งด้วยแววตาล้ำลึก ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ "ช่างเป็นคนที่ใส่ใจ"เมื่อก้าวออกจากตำหนักคุนหนิง ขันทีผู้หนึ่งที่เป็นคนบ้านเดียวกันกับหนานเซียงได้เข้ามาขวางข้าไว้ พร้อมกับส่งต่อถ้อยคำประโยคหนึ่ง"พี่หญิงช่างมีกลวิธียอดเยี่ยม แต่ก็อย่าได้ลืมรากเหง้าของตนเองเล่า"ข้ายิ้มบาง ๆ สั่งให้เขานำปิ่นปักผมดอกไม้ประดับมุกเล่มหนึ่งกลับไปให้ พร้อมฝากคำพูดประโยคหนึ่งไป"มอบสิ่งนี้ให้นาง บอกนางว่าข้ามอบสิ่งนี้ให้ ขอให้ต่างคนต่างอยู่ดูแลตนเองให้ดี"นี่คือการปลอบประโลม และเป็นการตักเตือนเช่นกันปิ่นประดับมุกชิ้นนี้ข้าได้รับมาตอนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตาอิ้ง นับเป็นของที่มีค่าน้อยที่สุดในบรรดาเครื่องประดับทั้งหมดการมอบให้นาง ก็เพื่อบอกให้นางรู้ว่าข้ายังคงจดจำไมตรีได้แต่คำว่า 'ต่างคนต่างอยู่ดูแลตนเองให้ดี' นั้น คือการส
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4
"เยว่อิง ยามนี้เจ้ามีหน้ามีตาแล้ว ก็ลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นผู้มอบโอกาสนี้ให้แก่เจ้าเป็นเจ้า...เป็นเจ้าที่แย่งชิงโชคชะตาของข้าไป!หากวันนั้นข้าเป็นผู้ยอมรับด้วยตนเอง ยามนี้ผู้ที่ได้เป็นพระสนมก็คือข้า! ผู้ที่ได้พักอยู่ตำหนักปีกก็คือข้า! ผู้ที่ได้ปรนนิบัติอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทก็ต้องเป็นข้าเช่นกัน!"ข้านั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ มองนางด้วยสายตาเรียบเฉย"พี่หญิงโปรดสำรวมวาจา วันนั้นเป็นท่านเองที่อ้อนวอนให้ข้ายอมรับแทน และท่านก็เคยสาบานแล้วด้วย"นางแสยะหัวเราะ น้ำตาร่วงหล่นลงมา"คำสาบานมันจะไปสำคัญอะไร! ยามนี้ข้ายังเป็นเพียงนางกำนัลที่ต้องทำงานหนัก! แต่เจ้ากลับเสวยสุข มีทั้งอาหารดี ๆ กับข้าทาสบริวารคอยปรนนิบัติ!"นางสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่"เยว่อิง เจ้าช่วยย้ายข้าไปทำงานที่สบาย ๆ หน่อย แล้วก็ช่วยเอ่ยคำยกยอข้าต่อหน้าท่านอ๋องจิ้งด้วย มิเช่นนั้น ข้าจะไปกราบทูลความจริงต่อหน้าฝ่าบาท ฉุดเจ้าให้ร่วงลงมาจากฟ้า ให้ตายโดยไร้ผืนดินฝังกลบ!"ลึก ๆ ในดวงตาข้าฉายแววเย็นเยียบทีละน้อยก่อนหน้านี้ที่ข้ายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดเรื่องราวลุกลามใหญ่โตแ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5
