LOGINแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันพลันบังเกิด
เมื่อน้องสาวของนางนามว่าลี่จูบุตรสาวของเจียวลู่ได้เจอกับเจิ้งเหวินหลางในวันที่หนิงเหมยพาเขาเข้าบ้าน หลังจากนั้นเจิ้งเหวินหลางก็เริ่มเปลี่ยนไป
เจิ้งเหวินหลางที่เคยมีเวลาให้หนิงเหมยเริ่มไม่มีเวลาให้ จากที่เคยมีจดหมายฝากมาให้กลับเริ่มไม่มีเหมือนเคย จากที่เคยนัดเจอกันเที่ยวที่ตลาดกลับชอบที่จะมาบ้านของหนิงเหมย
เดิมทีหญิงสาวคิดว่าเจิ้งเหวินหลางสมกับเป็นชายที่เปิดเผย เมื่อได้เปิดตัวกับบิดาของนางแล้วจึงชอบมาหากันที่บ้าน
แต่เปล่าเลย เวลาที่เจิ้งเหวินหลางนั่งคุยอยู่กับเหนิงเหมยก็มักจะมีลี่จูร่วมนั่งคุยอยู่ด้วยเสมอ พวกเรานั่งคุยกันสามคนด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อกันการถูกครหาระหว่างหนิงเหมยกับเจิ้งเหวินหลางที่เป็นเพียงคนรักหาใช่คู่สามีภรรยาที่ผ่านพิธีแต่งงานร่วมผูกผม
แต่หนิงเหมยมิใช่คนโง่
สายตาที่ลี่จูมองเจิ้งเหวินหลางไยนางจักไม่เข้าใจ
สายตาที่เปลี่ยนไปของเจิ้งเหวินหลางไยนางจักไม่เห็น
บุรุษก็เท่านี้
ไม่ว่าจะเป็นบิดาของนางหรือกับเจิ้งเหวินหลาง
ทุกคนเหมือนกันหมด!
รักหรือ? หึ!
และแล้วหนิงเหมยจึงได้เข้าใจในเรื่องราวความรักของมารดากับบิดาของนาง
ที่บอกว่าต้นเหตุเกิดจากหนิงเหมยนั้นจริงๆ แล้วมิใช่เลย
เพราะมารดาของนางเปลี่ยนไปจากเดิมหรือ? นิสัยโหดร้ายมากหรือ? อารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผลของมารดาและความเป็นชายที่หยิ่งทระนงตนของบิดาจึงทำให้ทุกชีวาต้องมาอยู่ยังจุดนี้มีสภาพเยี่ยงนี้หรือ?
ไม่ว่ามารดาของนางจักรักบิดามากมายปานใดย่อมไม่สำคัญ ไม่ว่ามารดาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ย่อมไม่สำคัญ
ไม่ว่ามารดาของนางจะตั้งครรภ์นางหรือไม่มันไม่สำคัญ
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือบิดาของนางต่างหากที่เปลี่ยนไป
ทุกอย่างล้วนเกิดจากใจชายทั้งสิ้น!
บิดาของนางรักมารดาของนางหรือ? หากรักแล้วเหตุใดยังยอมให้เจียวลู่แทรกเข้ามา การช่วยเหลือกันย่อมมิใช่ต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการรับเป็นเมียเพื่อย่ำยีสตรีอีกคน
เจิ้งเหวินหลางบอกว่ารักนางจะแต่งงานกับนางหรือ? หากรักนางจริงแล้วที่นั่งคุยกันสามคนในศาลาคืออันใด?
“พี่ใหญ่จะต้องไปถือศีลที่วัดในวันรุ่งแล้ว ข้าเป็นห่วงพี่ใหญ่เหลือเกินเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานใสของลี่จูเอ่ยขึ้นไปทางเจิ้งเหวินหลางที่นั่งอยู่ทางอีกฝากหนึ่งของโต๊ะกลมในศาลา ทั้งๆ รูปประโยคของลี่จูคุยเรื่องของหนิงเหมยแต่ลี่จูกลับมองแต่เจิ้งเหวินหลาง!
