LOGINกลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นปะทะพริกเผาร้อนๆ ลอยอบอวลแข่งกับสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาด้านนอกร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่า บรรยากาศภายในร้านไฟสีเหลืองนวลยังคงอบอุ่นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปในค่ำคืนนี้ คือโต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดไร้ซึ่งเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม ไร้ซึ่งรอยยิ้มหวานสดใสของดาวโรงเรียนที่เคยนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ
ตรงนี้... มีเพียง เอิร์ธ ในชุดสูททำงานที่หลุดลุ่ย กับ ริชา ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเหมือนในวันวาน
"ก๋วยเตี๋ยวต้มยำได้แล้วจ้า!" เสียงแม่ค้าวัยกลางคนเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับวางชามก๋วยเตี๋ยวสองชามลงบนโต๊ะไม้
ชามแรกของเอิร์ธเป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นสีส้มสดจัดจ้านเต็มไปด้วยพริกผัด ส่วนอีกชามที่ถูกดันมาวางตรงหน้าของริชา คือต้มยำน้ำใสสีเหลืองทอง ควันพวยพุ่งขึ้นมาไร้ร่องรอยของพริกป่นแม้แต่เม็ดเดียว และไร้ซึ่งคราบน้ำมันของกระเทียมเจียว
"ต้มยำน้ำใส ไม่ใส่พริก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ตามที่สั่งจ้ะพ่อหนุ่ม" แม่ค้ายิ้มให้เอิร์ธก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าเตา
ริชามมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก สิบปีผ่านไป... จากเด็กหนุ่มมัธยมปลาย สู่ชายหนุ่มวัยทำงานในวัยยี่สิบห้าปี เขายังคงจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตัวเธอได้แม่นยำเสมอ ไม่เคยต้องเอ่ยปากเตือน และไม่เคยสั่งผิดแม้แต่ครั้งเดียว
มือหนาของเอิร์ธยื่นไปหยิบกล่องใส่ตะเกียบไม้และช้อนสั้นขึ้นมา เขาดึงทิชชูออกมาสองแผ่น เช็ดทำความสะอาดตะเกียบและช้อนอย่างบรรจง ตั้งใจ และพิถีพิถัน... เป็นภาพที่ซ้อนทับกับเด็กหนุ่มในวันวานจนริชาตาพร่ามัว
"อ่ะ... ตะเกียบกับช้อน" เอิร์ธยิ้มบางๆ ยื่นอุปกรณ์ทานอาหารส่งให้เธอถึงมือ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและแฝงความอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์
"ขอบใจนะเอิร์ธ... ยุ่งยากต้องสั่งป้าให้อีกแล้ว" ริชารับช้อนและตะเกียบมา ถือไว้ในมือ แววตาสุกใสมองเสี้ยวหน้าคมคายที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยคล้ำใต้ตาและความเครียดขึงที่ซ่อนไม่มิด
"ยุ่งยากอะไรกัน เรื่องแค่นี้เอง" เอิร์ธถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะตักน้ำซุปในชามของตัวเองขึ้นมา แต่แล้วเขาก็ละมือลง ไม่ยอมตักเข้าปากเสียที
ริชามองภาพนั้นอยู่นาน ความเงียบระหว่างกันที่ถูกปกคลุมด้วยเสียงฝนด้านนอกเริ่มบีบคั้นหัวใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้า เอ่ยถามประโยคที่ค้างคาอยู่ในใจตั้งแต่ตอนที่เขาโทรศัพท์มาหาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นและนุ่มนวล
"เอิร์ธ... เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างเอิร์ธกับลูกปัดเหรอ"
ชายหนุ่มชะงักมือที่ถือช้อนอยู่ รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าจางหายไปในทันตา เอิร์ธเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ ยกมือขึ้นถูใบหน้าตัวเองแรงๆ ราวกับต้องการไล่ความเหนื่อยล้าทั้งหมดออกไป เขาปล่อยลมหายใจยาวเหยียดที่ฟังดูหนักอึ้งออกมาในความเงียบ
"ลูกปัด..." เอิร์ธพึมพำชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงแห้งผาก ก่อนจะหันมามองหน้าริชา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน สับสน และเจ็บปวดอย่างที่สุด "ลูกปัดเขาอยากแต่งงานแล้วว่ะริชา"
ประโยคนั้นดังแว่วเข้าสู่แก้วหูของริชา...
