LOGINหลังจากส่งจดหมายไปยังจวนไหวกั๋วกงได้เพียงหนึ่งวัน ซูหรงหรงก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากผู้เป็นท่านตา
ทันทีที่นางอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้น รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางก็พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ไหวกั๋วกงเขียนตอบมาด้วยลายมือหนักแน่นตามแบบฉบับของแม่ทัพเก่า ใจความในจดหมายเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
เขาบอกนางว่าไม่ต้องกังวลเรื่องซูหรงเจ๋ออีกต่อไป วันรุ่งขึ้นจะส่งจ้าวซินหยวนผู้เป็นน้าชายของนางมารับเด็กชายไปอยู่ที่จวนไหวกั๋วกงด้วยตนเอง ส่วนเรื่องที่ซูอี้เหวินอาจไม่ยินยอมนั้น ไหวกั๋วกงบอกอย่างชัดเจนว่าเขาจะเป็นคนพูดคุยกับบุตรเขยของเขาเอง
สำหรับจ้าวปิงนั้น... ในเมื่อนางรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี ก็จงอยู่ให้ห่างจากเขาเสีย ทางจวนไหวกั๋วกงได้ส่งคนจับตามองทุกความเคลื่อนไหวของจ้าวปิงเอาไว้แล้ว หากมีสิ่งใดผิดปกติจะรีบแจ้งให้นางทราบทันที
เมื่ออ่านจบ ซูหรงหรงจึงค่อยถอนหายใจออกมา ความกังวลที่กดทับอยู่ในใจคล้ายถูกยกออกไปก้อนหนึ่ง อย่างน้อย... น้อยคนในจวนไหวกั๋วกงก็จะปลอดภัย
ชาติก่อนเพราะนางโง่เขลาจนเกินไป จนถูกคนปั่นหัว ถูกหลอกใช้ และถูกใส่ความ แต่ชาตินี้นางจะไม่มีวันยอมให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยเดิมอีกอย่างแน่นอน
หลังจากจัดการเรื่องซูหรงเจ๋อเรียบร้อยแล้ว ซูหรงหรงก็เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลจวนมากขึ้น บัญชีทรัพย์สินทั้งหมดที่จ้าวซินหรูผู้เป็นมารดาทิ้งไว้ให้นาง ถูกแยกออกจากบัญชีทรัพย์สินของจวนหย่งอันโหวอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนตั๋วเงิน ทองคำและเครื่องประดับ นางก็โยกย้ายออกจากคลังของจวนโหวมาซุกซ่อนเอาไว้ในคลังส่วนตัวของตนเองแล้ว
กุญแจคลัง รายการทรัพย์สิน ร้านค้า ที่ดิน และเงินฝากทั้งหมดถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานหลายชุด ต่อให้วันหนึ่งต่งเยว่ซินแย่งอำนาจการดูแลเรือนหลังไปได้และต่อให้ซูอี้เหวินเข้าข้างสตรีผู้นั้นมากเพียงใด คนทั้งสองก็ไม่มีทางแตะต้องทรัพย์สินของมารดานางได้อีก
เช้าวันรุ่งขึ้น รถม้าของจวนไหวกั๋วกงก็มาจอดอยู่หน้าจวนหย่งอันโหว ผู้ที่ลงมาจากรถม้าคือบุรุษหนุ่มในชุดแพรสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมด้วยความองอาจ
เขาคือ จ้าวซินหยวน ซื่อจื่อแห่งจวนไหวกั๋วกง และเป็นน้าชายของซูหรงหรง
“หรงหรง”
จ้าวซินหยวนลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ ตอนที่นางเข้ามาคารวะเขาด้วยความเอ็นดู
“ท่านตาเป็นห่วงเจ้ามาก”
“หลานอกตัญญูทำให้ท่านตาต้องกังวลไปเสียแล้ว”
จ้าวซินหยวนหัวเราะ
“คนในครอบครัวเดียวกันจะพูดเช่นนี้ไปไย”
