LOGINต่อให้ต้องหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ทางเบื้องหน้าจะมืดมนเพียงใด ขวากหนามจะถมทับกี่ชั้น นางก็จะกัดฟันเดินฝ่าไปเพียงลำพัง ขอเพียงพาลูกในท้องออกไปมีชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น
View Moreบทนำ
สตรีนางหนึ่งอาจทนได้แทบทุกสิ่งบนโลกนี้
คำเหยียดหยาม สายตาเย็นชา กระทั่งรักของสามีที่ถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา
นางล้วนกล้ำกลืนไว้ได้ทั้งสิ้น
นางก้มหน้ายอมรับ ปล่อยให้บาดแผลเหล่านั้นกรีดลึกลงในหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะยังหลงเหลือความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันคนเหล่านั้นจะเห็นความดีของนางบ้าง
ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับหาใช่ความเมตตาไม่
หากแต่เป็นแผนการอำมหิตที่หมายพรากชีวิตของนางและลูกน้อยในครรภ์ไปพร้อมกัน
ความอดทนที่สั่งสมมาขาดสะบั้นลงในชั่วพริบตา
เจ็บเองได้ ถูกทอดทิ้งได้
แต่จะให้ผู้ใดแตะต้องลูกในท้องนางแม้แต่ปลายเส้นผม
ไม่มีวัน
จะให้นางยืนรอให้คนพวกนั้นถือมีดจ้วงแทงตามใจกระนั้นหรือ
ในเมื่อพวกเขาไม่เหลือทางรอดให้นาง นางก็จะสร้างทางรอดขึ้นด้วยสองมือของตนเอง ต่อให้ต้องหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ทางเบื้องหน้าจะมืดมนเพียงใด ขวากหนามจะถมทับกี่ชั้น นางก็จะกัดฟันเดินฝ่าไปเพียงลำพัง
ขอเพียงพาลูกในท้องออกไปมีชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น
บทที่ 1 วิวาห์ที่ไร้ความรัก 1
ต้นฤดูหนาว รัชศกหย่งหนิงปีที่สิบสอง หิมะแรกยังมาไม่ถึง ทว่าลมเหนือกลับกรรโชกผ่านกำแพงเมืองเซิ่งจิง กวาดความเยียบเย็นแทรกไปทุกซอกถนน กระทั่งธงบนหอประตูเมืองสั่นสะบัดไม่เป็นจังหวะ ผู้คนสองฟากถนนเบียดเสียดกันอยู่ใต้ชายคา เฝ้าชมขบวนเกี้ยวเจ้าสาวสีชาดเคลื่อนผ่านตลาดตะวันออกอย่างเอิกเกริก
กลองมงคลลั่นสิบสองครา ประทัดแดงทอดยาวราวอสรพิษเพลิงเลื้อยไปตามถนนหิน เกี้ยวแปดคนหามประดับมุกกับดิ้นทองสมฐานะจวนติ้งหย่วนโหว ผู้ใดได้เห็นล้วนพากันแซ่ซ้องว่าเป็นวาสนาอันสูงส่งของคุณหนูใหญ่ตระกูลซู
มีเพียงคนในเกี้ยวเท่านั้นที่รู้ว่า วาสนานี้หนักหนาเพียงใด