มือเรียวเล็กของเธอที่กำลังถือช้อนสั้น ตักเส้นก๋วยเตี๋ยวต้มยำขึ้นมาเตรียมจะส่งเข้าปาก ถึงกับ ชะงักงันอยู่กลางอากาศ
ช้อนในมือของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย เส้นก๋วยเตี๋ยวร่วงหลุดกลับลงสู่ชามดัง จ๋อม น้ำซุปกระเด็นเป็นวงกว้าง เช่นเดียวกับหัวใจของเธอที่หลุดตกลงสู่เหวลึกในอกซ้าย
"แต่งงาน... เหรอ" ริชาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว แต่หัวใจกลับชาดิกไปทั้งดวง
"อืม... เขาคุยเรื่องนี้กับฉันมาได้สักพักแล้ว" เอิร์ธเล่าต่อด้วยน้ำเสียงโรยแรง สายตามองออกไปนอกร้านที่สายฝนกำลังพัดกระหน่ำ "พ่อแม่ฝ่ายนั้นก็เริ่มกดดัน เขาอยากให้เราหมั้นกันภายในสิ้นปีนี้ แล้วจัดงานแต่งงานปีหน้า... แต่ฉัน... ฉันยังไม่พร้อมเลยว่ะริชา"
"เอิร์ธยังไม่พร้อม... เรื่องอะไรเหรอ" ริชาถามเบาๆ พยายามดึงสติกลับมาทำหน้าที่เป็น 'ที่ปรึกษาแสนดี' ทั้งที่ในอกกำลังแหลกสลาย
"ทุกเรื่องเลย..." เอิร์ธยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเอง "เรื่องงาน เรื่องเงินเก็บ เรื่องอนาคต... ฉันรู้สึกว่าฉันยังดูแลใครขนาดนั้นไม่ได้ ฉันยังอยากสร้างตัว อยากมีอิสระมากกว่านี้ พอฉันบอกให้ขอเวลาอีกสักสองสามปี ลูกปัดเขาก็ร้องไห้โวยวาย หาว่าฉันไม่ได้รักเขาจริง หาว่าฉันกั๊กเวลาเขาไว้... เราเลยทะเลาะกันหนักมาก รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยทะเลาะกันมาเลยว่ะ"
เอิร์ธเอื้อมมือมากุมขมับตัวเองไว้ "ลูกปัดยื่นคำขาด... ถ้าปีนี้ไม่มีข่าวดี เรื่องของเราคงต้องจบลงจริงๆ"
น้ำเสียงของเอิร์ธเต็มไปด้วยความอึดอัดและทรมานใจ เขามองริชาด้วยสายตาของคนที่กำลังหลงทางอย่างหนัก ต้องการใครสักคนคอยฉุดดึงเขาขึ้นมาจากพายุหมุนในหัวใจ
แต่สำหรับริชา... ประโยคเหล่านั้นมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของเพื่อนสนิท
การแต่งงาน...
คำคำนี้คือหมุดหมายสิ้นสุดของความฝันอันยาวนานสิบปี มันคือสัญญาณเตือนภัยที่บอกให้เธอรู้ว่า เวลาของ 'สายลมที่หวังดี' กำลังจะหมดลงอย่างเป็นทางการแล้ว
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา แม้เอิร์ธจะมีลูกปัดอยู่ข้างกาย แม้ทั้งคู่จะรักๆ เลิกๆ ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด แต่ริชาก็ยังคงแอบมีความสุขเล็กๆ กับการได้ยืนอยู่ในตำแหน่ง 'เพื่อนสนิท' ได้เป็นเซฟโซนที่เขาวิ่งกลับมาหาเสมอในวันที่เจ็บปวด เธอเคยแอบคิดเข้าข้างตัวเองในมุมมืดว่า อย่างน้อยในวันที่เขาทะเลาะกัน เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดเขา ได้ซับน้ำตา ได้ทำหน้าที่เป็นสายลมคอยพัดความเย็นฉ่ำให้หัวใจเขาผ่อนคลาย
แต่ถ้าหากเอิร์ธแต่งงาน...
