Masukหลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จ คณะเดินทางก็มาถึงโรงแรมที่พักในเวลาที่ดึกมากแล้วเนื่องจากห้องพักมีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องจัดให้พักคู่สองคนต่อหนึ่งห้อง หลี่ลี่จึงได้จับคู่พักอยู่ห้องเดียวกับเพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งสภาพความเป็นอยู่ของโรงแรมแห่งนี้เรียบง่ายและทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง ในอากาศลอยฟุ้งไปด้วยกลิ่นอับชื้นของห้องที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมาเป็นเวลานาน นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่หลี่ลี่ต้องมาพักในสถานที่ซอมซ่อและคับแคบขนาดนี้ เธอลูบคลำผ้าปูที่นอนที่ผ่านการซักฟอกมาหลายครั้งจนด้ายเริ่มรุ่ยหลุดออกมา แล้วกวาดสายตามองห้องน้ำตรงมุมห้องที่มีคราบเหลืองฝังแน่น คิ้วของเธอจึงขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างอดไม่ได้“ตัวแทนหลี่ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้พวกเราคงต้องพักอยู่ที่นี่กันแล้วล่ะค่ะ”แม้หลี่ลี่จะไม่ค่อยพอใจกับสภาพแวดล้อมนี้นัก แต่ตัวอำเภอมีขนาดเล็ก ประชากรก็มีไม่มาก การที่มีโรงแรมสักแห่งให้พอได้ซุกหัวนอนก็นับว่าดีมากแล้ว ทำได้เพียงแค่ต้องทนอยู่ไปก่อนเธอยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันรับไหว”พูดพลาง หลี่ลี่ก็วางกระเป๋าสัมภาระลงแล้วนั่งลงบนเตียง เพิ่งจะพลิกเปิดผ้าห่มดู แมลงตัวหนึ่งก็พลันมุดพรวดพร
ช่วงสาย ไต้ควานเดินทางมาที่ฮั่วซื่อกรุ๊ปเพื่อเข้าพบกับฮั่วจินเฉิน หวังน่าชงชาเสร็จก็ยกมาเสิร์ฟให้ไต้ควานไต้ควานยกถ้วยชาขึ้นมา “ร้านขายยาและโรงพยาบาลในเครือทั้งหมดของหยุนซานที่มีจุดให้บริการ ประเมินตรวจสอบและเคลียร์บัญชีเสร็จสิ้นหมดแล้ว เหลือแค่ทางฝั่งอำเภอหลีเซี่ยนแห่งเดียวที่ยังไม่มีใครไปครับ”ฮั่วจินเฉินเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย “จุดบริการของหยุนซานที่อำเภอหลีเซี่ยนเพิ่งตั้งได้ไม่นานใช่ไหม?”“ไม่นานครับ ทำเลของอำเภอหลีเซี่ยนค่อนข้างกันดาร ตัวเมืองไม่ใหญ่แต่มีโรงพยาบาลระดับ 2A อยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ผู้จัดการฝ่ายคนอื่น ๆ ต่างบ่นว่าระยะทางไกลเกินไป เลยไม่มีใครยอมนำทีมไปที่นั่นเลยครับ”“แล้วประธานไต้ตั้งใจจะแก้ปัญหานี้ยังไงล่ะครับ?” ฮั่วจินเฉินปรายสายตามอง ปลายนิ้วลูบคลำหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเบา ๆ พลางหัวเราะหึ “อยากให้ผมออกหน้าสั่งการ เลือกผู้จัดการสักคนนำทีมเดินทางไปอำเภอหลีเซี่ยนอย่างนั้นเหรอครับ?”ไต้ควานจ้องมองเงาสะท้อนในน้ำชา “ถ้าหากผมอยากจะบอกว่า ให้ส่งตัวแทนหลี่ไปล่ะครับ?”ฮั่วจินเฉินหรี่ตาลง“เธอเป็นคนที่คุณส่งเข้ามาทำงานในหยุนซาน ในเมื่อผู้บริหารคนอื่น ๆ ไม่มีใครยอมออก
