LOGINแสงไฟสีส้มจากป้ายชื่อบริษัทด้านหน้าอาคารตึกสูงสะท้อนเงาบนพื้นถนนที่เปียกปอน รถยนต์ SUV สีดำเงาขับเข้ามาจอดชะลอชิดฟุตบาทตรงจุดที่ริชายืนกางร่มรออยู่ กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่เธอลืมไม่เคยลง
ริชารีบหุบร่ม แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ ลมแอร์เย็นฉ่ำพร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดประจำตัวของเอิร์ธที่คุ้นเคยพุ่งเข้ามาปะทะจมูกทันที เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาอย่างตั้งใจ สายตามองไล่ตั้งแต่โครงหน้าคม คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไปจนถึงแววตาหมองหม่นที่พยายามซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ใต้รอยยิ้มจางๆ
ริชานั่งเงียบ รอคอยว่าเขาจะเอ่ยปากเล่าเรื่องความทุกข์ใจ หรือระบายความเจ็บปวดจากการทะเลาะกับคนรักออกมาอย่างไรบ้าง
ทว่า... เอิร์ธกลับไม่ได้พูดเรื่องนั้นเลยแม้แต่คำเดียว
เขาลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาระบายยิ้มละมุนให้เธอ แววตาแฝงความอ่อนโยนเหมือนวันวาน "หิวหรือยังริชา... คืนนี้ฝนตกหนักแบบนี้ ไปหาอะไรอุ่นๆ กินกันดีกว่า"
"เอิร์ธ... ไม่เป็นไรใช่ไหม" ริชาถามด้วยความห่วงใย น้ำเสียงเรียบเย็นทว่าอบอุ่นเสมอ
"ไว้ค่อยคุยกันเถอะ ตอนนี้ฉันแค่อยากกินของอร่อยๆ กับเธอว่ะ" เอิร์ธยิ้มบางๆ มือหนาหมุนพวงมาลัยหักรถออกจากฟุตบาท "ไปร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่าหลังโรงเรียนไหม ร้านที่เราชอบไปกินตอน ม.ปลาย ป้ายังขายอยู่นะ... อยู่ดีๆ วันนี้ฉันก็คิดถึงรสชาติต้มยำไข่ยางมะตูมร้านนั้นขึ้นมาว่ะ"
คำว่า 'ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่า' หลุดออกจากปากเขา เพียงแค่นั้น... ล้อรถที่เคลื่อนตัวไปบนถนนยามค่ำคืน ก็เหมือนพาหัวใจของริชาหมุนเวลาร่วมนึกย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง
ย้อนกลับไปในคืนวันศุกร์ยามค่ำคืน สมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
บรรยากาศงานประจำปีของโรงเรียนดนตรีและศิลปะเพิ่งปิดฉากลงอย่างงดงาม เสียงกรี๊ดและเสียงปรบมือยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ บนเวทีใหญ่เมื่อครู่ เอิร์ธในฐานะมือกีตาร์และนักร้องนำ ได้เปล่งประกายเจิดจ้า ร้องเพลงรักหวานซาบซึ้งส่งไปให้ 'ลูกปัด' ดาวโรงเรียนที่ยืนยิ้มอยู่หน้าเวที ท่ามกลางสายตาอิจฉาและยินดีของนักเรียนทั้งโรงเรียน
หลังจากเก็บอุปกรณ์ดนตรีเสร็จเรียบร้อย กลุ่มเพื่อนสนิทชั้น ม.5/2 ทั้งสายรหัส สแกนดนตรี และเพื่อนกลุ่มกินข้าว รวมถึง 'ปลา' เพื่อนสนิทของริชา ก็นัดแนะกันไปหาอะไรกินฉลองความสำเร็จของงานในคืนนั้น ร้านเป้าหมายคือร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำในตรอกแคบหลังโรงเรียน ร้านประจำที่เปิดขายจนดึกดื่น