หนานเซียงยังไม่ทันยกมุมปากให้กว้างกว่าเดิม ข้าก็เอ่ยประโยคที่สองออกมาเสียก่อน"แต่ในคืนนั้นที่สวนอี่เหมย หลังจากที่นางร่ายบทกวีนี้จบ สิ่งแรกที่นางทำคือทิ้งโคมไฟ แล้วลนลานวิ่งกลับมาที่กองซักล้าง ร้องไห้พลางเอ่ยกับหม่อมฉันว่า 'ฝ่าบาททรงน่ากลัวยิ่งนัก นี่คือเคราะห์ภัย ข้าต้องหลบไปให้ไกลแสนไกล' เพคะ"ภายในตำหนักพลันมีคนสูดหายใจลึกด้วยความตื่นตระหนกฮ่องเต้แววตาเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เขาไม่ได้มองมาที่ข้า แต่มองไปยังหนานเซียงหนานเซียงหน้าซีดราวทันที นางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "เปล่านะเพคะ! หม่อมฉันไม่เคยเอ่ยเช่นนี้เลยแม้ครึ่งคำ""ไม่เคยเอ่ยอย่างนั้นหรือ" ข้าค่อย ๆ หยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากแขนเสื้อ แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ "เช่นนั้นสิ่งนี้คืออะไรเล่า"กระดาษแผ่นแรก คือบทกวีที่หนานเซียงเขียนขึ้นด้วยมือของนางเองเพื่อมอบให้แก่ท่านอ๋องจิ้งลายมืองดงามชดช้อย ลงนามท้ายกระดาษด้วยรูปกิ่งดอกเหมยหนึ่งกิ่งด้านบนเขียนไว้ว่า 'ปรารถนาฝากปลาหลีฮื้อส่งต่อความคนึงหา' ทั้งยังแนบพระนามของท่านอ๋องจิ้งเอาไว้ด้วยกระดาษแผ่นที่สอง คือจดหมายข่มขู่ที่นางส่งให้ข้าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้บนนั้นเขียนไว้ชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6
กักบริเวณวันแรก เรือนปีกตะวันตกของตำหนักหย่งเหอเงียบเชียบราวกับสุสานร้างนางกำนัลน้อยยกพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกเข้ามา แล้วลอบมองข้าอย่างระมัดระวัง"พระสนม ท่านต้องคัดร้อยจบจริง ๆ หรือเพคะ""เลิกพูดจาไร้สาระ ฝนหมึก"ข้าถือพู่กันจุ่มน้ำหมึก ตวัดเขียนทีละเส้นอย่างบรรจง ข้าท่อง 'คัมภีร์สตรี' จนจำขึ้นใจตั้งนานแล้ว ยามอยู่กองซักล้างก็แอบท่องอยู่บ่อยครั้งครั้งนั้นคิดเพียงว่า หากวันใดได้ผงาดขึ้นมา ในสมองก็ควรมีวิชาความรู้ติดอยู่บ้างยามนี้ได้นำมาใช้จริงแล้ว กลับรู้สึกว่าน่าขันยิ่งนักขณะที่กำลังคัดถึงรอบที่สาม เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากนอกประตู"ถวายบังคมฝ่าบาท"ข้ามือสั่นทันที น้ำหมึกหยดลงบนเนื้อกระดาษ แผ่ขยายเป็นวงสีดำพร่าเลือนประตูถูกผลักเปิดออก ฮ่องเต้ฉลองพระองค์ชุดลำลองเสด็จเข้ามา ด้านหลังไม่มีขันทีติดตาม เสด็จมาเพียงลำพังพระองค์เดียว"คัดต่อเถิด" เขานั่งลงตรงหน้าข้า หยิบกระดาษที่ข้าเพิ่งคัดเสร็จขึ้นมาตรวจดู "เราจะดูว่าเจ้าแอบอู้บ้างหรือไม่"ข้าตั้งสติ แล้วเขียนต่อไปเขาดูอยู่สองสามแผ่น แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "ตัวอักษรมีความก้าวหน้าแล้ว""ขอบพระทัยที่ทรงตรัสชมเพคะ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7
