เข้าสู่ระบบเพราะความไว้ใจ นางจึงถูกบิดาและน้องสาวต่างมารดาช่วงชิงทุกสิ่งไป ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง อำนาจ ถูกถอนขนเด็ดปีกจนพลาดมงกุฎหงส์ ต้องสิ้นชีพด้วยความแค้นใจ เกิดใหม่ชาตินี้ ทุกสิ่งที่นางเคยถูกช่วงชิงไป นางจะขอทวงคืน… ชาติที่แล้วเพียงเพราะต้องการความรักจากบิดา นางจึงยอมตามใจเขาทุกสิ่ง แบ่งปันและเสียสละ ผลสุดท้ายนางถูกแย่งชิง ถูกใส่ความและถูกหักหลัง สูญสิ้นทุกสิ่งไม่เหลือแม้แต่ชีวิต เมื่อได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ ทุกสิ่งที่นางเคยสูญเสียไปในชาติที่แล้ว ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง และตำแหน่งฮองเฮาที่ควรจะเป็นของนาง นางจะทวงคืนกลับมาให้หมด
ดูเพิ่มเติมสายลมอันเหน็บหนาวที่พัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ไม่มีสิ่งใดปกปิดทำให้ซูหรงหรงขดร่างกายอันผอมบางของนางมากยิ่งขึ้น สายตาอันพร่าเลือนของนางจ้องมองตรงไปเบื้องหน้า เนื้อตัวอันสั่นเทาของนางทำให้คนที่กำลังยืนจ้องมองนางอยู่อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“พี่หญิง ท่านคงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ ที่คนอย่างท่านต้องตกต่ำอยู่ในสภาพย่ำแย่เยี่ยงนี้ใช่หรือไม่”
ซูเถียนเถียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลนทำให้คนที่กำลังขดกายอยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองซูเถียนเถียนที่ในยามนี้ถูกห่อคลุมด้วยเสื้อคลุมกันลมสีเหลืองทอง ปักดิ้นเงินดิ้นทองด้วยลายหงส์อย่างประณีต ใบหน้างามถูกประทินโฉมอย่างบางเบา บนศีรษะเกล้าผมอย่างงดงาม นอกจากปิ่นระย้าอันวิจิตรแล้วนางยังมีปิ่นหงส์ที่แสดงถึงฐานะองค์ฮองเฮาประดับอยู่บนมวยผม
ซูเถียนเถียนจ้องมองเงาร่างของตนเองที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของซูหรงหรงแล้วก็หัวเราะออกมา
“ข้างดงามหรือไม่พี่หญิง ตำแหน่งฮองเฮาของข้าคงจะทำให้ท่านรู้สึกริษยาอยู่ไม่น้อยเลยสินะเจ้าคะ”
คำถามของซูเถียนเถียนทำให้ซูหรงหรงพยักหน้า
“ก็นับว่างดงามดี แต่ข้ากลับไม่ริษยาเจ้า”
ซูหรงหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่า ในใจก็คิดว่าเมื่อไหร่ซูเถียนเถียนและคนของนางจะจากไปได้เสียที
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพี่หญิงจะไม่ริษยาข้า ตำแหน่งนี้เดิมทีฝ่าบาทตั้งพระทัยจะมอบให้ท่าน แต่เป็นเพราะชื่อเสียงอันด่างพร้อยของท่าน อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาที่แม้ว่าฝ่าบาทจะทรงไม่เชื่อแต่ก็ไม่อาจจะหาหลักฐานมาโต้แย้งได้ ยามนี้พี่หญิงจึงคว้าไม่ได้เลยแม้สักตำแหน่ง แถมยังต้องถูกส่งตัวมาอยู่ในตำหนักเย็นอันเปลี่ยวร้างเช่นนี้”
ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางยกฝ่ามืออันเรียวงามขึ้นไปลูบคลำปิ่นปักผมที่นางเพิ่งจะได้รับพระราชทานแล้วยิ้มออกมา
ซูหรงหรงจ้องมองการกระทำของนางด้วยสายตาอันเย็นชา แต่แล้วสายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นชายเสื้อคลุมกันลมอันคุ้นตา ดวงตาที่ยังคงอ่อนแสงของนางจึงพลันสว่างวาบขึ้นมา