ถ้าเขาแต่งงานกับลูกปัด หรือแม้กระทั่งต้องเลิกรากันแล้วไปแต่งงานกับใครสักคน พื้นที่ปลอดภัยตรงนี้... สถานะ 'เพื่อนสนิท' ที่เคยใกล้ชิดกันได้แบบนี้ จะต้องจบลงทันที ริชาจะไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของชายที่มีเจ้าของอย่างสมบูรณ์แบบได้อีกต่อไป ไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม
ระยะห่างที่จะถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ จะกั้นเธอไว้ให้อยู่ไกลแสนไกล... ไกลจนสายลมก้อนนี้ไม่อาจพัดไปถึงตัวเขาได้อีกเลย
ความใกล้ชิดอันน้อยนิดที่เธอเคยยึดเหนี่ยวไว้ตลอดชีวิตวัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน... กำลังจะนับถอยหลังสู่วันหมดอายุแล้วจริงๆ
"ริชา... เธอว่าฉันเห็นแก่ตัวมากไหมวะ" เอิร์ธเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตารู้สึกผิด "ที่ฉันยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้"
ริชามองสบสายตาของคนที่เธอรักหมดหัวใจ เธอกลืนก้อนความจุกแน่นลงคอ บังคับมือที่สั่นเทาให้วางช้อนลงบนชามก๋วยเตี๋ยวเบาๆ แล้วส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นและนุ่มนวลที่สุดให้เขา... รอยยิ้มเดิมที่เธอใช้ซ่อนน้ำตามาตลอดสิบปี
"เอิร์ธไม่ได้เห็นแก่ตัวหรอก..." ริชาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความขมขื่นไว้ลึกสุดหัวใจ "การแต่งงานมันคือเรื่องใหญ่ของชีวิตคนสองคน ถ้าเอิร์ธยังไม่พร้อม การฝืนแต่งงานไปก็อาจจะยิ่งทำให้ทั้งสองคนเจ็บปวดในอนาคตนะ"
"แล้วฉันควรทำยังไงดีวะริชา... ฉันไม่อยากเสียลูกปัดไป แต่ฉันก็ยังแต่งงานตอนนี้ไม่ได้จริงๆ" เอิร์ธพูดพลางมองหน้าเธออย่างมีความหวัง
ริชายิ้มบางๆ สายตามองต่ำลงที่ชามก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใสตรงหน้า ชามก๋วยเตี๋ยวที่เขาใส่ใจสั่งให้เธออย่างดี แต่ในเวลานี้... รสชาติของมันกลับไม่อาจผ่านลงคอเธอได้อีกแล้ว
"ค่อยๆ คุยกันนะเอิร์ธ..." ริชาเอ่ยเตือนสติเขาด้วยหัวใจที่แหลกสลาย "ลองอธิบายเหตุผลให้ลูกปัดฟังอีกครั้งอย่างใจเย็นๆ ทำให้เขามั่นใจว่าเอิร์ธรักเขา และอยากสร้างอนาคตร่วมกับเขาจริงๆ แค่ขอเวลาเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้... ถ้าเขารักเอิร์ธ เขาจะต้องเข้าใจ"
(และถ้าเขารักเอิร์ธ... เขาก็คงจะได้หัวใจและชีวิตทั้งหมดของเอิร์ธไป โดยที่ฉันทำได้เพียงแค่มองดูภาพความสำเร็จนั้นจากที่ไกลๆ) ริชาคิดในใจอย่างขมขื่น
เอิร์ธฟังคำแนะนำของเธอแล้วนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่สีหน้าตึงเครียดของเขาจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาระบายยิ้มออกมา ยื่นมือหนาข้ามโต๊ะมาจับมือเรียวเล็กของริชาไว้แน่นด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบใจมากนะริชา... ขอบใจจริงๆ อย่างที่คิดไว้เลย พอได้มาคุยกับเธอแล้ว ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยว่ะ" เอิร์ธสบตาเธอด้วยความจริงใจ "เธอเนี่ย... เป็นที่พักพิงและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตฉันจริงๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เธอก็ยังคงอยู่ตรงนี้เสมอ"
'เพื่อนที่ดีที่สุด...'