ซูเยว่ชิงนั่งหลังตรงอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง สองมือวางซ้อนบนตักตามแบบพิธี ปลายนิ้วซึ่งย้อมด้วยน้ำดอกเทียนเย็นเฉียบแม้ซุกอยู่ในแขนเสื้อบุสำลี กลิ่นกำยานมงคลอบอวลอยู่ในพื้นที่อันคับแคบ ปะปนกับกลิ่นไม้ใหม่และกลิ่นทองเหลืองจากมุมเกี้ยว กระทั่งลมหายใจของนางคล้ายถูกกักไว้กลางอก
ครั้นเกี้ยวโยกผ่านถนนหิน ความทรงจำหนึ่งก็โยกไหวตามขึ้นมา
ก่อนบิดาสิ้นใจ เขาเคยกุมมือนางไว้แน่น มือซึ่งเคยจับชีพจรคนไข้นับพันและพลิกบัญชีการค้านับหมื่นหน้า กลับสั่นระริกยิ่งกว่าใบไม้ปลายฤดูต้องลม
“เยว่เอ๋อร์ การแต่งครั้งนี้จะคุ้มครองตระกูลซูไปได้อีกหลายปี” ซูเหวินเจิ้งกล่าวทั้งที่ลมหายใจขาดเป็นห้วง “จวนเซียวต้องการเส้นทางยาและเสบียงของเรา ส่วนเราต้องการร่มเงาของจวนโหว เจ้า...อดทนสักหน่อยเถิด”
นางพยักหน้ารับ ไม่เคยเอ่ยถามว่าต้องอดทนไปนานเท่าใด
วันนี้…คำตอบกำลังรออยู่หลังบานประตูสีชาด
เสียงแม่สื่อร้องบอกให้เจ้าบ่าวเตะประตูเกี้ยวดังขึ้นจากภายนอก ผู้คนพากันหัวเราะครื้นเครง ทว่าปลายรองเท้าหนังดำที่แตะเข้ามากลับแผ่วเบา ราวเจ้าของเพียงประสงค์ให้พิธีครบถ้วนตามขนบ มือข้างหนึ่งยื่นผ่านม่านเข้ามารับปลายผ้าแพรแดงซึ่งเชื่อมคนสองคนไว้ด้วยกัน
ซูเยว่ชิงเห็นเพียงนิ้วเรียวยาว ข้อกระดูกชัดเจนสมเป็นมือบุรุษ มือคู่นั้นจับผ้าแน่นพอไม่ให้หลุดจากกัน หากแต่ไม่เคยยื่นเข้ามาประคองนางเลยสักครั้ง
นางก้าวข้ามกระถางไฟด้วยตนเอง
พิธีคำนับฟ้าดินดำเนินไปท่ามกลางเสียงอวยพรกึกก้อง เซียวจิ้งเหิงยืนอยู่เคียงกาย ร่างสูงสง่าในชุดมงคลสีแดง ท่วงท่านายทหารทำให้แผ่นหลังตรงราวคมหอก ยามคำนับบรรพชน เขาปฏิบัติครบถ้วนไม่มีขาดตก ครั้นถึงคราคำนับเจ้าสาว เขากลับเบือนสายตาไปเสียทางอื่น ก่อนหน้าผากของคนทั้งสองจะโน้มลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน
ชั่วขณะนั้นแสนสั้น สั้นจนแขกเหรื่อเต็มโถงไม่มีผู้ใดทันสังเกต
ทว่าซูเยว่ชิงสังเกต
หลังเสร็จพิธี นางถูกพาตัวมายังเรือนชิงอวิ๋น ห้องหอประดับโคมคู่ อักษรมงคลปิดเต็มฝาผนัง ถั่วลิสง พุทรา เมล็ดบัว และลำไยเรียงรายอยู่บนผ้าปูเตียงสีแดง เหล่าสะใภ้กับญาติหญิงล้อมวงหยอกเย้าอยู่พักใหญ่ แล้วจึงทยอยแยกย้ายไปร่วมวงสุรามงคลที่โถงหน้า
บานประตูปิดลง ความครึกครื้นทั้งปวงถูกกั้นไว้ภายนอก
ซูเยว่ชิงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงดังเดิม ผ้าคลุมหน้าบดบังทุกสิ่งจนเหลือเพียงสีแดงพร่าเลือน นางได้ยินเสียงไส้เทียนแตกดังเปรี๊ยะ ได้ยินเสียงฝีเท้าสาวใช้เข้าออก กระทั่งเสียงท้องของชิงไต้ซึ่งร้องเบา ๆ แล้วเจ้าตัวรีบกลั้นลมหายใจด้วยความอับอาย นางก็ยังได้ยิน
