LOGIN(ทะลุมิติย้อนอดีต + นางเอกเก่ง + พระเอกเก่ง + รักกันมั่นคง) ศัลยแพทย์สาวทะลุมิติไปเข้าร่างคุณหนูผู้กำลังจะตายเพราะถูกพิษ เมื่อฟื้นขึ้นมานอกจากจะต้องรักษาพิษให้ตัวเอง ยังต้องหาทางรับมือกับโซ่วอ๋องจอมโหด คู่หมั้นพระราชทานจอมร้ายกาจที่พยายามจะหาเรื่องเธอ แถมยังต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามกบฏชิงราชบัลลังก์อีก!
View Moreความเจ็บปวดแล่นปราดจากลำคอลงไปถึงช่องท้องราวกับมีเปลวไฟลามเลียอยู่ภายใน ‘หลินเฟยหรง’ กระแอมไออย่างรุนแรง ของเหลวรสขมปร่าไหลย้อนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย กลิ่นกำยานจางๆ และกลิ่นไม้จันทน์หอมที่อบอวลอยู่ในอากาศไม่ใช่กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยในห้องผ่าตัด
เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง เมื่อพยายามกะพริบปรือขึ้นก็เห็นเพียงภาพเลือนรางของเพดานไม้สลักลายเมฆมงคลอันวิจิตร ไม่ใช่ฝ้าเพดานสีขาวสะอาดกับโคมไฟผ่าตัดที่เห็นเป็นประจำก่อนที่รถบรรทุกคันนั้นจะพุ่งเข้าชนรถของเธอ
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กสาวดังอยู่ข้างหู น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง “คุณหนูฟื้นแล้ว! ฮือ.......เสี่ยวถิงนึกว่าคุณหนูจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว!”
หลินเฟยหรงพยายามจะเอ่ยปากถามว่า ‘เธอเป็นใคร?’ และ ‘ที่นี่ที่ไหน?’ แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงแหบพร่าและอาการไอสำลักจนตัวงอ ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือเสียงเบรกที่ดังลั่น แสงไฟที่สาดจ้า และแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้ร่างของเธอลอยคว้าง ศัลยแพทย์มือหนึ่งอย่างเธอรู้ดีว่าสภาพแบบนั้นไม่น่าจะรอดชีวิตมาได้ แต่ความเจ็บปวดแสบร้อนในกายนี้กลับจริงเสียยิ่งกว่าจริง
ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับทำนบเขื่อนแตก คุณหนูใหญ่หลินเฟยหรงแห่งจวนเสนาบดีกรมโยธาธิการ ร่างกายอ่อนแอขี้โรคมาแต่กำเนิด เป็นที่รังเกียจของบิดาตนเองเพราะมารดาเสียชีวิตหลังให้กำเนิดนางได้ไม่นาน
แล้วภาพสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมก็ฉายชัด....นางดื่มซุปบำรุงที่ถูกส่งมาจากที่ใดไม่แน่ชัด ก่อนจะล้มลงพร้อมกับความเจ็บปวดทุรนทุราย
พิษ!
หลินเฟยหรงเบิกตากว้าง สัญชาตญาณแพทย์ทำงานฉับไวกว่าความคิด ริมฝีปากแห้งผากและเริ่มมีสีคล้ำ ลิ้นชาแข็ง ชีพจรเต้นเร็วและอ่อนแรง เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั่วร่าง นี่คืออาการของพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตอย่างรวดเร็ว หากรอให้หมอมาถึง ร่างนี้คงได้สิ้นใจเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน
และในชั่วขณะนั้นเองภาพของม้วนคัมภีร์โบราณก็ปรากฏขึ้นในห้วงจินตนาการ.... มันเป็นม้วนคัมภีร์ตำราสมุนไพร ฝังเข็มและศาสตร์แห่งการเยียวยารักษาทุกแขนงสีทองส่องประกายซึ่งบรรจุความรู้เกี่ยวกับวิชาแพทย์เก่าแก่ที่สูญหายไปจากแผ่นดินนี้หลายร้อยปี ทุกตัวอักษรร้อยเรียงเป็นความรอบรู้เชี่ยวชาญไหลบ่าท่วมท้นเข้าสู่สมองของคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดี เมื่อผนวกกับความสามารถด้านการแพทย์ในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอันล้ำสมัย หลินเฟยหรงก็กลายเป็นยอดพธูแห่งวิชาแพทย์ที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง
“เสี่ยวถิง.......” นางเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “ฟังข้า......”
