หน้าหลัก / รักโบราณ / หงส์ทวงปีก / บทที่ 6 หมาป่าตาขาว

แชร์

บทที่ 6 หมาป่าตาขาว

ผู้เขียน: BigM00N
last update วันที่เผยแพร่: 2026-06-26 13:30:48

หิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น ปกคลุมทั่วทั้งจวนหย่งอันโหวด้วยผืนสีขาวสะอาด ภายในเรือนมู่ตาน ซูเถียนเถียนนั่งกำผ้าเช็ดหน้าแน่นอยู่ในมือ ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและไม่เต็มใจ นางไม่ชอบซูหรงหรง ตั้งแต่เล็กจนโต นางได้ยินมารดาพูดถึงคุณหนูใหญ่ผู้นี้อยู่เสมอ

ซูหรงหรงเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของอดีตฮองเฮาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เป็นคู่หมั้นขององค์ไท่จื่อ เป็นสตรีที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้คนทั้งเมืองหลวง และยังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาหลวงอีกด้วย ทุกอย่างที่ซูหรงหรงมี ล้วนเป็นสิ่งที่ซูเถียนเถียนใฝ่ฝันอยากได้

“เถียนเถียน”

เสียงของต่งเยว่ซินดังขึ้นเบา ๆ

“เจ้าจงอย่าลืมถ้อยคำที่แม่เคยสอนเจ้า”

ซูเถียนเถียนเงยหน้ามองมารดา

“หากเจ้าไม่อยากเป็นสตรีต่ำต้อยเช่นแม่ เจ้าก็ต้องพยายามปีนป่ายขึ้นไปให้สูงที่สุด เท่าที่เจ้าจะทำได้”

ต่งเยว่ซินเอ่ยพลางลูบศีรษะบุตรสาว และจ้องมองบุตรสาวตัวน้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“ต่อให้ต้องก้มหัว ต่อให้ต้องอ้อนวอน ต่อให้ต้องถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี เจ้าก็ต้องยอมสู้อดทน ผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้รับทุกสิ่ง คุณหนูใหญ่ผู้นั้นเจ้าก็ปล่อยให้นางหยิ่งผยองไปเถิด ขอแค่เพียงเจ้าสามารถหาประโยชน์จากนางได้ต่อให้ต้องคุกเข่าอ้อนวอน เจ้าก็ต้องทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับนาง ทำให้นางไว้วางใจ สอนทุกสิ่งที่นางรู้ให้เจ้า ทำให้นางยินยอมมอบของล้ำค่าให้เจ้าได้ยิ่งเป็นเรื่องดี ยามนี้คุณชายน้อยไม่อยู่แล้ว นางอาจจะกำลังเหงาอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เจ้าจะไปทำตัวตีสนิทกับนาง”

ถ้อยคำสั่งสอนของต่งเยว่ซินทำให้ซูเถียนเถียนกัดริมฝีปากแน่น แล้วสุดท้ายนางก็พยักหน้า แม้ว่าในใจจะไม่เต็มใจ แต่ก็ยังเดินออกจากเรือนมู่ตาน มุ่งหน้าไปยังเรือนหลันฮวา ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในเรือนหลันฮวา ความริษยาก็พลันเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของซูเถียนเถียน ภายนอกอากาศหนาวเหน็บจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ภายในเรือนกลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ กระถางไฟหลายกระถางถูกวางเอาไว้ตามมุมห้องกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยที่ปักอยู่ในแจกันหยกขาวลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งล้วนหรูหราและงดงาม

ซูเถียนเถียนเงยหน้ามองไปยังเจ้าของเรือนที่ในยามนี้กำลัง เอนกายอยู่บนเก้าอี้นอนที่ปูด้วยขนสัตว์สีขาวสะอาด เพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าขนสัตว์สีขาวผืนใหญ่นั้นจะต้องทั้งหนาและนุ่มอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องยื่นมือไปสัมผัสก็รู้ได้ว่าคงอบอุ่นสบายอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาของซูเถียนเถียนพลันฉายแววริษยาออกมาโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าซูหรงหรงย่อมจะมองเห็นปฏิกิริยาทั้งหมดของซูเถียนเถียน นางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเฉื่อยชา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด”

คำถามของซูหรงหรงทำให้ซูเถียนเถียนรีบกดความอิจฉาในใจลง แล้วแสดงสีหน้าใสซื่ออ่อนโยนออกมา

“พี่หญิงใหญ่ ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ทุกคนต่างกล่าวว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาหลวง วันนี้ข้าจึงอยากมาขอร้องท่าน”

ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม

“ขอพี่หญิงได้โปรดสละเวลาสั่งสอนน้องสาวผู้โง่เขลาอย่างข้าด้วยเจ้าค่ะ ต่อให้ข้ามีความสามารถได้เพียงครึ่งหนึ่งของพี่หญิงใหญ่ก็ยังดีเจ้าค่ะ อย่างน้อยยามออกไปข้างนอก ข้าจะได้ไม่ทำให้ท่านขายหน้า”

ทันทีที่ซูเถียนเถียนเอ่ยจบ ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ

ซูหรงหรงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับเย็นชาเสียจนทำให้ซูเถียนเถียนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว

“ซูเถียนเถียน เจ้าคิดมากจนเกินไปแล้ว”

ซูหรงหรงเอ่ยพลางวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ

“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงบุตรสาวที่ถือกำเนิดจากอนุ ไม่มีผู้ใดเอาความสามารถของบุตรสาวอนุมาเปรียบเทียบกับข้าที่เป็นบุตรสาวสายตรงซึ่งถือกำเนิดจากภรรยาเอกหรอก”

“ดังนั้นเจ้าจะโง่หรือฉลาด ก็ไม่เกี่ยวอันใดกับชื่อเสียงของข้า”

ถ้อยคำประโยคนี้ของซูหรงหรงทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเถียนเถียนแข็งค้าง สีหน้าที่พยายามเสแสร้งมานานพลันแตกร้าว ความอัปยศ ความโกรธ และความริษยาที่ถูกกดทับอยู่พลันปะทุขึ้นในทันที

“พี่หญิงใหญ่! ท่านไม่สอนข้าก็ไม่เป็นไร”

ซูเถียนเถียนกำมือแน่นแล้วเงยหน้าขึ้นตะโกนออกมาด้วยความโกรธเคือง

“ข้าจะเรียนรู้ด้วยตนเอง! คอยดูเถิดสักวันหนึ่งข้าจะสร้างชื่อเสียงให้เหนือกว่าท่าน”

“รอจนถึงวันนั้น ท่านจะต้องเสียใจที่เคยปฏิบัติกับข้าเช่นนี้”

คำพูดของนางทำให้ปี้จื่อและปี้เถาที่ยืนอยู่ด้านข้างของซูหรงหรงพลันโกรธจนหน้าแดง บุตรสาวอนุคนหนึ่ง กล้าพูดจาโอหังต่อหน้าคุณหนูใหญ่ถึงเพียงนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่พวกนางเป็นอย่างมาก แต่ติดตรงที่พวกนางเป็นแค่เพียงสาวใช้ จึงไม่อาจเอ่ยแทรกได้

ตรงกันข้าม ซูหรงหรงกลับแค่นหัวเราะ ราวกับกำลังมองเด็กไร้เดียงสาผู้หนึ่ง

“เสียใจหรือ”

นางเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ

“หมาป่าตาขาวอย่างเจ้า ต่อให้วันนี้ข้าทำดีกับเจ้า วันหน้าหากเจ้าได้ดีขึ้นมา ข้าก็เชื่อว่าเจ้าคงยังเกลียดข้าอยู่ดี และสิ่งเดียวที่ข้าจะเสียใจก็คือเสียเวลาทำดีกับคนที่ไม่คู่ควรได้รับความเมตตาอย่างเจ้า”

คำพูดของซูหรงหรงนั้นราวกับคมมีดที่แทงทะลุหัวใจ ซูเถียนเถียนเป็นเพียงเด็กหญิงที่มีอายุเพิ่งจะสิบปีเต็ม แม้ว่านางจะมีจิตใจทะเยอทะยาน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง

เมื่อนางถูกเปิดโปงความคิดทั้งหมดต่อหน้าเช่นนี้ ความอับอายและความคับแค้นจึงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

"ฮือออ" เสียงร้องไห้ดังลั่นออกมา น้ำตาไหลอาบเต็มใบหน้า ซูเถียนเถียนหันหลังแล้ววิ่งออกจากห้องอุ่นทันที

"คุณหนูรอง!" สาวใช้ของนางรีบวิ่งตามไปอย่างร้อนรน ไม่นานนัก ร่างเล็ก ๆ ก็หายลับออกไปจากเรือนหลันฮวา ภายในห้องอุ่นจึงกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง

ปี้เถาเม้มริมฝีปากแน่นแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูรองผู้นี้แม้ว่าอายุจะยังน้อย แต่จิตใจกลับไม่น่าคบหาเลยเจ้าค่ะ"