“คุณหนู...” ชิงไต้ลดเสียงลง “ท่านไม่ได้แตะต้องอาหารมาตั้งแต่เช้า ให้บ่าวหยิบขนมสักชิ้นดีหรือไม่เจ้าคะ”
“วันนี้ต้องเรียกข้าว่าฮูหยินน้อยแล้ว”
เป็นคำเตือนที่อ่อนโยน หากแต่หาความยินดีเจือปนอยู่ในน้ำเสียงนั้นมิได้
ชิงไต้เม้มริมฝีปาก “เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย”
“รออีกสักหน่อยเถิด”
เจ้าบ่าวต้องกลับมาเปิดผ้าคลุมหน้า ดื่มสุรามงคลร่วมถ้วย แล้วกินบะหมี่ยืนยาวคู่กับเจ้าสาว นั่นเป็นธรรมเนียมขั้นพื้นฐานที่สุด ต่อให้วิวาห์ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรัก เซียวจิ้งเหิงก็ควรกลับมา อย่างน้อยก็เพื่อรักษาหน้าของสองตระกูล
ซูเยว่ชิงคิดเช่นนั้นในยามหัวค่ำ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงสุราที่โถงหน้าแผ่วลง
สองชั่วยามผ่านไป สาวใช้เฝ้าประตูเริ่มสับเปลี่ยนเวรยาม
ครั้นเงาเทียนมงคลหดสั้นลงเกือบครึ่ง บานประตูก็ยังคงปิดสนิท
ชิงไต้สุดจะทนไหว นางย่างเท้าออกไปกระซิบถามสาวใช้ของจวนเซียวซึ่งยืนอยู่ด้านนอก อีกฝ่ายตอบอ้อมแอ้มอยู่หลายคำ ครั้นถูกซักซ้ำจึงหลุดปากออกมาประโยคหนึ่ง
“ซื่อจื่อดื่มสุรามากไป คุณหนูหลินเป็นห่วง จึง...จึงเชิญไปพักที่เรือนฉางชุนเจ้าค่ะ”
ภายในห้องหอพลันเงียบกริบ
ชิงไต้ผลักบานประตูเปิดกว้าง “วันนี้เป็นคืนเข้าหอของนายท่านกับฮูหยินน้อย ต่อให้เมามายหนักหนาเพียงใดก็ควรกลับเรือนชิงอวิ๋น เหตุใดคุณหนูหลินจึงมีสิทธิ์พาตัวเขาไป”
สาวใช้ผู้นั้นหน้าซีดเผือด รีบก้มศีรษะต่ำ “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเพียงได้ยินคนที่โถงหน้าบอกต่อกันมา”
“แล้วไม่มีผู้ใดไปเรียนเชิญกลับมาหรือ”
“ฮูหยินโหวสั่งว่า ซื่อจื่อร่างกายไม่สบาย อย่าได้รบกวนเขา”
คำว่าอย่าได้รบกวนหล่นลงกลางห้องหอราวหยาดน้ำแข็ง
ซูเยว่ชิงยกมือขึ้นจับชายผ้าคลุมหน้า นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงมันออกด้วยมือของนางเอง