โต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดของร้านถูกจับจองด้วยกลุ่มเด็กวัยรุ่นเกือบสิบคน เสียงหัวใจและบทสนทนาเฮฮาดังล้งเล้งด้วยความคึกคะนอง แต่เพราะโต๊ะมีขนาดจำกัด ทุกคนจึงต้องนั่งเบียดเสียดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และด้วยความวุ่นวายของการแย่งที่นั่ง... ริชาจึงถูกดันให้เข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวข้างในสุด ติดกับฝ้าผนังไม้ และคนที่นั่งลงข้างเธอแบบแนบชิด ก็คือ เอิร์ธ
"โอ้ยยย เบียดกันเป็นปลากระป๋องเลยว่ะพวกมึง" ปลาร้องโวยวายขณะนั่งลงฝั่งตรงข้าม "เอิร์ธ! มึงเบียดริชาหรือเปล่านั่น เขยิบไปทางขวาหน่อยสิวะ"
"เออๆ ขอโทษทีริชา ที่มันแคบไปหน่อยน่ะ" เอิร์ธหันมาพูดกับเธอ กลิ่นเหงื่ออ่อนๆ ผสมกลิ่นน้ำหอมสปอร์ตประจำตัวของเขาลอยวนอยู่ใกล้แค่ลมหายใจ
"ไม่เป็นไรหรอกเอิร์ธ เรานั่งได้" ริชาตอบเสียงเบา พยายามนั่งห่อไหล่เกร็งตัวให้ชิดผนังที่สุดเพื่อไม่ให้ไหล่ของเธอไปเบียดถูกเขา แต่โต๊ะที่แคบเกินไป ทำให้ทุกครั้งที่เอิร์ธขยับตัว ต้นแขนและไหล่หนาของเขาก็จะสัมผัสกับไหล่บางของเธอเบาๆ เสมอ ทุกลมหายใจเข้าออกของเธอในคืนนั้น เต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนอกซ้ายเต้นระทึกไม่เป็นจังหวะ
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของริชาแทบหยุดเต้น กลับไม่ใช่แค่ความใกล้ชิด... แต่คือ 'ความใส่ใจ' ที่เอิร์ธมอบให้เธอตลอดมื้ออาหารนั้น
เมื่อก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใสร้อนๆ มาเสิร์ฟ มีควันฉุยพวยพุ่งขึ้นมา เอิร์ธไม่ได้ลงมือทานทันที แต่เขากลับหยิบตะเกียบและช้อนสั้นขึ้นมา เช็ดด้วยทิชชูอย่างตั้งใจ แล้วยื่นส่งให้ริชาก่อนเป็นคนแรก
"อ่ะ ริชา ตะเกียบ... ถ้วยนี้ของเธอนะ ต้มยำน้ำใส ไม่ใส่พริก ไม่ใส่กระเทียมเจียว"
ริชาชะงัก ช้อนและตะเกียบในมือที่กำลังจะยื่นไปหยิบเองค้างกลางอากาศ เธอมองหน้าเอิร์ธด้วยความแปลกใจ "เอิร์ธ... จำได้ด้วยเหรอว่าเราไม่กินพริกกับกระเทียมเจียว"
"จำได้สิ" เอิร์ธยิ้มกว้าง รอยยิ้มสดใสที่ทำให้ไฟในร้านดูดรอปลงไปทันตา "เห็นเวลาสั่งข้าวตอนกลางวัน เธอชอบตักกระเทียมเจียวทิ้งตลอด กินต้มยำเผ็ดๆ ก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็ปวดท้องอีก... ฉันเลยกำชับป้าตอนสั่งให้เน้นๆ เลยนะ"
คำพูดธรรมดาที่มาจากความจำอันใส่ใจของเขา มันพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของริชาอย่างจัง ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านซาบซ่านไปทั่วอก เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับ รับช้อนมาจากมือเขาแล้วเอ่ยขอบคุณเบาๆ "ขอบใจนะเอิร์ธ..."