“เจ้าจะเดินทางไปพรุ่งนี้แล้วหรือเหมยเอ๋อร์ ไยถึงรวดเร็วนักเล่า” เจิ้งเหวินหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มคล้ายไม่ยินดีที่หนิงเหมยจะต้องเดินทางไกล
“สามเดือนเชียวนะเจ้าค่ะ พี่เหวินหลาง” ลี่จูยังคงเอ่ยไปทางเจิ้งเหวินหลางทั้งๆ ที่หัวข้อเกี่ยวกับเหนิงเหมย
“สามเดือนเชียวรึ?” เจิ้งเหวินหลางมีสีหน้าตกใจสายตาจับจ้องอยู่ที่วงหน้าเรียวสวยของลี่จู
“เจ้าค่ะ สามเดือน” ลี่จูพยักหน้ากะพริบตาอย่างน่ารัก “นานทีเดียวเชียว พี่เหวินหลางคงเหงาแย่”
เจิ้งเหวินหลางคลี่ยิ้มอบอุ่นพูดจาอ่อนโยน “แน่นอนว่าข้าย่อมเหงา ข้าคงคิดถึงเหมยเอ๋อร์ทุกวัน” เขาปรายสายตาลึกล้ำมองมาทางหนิงเหมยเพื่อสื่อความนัยตามที่พูดก่อนจะหันไปยิ้มกับลี่จูแล้วเอ่ย “ข้าคงมิได้มาเจอกับเหมยเอ๋อร์ถึงสามเดือนเชียว”
ลี่จูกะพริบตาปริบๆ ทำตากลมโตยิ่งน่ามองยามสบตอบ
หนิงเหมยเพียงแต่นั่งเงียบรับฟังหัวข้อสนทนาของตนเองผ่านริมฝีปากของคนรักกับน้องสาวต่างมารดาด้วยกริยาสงบไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ สายตาเย็นชาบนใบหน้าเรียบเฉยมองไปยังงิ้วตรงหน้าที่แสดงโดยชายหญิงทั้งสอง
นี่มิใช่ครั้งแรกที่ชายหญิงตรงหน้าร่วมกันเล่นงิ้วกับนาง
ลับหลังนางพวกเขาเคยนัดเจอกันไยนางจะไม่รู้ ความหมายที่พวกเขาพูดออกมาไยนางจะไม่เข้าใจ
เหตุการณ์ขโมยปิ่นทองคำและไข่มุกเม็ดงามไปขายทอดตลาดจนแม่นมซือเสียนถูกโบยจนตายและนางต้องโทษทัณฑ์ให้ไปถือศีลยังวัดวัดฉือหนิงอันห่างไกลไยนางจะไม่ประจักษ์
การที่นางหายไปสามเดือนเป็นการเปิดโอกาสในหญิงโฉดชายชั่วตรงหน้าได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีนางคอยเป็นก้างขวางคอ!
ลี่จูต้องการให้เจิ้งเหวินหลางอยู่ห่างจากนางจึงเอาปิ่นทองคำและไข่มุกของเจียวลู่ที่รักหนักหนามาซ่อนในเรือนของนางและเนื่องจากเจียวลู่ได้รับของขวัญชิ้นนี้จากบิดาของนางในวันคล้ายวันเกิดที่ผ่านมาเมื่อไม่นานจึงยังชมชอบอยู่มากแรงโทสะจึงมีมากตามไปด้วย
แม่นมซือเสียนที่อายุมากแล้วทั้งยังมีโรคประจำตัวจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่แน่จึงอาสาออกตัวรับโทษทัณฑ์เพื่อหมายปลิดชีพตนให้พ้นความทรมานจากโรครุมเร้าโดยการบอกกล่าวว่าตนเป็นคนขโมยเพื่อนำเงินมาซื้อหายา
หากแต่การตายของแม่นมยังนับว่าสูญเปล่าเพราะหนิงเหมย กลับถูกข้อกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจกับบ่าวประจำตัว
หนิงเหมยหลับตาลงซ่อนแววตาร้าวลึกกักเก็บเอาไว้ใต้เปลือกตาร้อนผ่าวมิให้ใครได้เห็นซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวใดๆ
นางไม่คิดจะแก้ตัวเรื่องขโมยปิ่นและไข่มุก นางไม่คิดจะปฏิเสธการเดินทางไปวัดอันห่างไกล นางไม่คิดจะอยู่กับใครที่ไม่รักนางจริง
สามเดือนหรือยังน้อยไปด้วยซ้ำ!
หนิงเหมยลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะมองไปยังลี่จูและเจิ้งเหวินหลางด้วยสายตาว่างเปล่า นางคลี่ยิ้มบางเบาออกมาให้ได้เห็นไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ยากแก่การคาดเดาถึงแก่นแท้แห่งห้วงความคิดที่คล้ายมีหลุมดำสนิทในดวงตา
สตรีบอบบางและอ่อนแอเช่นนางทำได้เท่านี้ แค่นี้เท่านั้น!
หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกนอกศาลาไปอย่างเงียบงันปล่อยทิ้งเอาไว้ให้สองชายหญิงได้นั่งเล่นงิ้วกันต่อไปไร้ใครนั่งดู นางเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องนั่งชมภาพสะเทือนอารมณ์ตรงหน้า
พอกันที!
เมื่อประตูถูกเปิดออก สองชายหญิงที่ส่งเสียงชวนวาบหวามเมื่อครู่พลันผงะหยุดกิจกรรมเคาะจังหวะในบัดดล หากแต่สองคนผู้มาใหม่ยิ่งผงะตกตะลึงมากกว่า“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด” หยวนคังถามออกไป ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าแดงก่ำชายผู้เปลื้องผ้าท่อนบนเผยแผงอกตึงแน่นกล้ามเป็นมัดๆ ตอบคำอย่างลนลาน “เรียนท่านราชองครักษ์ ข้าน้อยกำลังตำข้าวขอรับ” เขาทำอุปกรณ์อันทรงพลังสำหรับตำข้าวด้วยตัวเองเพื่อโอ้อวดสาวงามหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันรีบตอบบ้าง “พวกเราขออภัยที่แอบมาตำข้าวเพื่อต้มโจ๊กเจ้าค่ะ” นางผิดเองที่นึกอยากกินโจ๊กกลางดึก“...!?”หนี่ม่านตามหลังหยวนคังเข้ามาแอบมองอย่างใคร่รู้ แต่แล้วกลับต้องผิดหวัง เฮ้อ! นึกว่าจะได้เห็นของดีพร้อมพี่คังเสียแล้ว...ตำหนักเฉิงกงแห่งวังหยางอ๋อง ภายในห้องส่วนตัวของหยางเหอจิน ที่มิได้ยินเสียงอาบน้ำในอ่างไม้อีกต่อไป เนื่องจากใครบางคนกำลังมีใบหน้างอง้ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น ดวงตากลมโตถลึงจ้องมองพี่ชายคนงามบอกว่าจะอาบน้ำด้วยกัน แต่อยู่คนล่ะอ่างโดยมีฉากกั้นแบบนี้ คืออันใด?ซูเจินออกจากอ่างไม้ของตนแล้วสวมชุดคลุมแนบเนื้อเอาไว้ลวกๆ ก่อนจะสะบัดมือทำลายฉากกั้นทิ้งเสียหยางเหอจินที่นั่ง
พวกทหารและราชองครักษ์หลายคนแอบมองหนี่ม่านอยู่นานแล้ว พวกเขาล้วนจ้องจะเข้ามาทำความรู้จักกับนางตั้งแต่ช่วงงานในพิธีอันเป็นมหามงคลขององค์รัชทายาท หากแต่ยังหาโอกาสมิได้ก็เท่านั้นทว่าพวกเขาก็แอบสืบกันมาแล้ว ว่าสาวน้อยงดงามนางนี้มีนามว่ากระไร กระทั่งใส่ใจว่านางเป็นใครในวังบูรพา นางเป็นถึงคนสนิทของพระชายาในรัชทายาท เช่นนั้นแล้วนางยิ่งไม่ธรรมดา พวกเขาจึงต้องเจียมตัวเอาไว้ให้มาก ยิ่งได้เห็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ ยิ่งต้องพากันหลบมุมเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีหากต้องการเกี้ยวคนงามนางนี้ให้ได้ดังใจ พวกเขาล้วนต้องทำให้ได้ กลเม็ดของบุรุษเพื่อมัดใจสตรีมีเท่าไหร่ พวกเขาจะงัดมาใช้ให้หมด ไม่ให้เสียชาติเกิด... บุรุษร่างใหญ่ วิสัยทัศน์กว้างไกล สายตาดุจเหยี่ยวยามล่าเหยื่อ มีหรือจะไม่รับรู้ หยวนคังจับกระแสความคิดผ่านสายตาของพวกพ้องได้ ว่าพวกนั้นกำลังคิดการณ์ใด เขาจึงโอบแขนล้อมรอบร่างเล็กเอาไว้มั่น ทำนางให้หายไปในแผงอกเขา เพียงชั่วอึดใจ เงาร่างสูงใหญ่จึงกลืนเงาร่างเล็กบาง หายไปทางโรงครัวศึกนี้นับได้ว่าหนักหนายิ่งนัก หยวนคังจักต้องเตรียมพร้อมรับศึกหนัก เพื่อคนในอ้อมแขนจะได้เติบโตเ
สาวน้อยยังคงแหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาซื่อใส เขาจึงถอนหายใจบางเบาแล้วเอ่ยคำ “เด็กน้อย คืนนี้เป็นคืนเข้าหอที่มีค่าดั่งทองพันชั่ง ต่อให้เจ้ายืนรอตรงขอบประตู พระองค์ทั้งสองก็ยังไม่ออกมาเรียกใช้เจ้าง่ายๆ หรอก” หากเป็นเขาก็จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน นางอย่าได้ฝันเลย ว่าเขาจะปล่อยนางลุกออกมาจากเตียงหยวนคังเริ่มคิดการณ์ไกลกับแน่งน้อยที่เขาปักปิ่นจับจอง และจูบประทับตรา ก่อนที่นางจะอายุสิบห้าในอีกไม่นาน“ไปเถิด ข้าหิวจะแย่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำคล้ายรำคาญแต่กลับซ่อนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เขาอยากอยู่กับนางสองต่อสองหนี่ม่านได้ยินว่าเขาหิวจะแย่จึงรีบลุกขึ้นทันทีชายหนุ่มลอบยกยิ้มมุมปากแวบหนึ่งก่อนหมุนกายเดินนำหน้าไปอย่างใจเย็นสาวน้อยจึงเดินตามแผ่นหลังตั้งสง่าของเขาไปคล้ายต้องมนต์ นางบอกตามตรงว่าแผ่นหลังกว้างใหญ่เนินไหล่ลาดชันของชายตรงหน้านับได้ว่าถูกใจ นางรู้สึกปลอดภัยหากอยู่ที่แผ่นหลังนี้เขาหนี่ม่านรู้สึกถึงกระแสประหลาดอุ่นวาบไปทั่วใจ ยามมองพี่คังของนาง แม้จะแค่เพียงเห็นเขาจากด้านหลังก็ตามทีทางเดินทอดยาวภายในอาณาเขตของตำหนักฉางชุนกงของวังบูรพา หนี่ม่านเดินตามแผ่นหลังที่ชื่นชอบอยู่เงียบๆ นางอยากเอื้อม
แน่นอนว่าสาวใช้คนงามไม่เคยชินกับสิ่งต่างๆ ของวังหลวงสักเท่าไหร่ ทั้งกฎระเบียบทั้งอาณาเขตกว้างขวาง สิ่งของเครื่องเรือนหรูหรามากมาย อะไรอยู่ที่ใด ต้องทำอย่างไร จะไม่ใส่ใจก็คงมิได้ ทั้งๆ ที่ไม่คิดจะสนใจก็เถอะ รวมถึงท่วงท่าเคร่งขรึมคล้ายไร้ชีวิตของนางกำนัลทั้งหลายนั่นด้วยและอีกครั้งที่สาวน้อยต้องครุ่นคิดหนักหน่วง ยิ่งได้เห็นสายตาของบ่าวรับใช้พวกนั้นมองนางด้วยสายตาคล้ายแค้นเคืองกัน นางกำนัลพวกนั้นมองหยวนคังสลับกับมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด นั่นยิ่งทำให้นางต้องคิดมากจนใบหน้าเรียวเล็กยับย่นไปหมดนางพาคุณหนูกลับบ้านตอนนี้ยังทันไหม?