คำคำเดิมที่เคยกรีดลงบนหัวใจของเธอเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้มันยังคงถูกกรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิมอย่างแม่นยำ
ริชารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาที่กุมมือเธอไว้ แต่มันกลับเป็นความอบอุ่นที่ทำให้หัวใจของเธอหนาวสั่นที่สุด ริชาทำเพียงแค่ยิ้มตอบ พยักหน้ารับเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก
สายฝนด้านนอกยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับสายลมที่หวังดีในอกของเด็กสาว... ที่กำลังเตรียมตัวโบกบมือลาจากไปในมุมมืด เมื่อส่งเขาถึงฝั่งฝันอย่างสมบูรณ์แบบในวันข้างหน้า
ตลอดทั้งวันภายในห้องทำงานแอร์เย็นเฉียบของบริษัทเอกชนแห่งใหญ่ เสียงแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ดังระเบงเซ็งแซ่ไม่ได้เข้าสู่หัวสมองของริชาเลยแม้แต่น้อย หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเอกสารรายงานค้างไว้ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าเดิมมาเกือบสามชั่วโมงริชานั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ สายตามองหยดน้ำฝนที่ยังคงเกาะแพรวพราวบนกระจกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก สมองของเธอว้าวุ่นและสับสนจนไม่อาจตั้งสมาธิกับสิ่งใดได้ในหัวใจของเธอตอนนี้... เหมือนกำลังถูกดึงรั้งด้วยโซ่ล่ามสองเส้นที่พาเธอไปคนละทิศทางใจหนึ่ง... บอกให้เธอยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า ถึงเวลาที่จะต้องจบความสัมพันธ์ ความรู้สึก และการเป็น 'สถานีพักใจ' ให้กับเอิร์ธอย่างจริงจังเสียที ข่าวเรื่องการแต่งงานของเขากับลูกปัดคือเส้นชัยที่เตือนว่าเวลาของเธอหมดลงแล้วอย่างเป็นทางการแต่อีกใจหนึ่ง... ก็กังวลถึงเรื่องของเมษ แฟนหนุ่มคนปัจจุบันที่เธอเพิ่งทิ้งรอยแผลและความแคลงใจไว้ให้เขาเมื่อเช้านี้ เธอรู้ดีว่าเมษเป็นคนดีและมอบควา
บรรยากาศยามเช้าหลังจากที่เอิร์ธเพิ่งก้าวออกจากห้องไปได้ไม่นาน ยังคงทิ้งร่องรอยของไออุ่นและความขมขื่นไว้ในความรู้สึกของริชา เธออยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้ก้าวไปหยิบเครื่องสำอาง เสียงสัญญาณกระดิ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะอ๊อด... อ๊อด...รัวและถี่กระชั้น... บอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกได้อย่างชัดเจนริชาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินตรงไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงของ เมษ — ปรเมษฐ์ ชายหนุ่มในชุดทำงานเนี๊ยบกริบ ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด นัยน์ตาคู่คมเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและความค้างคาใจเมษคือแฟนคนปัจจุบันของริชา เขาเป็นสถาปนิกหนุ่มบุคลิกอบอุ่น สุภาพ และคอยดูแลใส่ใจเธอเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาสองปีที่คบหากันมา แต่ในเช้าวันนี้ ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความระแวง"เมษ... มาได้ยังไงคะ ทำไมไม่โทรบอกก่อน" ริชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ"โทรเหรอครับ?" เมษหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงประชดประชัน เขาชูโทรศัพท์มือถือขึ้นตรงหน้าเธอ "ผมโทรหาริชาตั้งแต่เมื่อคืนเป็นสิบๆ สาย แล้วเมื่อเช้าก็โทรอีก แต่โทรยังไงก็ไม่ติด
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาตกกระทบทีปลายโซฟา เสียงสายฝนด้านนอกซาลงจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำร่วงกราวจากขอบหน้าต่างเอิร์ธค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝัน ความล้าที่เคยหนักอึ้งในหัวเมื่อคืนเบาบางลงไปมาก แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักนิ่ง... คือสัมผัส นุ่มนวลและไออุ่นที่กอดรัดอยู่ข้างกายเขาลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าคือ ริชา ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าหวานยามไร้เครื่องสำอางดูหมดจดและเปราะบาง วงแขนหนาของเขายังคงตระกองกอดร่างบางไว้แนบอกอย่างถือสิทธิ์ โดยที่ศีรษะของเธอซบลงตรงแผงอกของเขาพอดีหัวใจของเอิร์ธกระตุกวูบ... ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล่นผ่านเข้ามาในอก มันเป็นความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวว่าเสียงลมหายใจจะไปปลุกคนที่กำลังหลับสนิท สายตาคมคายจดจ้องมองใบหน้าของริชาในระยะใกล้ ร่องรอยความล้าใต้ตาของเธอทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