“เจ้าภูมิใจนักหรือที่ใส่ร้ายข้าได้ หากไม่ใช่เพราะความลำเอียงของท่านพ่อ เจ้าจะสามารถใส่ความข้าได้อย่างไร้ที่ติเช่นนี้หรือ”
คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูเถียนเถียนแค่นหัวเราะแล้วย่อกายลง ยื่นฝ่ามืออันเรียวงามของนางไปบีบปลายคางอันซูบผอมของซูหรงหรงด้วยความสาแก่ใจ ใบหน้าที่ถูกกรีดจนเสียโฉมของซูหรงหรงทำให้นางหัวเราะออกมา
“ลำเอียงเช่นนั้นหรือ นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าต้องชดเชยให้ข้า หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อถูกบีบบังคับให้แต่งงาน มีหรือที่ข้าจะต้องกลายเป็นลูกนอกสมรสที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมานานหลายปี ในขณะที่พวกเจ้าสองพี่น้องกลับเสพสุขอยู่ในจวน ในฐานะคุณหนูและคุณชายสายตรงของจวนหย่งอันโหว”
คำพูดของซูเถียนเถียนทำให้ซูหรงหรงหัวเราะออกมาเบาๆ
“ชดเชยเช่นนั้นหรือ ซูเถียนเถียน หากไม่ใช่เพราะข้าเห็นแก่ความเป็นพี่น้องคงไม่ยินยอมให้ท่านพ่อรับตัวพวกเจ้าสองแม่ลูกเข้ามาในจวน ยามที่เจ้าอยากได้สิ่งใดข้าก็ไม่เคยขัด เจ้าอยากให้ข้าช่วยสอนเจ้าคัดลายมือ วาดภาพ ดีดพิณ ข้าล้วนไม่เคยเกี่ยงงอน แม้กระทั่งงานปักของข้าที่เจ้าขโมยไปในตอนคัดเลือกพระชายา ข้าก็ไม่เคยเปิดโปงเจ้า”
ถ้อยคำประโยคนี้ของซูหรงหรงทำให้ซูเถียนเถียนหัวเราะออกมาเบาๆ
“นั่นเพราะเจ้าโง่เขลา คิดดูแคลนข้าที่เป็นบุตรสาวของอนุ เจ้าคิดว่าต่อให้ข้าได้รับเลือกเข้าตำหนักบูรพาก็ไม่มีทางเอาชนะสตรีที่มีสัญญาหมั้นหมายมาตั้งแต่วัยเยาว์เช่นเจ้าได้ แล้วเป็นอย่างไรเล่า เจ้าทำของหมั้นที่ฝ่าบาทเคยประทานให้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งไท่จื่อหายไป ข้าจึงฉวยโอกาสนี้ผลักดันตนเองจนได้เป็นไท่จื่อเฟย ส่วนเจ้าเป็นได้แค่เพียงเหลียงตี้”
ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางหัวเราะออกมา ส่วนซูหรงหรงก็แค่เพียงแค่นยิ้มออกมาด้วยใบหน้าเย้ยหยัน
“ข้าโง่เขลาจริงๆ นั่นแหละ โง่เขลาที่ไว้วางใจคนเช่นเจ้า โง่เขลาที่คิดว่าขอแค่เพียงข้าเชื่อฟังท่านพ่อ เขาจะหันมารักข้าบ้างสักครั้ง”
นางกลืนน้ำลายพลางเอ่ยต่อด้วยความเจ็บแค้น
“ข้าโง่เขลาที่ไม่ระแวดระวัง ปล่อยให้ท่านพ่อกลืนกินอำนาจทางการทหารของท่านตาและยักยอกสินเดิมของข้าไปมอบให้เจ้า ส่วนเจ้าก็ขโมยทั้งชื่อเสียง ผลงาน รวมไปถึงเส้นสายที่ท่านแม่ของข้าทิ้งเอาไว้ให้ผลักดันจนตัวเจ้าก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮา หลังจากนั้นทั้งท่านพ่อและเจ้าก็ร่วมมือกันใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงของข้า บีบให้ข้าสิ้นไร้หนทางรอดชีวิต”
ซูหรงหรงเอ่ยพลางเหลือบไปมองชายเสื้อคลุมสีเหลืองสดแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “สิ่งที่ข้าโง่เขลามากที่สุดก็คือคิดว่าความรักที่ข้ามีต่อฝ่าบาทจะช่วยทำให้ข้ารอดพ้นจากทุกสิ่งที่เจ้าและท่านพ่อกระทำได้”