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ความจริงแล้วฉันเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเอง…”“เดี๋ยวก่อน” เสิ่นชูยกมือขึ้นเบรกคำพูดของเสี่ยวเหวิน “พี่กำลังถามพวกเราว่าเริ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วปิดบังพี่มานานแค่ไหนแล้วต่างหาก?”เสิ่นฮ่าวตอบเสียงอ่อย “ก็ไม่นานเท่าไหร่ครับ… สักปีหนึ่งได้แล้วมั้งครับ”“ปีหนึ่งเนี่ยนะ?” เสิ่นชูหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ “ปิดบังพี่มาตั้งปีหนึ่ง ยังกล้าบอกว่าไม่นานอีกเหรอ?”ทั้งสองคนรีบก้มหน้างุด ราวกับเด็กน้อยที่ทำความผิดเสิ่นชูพลันนึกย้อนไปถึงเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนที่เสิ่นฮ่าวนวดแป้งทำเส้นบะหมี่แล้วคุยโทรศัพท์กับเสี่ยวเหวินแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในพริบตานั้นก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ “เอาเถอะ โทษพี่เองที่เป็นพี่สาวแล้วไม่ค่อยได้ถามไถ่เรื่องส่วนตัวของเรา น้องชายตัวเองกับเพื่อนสนิทคบกันแท้ ๆ กลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ช่างล้มเหลวสิ้นดี”แพขนตาของเสี่ยวเหวินสั่นไหว เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “พี่เสิ่นชูคะ ขอโทษจริง ๆ นะคะ ฉัน…”“เธอจะมาขอโทษทำไมกัน พี่แค่เคืองที่พวกเราร่วมมือกันปิดบังพี่ต่างหาก!”เสี่ยวเหวินชะงักไปในตอนนี้เสิ่นฮ่าวถึงค่อยเงยหน้าขึ้น “พี่ครับ พี่ยินยอมให้พว
ง้างคันศรแล้วย่อมไม่มีทางหันหลังกลับ ในเมื่อได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมไม่มีอะไรที่รอไม่ได้“รอได้ค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ถึงเวลานั้นฉันจะติดต่อเธอไปอีกที และฉันเองก็ตั้งตารอคอยการผ่าตัดครั้งนี้ของเธออยู่นะ”“ขอบคุณค่ะ”หลังจากวางสาย เสิ่นชูหมุนตัวผลักประตูเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยผู้เป็นพ่อยังคงเฝ้าอยู่ข้างเตียงของแม่ คอยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดมือให้เธออย่างเบามือ ส่วนผู้เป็นแม่ยังคงมีแววตาเหม่อลอยไร้จุดโฟกัสจ้องมองไปข้างหน้าโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ราวกับหุ่นไม้กลวงเปล่าที่ไร้ซึ่งวิญญาณเสิ่นชูเดินมาหยุดอยู่ข้างกายพ่อ “พ่อคะ ผลการอนุมัติสิทธิบัตรมีกำหนดการลงมาแล้วนะคะ อีกสองเดือนข้างหน้าค่ะ”“กี่เดือนพ่อก็รอได้ทั้งนั้นแหละลูก” ฉีซื่อเอินเช็ดหลังมือภรรยาอย่างทะนุถนอม “ขอแค่สามารถทำการผ่าตัดได้ก็พอแล้ว”“พ่อพักผ่อนสักหน่อยดีไหมคะ เฝ้ามาทั้งวันแล้ว ให้ผู้ดูแลเข้ามาช่วยแบ่งเบาบ้างเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นจะเสียเงินจ้างมาเปล่า ๆ นะคะ” เสิ่นชูเองก็รู้สึกปวดใจที่เห็นพ่อต้องคอยเฝ้าดูอาการทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ยอมพักฉีซื่อเอินหันมามองเธอ ในแววตามีความภูมิใจเล็ก ๆ แฝงอยู่