บรื้น...เสียงเครื่องยนต์สัญญาณไฟเขียวดังขึ้น ดึงริชากลับมาจากภาพความทรงจำในอดีต รถยนต์ของเอิร์ธเคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าคอนโดมิเนียมหรูของเธอพอดีเสียงเพลงในวิทยุค่อยๆ จบลง พร้อมกับรถที่จอดสนิทตรงลานจอดรถใต้อาคาร เอิร์ธดับเครื่องยนต์ ทิ้งตัวพิงเบาะด้วยท่าทางอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ดวงตาคู่คมปรือลงราวกับไม่อาจประคองสติไว้ได้อีกต่อไป ความเครียดและแอลกอฮอล์ที่สะสมมาตลอดวันผสมกับความเหนื่อยล้าดึงพลังงานของเขาไปจนหมด"เอิร์ธ... ไหวไหม ขับรถกลับบ้านเองไหวหรือเปล่า" ริชาหันไปถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นท่าทางของเขาเอิร์ธค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเธอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มพร่าสั่นและแหบแห้ง "ไม่ไหวว่ะริชา... หัวง่วงจนหมุนไปหมดเลย ขอ... ขอขึ้นไปนั่งพักบนห้องเธอสักแป๊บได้ไหม ขอนอนพักสายตาหน่อย เดี๋ยวดีขึ้นแล้วจะรีบขับรถกลับ"ริชานิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกไหวด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสีหน้าโรยแรงของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ หน้าที่ขอ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเริ่มซาลงเหลือเพียงหยาดน้ำพร่างพรม กระทบกระจกหน้ารถ SUV สีดำที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนยามค่ำคืน หลังจากมื้ออาหารที่กรุ่นไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นจบลง เอิร์ธรับหน้าที่ขับรถมาส่งริชาที่คอนโดมิเนียมของเธอความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และลมแอร์พัดเบาๆ ริชานั่งเหม่อมองไฟถนนสีส้มที่ส่องกระทบละอองน้ำบนกระจกเป็นระยะ ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า 'แต่งงาน' ที่เอิร์ธเพิ่งพูดออกมาจังหวะที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยก เอิร์ธก็ยื่นมือไปเปิดวิทยุเพื่อลายความเงียบ ท่วงทำนองเสียงกีตาร์โปร่งอันคุ้นเคยดังคลอขึ้นมาเบาๆ ผ่านลำโพงคุณภาพดี... มันคือเสียงอินโทรโน้ตเพลงเก่าสไตล์อคูสติกที่เรียบง่าย แต่มีพลังพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของริชาอย่างจังทั้งเอิร์ธและริชาต่างชะงักไปพร้อมกัน"เพลงนี้นี่หว่า..." เอิร์ธพึมพำออกมาเบาๆ เผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก สายตามองตรงไปยังไฟแดงข้างหน้าด้วยความถวิลหาอดีต "จำได้ไหมริชา เพลงนี้แหละ... เพล
กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นปะทะพริกเผาร้อนๆ ลอยอบอวลแข่งกับสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาด้านนอกร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่า บรรยากาศภายในร้านไฟสีเหลืองนวลยังคงอบอุ่นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปในค่ำคืนนี้ คือโต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดไร้ซึ่งเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม ไร้ซึ่งรอยยิ้มหวานสดใสของดาวโรงเรียนที่เคยนั่งอยู่โต๊ะข้างๆตรงนี้... มีเพียง เอิร์ธ ในชุดสูททำงานที่หลุดลุ่ย กับ ริชา ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเหมือนในวันวาน"ก๋วยเตี๋ยวต้มยำได้แล้วจ้า!" เสียงแม่ค้าวัยกลางคนเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับวางชามก๋วยเตี๋ยวสองชามลงบนโต๊ะไม้ชามแรกของเอิร์ธเป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นสีส้มสดจัดจ้านเต็มไปด้วยพริกผัด ส่วนอีกชามที่ถูกดันมาวางตรงหน้าของริชา คือต้มยำน้ำใสสีเหลืองทอง ควันพวยพุ่งขึ้นมาไร้ร่องรอยของพริกป่นแม้แต่เม็ดเดียว และไร้ซึ่งคราบน้ำมันของกระเทียมเจียว"ต้มยำน้ำใส ไม่ใส่พริก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ตามที่สั่งจ้ะพ่อหนุ่ม" แม่ค้ายิ้มให้เอิร์ธก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าเตาริชามมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก สิบปีผ่านไป... จากเด็กหนุ่มมัธยมปลาย สู่ชายหนุ่มวัยทำงานในวัยยี่สิบห