แต่แล้ว... ความอบอุ่นในอกของริชาก็คงอยู่ได้เพียงชั่วครู่เดียว
เมื่อกลุ่มเพื่อนดาวโรงเรียนเดินเข้ามาในร้าน และ 'ลูกปัด' เลือกที่จะนั่งลงตรงโต๊ะข้างๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอี้ยวตัว สายตาและสมาธิทั้งหมดของเอิร์ธก็หลุดลอยไปจากโต๊ะของทันที
"ลูกปัด! นั่งตรงนั้นกินลำบากไหม มาเอาเกี๊ยวกรอบโต๊ะนี้ไปกินสิ" เอิร์ธรีบเอ่ยทักน้ำเสียงสดใสอย่างปิดไม่มิด เขารีบยกจานเกี๊ยวกรอบกลางโต๊ะส่งข้ามไปให้ลูกปัดด้วยตัวเอง
ไม่เพียงแค่นั้น สายตาของเอิร์ธคอยมองตามลูกปัดอยู่ตลอดเวลา พอลูกปัดบ่นว่าเผ็ด เอิร์ธก็รีบหันไปหยิบแก้วน้ำแข็งและหลอดมาส่งให้ถึงมือ คอยเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อยไหม ร้องเพลงบนเวทีเมื่อครู่ชอบหรือเปล่า รอยยิ้มและความใส่ใจที่เขามีให้ลูกปัด มันเต็มไปด้วยความเสน่หาและความรักที่ปิดยังไงก็ไม่มิด
"แหม่ๆๆ ไอ้อินเลิฟ!" ปลาเอ่ยแซวขึ้นมากลางโต๊ะ "คืนนี้ร้องเพลงซึ้งให้สาวฟังบนเวทีไม่พอ มานั่งดูแลทั้งริชาทั้งเขาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวอีกนะมึง"
เพื่อนในโต๊ะต่างพากันหัวเราะเฮฮา เอิร์ธหัวเราะแก้เขิน ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อขณะมองสบตากับลูกปัดที่ยิ้มเขินอยู่โต๊ะข้างๆ ก่อนที่เอิร์ธจะหันกลับมาพูดกับกลุ่มเพื่อนเบาๆ "ก็ต้องดูแลดิคนนี้... ส่วนริชา กูเห็นนั่งข้างกูแล้วกินไม่ค่อยทันใคร กูเลยช่วยหยิบช้อนหยิบน้ำให้เฉยๆ หรอก"
คำว่า 'คนนี้' ที่เขาใช้เรียกสตรีอีกคน กับเหตุผลเรื่อง 'หยิบให้เฉยๆ' ที่เขาใช้พูดถึงเธอ ทำให้อุณหภูมิความอบอุ่นในอกของริชาวูบดับลงอย่างรวดเร็ว
เธอรู้ดี... เอิร์ธเป็นคนดี เขาใส่ใจคนรอบข้างเสมอ ความอบอุ่นที่เขามอบให้เธอเมื่อครู่ ไม่ใช่เพราะเขามีใจพิเศษ แต่เป็นเพียง 'ความมีน้ำใจ' ของเพื่อนสนิท ในขณะที่หัวใจ ดวงตา และความรักทั้งหมดของเขา... ถูกมอบให้ผู้หญิงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ คนนั้นไปหมดแล้ว
การได้รับการดูแลจากคนที่เรารัก... ในขณะที่สายตาของเขากำลังมองและดูแลคนอื่นอย่างลึกซึ้ง มันคือความสุขที่แสนทรมานที่สุดในชีวิตของริชาจริงๆ
ตลอดทั้งวันภายในห้องทำงานแอร์เย็นเฉียบของบริษัทเอกชนแห่งใหญ่ เสียงแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ดังระเบงเซ็งแซ่ไม่ได้เข้าสู่หัวสมองของริชาเลยแม้แต่น้อย หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเอกสารรายงานค้างไว้ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าเดิมมาเกือบสามชั่วโมงริชานั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ สายตามองหยดน้ำฝนที่ยังคงเกาะแพรวพราวบนกระจกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก สมองของเธอว้าวุ่นและสับสนจนไม่อาจตั้งสมาธิกับสิ่งใดได้ในหัวใจของเธอตอนนี้... เหมือนกำลังถูกดึงรั้งด้วยโซ่ล่ามสองเส้นที่พาเธอไปคนละทิศทางใจหนึ่ง... บอกให้เธอยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า ถึงเวลาที่จะต้องจบความสัมพันธ์ ความรู้สึก และการเป็น 'สถานีพักใจ' ให้กับเอิร์ธอย่างจริงจังเสียที ข่าวเรื่องการแต่งงานของเขากับลูกปัดคือเส้นชัยที่เตือนว่าเวลาของเธอหมดลงแล้วอย่างเป็นทางการแต่อีกใจหนึ่ง... ก็กังวลถึงเรื่องของเมษ แฟนหนุ่มคนปัจจุบันที่เธอเพิ่งทิ้งรอยแผลและความแคลงใจไว้ให้เขาเมื่อเช้านี้ เธอรู้ดีว่าเมษเป็นคนดีและมอบควา