คำพูดของซูหรงหรงทำให้เจ้าของเสื้อคลุมสีเหลืองเผยร่างออกมา การปรากฏตัวของเขาทำให้ซูเถียนเถียนที่หันไปมองถึงกับผงะร่างถอยมาทางด้านหลัง จนเกือบจะเหยียบลงมาบนนิ้วมือที่ซูบซีดของซูหรงหรง โชคดีที่ซูหรงหรงเลื่อนมือหลบออกมาทัน
“ฝ่าบาท” ซูเถียนเถียนเอ่ยออกมาพลางรีบคุกเข่าลง ใบหน้าอันงดงามของนางมีน้ำตาไหลรินลงมาแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจ
“หม่อมฉันเห็นว่าวันนี้อากาศหนาวเย็นจึงนึกเป็นห่วงพี่หญิง คิดไม่ถึงว่าพอมาถึงนางไม่เพียงตัดพ้อต่อว่าหม่อมฉัน แต่ยังลุกลามไปถึงฝ่าบาทด้วย”
หากเซียวเทียนเช่อไม่ได้ยืนฟังคำพูดก่อนหน้านี้ของนางและซูหรงหรงมาก่อน เขาก็คงจะหลงเชื่อคำพูดของซูเถียนเถียนไปแล้ว เขาละสายตาจากใบหน้าน้อยอกน้อยใจของซูเถียนเถียนแล้วหันไปจ้องมองร่างกายอันบอบช้ำของซูหรงหรง
“หรงหรง”
เสียงอันสั่นพร่าของเซียวเทียนเช่อทำให้ในใจของซูหรงหรงพลันเกิดความหวังขึ้นมา แม้ว่าความรักใคร่ที่เคยมีต่อกันจะเจือจางลงไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรนางกับเขาก็เคยถูกเลี้ยงดูมาด้วยกันจนเติบใหญ่ นางจึงคาดหวังว่าเซียวเทียนเช่อจะเห็นแก่ที่เคยเป็นสหายร่วมเรียนมาด้วยกัน ช่วยให้นางรอดพ้นจากวิกฤตในยามนี้ไปได้
“ฝ่าบาททรงตั้งพระทัยจะเสด็จมาบอกข่าวร้ายกับพี่หญิงเรื่องการตายของหรงเจ๋อใช่ไหมเพคะ เมื่อครู่นี้หม่อมฉันตั้งใจจะบอกกับนางแล้วแต่นางหาเรื่องทะเลาะกับหม่อมฉันเสียก่อน หม่อมฉันจึงยังไม่ได้บอกนาง”
คำพูดของซูเถียนเถียนทำให้ทั้งเซียวเทียนเช่อและซูหรงหรงนิ่งงันไป
“พี่หญิงเรื่องนี้พี่หญิงจะโทษฝ่าบาทไม่ได้นะเพคะ เป็นเพราะความโง่เขลาของหรงเจ๋อที่คิดว่าจะสามารถใช้วรยุทธ์ดุจแมวสามขาของเขาบุกเข้าวังหลวงมาช่วยพี่หญิงได้”
ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดริมฝีปากแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“สุดท้ายหรงเจ๋อก็เลยถูกลูกธนูขององครักษ์หลวงทำให้เขาสิ้นชีพ โชคดีที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาไม่ถือสาการกระทำของเขา ไม่เช่นนั้นจวนหย่งอันโหวของพวกเราก็คงจะได้รับโทษเพราะการกระทำอันอุกอาจของหรงเจ๋อไปแล้ว”
คำพูดของซูเถียนเถียนและสีหน้าของเซียวเทียนเช่อทำให้ซูหรงหรงกระอักโลหิตออกมาในทันที
“เจ้าน้องโง่” ซูหรงหรงพึมพำออกมา
เซียวเทียนเช่อตั้งใจจะทรุดร่างมาดูอาการของนาง แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของซูหรงหรง ทำให้เขายืนจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเพียงเท่านั้น
“ข้าเคยคิดว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านพ่อ ต่อให้ท่านพ่อลำเอียงรักใคร่แค่เพียงเจ้า ท่านพ่อก็ไม่มีทางปล่อยให้เขาตาย คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายเขาต้องมาตายเพียงเพราะต้องการช่วยเหลือข้า”
ซูหรงหรงเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา หยาดโลหิตที่ไหลลงมาจากริมฝีปากของนางทำให้สีหน้าของเซียวเทียนเช่อพลันมืดมนลงไป
“ปี้เถา เจ้ารีบเข้าไปดูแลนายหญิงของเจ้า ข้าจะส่งแพทย์หลวงมาดูอาการของนาง”