ไม่นานนัก ซูหรงเจ๋อก็ถูกพาไปขึ้นรถม้า เด็กชายไม่ยอมขึ้นรถม้าแต่โดยดี เขาหันมากอดพี่สาวของตนเองอย่างแนบแน่น ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย
“พี่หญิง ข้าจะตั้งใจเรียน”
“จำถ้อยคำประโยคนี้ของตนเองให้ดีนะ”
ซูหรงหรงยิ้มพลางลูบศีรษะน้องชาย
“รอให้เจ้าเก่งกว่านี้แล้วค่อยมาปกป้องพี่สาวเช่นข้า”
คำพูดของนางทำให้เด็กชายพยักหน้าอย่างจริงจัง
เมื่อรถม้าของจวนไหวกั๋วกงเคลื่อนออกไป ซูหรงหรงจึงหันหลังกลับเข้าจวน แต่เรื่องที่ทำให้นางปวดศีรษะกลับตามมาอย่างรวดเร็ว
ในห้องโถงของเรือนหลัก ซูอี้เหวินนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ข้างกายเขาคือซูเถียนเถียนที่กำลังก้มหน้านิ่ง
เพียงเห็นภาพนั้น ซูหรงหรงก็เดาได้ทันทีว่าบิดาต้องการสิ่งใด
“หรงหรง”
ซูอี้เหวินกล่าวขึ้น
“ตอนนี้หรงเจ๋อไปเรียนที่จวนไหวกั๋วกงแล้ว เจ้าก็มีเวลาว่างมากขึ้น”
“เถียนเถียนเองก็ถึงวัยต้องเรียนรู้เรื่องการอ่านเขียน บทกวี การวาดภาพ และการปักผ้าแล้ว”
"ในฐานะพี่สาว เจ้าควรช่วยสั่งสอนน้องสาวด้วยตนเอง"
ซูหรงหรงหัวเราะเย็นอยู่ในใจ ชาติก่อน... เขาก็พูดเช่นนี้ นางทุ่มเทเวลาและความพยายามไปกับซูเถียนเถียนมากมาย
สอนอ่านหนังสือ
สอนแต่งกลอน
สอนวาดภาพ
สอนปักผ้า
แล้วผลลัพธ์ก็คือ เรื่องที่สอนไม่ค่อยจะจำ แต่เรื่องขโมยผลงานของนางซูเถียนเถียนกลับจำได้ขึ้นใจและทำได้อย่างไร้ที่ติอีกด้วย
บทกวีของนางถูกซูเถียนเถียนนำไปโอ้อวดต่อหน้าผู้คน
ภาพวาดของนางถูกซูเถียนเถียนอ้างว่าเป็นผลงานตนเอง
แม้แต่ผ้าปักที่นางใช้เวลาหลายเดือนทำขึ้นมา ยังถูกอีกฝ่ายนำไปสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นสตรีผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
ชาตินี้... นางจะไม่มีวันโง่ซ้ำอีก และไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ซูเถียนเถียนลงมือซ้ำอีก
“หากท่านพ่ออยากให้น้องเถียนเถียนเรียนรู้ ข้าสามารถว่าจ้างอาจารย์จากข้างนอกมาสอนนางได้เจ้าค่ะ”
คำพูดของนางทำให้ซูอี้เหวินส่ายหน้า
“อาจารย์เหล่านั้นจะเทียบกับเจ้าได้อย่างไร เจ้าเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายและองค์หญิง อาจารย์จากข้างนอกไม่มีทางสอนได้ดีเท่าเจ้า”
คำพูดประโยคเดิม... แทบไม่ต่างจากชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อย ซูหรงหรงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าขอถามท่านพ่อสักคำถามนะเจ้าคะ”
“ถามมา”
“น้องเถียนเถียนเป็นแค่เพียงบุตรสาวของอนุ จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากข้าไปเพื่ออะไรเจ้าคะ” บรรยากาศในห้องพลันเงียบกริบ
ซูเถียนเถียนหน้าเปลี่ยนสีทันที แต่ซูหรงหรงยังกล่าวต่อ
“อย่างไรเสีย นางก็ไม่มีสิทธิ์แต่งเข้าราชวงศ์ไปเป็นสะใภ้หลวง”
“หรือว่าท่านพ่อคิดจะส่งน้องเถียนเถียนเข้าไปเป็นนางสนมหรือนางบำเรอของเชื้อพระวงศ์กันเล่าเจ้าคะ”
“ซูหรงหรง!”