เพราะว่าอย่างน้อยปัญหาคาใจทุกอย่างที่บ้านหลิ่งก็ได้รับการคลี่คลายแล้ว ยามนี้นายท่านหลิ่งก็ทั้งรักและถนอมคุณหนูยิ่งกว่าชีวิตของท่านเสียอีกและที่สำคัญ ฮูหยินรองจอมเสแสร้ง กับคุณหนูรองจอมวายร้าย ก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าบ้านหลิ่งได้อีกแล้วเฮ้อ! แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!“เจ้าเป็นอะไร?” เสียงทุ้มต่ำของคนข้างกายเอ่ยถามทันทีที่สังเกตเห็นคนงามทำหน้าย่นอีกแล้วเขาเพียงปักปิ่นให้เมื่อครู่จะแก่เลยมิได้นะ ม่านเอ๋อร์...“อืม...” หนี่ม่านขมวดคิ้วนึกลังเลที่บอกกล่าว เพราะเ
“อาเซียน” นางเรียกนามเขาได้แค่นั้น นางเอ่ยคำใดไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะทุกจังหวะที่ถาโถม ทำนางทำได้เพียงส่งเสียงไม่เป็นภาษา หัวใจของนางพองโตคับอกไปหมด “อา...”เฟยหลงเซียนยิ่งควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงแว่วหวานเรียกขานกันตามจังหวะหฤหรรษ์ที่เขามอบให้ เสียงของนางช่างเย้ายวนรัญจวนใจยามพูดคุยกันปกตินับว่าดึงดูดเขามากแล้ว ยามนี้ยิ่งดูดกลืนเขามากขึ้นไปอีก นางสามารถดูดกลืนเขาจนเข้าไปในร่างนางจนแนบสนิทเลยทีเดียว“อือ...อาเซียน” เส้นเสียงสั่นเทาคล้ายสะอื้นไห้ ฟังดูน่าสงสารนัก นางหลับตากลั้นหายใจ รับรู้ทุกสัมผัสจากจังหวะเนิบช้าที่ค่อยๆ กลายเป็นเร่งเร้า และร้อนแรงในที่สุด ให้ความรู้สึกเร่าร้อนท่วมท้นอยู่ในโพรงอก“อาเซียน...” นางเจ็บมาก เป็นความเจ็บที่ทรมานไปถึงหัวใจ “ได้โปรด...ข้าไม่ไหวแล้ว...”“เหมยเอ๋อร์” เสียงต่ำสั่นพร่าเรียกขานนางหมายปลอบประโลม หากแต่จังหวะกระชากใจไม่อาจหยุดได้แม้จังหวะเดียว“อีกนิด...ไม่นาน” แม้ชายหนุ่มจะบอกอย่างนั้น หากแต่กำลังวังชาของเขากลับไม่ธรรมดา หลายลีลาหลากกระบวนท่าเริ่มมีมาอย่างไม่อาจห้ามใจการขับเคลื่อนกายแกร่งบนกายงามยังคงดำเนินต่อไปความรู้สึกเกินบรรยายยั
เฟยหลงเซียนถอนริมฝีปากจากยอดถันสีชมพูที่มีรสชาติหวานละมุนลิ้น เคลื่อนใบหน้าขึ้นมาตามเรียวนิ้วของนางที่พยายามจับประคองสันกราม นางกำลังต้องการมากกว่าที่เขากำลังกระทำอยู่ ส่วนนั้นของนางบอกให้เขาได้รับรู้ ดวงตาของนางก็เช่นกัน ความหยาดเยิ้มฉ่ำน้ำในแววตานางบอกเขาได้ดีชายหนุ่มก้มหน้าจูบนางอย่างดูดดื่มลึกล้ำมากกว่าเดิม