“เจ้าค่ะคุณหนู! เสี่ยวถิงฟังอยู่เจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบเช็ดน้ำตาแล้วก้มลงเงี่ยหูฟัง
“ไป......เอามีดเล็ก....เหล้าขาว.....แล้วก็......ปิ่นปักผมที่แหลมที่สุดมาให้ข้า เร็ว!”
เสี่ยวถิงหน้าซีดเผือด
“คุณหนูจะทำอะไรเจ้าคะ! อย่าคิดสั้นนะเจ้าคะ! นายท่านให้คนไปตามท่านหมอแล้ว ท่านหมอกำลังมาช่วยชีวิตคุณหนูเดี๋ยวนี้....!”
“ไม่มีเวลาแล้ว!” หลินเฟยหรงตวาดเสียงกร้าวเท่าที่เรี่ยวแรงจะอำนวย ดวงตาที่เคยอ่อนแสงกลับฉายแววคมกล้าเด็ดเดี่ยว “ถ้าเจ้าอยากให้ข้ารอด....ก็จงทำตามที่สั่ง!”
แววตาคู่นั้นทำให้เสี่ยวถิงตัวแข็งทื่อ มันไม่ใช่แววตาของคุณหนูผู้อ่อนแอที่นางรู้จักเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวผงกศีรษะอย่างลนลานแล้ววิ่งไปรื้อค้นของบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างตื่นตระหนก นางหยิบปิ่นหยกขาวปลายแหลมกริบ มีดสั้นสำหรับตัดด้ายปักผ้า และเทเหล้าขาวจากกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะมาทั้งขวด
หลินเฟยหรงรับของมาด้วยมือที่สั่นเทา นางกัดฟันแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวดพลางใช้นิ้วชี้อีกข้างเคาะที่ข้อมือเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์
‘เร็วเกินไป....ความดันเลือดกำลังตก!’
ในหัวมีแต่ภาพห้องผ่าตัดที่สว่างจ้า เสียงสัญญาณชีพที่ดังระรัวเตือนอันตราย และใบหน้าของผู้ป่วยที่แพทย์หญิงหลินเคยสูญเสียไปคาเตียง.... ความผิดพลาดครั้งนั้นตามหลอกหลอนเธอมาตลอดชีวิตที่แล้ว ชาตินี้ผู้ป่วยคนแรกของเธอคือตัวเธอเอง และเธอจะไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด!
หลินเฟยหรงราดเหล้าขาวลงบนปลายปิ่นและใบมีดจนชุ่มเพื่อฆ่าเชื้อเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็พับแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้น เผยให้เห็นผิวขาวซีดและเส้นเลือดสีเขียวจางๆ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์มองหาตำแหน่งที่แม่นยำที่สุด ก่อนจะใช้ปลายปิ่นกดลงบนจุดชีพจรเหนือข้อมือเพื่อชะลอการไหลเวียนของเลือด
“คุณหนู!” เสี่ยวถิงร้องเสียงหลงเมื่อเห็นการกระทำนั้น
“เงียบนะ!”