เมื่อเอ่ยจบเขาก็ถอดเสื้อคลุมกันลมที่ปักลวดลายมังกรของตนเองออกแล้วนำมาคลุมร่างของซูหรงหรงเอาไว้ ความอ่อนโยนของเขาทำให้ซูเถียนเถียนกำฝ่ามือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ แต่ซูหรงหรงกลับยังคงมีสีหน้าเลื่อนลอยอยู่เช่นเดิม
“ฮองเฮาเจ้าจงตามข้ามาเถิด มีหลายเรื่องที่พวกเราต้องคิดบัญชีกัน” เมื่อเอ่ยจบเขาก็ส่งสายตาที่ทำให้ซูเถียนเถียนไม่กล้าขัดขืน หลังจากที่เซียวเทียนเช่อและซูเถียนเถียนเดินออกไป ปี้เถาก็รีบเข้าไปช่วยประคองร่างของซูหรงหรงขึ้นมาจากพื้นในทันที
ท่ามกลางความอึมครึมในจวนหย่งอันโหว ซูหรงหรงเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนหลันฮวา แม้ว่าฉินอ้ายฉิงจะพยายามสร้างความลำบากใจให้นาง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาข้องเกี่ยวในเรือนหลันฮวาได้ ซูอี้เหวินยังไม่กล้าลงมือนางที่เพิ่งจะเข้าจวนมาก็ทำได้แค่เพียงหาเรื่องซูหรงหรงเล็กๆ น้อยเพื่อเอาอกเอาใจซูอี้เหวินและซูเถียนเถียนเพียงเท่านั้นเพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันพิธีปักปิ่นของซูหรงหรง แม้จะเป็นพิธีสำคัญในชีวิตสตรี แต่ด้วยสถานการณ์ภายในจวนหย่งอันโหวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง งานจึงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่ได้เชิญแขกเหรื่อมากมายดังเช่นชาติที่แล้วทว่าแม้จะเรียบง่าย กลับไม่ได้หมายความว่าจะขาดความมีเกียรติ ผู้อาวุโสฝ่ายสตรีของสกุลซูและสกุลจ้าวล้วนพร้อมใจกันเดินทางมาด้วยตนเองเพื่อทำพิธีหวีผมและปักปิ่นให้แก่หลานสาวอย่างซูหรงหรงภายในโถงพิธีที่เต็มไปด้วยกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ลอยกรุ่นไปทั่วทั้งโถงพิธี ซูหรงหรงสวมชุดกระโปรงสีแดงอ่อนปักลายบุปผาทองคำ เส้นผมดำขลับยาวสลวยถูกหวีอย่างประณีต สตรีชราจากสกุลซูยืนอยู่ด้านหลังนาง ก่อนจะยกหวีงาช้างขึ้นและกล่าวคำอวยพรตามธรรมเนียม“หวีครั้งแรก ขอให้สุขสบายไร้ทุกข์ภัย”“หวีครั้งที่สอง ข
ซูหรงเจ๋อเดินไปนั่งลงตรงหน้าซูหรงหรงแล้วจึงเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ“ท่านพ่อทำผิดต่อท่านแม่ก็จริง แต่กับพี่หญิงเขาก็หาได้โหดร้าย”“เขาโหดร้ายกับข้า เพียงแค่เจ้ามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นเพียงเท่านั้น อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เองว่าเพราะเหตุใดข้าจึงได้แค้นท่านพ่อนัก”คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูหรงเจ๋อขมวดคิ้ว แต่เมื่อคิดว่าพี่หญิงของเขาเป็นคนที่ไม่ว่าทำสิ่งใดก็ล้วนถูกต้องในสายตาของเขา เขาจึงไม่เคยคิดจะคัดค้านทุกการกระทำของนาง“หรงเจ๋อ เจ้าวางใจเถิดสินเดิมของท่านแม่ ข้าแบ่งส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อเตรียมให้เจ้านำไปใช้เป็นสินสอดสู่ขอเจ้าสาวในวันหน้าแล้ว”คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูหรงเจ๋อยิ้มออกมาอย่างขัดเขินในทันที“ไม่ต้องแบ่งหรอก ถึงอย่างไรจวนหย่งอันโหวก็ไม่ได้ยากจน ท่านพ่อเป็นคนรักหน้าตาถึงเพียงนั้นไม่มีทางไม่เตรียมสินสอดให้ข้าแน่”“ข้าไม่กล้าเชื่อใจท่านพ่อหรอก เจ้าเองก็อย่าได้เชื่อใจเขา จงระมัดระวังเขาเอาไว้ อย่าได้คิดว่าเจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา แล้วเขาจะไม่ทำอันใดเจ้า เจ้าจำคำพูดของพี่เอาไว้เถิด ท่านพ่อของพวกเราไม่ใช่คนที่จะไว้ใจได้จริงๆ”เมื่อซูหรงหรงเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูหรงเจ๋อก็พยักหน้า