หญิงสาวก็ตอบรับการดูดกลืนอย่างดูดดื่มมากกว่าเดิมเช่นกันครานี้สัมผัสลึกล้ำมิได้มีแค่เพียงริมฝีปาก หากแต่ปลายลิ้นร้อนชื้นของชายเหนือร่างลากไล้อย่างดุดันไปตามส่วนต่างๆ ของเนื้อนวลนาง เนิ่นนานจนเรียกเสียงครวญครางแว่วหวานออกจากกลีบปากแดงนุ่มทุกความร้อนรุ่มที่ลากผ่าน ล้วนสร้างความวาบหวามหวานล้ำเหนือคำบรรยาย หากจะบอกว่าใครที่อยากตาย คงต้องรอให้ผ่านค่ำคืนเช่นนี้ไปก่อน มิเช่นนั้นคงได้เสียชาติเกิดเป็นแน่แท้หนิงเหมยกำลังยอมรับว่าคิดการณ์ได้อย่างนี้ และก่อนที่ทุกอย่างจะร้อนเร่ามากกว่านั้น พลันมีสิ่งที่ร้อนกว่าเข้าแทรกกลางหนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่ จนเฟยหลงเซียนต้องหยุดทุกสัมผัสเอาไว้ทั้งจุมพิตทั้งแก่นกลางกายหญิงสาวเบิกตากว้าง รู้สึกเจ็บแปลบฉับพลัน ใบหน้าแดงระเรื่อถึงกับแดงก่ำคล้าย
เนื่องจากสองพี่น้องสกุลหลวนยึดถือเจินเจินน้อยเป็นผู้มีพระคุณ ทั้งยังได้เห็นนางมีฝีมือร้ายกาจให้ประจักษ์เมื่อครั้งก่อนหน้า ว่าจะสามารถปกป้องพวกเขาได้ เป้าหมายในการยึดเหนี่ยวเพื่อซ่อนเร้นตัวตนของพวกเขา ย่อมไม่อาจเป็นอื่นหยางเหอจินย่อมรู้แจ้งในทุกเรื่องราว เขาจึงเลือกที่จะใช้ตนเองเป็นเป้าให้ศัตรูปราก
เมื่อนางเห็นเฟยหลงเซียนเดินมา นางจึงรีบเดินเข้าไปทางร่างสูงสง่าของเขาในทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ห้องพักของนางในระยะสายตามองเห็นหลายจั้ง ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดินด้วยกิริยาเคารพต่อบุรุษสูงศักดิ์ที่เป็นถึงองค์รัชทายาท“สำเร็จหรือไม่เพคะ ฝ่าบาททรงยอมยกเลิกคำสั่งสมรสระหว่างเราหรือไม่?” เสียงแว่วหวานแต่
มุมเฉลียงของทางเดิน...ในขณะที่หนิงเหมยกำลังช่วยยกอาหารมานั้น บังเอิญชนเข้ากับนางกำนัลคนหนึ่งจนจานอาหารตกกระแทกพื้นเสียงดังนางกำนัลนางนั้นหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธกรุ่น “เดินอย่างไร ไม่มีตารึ?”“ข้าขอโทษ” หนิงเหมยรีบกล่าวเสียงนุ่ม “ท่านเจ็บที่ใดหรือไม่?”แต่ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลของหนิงเหมยมิได้ช่วยอ
ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายเข้ามาในรถม้า ส่งผลให้ดวงตาสวยหวานเริ่มหรี่ปรือหนิงเหมยค่อยๆ ตื่นขึ้นมาและกะพริบตาเบาๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุน อึดใจหนี่ม่านจึงยื่นหน้าเข้ามาหานางพร้อมวางอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้า“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงสดใสเอ่ยทักทาย “หลับสบายหรือไม่เจ้าคะ หิวหรือไม่