หลินเฟยหรงสั่งเสียงเฉียบขาด นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วใช้มีดสั้นกรีดลงบนแขนบริเวณเหนือข้อพับขึ้นมาเล็กน้อยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เลือดสีคล้ำเกือบดำทะลักออกมาทันทีพร้อมกับกลิ่นเหม็นคาวจางๆ
มันคือการระบายเลือดเสียเพื่อลดปริมาณพิษที่เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เป็นวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งหากทำโดยผู้ที่ไม่รู้จักศาสตร์แห่งกายวิภาคอย่างแท้จริง แต่สำหรับศัลยแพทย์อย่างเธอ มันคือทางรอดเดียวในตอนนี้
เลือดสีดำไหลออกมาเรื่อยๆ จนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงสดขึ้น หลินเฟยหรงรู้สึกว่าอาการหายใจติดขัดเริ่มทุเลาลง แต่เรี่ยวแรงของนางก็ใกล้จะหมดเต็มที นางเหลือบไปเห็นกล่องเข็มเงินสำหรับงานเย็บปักที่วางอยู่ใกล้ๆ จึงรีบคว้ามาอย่างไม่ลังเล
“คุณหนู.....เลือด.....เลือดออกใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
เสี่ยวถิงตัวสั่นงันงกทำอะไรไม่ถูก นางยกชายแขนเสื้อตัวเองขึ้นมากัดด้วยความขวัญเสีย
หลินเฟยหรงไม่สนใจเสียงร้องของสาวใช้ นางดึงเข็มเงินออกมาสามเล่ม ราดด้วยเหล้าขาวอีกครั้ง ก่อนจะแทงมันลงไปบนจุดชีพจรสามจุดรอบแผลกรีดด้วยความเร็วและองศาที่แม่นยำราวกับจับวาง เป็นการสกัดจุดเพื่อห้ามเลือดและป้องกันไม่ให้พิษที่ยังตกค้างไหลย้อนกลับเข้าสู่หัวใจ
ทันทีที่เข็มเล่มสุดท้ายปักลง ประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดังโครม!
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย จ้าวหยางเจี้ยนขยับตัวเปลือกตาไหวระริกก่อนจะลืมขึ้นช้าๆ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าใบกระโจมเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย สิ่งแรกที่เขารู้สึกคือความอบอุ่นที่ปลายนิ้ว เมื่อก้มลงมองก็พบว่ามือน้อยๆ ของหลินเฟยหรงกำลังกอบกุมมือของเขาอยู่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่มองอยู่ก่อนแล้ว นางไม่ได้หลับ แต่ตื่นอยู่นานแค่ไหนแล้วเขาก็มิอาจรู้ได้ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสงบนิ่งและประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ“ตื่นแล้วหรือ” นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาเขาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายของนาง ซึ่งบัดนี้ถูกมือของเขาและนางกุมทับไว้อีกชั้นหนึ่ง“ข้า……” เขาเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อดีหลินเฟยหรงยิ้ม นางขยับนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือหยาบกร้านของเขา “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัด แต่กลับอบอวลไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีก แหวนหยกวงนั้นเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่หนักแน่
บรรยากาศในค่ายทหารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงและกระแสต่อต้านที่เคยคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำได้สลายไปสิ้น ดุจหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าขับไล่ การกระทำของจ้าวหยางเจี้ยนในวันนั้นได้ซื้อใจเหล่าทหารอย่างหมดจด บัดนี้ทุกสายตาที่มองมายังหลินเฟยหรงเต็มไปด้วยความยำเกรงและเชื่อมั่น ทหารทุกนายปฏิบัติตามคำสั่งของนางอย่างเคร่งครัด การกักกันโรคและการแจกจ่ายยาเป็นไปอย่างราบรื่นแต่ความราบรื่นนั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างไม่หยุดพักของหลินเฟยหรง กระโจมพยาบาลกลายเป็นโลกทั้งใบของนาง กลางวันวุ่นวายอยู่กับการตรวจอาการผู้ป่วยใหม่ บัญชาการต้มยา และวิเคราะห์ตัวปรสิตจากน้ำตัวอย่าง