หลังจากซูหรงหรงได้รับราชโองการพระราชทานสมรสกับองค์ชายสาม ข่าวมงคลที่ควรนำมาซึ่งความยินดีกลับกลายเป็นต้นเหตุแห่งความกระวนกระวายใจของซูอี้เหวินนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาไม่เคยรู้สึกสบายใจได้เลยแม้แต่วันเดียว บุตรสาวที่เคยอยู่ในกำมือกำลังจะกลายเป็นพระชายาขององค์ชายสาม สินเดิมของจ้าวซินหรูเขายังไม่ทันได้โยกย้าย หากมีองค์ชายสามเข้ามาเกี่ยวข้องเขาคงไม่อาจจะโยกย้ายสินเดิมของจ้าวซินหรูมาเป็นของเขาได้ดังใจคิดยิ่งคิดซูอี้เหวินก็ยิ่งกลัดกลุ้ม สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเริ่มลงมือชิงอำนาจการดูแลจวนกลับคืนมา ภายในห้องโถงใหญ่ของเรือนหลัก ซูอี้เหวินเรียกซูหรงหรงเข้าพบ ตั้งใจจะใช้ความเป็นบิดากดดันให้ซูหรงหรงปล่อยวางอำนาจการดูแลจวน“อีกไม่กี่เดือนเจ้าก็จะปักปิ่นแล้ว ปีหน้าก็ต้องแต่งออกจากจวนไปเป็นพระชายาขององค์ชายสาม การดูแลเรือนหลังของจวนหย่งอันโหวไม่ควรอยู่ในมือเจ้าอีกต่อไป”ซูหรงหรงนั่งจิบชาอย่างสงบ“แล้วท่านพ่อคิดจะมอบให้ผู้ใดดูแลหรือเจ้าคะ”ซูอี้เหวินเอ่ยออกมาตามที่คิดเอาไว้“เถียนเถียนก็เติบใหญ่แล้ว นางสามารถช่วยแบ่งเบาภาระได้”แต่ก่อนที่เขาจะพูดต่อ ซูหรงหรงกลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ“น้องสาวก็ต้องแต่
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวคราวจากงานเลี้ยงชมบุปผาขององค์หญิงใหญ่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ผู้คนต่างกล่าวขานถึงคุณหนูใหญ่จวนหย่งอันโหว ซูหรงหรง ผู้เคยถูกมองว่าเป็นสตรีดุร้ายและหยาบคาย กลับแสดงฝีมือการบรรเลงพิณได้อย่างน่าตกตะลึงบทเพลงที่นางบรรเลงในงานเลี้ยงยังคงถูกผู้คนหยิบยกขึ้นมาพูดถึงไม่ขาดสาย“ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่จวนหย่งอันโหวบรรเลงพิณจนแม้แต่องค์หญิงใหญ่ยังเอ่ยปากชื่นชม”“ไม่ใช่แค่นั้น ได้ข่าวว่านางยังได้รับพิณโบราณเป็นรางวัลอีกด้วย”"พิณโบราณตัวนั้นเป็นของล้ำค่าที่ราชบุตรเขยเฉินเจียหลินโปรดปรานมากที่สุด"ภายในจวนหย่งอันโหว ซูอี้เหวินที่กำลังดื่มชาอยู่ในห้องหนังสือ เดิมทีมีสีหน้าพึงพอใจไม่น้อยเมื่อได้ยินว่าชื่อเสียงของบุตรสาวคนโตกลับมาดีขึ้นอีกครั้งอย่างไรเสีย ซูหรงหรงก็ยังเป็นบุตรสาวของเขา ชื่อเสียงของนางย่อมส่งผลดีต่อจวนหย่งอันโหวด้วย แต่เมื่อได้ยินคำว่า “พิณโบราณของราชบุตรเขยเฉินเจียหลิน” สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป มือที่ถือถ้วยชาชะงักค้าง แววตาค่อย ๆ มืดลงเฉินเจียหลิน... ชื่อที่เขาไม่อยากได้ยินมากที่สุดในชีวิต แม้ว่าจ้าวซินหรูจะจากไปนานหลายปีแล้ว แต่เรื่องราวในอดีตกลับยังคงเป