บทที่ 50 บ้านซึ่งเลือกเอง 2ตอนเย็น เซียวจิ้งเหิงมาส่งเด็กหน้าห้องเจ้าสาว“พรุ่งนี้ยามซื่อ ข้าจะมารับไปดูตลาดตามข้อตกลง” เขาบอก“ท่านพ่ออย่ามาสายนะ” จื่อหนิงเตือนจื่ออันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “พรุ่งนี้พบกัน...ท่านพ่อ”เซียวจิ้งเหิงนิ่งไปเพียงชั่วครู่ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ของตนกลายเป็นภาระให้เด็กต้องคอยปลอบโยน “พรุ่งนี้พบกัน”เขาหันไปคำนับเผยจิ่นเหยียน “ขอบคุณที่ช่วยพวกเขาไว้ในคืนนั้น และทุกปีนับแต่นั้นมา”เผยจิ่นเหยียนตอบ “ผู้ที่พาพวกเขารอดชีวิตมาได้คือนาง ข้าเพียงช่วยในส่วนซึ่งอยู่ตรงหน้าข้าเท่านั้น”“ข้ารู้ดี”ชายสองคนไม่ได้กลายเป็นสหายกัน ทว่ายอมรับตำแหน่งของกันและกันโดยไม่ใช้เด็กเป็นสนามแข่งขัน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้เมื่อแขกกลับกันไปเกือบหมดแล้ว เด็กทั้งสองยังไม่ยอมเข้านอน จื่อหนิงขอเข้าไปตรวจห้องหอว่าไม่มีผู้ใดซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง จื่ออันตรวจหน้าต่างกับประตูตามนิสัยที่ได้จากมารดา แล้วจึงยอมให้ฟางซื่อพาตัวออกไปห้องเงียบสงบลง เหลือเพียงเทียนแดงคู่กับกลิ่นดอกบ๊วยลอยอบอวลเผยจิ่นเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะ “เจ้าต้องการให้ประตูเปิดไว้หรือไม่”ซูเยว่ชิงมองบานประตูซึ่งแง้มอ
บทที่ 50 บ้านซึ่งเลือกเอง 1วันแต่งงาน ท้องฟ้าเหนือชิงเหอแจ่มใสตั้งแต่ยามเหม่าชาวบ้านกวาดถนนดินตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขัน ผ้าแดงถูกผูกโยงจากต้นบ๊วยหน้าบ้านป้าหลิวไปจนถึงสะพานไม้ เด็กในหมู่บ้านแอบนับขนมมงคลบนโต๊ะจนถูกหมอหลัวไล่ให้ไปล้างมือ กลิ่นข้าวใหม่ ไก่ตุ๋น และดอกไม้หอมลอยปะปนกันไปทั่วทั้งลานบ้านดินหลังซึ่งซูเยว่ชิงเคยพักอาศัยถูกซ่อมหลังคาใหม่แล้ว ทว่ายังเก็บเสาต้นเดิมไว้ครบถ้วน รอยขีดวัดความสูงของแฝดตั้งแต่หัดยืนจนถึงวันย้ายไปอวิ๋นโจวยังคงอยู่ครบ ป้าหลิวไม่ยอมให้ช่างทาสีทับลงไปเป็นอันขาด“นี่ต่างหากคือสินเดิมของเด็ก” นางบอก “ผู้ใดกล้าแตะ ข้าจะใช้ไม้กวาดตี”ซูเยว่ชิงนั่งแต่งตัวอยู่ในห้องเล็ก ชุดเจ้าสาวสีแดงปักลายสายน้ำกับดอกชิงเฉ่า ไม่หนักอึ้งเท่าชุดครั้งแรก ไม่มีมงกุฎทองกดทับศีรษะ ไม่มีผ้าคลุมหน้าซึ่งมองทางไม่เห็นแต่อย่างใดชิงไต้เป็นผู้เกล้าผมให้นางหลังคดีความ ศาลคืนสถานะอิสระให้แก่ชิงไต้พร้อมเงินชดเชย นางไม่กลับไปเป็นบ่าวอีก หากเลือกทำงานฝ่ายตรวจสินค้าของหอชิงเหอ ได้ค่าจ้างและส่วนแบ่งตามตำแหน่งของตน วันนี้จึงยืนอยู่ข้างนายเก่าในฐานะสหายร่วมทาง“ปิ่นแน่นเกินไปหรือไม่เจ้าคะ” นางถาม