กลางคืนก็ยังคงนั่งขีดเขียนอยู่ใต้แสงตะเกียง ศึกษาตำราแพทย์โบราณเพื่อหาวิธีถอนรากถอนโคนเชื้อโรคให้สิ้นซาก“คุณหนูเจ้าคะ พักทานอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็เลยยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) มานานแล้วนะเจ้าคะ”เสี่ยวถิงยกถ้วยซุปร้อนๆ เข้ามาวางบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษและสมุนไพรแห้ง กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นโสมลอยฟุ้ง แต่คนทำงานกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา“วางไว้ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง”หลินเฟยหรงตอบเสียงแหบพร่า ดวงตาของนางยังคงจับ
สองวันผ่านไป กลิ่นสมุนไพรฉุนเข้มข้นและควันจากเตาต้มยาก็เข้าแทนที่กลิ่นคาวเลือดและดินปืนในค่ายทหาร กระโจมพยาบาลเดิมถูกขยายพื้นที่ออกไปสามเท่า มีการขึงเชือกป่านเส้นหนากั้นเป็นอาณาเขตหวงห้ามโดยเด็ดขาด ทหารยามในชุดเกราะเบาแต่พกอาวุธครบมือยืนเฝ้าทุกทางเข้าออกอย่างแน่นหนา สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดและระแวดระวังนี่คือศูนย์บัญชาการแพทย์เฉพาะกิจที่หลินเฟยหรงจัดตั้งขึ้นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่จ้าวหยางเจี้ยนมอบให้ ทหารที่มีอาการป่วย ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะถูกนำตัวมาคัดกรองและกักกันโรคที่นี่ทันที“คุณหนูเจ้าขา ยาหม้อที่สิบแปดได้ที่แล้วเจ้าค่ะ”เสี่ยวถิงวิ่งกระหืดกระหอบมารายงาน ใบหน้าของเด็กสาวมีเหงื่อซึมแต่แววตากลับมุ่งมั่น นางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะทำงานชั่วคราวที่เต็มไปด้วยม้วนตำราและตัวอย่างสมุนไพรหลินเฟยหรงซึ่งกำลังบดสมุนไพรในรางหินอ่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง นางเพียงพยักหน้ารับ“เอาไปให้คนไข้ที่เตียงสิบสองดื่ม เขาเริ่มมีไข้ต่ำๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า จับตาดูอาการเขาให้ดี”“เจ้าค่ะ”“เสี่ยวถิง” เฟยหรงเรียกไว้ก่อนที่เด็กสาวจะทันหมุนตัวกลับ “ทหารที่ชื่ออาฟงเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าของเสี่ยวถิงสลดลงทันที“อาการทร
เสียงไม้แตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาในม่านควันหนาทึบ ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินทะลวงผ่านเปลวเพลิงเข้ามาดุจพยัคฆ์ร้าย เสี้ยววินาทีที่สบตากัน หลินเฟยหรงแทบจะลืมวิธีหายใจ จ้าวหยางเจี้ยนไม่กล่าววาจาใด ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาอัคคีที่ลุกโชน เต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตระหนกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเขากระชากกระสอบข้าวสารที่ทับขานางอยู่โยนทิ้งไปราวกับมันเป็นเพียงเศษฟางเบาหวิว จากนั้นจึงช้อนร่างหญิงสาวขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นไหม้และกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาก้าวฝ่ากองไฟที่ยังลุกไหม้ออกมาจากซากรถม้าอย่างไม่แยแสสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนชุดเกราะของตนเมื่อพ้นจากอันตราย เขาวางนางลงบนพื้นดินที่ปลอดภัยอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้อ่อนโยนนัก มือใหญ่ของเขายังคงจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ“ท่าน......”“หุบปาก” เขาตัดบทเสียงเย็นเฉียบ น้ำเสียงนั้นปราศจากความอบอุ่นที่คุ้นเคย มีเพียงความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างถึงที่สุด เขาหันไปตะโกนสั่งทหารที่กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออยู่ “จัดการให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!