บรรยากาศยามเช้าหลังจากที่เอิร์ธเพิ่งก้าวออกจากห้องไปได้ไม่นาน ยังคงทิ้งร่องรอยของไออุ่นและความขมขื่นไว้ในความรู้สึกของริชา เธออยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้ก้าวไปหยิบเครื่องสำอาง เสียงสัญญาณกระดิ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะอ๊อด... อ๊อด...รัวและถี่กระชั้น... บอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกได้อย่างชัดเจนริชาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินตรงไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงของ เมษ — ปรเมษฐ์ ชายหนุ่มในชุดทำงานเนี๊ยบกริบ ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด นัยน์ตาคู่คมเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและความค้างคาใจเมษคือแฟนคนปัจจุบันของริชา เขาเป็นสถาปนิกหนุ่มบุคลิกอบอุ่น สุภาพ และคอยดูแลใส่ใจเธอเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาสองปีที่คบหากันมา แต่ในเช้าวันนี้ ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความระแวง"เมษ... มาได้ยังไงคะ ทำไมไม่โทรบอกก่อน" ริชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ"โทรเหรอครับ?" เมษหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงประชดประชัน เขาชูโทรศัพท์มือถือขึ้นตรงหน้าเธอ "ผมโทรหาริชาตั้งแต่เมื่อคืนเป็นสิบๆ สาย แล้วเมื่อเช้าก็โทรอีก แต่โทรยังไงก็ไม่ติด
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาตกกระทบทีปลายโซฟา เสียงสายฝนด้านนอกซาลงจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำร่วงกราวจากขอบหน้าต่างเอิร์ธค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝัน ความล้าที่เคยหนักอึ้งในหัวเมื่อคืนเบาบางลงไปมาก แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักนิ่ง... คือสัมผัส นุ่มนวลและไออุ่นที่กอดรัดอยู่ข้างกายเขาลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าคือ ริชา ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าหวานยามไร้เครื่องสำอางดูหมดจดและเปราะบาง วงแขนหนาของเขายังคงตระกองกอดร่างบางไว้แนบอกอย่างถือสิทธิ์ โดยที่ศีรษะของเธอซบลงตรงแผงอกของเขาพอดีหัวใจของเอิร์ธกระตุกวูบ... ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล่นผ่านเข้ามาในอก มันเป็นความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวว่าเสียงลมหายใจจะไปปลุกคนที่กำลังหลับสนิท สายตาคมคายจดจ้องมองใบหน้าของริชาในระยะใกล้ ร่องรอยความล้าใต้ตาของเธอทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
บรื้น...เสียงเครื่องยนต์สัญญาณไฟเขียวดังขึ้น ดึงริชากลับมาจากภาพความทรงจำในอดีต รถยนต์ของเอิร์ธเคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าคอนโดมิเนียมหรูของเธอพอดีเสียงเพลงในวิทยุค่อยๆ จบลง พร้อมกับรถที่จอดสนิทตรงลานจอดรถใต้อาคาร เอิร์ธดับเครื่องยนต์ ทิ้งตัวพิงเบาะด้วยท่าทางอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ดวงตาคู่คมปรือลงราวกับไม่อาจประคองสติไว้ได้อีกต่อไป ความเครียดและแอลกอฮอล์ที่สะสมมาตลอดวันผสมกับความเหนื่อยล้าดึงพลังงานของเขาไปจนหมด"เอิร์ธ... ไหวไหม ขับรถกลับบ้านเองไหวหรือเปล่า" ริชาหันไปถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นท่าทางของเขาเอิร์ธค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเธอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มพร่าสั่นและแหบแห้ง "ไม่ไหวว่ะริชา... หัวง่วงจนหมุนไปหมดเลย ขอ... ขอขึ้นไปนั่งพักบนห้องเธอสักแป๊บได้ไหม ขอนอนพักสายตาหน่อย เดี๋ยวดีขึ้นแล้วจะรีบขับรถกลับ"ริชานิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกไหวด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสีหน้าโรยแรงของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ หน้าที่ขอ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเริ่มซาลงเหลือเพียงหยาดน้ำพร่างพรม กระทบกระจกหน้ารถ SUV สีดำที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนยามค่ำคืน หลังจากมื้ออาหารที่กรุ่นไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นจบลง เอิร์ธรับหน้าที่ขับรถมาส่งริชาที่คอนโดมิเนียมของเธอความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และลมแอร์พัดเบาๆ ริชานั่งเหม่อมองไฟถนนสีส้มที่ส่องกระทบละอองน้ำบนกระจกเป็นระยะ ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า 'แต่งงาน' ที่เอิร์ธเพิ่งพูดออกมาจังหวะที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยก เอิร์ธก็ยื่นมือไปเปิดวิทยุเพื่อลายความเงียบ ท่วงทำนองเสียงกีตาร์โปร่งอันคุ้นเคยดังคลอขึ้นมาเบาๆ ผ่านลำโพงคุณภาพดี... มันคือเสียงอินโทรโน้ตเพลงเก่าสไตล์อคูสติกที่เรียบง่าย แต่มีพลังพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของริชาอย่างจังทั้งเอิร์ธและริชาต่างชะงักไปพร้อมกัน"เพลงนี้นี่หว่า..." เอิร์ธพึมพำออกมาเบาๆ เผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก สายตามองตรงไปยังไฟแดงข้างหน้าด้วยความถวิลหาอดีต "จำได้ไหมริชา เพลงนี้แหละ... เพล
กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นปะทะพริกเผาร้อนๆ ลอยอบอวลแข่งกับสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาด้านนอกร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่า บรรยากาศภายในร้านไฟสีเหลืองนวลยังคงอบอุ่นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปในค่ำคืนนี้ คือโต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดไร้ซึ่งเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม ไร้ซึ่งรอยยิ้มหวานสดใสของดาวโรงเรียนที่เคยนั่งอยู่โต๊ะข้างๆตรงนี้... มีเพียง เอิร์ธ ในชุดสูททำงานที่หลุดลุ่ย กับ ริชา ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเหมือนในวันวาน"ก๋วยเตี๋ยวต้มยำได้แล้วจ้า!" เสียงแม่ค้าวัยกลางคนเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับวางชามก๋วยเตี๋ยวสองชามลงบนโต๊ะไม้ชามแรกของเอิร์ธเป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นสีส้มสดจัดจ้านเต็มไปด้วยพริกผัด ส่วนอีกชามที่ถูกดันมาวางตรงหน้าของริชา คือต้มยำน้ำใสสีเหลืองทอง ควันพวยพุ่งขึ้นมาไร้ร่องรอยของพริกป่นแม้แต่เม็ดเดียว และไร้ซึ่งคราบน้ำมันของกระเทียมเจียว"ต้มยำน้ำใส ไม่ใส่พริก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ตามที่สั่งจ้ะพ่อหนุ่ม" แม่ค้ายิ้มให้เอิร์ธก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าเตาริชามมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก สิบปีผ่านไป... จากเด็กหนุ่มมัธยมปลาย สู่ชายหนุ่มวัยทำงานในวัยยี่สิบห