บทที่ 49 เทียบหมั้นซึ่งเขียนร่วมกัน 2“ซูเยว่ชิง ผู้ใช้ชื่อเสิ่นเยว่สร้างหอชิงเหอขึ้นมา ผู้เป็นมารดาของจื่ออันกับจื่อหนิง และผู้ไม่ติดหนี้ชีวิตแก่ข้าเลยแม้แต่น้อย” เขากล่าว “ข้าไม่ได้ขอให้เจ้ามาเป็นของจวนเผย ข้าขอให้เราร่วมกันสร้างบ้านซึ่งเป็นของคนในบ้านทุกคนด้วยกัน เจ้าจะแต่งงานกับข้าหรือไม่”ไม่มีคำว่าช่วยชีวิต ไม่มีคำว่าชดเชย ไม่มีคำว่าข้าจะปกป้องเจ้าตลอดไปราวกับนางเป็นคนอ่อนแอมีเพียงข้อเสนอให้เดินร่วมทางกัน โดยประตูยังคงเปิดไว้ทั้งสองด้านซูเยว่ชิงมองคนตรงหน้า มองเด็กทั้งสองซึ่งพยายามกลั้นยิ้มไว้ และมองเทียบหมั้นซึ่งมีลายมือของทุกคนปะปนกันอยู่“ข้ามีคำถามสุดท้ายอีกข้อหนึ่ง” นางกล่าว“ถามได้เลย”“หากบะหมี่ของจื่อหนิงแข็งยิ่งกว่าหนังเกราะ ท่านยังจะกินอยู่หรือไม่”“กินสิ ทว่าขอให้จื่ออันช่วยต้มด้วยก็แล้วกัน”เด็กหญิงร้องประท้วง ลานทั้งลานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครืนซูเยว่ชิงจึงยื่นมือรับช่อดอกท้อนั้นไว้ “ข้าตกลง”เผยจิ่นเหยียนหายใจออกอย่างช้า ๆ ราวกับเพิ่งผ่านคดีใหญ่ที่สุดในชีวิตมา เขาไม่ได้รีบสวมปิ่นหรือแตะต้องนางต่อหน้าผู้คน เพียงส่งพู่กันให้เท่านั้นก่อนลงชื่อ เขาเปิดหีบเล็กอีกใบข
บทที่ 49 เทียบหมั้นซึ่งเขียนร่วมกัน 1ปลายฤดูใบไม้ผลิ เผยจิ่นเหยียนนำเทียบหมั้นมาที่หอชิงเหอหาใช่เทียบจากจวนเจิ้นกั๋วกงไม่เป็นกระดาษซึ่งเขาเขียนเองสิบสองหน้า มีตราทนาย ตราผู้ตรวจทรัพย์ และช่องว่างไว้สำหรับแก้เงื่อนไข ซองด้านนอกไม่มีคำว่า “รับสะใภ้เข้าจวน” เขียนไว้เพียงชื่อคนสองคนซึ่งต้องอ่านร่วมกันเท่านั้นซูเยว่ชิงเห็นแล้วไม่ได้เปิดทันที “ท่านกำลังขอแต่งงานด้วยสัญญากระนั้นหรือ”“ข้าคิดว่าแหวนหรือปิ่นเพียงอย่างเดียวไม่พอให้เจ้าตอบรับได้”“แล้วดอกไม้เล่า” จื่อหนิงถามจากข้างโต๊ะเผยจิ่นเหยียนชะงักไป ก่อนหยิบช่อดอกท้อเล็กออกมาจากหลังกล่อง “มีอยู่แล้ว”เด็กหญิงพอใจ จื่ออันกลับขออ่านกระดาษก่อนเป็นอันดับแรกการคบหากันหลายเดือนทำให้เขารู้ดีว่า หากต้องการขอสิ่งสำคัญต่อหน้าครอบครัวนี้ ควรเตรียมทั้งความรู้สึกและข้อกำหนดให้พร้อม“ก่อนอ่าน ข้าต้องบอกเรื่องจวนก่อน” เขากล่าว “ท่านพ่อข้าต้องการให้เจ้าเข้าอยู่เรือนใหญ่ และเสนอให้เด็กเปลี่ยนแซ่เผยเพื่อปิดปากผู้คน ข้าปฏิเสธไปแล้ว”“แล้วท่านกั๋วกงว่าอย่างไร”“บอกว่าหากข้ายืนกราน อาจต้องยกตำแหน่งซื่อจื่อให้สายรองไป”ห้องเงียบลงทันทีซูเยว่ชิงมองเขา “ท่