ซูอี้เหวินตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ซูเถียนเถียนเองก็สั่นเทิ้มไปทั้งตัว ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอับอายและความแค้น แต่ซูหรงหรงกลับจ้องมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
นางแค่เพียงพูดความจริงออกมาเท่านั้น บุตรสาวที่ถือกำเนิดจากอนุภรรยา ต่อให้มีความสามารถมากเพียงใด ก็แทบไม่มีทางได้เป็นชายาเอกขององค์ชาย คำพูดของนางจึงเหมือนมีดที่แทงเข้ากลางใจของสองพ่อลูกโดยตรง สุดท้ายซูอี้เหวินจึงกัดฟันกล่าว
“หากเจ้าไม่ยอมสอนก็ช่างเถิด ข้าจะเชิญอาจารย์ชื่อดังมาสอนเถียนเถียนเอง”
ซูหรงหรงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ แต่ลูกขอเรียนให้ท่านพ่อทราบเอาไว้ก่อนนะเจ้าคะ” นางเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเย็นชา
“จวนหย่งอันโหวทุกวันนี้ต้องอาศัยสินเดิมของมารดาข้าช่วยค้ำจุนอยู่ไม่น้อย และน้องเถียนเถียนก็ไม่ใช่บุตรสาวของมารดาข้า”
“ดังนั้นข้าจะไม่มีวันยินยอมให้ท่านพ่อนำเงินสินเดิมของมารดาข้า ไปว่าจ้างอาจารย์ชื่อดังเพื่อมาสั่งสอนบุตรสาวของสตรีอื่นอย่างเด็ดขาด”
เพล้ง! ซูอี้เหวินฟาดถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง
“ใครอยากใช้เงินของมารดาเจ้ากัน”
“ข้าจะใช้เบี้ยหวัดของข้าเอง”
ซูหรงหรงยิ้มออกมาในทันทีราวกับรอคำพูดประโยคนี้อยู่แล้ว
“ถ้าทำได้เช่นนั้น ก็ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
นางย่อกายคารวะอย่างงดงาม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนผู้ฟังแทบกระอักเลือด
“เชิญท่านพ่อนำเบี้ยหวัดของท่านไปว่าจ้างอาจารย์ชื่อดังให้น้องสาวได้เลยเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่มีความเห็นและไม่คิดจะคัดค้านแม้แต่น้อย”
ทันใดนั้น สีหน้าของซูอี้เหวินก็แข็งค้าง เพราะเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า... เบี้ยหวัดของเขาในแต่ละปีนั้น ไม่ได้มากพอจนสามารถเชื้อเชิญอาจารย์เลื่องชื่อเข้าจวน และนางเองก็ไม่คิดจะทำตัวเป็นบุตรสาวที่ดีด้วยการช่วยบิดาจ่ายเงินเพื่อซื้อความก้าวหน้าให้แก่บุตรสาวนอกสมรสของเขาอย่างเด็ดขาด
เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องอยู่หน้ากำแพงเมืองหลวงเงียบสงัดลงแล้วสงครามชิงบัลลังก์ที่สั่นสะเทือนแคว้นต้าเซิ่งจบสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพกบฏถูกทำลายจนราบคาบ ผู้ที่เคยคิดช่วงชิงบัลลังก์ล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนกระทำภายในท้องพระโรงใหญ่ เซียวจวินฮ่องเต้ประทับอยู่เหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ยังคงซีดเซียวจากพระอาการประชวร แต่พระเนตรกลับเฉียบคมราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้ขุนนางทั้งราชสำนักคุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างพร้อมเพรียง ราชโองการฉบับแล้วฉบับเล่าถูกประกาศออกมา“องค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อ สมคบคิดก่อกบฏ คิดลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ทำลายบ้านเมือง ความผิดร้ายแรงเกินอภัย”“ถอดถอนจากตำแหน่งไท่จื่อ ริบบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ลดฐานะเป็นสามัญชน”“ส่งตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอการลงทัณฑ์”เมื่อราชโองการจบลง ขุนนางทั้งหลายต่างก้มศีรษะต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา จากองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง กลายเป็นเพียงนักโทษกบฏในชั่วข้ามคืนจากนั้นราชโองการอีกหลายฉบับก็ตามมา สกุลเจียงมีความผิดฐานสนับสนุนกบฏประหารทั้งสกุล ทรัพย์สินทั้งหมดถูกริบเข้าคลังหลวง สกุลเจียงที่เคยรุ่งเรืองมาหลายสิบปีถูกลบชื่อออกจากหน้าประว
เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นต้าเซิ่ง นอกกำแพงเมืองหลวง กองทัพขององค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน ธงรบสีดำของไหวกั๋วกงโบกสะบัดอยู่กลางสายลม กองทหารม้าหนักและทหารราบนับหมื่นยืนเรียงรายดุจกำแพงเหล็ก ขวางเส้นทางทั้งหมดเอาไว้เดิมทีเซียวเทียนเช่อคิดจะอาศัยความรวดเร็วบุกเข้ายึดเมืองหลวง ขอเพียงเข้าสู่พระราชวังได้ ทุกอย่างก็จะจบลง แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเซียวจวินฮ่องเต้จะเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว ยิ่งคิดไม่ถึงว่าเซียวจิ่นอันจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้กำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่าน ด้านบนกำแพงเมืองเซียวจิ่นอันยืนอยู่ในชุดเกราะสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับน้ำแข็งข้างกายของเขาคือจ้าวซินหยวน และเหล่าขุนนางฝ่ายทหารส่วนด้านล่างกำแพงเมือง เจียงเจียวจูและมู่เหยาถูกควบคุมตัวเอาไว้ สองสตรีตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาว พวกนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะมีวันที่ถูกใช้เป็นตัวประกันเช่นนี้ แม่ทัพสกุลเจียงและแม่ทัพสกุลมู่ต่างมีสีหน้าซีดเผือด ถึงแม้จะรู้ว่าการก่อกบฏเป็นความผิดมหันต์ แต่พวกเขาก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่เมื่อได้เห็นว่าสตรีในสกุลถูกนำตั
เซียวจิ่นอันมองออกว่าเซียวจวินฮ่องเต้กำลังตั้งพระทัยบีบบังคับให้องค์ไท่จื่อก่อกบฏ พระประสงค์ของเซียวจวินฮ่องเต้เขาพร้อมจะสนับสนุนความโปรดปรานที่เซียวจวินฮ่องเต้มีต่อบุตรชายของเขาคือเรื่องจริงไท่จื่อเฟยจากสกุลเจียงประพฤติตนไม่เหมาะสมก็คือเรื่องจริงคนสกุลเจียงสอนบุตรหลานไม่ดี ยามนี้ยังกล้าทัดทานการพระราชทานรางวัลของเซียวจวินฮ่องเต้อีกก็คือเรื่องจริงไม่ว่าอย่างไรสกุลเจียงก็กำเริบเสิบสานจนเกินไปมากจริงๆ ต่อให้เซียวจวินฮ่องเต้ไม่ลงโทษ แต่คนที่กล้าล่วงเกินพระชายาของเขาอย่างคนสกุลเจียง เซียวจิ่นอันย่อมไม่คิดจะปล่อยคนสกุลเจียงไปอยู่แล้วท่ามกลางคลื่นลมในราชสำนัก สถานที่ที่สามารถเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุดสำหรับเซียวจิ่นอันก็คือตำหนักบูรพา ยิ่งนานวันองค์ชายน้อยอย่างเซียวเฟยหลงก็ยิ่งน่ารักขึ้นทุกวัน ใบหน้าที่เคยยับย่นของเซียวเฟยหลงผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็อวบอิ่ม นุ่มนิ่มและหอมกรุ่นส่วนซูหรงหรงนั้นพอเป็นมารดาแล้วสายตาของนางพลันดูอ่อนโยนลง สีหน้าที่เคยเย็นชาของนางดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน เขาพยายามดูแลเซียวเฟยหลงด้วยตนเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ซูหรงหรงต้องตรากตรำเลี้ยงดูเซียวเฟยหลงมากจนเกินไป“ทำไมยิ่
เซียวจวินฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองซูหรงเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง“หย่งอันโหวยามนี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว พี่เขยของเจ้าต้องการการสนับสนุนจากสกุลซ่ง หากเจ้าเกี่ยวดองกับสกุลซ่งได้ก็คงจะช่วยสานความสัมพันธ์ของเขากับสกุลซ่งให้แนบแน่นขึ้นอีกชั้น”พระองค์หยุดไปเล็กน้อย“หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้การหมั้นหมายที่มารดาของเจ้าเคยตกลงกับสกุลซ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง”ซูหรงเจ๋อรีบขานรับออกมาในทันที“ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย วันพรุ่งนี้กระหม่อมจะรีบส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลซ่งเพื่อพูดถึงการหมั้นหมายระหว่างกระหม่อมกับคุณหนูซ่งในทันทีพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดของเขาทำให้รอยแย้มพระสรวลพลันปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ของเซียวจวินฮ่องเต้“ดี!”