เขาตะลึงงัน จากนั้นก็เดินเข้ามา ยื่นมือลูบผมของข้าอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งใดแตกสลาย"วันหลังเราจะสอนเจ้าอ่านตำราคัดอักษรเอง" เขาว่า "ไม่ใช่เพราะเจ้า 'กลัวว่าจะไม่คู่ควร' แต่เป็นเพราะเราอยากสอนเอง"ข้าเงยหน้ามองเขา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ฮ่องเต้ หากแต่เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่แสนอ้างว้างคนหนึ่ง"เพคะ" ข้าตอบเขายิ้มแล้ว เป็นรอยยิ้มที่สมจริงกว่าครั้งใด ๆ ที่ผ่านมาในช่วงวันเวลาที่ถูกกักบริเวณ เขามาหาข้าทุกวันไม่เคยขาดบางครั้งมาตอนสาย อยู่เป็นเพื่อนข้าคัดคัมภีร์สองสามหน้า ทั้งยังสอนให้ข้ารู้จักตัวอักษรใหม่ ๆ บางครั้งมาตอนบ่าย นำของว่างที่ทำใหม่มาจานหนึ่ง บอกว่าเป็นของว่างที่ห้องเครื่องเพิ่งคิดค้นขึ้นมา อยากให้ข้าได้ลิ้มลองวันที่สาม เขาตำรารวมกวีมาเล่มหนึ่ง"เราคัดบทที่ดีมาให้สองสามบท เจ้าลองคัดดู ถือโอกาสท่องจำด้วย"ข้ารับตำรานั้นมา เปิดดูสองสามหน้า พบว่าเป็นลายมือที่เขาคัดด้วยตนเอง ตัวอักษรเรียบร้อย ทั้งยังมีอักษรตัวเล็ก ๆ กำกับไว้ด้านข้าง เพื่ออธิบายที่มาของคำและหลักการใช้ขอบตาข้าร้อนผ่าว ได้แต่ก้มหน้ากล่าวขอบคุณเขาโบกมือเบา ๆ ก่อนจะไปนั่งจ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8
"เจ้าไปฝึกมาตั้งแต่เมื่อใดกัน" เขาเบิกตากว้าง "ฝ่าบาททรงสอนให้เพคะ" ข้ากลั้นยิ้ม "เป็นเพราะฝ่าบาททรงสอนอย่างดี"เขาจ้องมองกระดานหมากอยู่เนิ่นนาน แล้วจู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะลั่น เสียงดังลั่นจนได้ยินไปทั่วทั้งตำหนักหย่งเหอ"ช่างดีนักนะ ฮวาผิน เจ้าบังอาจกล้าชนะเราแล้วหรือ!""หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ เป็นเพราะฝ่าบาททรงออมมือให้ต่างหาก""เราไม่ได้ออมมือ" เขาหยุดหัวเราะแล้วจ้องมองข้าอย่างจริงจัง "เจ้าแตกฉานในศาสตร์นี้แล้วจริง ๆ"เขายื่นมือมา ลูบไล้ข้างแก้มของข้าอย่างแผ่วเบา"รอจนเจ้าพ้นกำหนดกักบริเวณเมื่อใด เราจะพาเจ้าไปชมดอกเหมย"วันที่พ้นกำหนดกักบริเวณ คนทั่วทั้งวังหลังต่างค้นพบว่าข้าได้เปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เพราะการแต่งกายหรือเครื่องประดับที่เปลี่ยนไป แต่เป็นสง่าราศีที่แผ่ออกจากร่างกายที่เปลี่ยนไปแล้วยามเข้าเฝ้าถวายบังคม ฮองเฮาทรงทอดพระเนตราเนิ่นนานขึ้น "ฮวาผิน ช่วงนี้ดูผิวพรรณผุดผ่องขึ้นไม่น้อย""ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันถูกกักบริเวณไปหนึ่งเดือน กลับกลายเป็นการบำรุงร่างกายให้ดีขึ้นเพคะ"ลี่ผินที่นั่งอยู่ด้านข้างหัวเราะหึในลำคอ "ถูกกักบริเวณแล้วยังบำรุงร่างกายได้อีกหรือ เพิ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9