คุณนายซูเดินออกมาจากในห้องเพื่อขอคุยกับเสิ่นชูตามลำพัง หลังจากเสี่ยวเหวินเดินกลับเข้าห้องไป คุณนายซูก็แทบจะทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น เสิ่นชูรีบเข้าไปประคองร่างของเธอไว้ได้ทันท่วงที “คุณนายซูคะ นี่คุณกำลังจะทำอะไรคะ?”“คุณนายฮั่วคะ เรื่องราวในอดีตต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ ตอนนั้นตระกูลซูถูกผลประโยชน์ชั่ววูบบดบังดวงตาไปจริง ๆ หากตอนนั้นพวกเราไม่วู่วามบุ่มบ่ามขนาดนั้น บางทีเรื่องราวหลังจากนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น” ในดวงตาของคุณนายซูเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อตนเอง เธอเอามือกุมหน้าอกที่ปวดร้าว “นับตั้งแต่ลูกสาวคนโตจากไป พวกเราก็ละเลยความรู้สึกของซิ่นเฉิงไปจริง ๆ การที่เธอต้องกลายมาเป็นแบบนี้ในทุกวันนี้ แท้จริงแล้วก็ต้องโทษพวกเรา เป็นพวกเราคนเป็นพ่อเป็นแม่เองที่ทำร้ายเธอ!”เสิ่นชูช่วยพยุงแขนของเธอไว้ “คุณนายซูคะ…”“ครั้งนี้ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าจะขอบคุณคุณยังไงดี ถ้าต้องแลกด้วยชีวิตของฉัน ฉันก็ยินยอมโดยไม่เสียดายเลยค่ะ!”“คุณพูดเกินไปแล้วค่ะ” เสิ่นชูเข้าใจความรู้สึกของคุณนายซูดี “ในฐานะเพื่อนของซิ่นเฉิง การได้เห็นครอบครัวของคุณได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ฉันก็ดีใจมากแล้วค่ะ คุณไม่ได้ติดค้างอะไรฉัน
ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีเฟิงสวิ้นก็ไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่แล้ว การที่ซูซิ่นเฉิงติดตามเขา ก็เท่ากับว่าต้องใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบและเสี่ยงอันตรายตลอดเวลา…เช้าวันถัดมา เมื่อซูซิ่นเฉิงตื่นนอนแล้วเดินลงมาชั้นล่าง เสิ่นชูก็นั่งรอเธออยู่ที่ห้องอาหารแล้ว “ตื่นแล้วเหรอ?”ซูซิ่นเฉิงพยักหน้า เดินตรงมาที่โต๊ะอาหาร มองดูอาหารเช้าที่จัดวางไว้ตรงหน้าตัวเอง ชามโจ๊กข้าวโอ๊ตนมสด จานบะหมี่ไข่เส้นนุ่ม และยังมีผักรวมกับธัญพืชเคียงมาด้วย“ฉันกำลังท้องอยู่ กินของมัน ๆ เลี่ยน ๆ มากไม่ได้ อาหารเช้าวันนี้ก็เลยค่อนข้างรสจืดไปหน่อยนะ”“ไม่เป็นไรเลยค่ะ” ซูซิ่นเฉิงกลัวว่าเสิ่นชูจะเข้าใจผิดว่าตนรังเกียจ จึงรีบอธิบาย “ฉันกินได้ทุกอย่างเลยค่ะ”ในใจของเสิ่นชูพลันหนักอึ้งลง ซูซิ่นเฉิงในความทรงจำของเธอมีนิสัยคล้ายกับหลี่ลี่มาก ทั้งยังแฝงความทะนงตัวอยู่นิด ๆ ทว่าคมเขี้ยวเหล่านั้นในบัดนี้กลับถูกขัดเกลาจนเรียบมนไปหมดสิ้น ถึงขนาดปฏิบัติตัวกับคนอื่นด้วยความระมัดระวังและเจียมเนื้อเจียมตัวถึงเพียงนี้“ฉันได้ยินมาว่า เธอรู้จักกับหลี่ลี่ที่บริษัทด้วยเหรอ?”มือของซูซิ่นเฉิงชะงักกึก เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นชู