“วันพรุ่งนี้ข้าจะมอบตำแหน่งขุนนางในกรมอาลักษณ์ให้เจ้า เจ้าจะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่ได้หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเองแล้ว”ซูหรงเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความยินดี“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งแม้จะเป็นเพียงตำแหน่งทั่วไปในกรมอาลักษณ์ แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือก้าวแรกของชีวิตขุนนางอย่างแท้จริงยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขากลายเป
จวบจนเลยเวลาปิดประตูวังไปแล้ว ทั้งจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อต่างก็ยังคงรั้งอยู่ในวังโดยไม่สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น ทางตำหนักหยางซินส่งขันทีมาสอบถามหลายครั้งว่าพระชายาขององค์ชายสามเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเซียวจวินฮ่องเต้ทรงได้ยินว่าอาการไม่ค่อยจะดีนักหลังจากสะสางฎีกาไปกว่าครึ่งแล้วจึงทรงเสด็จมาที่ตำหนักขององค์ชายสามด้วยพระองค์เอง“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธี”เซียวจวินฮ่องเต้ทรงตรัสพลางจ้องมองสีหน้าของเซียวจิ่นอันที่ยามนี้ไร้สีเลือดบนใบหน้าไปนานแล้ว“วาสนาการครองคู่ของชายหญิง วาสนาการเป็นบุตรธิดากันก็ล้วนเป็นเช่นนี้ อันเอ๋อร์เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ฟ้ากำหนดมา เจ้าทำสิ่งใดไม่ได้หรอก”ถ้อยคำประโยคนี้ของเซียวจวินฮ่องเต้ทำให้เซียวจิ่นอันหลั่งน้ำตาออกมา เขาส่ายหน้าพลางเดินไปส่งเสียงเรียกซูหรงหรงที่ยามนี้สิ้นไร้เรี่ยวแรงไม่อาจจะส่งเสียงร้องออกมานอกห้องได้นานแล้ว“หรงหรง ข้าต่อสู้เพื่อเจ้ามาตั้งหลายครั้ง ครั้งนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องสู้เพื่อข้าบ้างแล้ว หากเจ้าก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปไม่ได้ ข้าก็พร้อมจะยอมตายไปกับเจ้า”คำพูดของเขาทำให้ซูหรงหรงที่คิดจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความเจ็บปวดพลันกัดริมฝีปา
หลังจากที่เซียวจิ่นอันเอ่ยออกมาตามตรงว่าเขาจะลงมือแย่งชิงอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว ซูหรงหรงก็ไม่ได้รับฟังรายงานข่าวของตำหนักบูรพาจากคนของหน่วยอวิ๋นเจี้ยนอีกเรื่องราวในตำหนักบูรพาโสมมเกินไป นางที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่ควรฟังมากจนเกินไปอาจจะทำให้จิตใจของนางหดหู่ได้ อีกทั้งหากนางไม่ฟังหน่วยอวิ๋นเจี้ยนก็จะยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของตำหนักบูรพาแล้วนำมารายงานเซียวจิ่นอันอยู่ดี และคนอย่างเขาก็ไม่คิดจะอยู่เฉยแน่หากตำหนักบูรพาพุ่งเป้าการโจมตีมาที่เขาและนางซูหรงหรงบำรุงครรภ์อย่างสงบจนครบเดือนที่จะคลอดตำหนักของนางก็ได้ต้อนรับแขกที่นานๆ ครั้งจะได้มาเยี่ยมเยียนนางอย่างจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อ พอพวกเขาได้ยินว่านางใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าวางใจ นอกจากจะหมั่นส่งตัวเฉินเจียอินเข้าวังมาเยี่ยมเยียนนางที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยามนี้พวกเขาถึงกับมาเยี่ยมเยียนนางด้วยตนเองเลยทีเดียว“น้าสะใภ้บอกกับพวกกระหม่อมว่าครรภ์ของพระชายาใกล้ครบกำหนดคลอดแล้ว พวกกระหม่อมก็เลยร้อนใจ พากันมาขอเข้าเฝ้าพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”ซูหรงเจ๋อเอ่ยออกมาตามตรง เมื่อได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของซูหรงหรง“อยู่ๆ