เมื่อสามสิ่งนี้รวมเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ก็คือตายคำเดียวเป็นอย่างที่คาดไว้ ข่าวลือสะพัดออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ฮองเฮาก็ทรงส่งคนมา 'เยี่ยมเยียน'"ฮองเฮาทรงมีรับสั่งว่า ฮวาเฟยทรงพระครรภ์นับเป็นเรื่องมลคลของวังหลัง ฮองเฮาจึงประทานโอสถบำรุงครรภ์มาให้หนึ่งถ้วย ขอพระสนมโปรดดื่มยามยังอุ่นเพคะ"ข้าจ้องมองน้ำยาสีดำสนิทในจอกนั้น แล้วยิ้มบาง ๆ"ฝากขอบพระทัยในความเมตตาของฮองเฮาแทนเราด้วยเถิด เราเพิ่งจะดื่มโอสถบำรุงครรภ์ที่หมอหลวงจัดให้ไปเมื่อครู่ ถ้วยนี้ขอเก็บไว้ดื่มในช่วงค่ำ"นางกำนัลผู้นั้นสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นางวางถ้วยโอสถลงแล้วเดินออกไปกระทั่งอีกฝ่ายไปแล้ว ข้าจึงยกจอกโอสถนั้นขึ้นมา แล้วเทราดลงในกระถางต้นไม้วันรุ่งขึ้น ดอกไม้ในกระถางนั้นก็เหี่ยวตายไปข้าจ้องมองดอกไม้ที่เหี่ยวตายอย่างเงียบ ๆ นานมากศึกครั้งนี้...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเพิ่งท้องได้ห้าเดือน ท้องของข้าก็ขยายใหญ่จนเห็นได้ชัดเจนแล้วฮ่องเต้ทรงกลัวว่าข้าจะได้รับอันตราย จึงสั่งวางกำลังอารักขาตำหนักหย่งเหอหนาแน่นราวกับกำแพงเหล็กผู้ใดจะเข้าจะออกต้องตรวจป้ายผ่านทาง สำรับคาวหวานต้องมีคนทดสอบพิษ แม้แต่เครื่องหอมยังต้องผลัด
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 10
"ฝ่าบาท... หม่อมฉัน...เจ็บเหลือเกิน...""หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงมา!"ตอนที่ข้าถูกหามกลับมาถึงตำหนักหย่งเหอ ตรงหว่างขาก็เต็มไปด้วยเลือดแล้วบรรดาหมอหลวงคุกเข่าอยู่เต็มพื้น แต่ละคนหน้าซีดราวกับดิน"ทูลฝ่าบาท ฮวาเฟยทรง...ทรงคลอดยากพ่ะย่ะค่ะ มีคนวางยาเร่งคลอด ทรงครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือน เกรงว่าจะต้องคลอดก่อนกำหนด..."ฝ่าบาทหน้าซีดเผือด แม้แต่มือที่กุมมือข้าไว้ก็ยังสั่นระริก"รักษาชีวิตนางไว้! ต้องรักษาชีวิตนางไว้ให้เรา! ทั้งแม่ทั้งลูกต้องปลอดภัย!"ในระหว่างที่ปวดท้องเป็นพัก ๆ ข้าฝืนลืมตาขึ้นมองเขาขอบตาเขาแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เหมือนดั่งปีนั้นที่ถูกข้าอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่งไม่มีผิด"เยว่อิง เจ้าต้องทนให้ไหวนะ" เขาเสียงสั่น "เจ้าเคยรับปากเราไว้ว่าจะไม่หลอกลวงเรา เจ้าจะกลืนคำพูดตัวเองไม่ได้นะ"ข้าเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ได้แต่ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดบีบมือเขาไว้ภายในห้องคลอด บรรดาหมอหลวงและหมัวมัวทำคลอดต่างวิ่งวุ่นส่วนภายนอกห้องคลอดนั้น ฝ่าบาทยืนเฝ้าอยู่ตลอดทั้งคืนกระทั่งฟ้าใกล้สว่าง เสียงทารกร้องไห้ก็ดังทำลายความเงียบงัน"ยินดีด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท เป็นองค์ชายพะยะค่ะ!"ข้านอนหมด
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status