ปี้จื่อพยักหน้าเห็นด้วย

"นางมาขอความช่วยเหลือแท้ ๆ แต่กลับกล้าพูดจาข่มขู่คุณหนู"

ซูหรงหรงเพียงยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ สายตาของนางทอดมองเกล็ดหิมะที่กำลังร่วงหล่นนอกหน้าต่าง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะเย็นชา

ในชาติก่อน นางเคยหลงเชื่อความไร้เดียงสาของซูเถียนเถียน เคยช่วยเหลือ เคยปกป้อง และเคยมอบโอกาสมากมายให้เด็กคนนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมา คือมีดที่แทงเข้ากลางหลัง

“คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นหมาป่า ไม่ว่าเจ้าจะเลี้ยงดูมันดีเพียงใด สุดท้ายมันก็ยังจะหันมากัดเจ้าด้วยคมเขี้ยวของมันอยู่ดี” นางเอ่ยพึมพำออกมาพลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองดอกเหมยที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น

ไม่นานหลังจากนั้นซูอี้เหวินก็พาซูเถียนเถียนและต่งเยว่ซินมาที่เรือนหลันฮวาของนาง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเคืองของซูอี้เหวินทำให้ซูหรงหรงมีรอยยิ้มบางเบาอยู่บนใบหน้า

“ซูหรงหรง เจ้าจงคุกเข่าลงต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้”

เสียงตะคอกของซูอี้เหวินทำให้สาวใช้ภายในเรือนคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ไม่ทราบว่าลูกทำความผิดใด เหตุใดท่านพ่อจึงไม่สอบถามลูกก่อนที่จะสั่งให้ลูกคุกเข่ากันเล่าเจ้าคะ”

คำถามของนางทำให้สีหน้าของซูอี้เหวินยิ่งทวีความโกรธเคืองมากยิ่งขึ้น

“เจ้าดุด่าน้องสาวของเจ้าบอกว่านางเป็นหมาป่าตาขาว หรงหรง น้องสาวของเจ้าอายุน้อยถึงเพียงนี้เจ้าจะเมตตานางสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ”

คำถามของเขาทำให้ซูหรงหรงพยักหน้า

“เหตุใดลูกจึงจะไม่เมตตากันเล่าเจ้าคะ นางมาหาลูกท่ามกลางอากาศหนาวเย็นลูกก็รีบให้คนพานางเข้าไปในเรือน พอไปถึงก็มาขอให้ลูกสอนนาง นางบอกว่าอยากเก่งให้ได้สักครึ่งของลูกวันหน้าพอออกนอกจวนลูกจะได้ไม่ขายหน้าที่มีนางเป็นน้องสาว ลูกก็แค่บอกกับนางตามตรงว่านางเป็นบุตรสาวของอนุไม่มีผู้ใดคิดจะเอานางมาเปรียบเทียบกับลูกผู้เป็นบุตรสาวของภรรยาเอกหรอก”

คำพูดของนางไม่เพียงทำให้ซูอี้เหวินโกรธเคือง แม้แต่ต่งเยว่ซินก็แสร้งทำสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ต่อไปไม่ไหวแล้ว

“ลูกเอ่ยเตือนนางตามความเป็นจริง คิดไม่ถึงว่านางจะบอกกับลูกว่าวันหน้าถ้านางได้ดีขึ้นมาลูกจะต้องเสียใจ ลูกจึงได้บอกกับนางตามตรงว่า นิสัยที่เหมือนหมาป่าตาขาวเช่นนางลูกไม่เสียใจหรอก เพราะถ้าการกระทำเช่นนี้ของนางต่อให้ลูกทำดีด้วยสุดท้ายนางก็จะเนรคุณอยู่ดี”

คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูอี้เหวินมีสีหน้ามืดครึ้มมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนซูเถียนเถียนร้องไห้เสียงดังออกมาอีกครั้งและครั้งนี้มีต่งเยว่ซินมายืนบีบน้ำตาอยู่ข้างๆ นางอีกด้วย

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 66 พรั่งพร้อมทั้งโชคลาภและวาสนา (จบ)

    เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องอยู่หน้ากำแพงเมืองหลวงเงียบสงัดลงแล้วสงครามชิงบัลลังก์ที่สั่นสะเทือนแคว้นต้าเซิ่งจบสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพกบฏถูกทำลายจนราบคาบ ผู้ที่เคยคิดช่วงชิงบัลลังก์ล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนกระทำภายในท้องพระโรงใหญ่ เซียวจวินฮ่องเต้ประทับอยู่เหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ยังคงซีดเซียวจากพระอาการประชวร แต่พระเนตรกลับเฉียบคมราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้ขุนนางทั้งราชสำนักคุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างพร้อมเพรียง ราชโองการฉบับแล้วฉบับเล่าถูกประกาศออกมา“องค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อ สมคบคิดก่อกบฏ คิดลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ทำลายบ้านเมือง ความผิดร้ายแรงเกินอภัย”“ถอดถอนจากตำแหน่งไท่จื่อ ริบบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ลดฐานะเป็นสามัญชน”“ส่งตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอการลงทัณฑ์”เมื่อราชโองการจบลง ขุนนางทั้งหลายต่างก้มศีรษะต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา จากองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง กลายเป็นเพียงนักโทษกบฏในชั่วข้ามคืนจากนั้นราชโองการอีกหลายฉบับก็ตามมา สกุลเจียงมีความผิดฐานสนับสนุนกบฏประหารทั้งสกุล ทรัพย์สินทั้งหมดถูกริบเข้าคลังหลวง สกุลเจียงที่เคยรุ่งเรืองมาหลายสิบปีถูกลบชื่อออกจากหน้าประว

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 65 กบฏนอกกำแพงเมือง

    เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นต้าเซิ่ง นอกกำแพงเมืองหลวง กองทัพขององค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน ธงรบสีดำของไหวกั๋วกงโบกสะบัดอยู่กลางสายลม กองทหารม้าหนักและทหารราบนับหมื่นยืนเรียงรายดุจกำแพงเหล็ก ขวางเส้นทางทั้งหมดเอาไว้เดิมทีเซียวเทียนเช่อคิดจะอาศัยความรวดเร็วบุกเข้ายึดเมืองหลวง ขอเพียงเข้าสู่พระราชวังได้ ทุกอย่างก็จะจบลง แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเซียวจวินฮ่องเต้จะเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว ยิ่งคิดไม่ถึงว่าเซียวจิ่นอันจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้กำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่าน ด้านบนกำแพงเมืองเซียวจิ่นอันยืนอยู่ในชุดเกราะสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับน้ำแข็งข้างกายของเขาคือจ้าวซินหยวน และเหล่าขุนนางฝ่ายทหารส่วนด้านล่างกำแพงเมือง เจียงเจียวจูและมู่เหยาถูกควบคุมตัวเอาไว้ สองสตรีตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาว พวกนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะมีวันที่ถูกใช้เป็นตัวประกันเช่นนี้ แม่ทัพสกุลเจียงและแม่ทัพสกุลมู่ต่างมีสีหน้าซีดเผือด ถึงแม้จะรู้ว่าการก่อกบฏเป็นความผิดมหันต์ แต่พวกเขาก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่เมื่อได้เห็นว่าสตรีในสกุลถูกนำตั

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 64 องค์ไท่จื่อก่อกบฏ

    เซียวจิ่นอันมองออกว่าเซียวจวินฮ่องเต้กำลังตั้งพระทัยบีบบังคับให้องค์ไท่จื่อก่อกบฏ พระประสงค์ของเซียวจวินฮ่องเต้เขาพร้อมจะสนับสนุนความโปรดปรานที่เซียวจวินฮ่องเต้มีต่อบุตรชายของเขาคือเรื่องจริงไท่จื่อเฟยจากสกุลเจียงประพฤติตนไม่เหมาะสมก็คือเรื่องจริงคนสกุลเจียงสอนบุตรหลานไม่ดี ยามนี้ยังกล้าทัดทานการพระราชทานรางวัลของเซียวจวินฮ่องเต้อีกก็คือเรื่องจริงไม่ว่าอย่างไรสกุลเจียงก็กำเริบเสิบสานจนเกินไปมากจริงๆ ต่อให้เซียวจวินฮ่องเต้ไม่ลงโทษ แต่คนที่กล้าล่วงเกินพระชายาของเขาอย่างคนสกุลเจียง เซียวจิ่นอันย่อมไม่คิดจะปล่อยคนสกุลเจียงไปอยู่แล้วท่ามกลางคลื่นลมในราชสำนัก สถานที่ที่สามารถเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุดสำหรับเซียวจิ่นอันก็คือตำหนักบูรพา ยิ่งนานวันองค์ชายน้อยอย่างเซียวเฟยหลงก็ยิ่งน่ารักขึ้นทุกวัน ใบหน้าที่เคยยับย่นของเซียวเฟยหลงผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็อวบอิ่ม นุ่มนิ่มและหอมกรุ่นส่วนซูหรงหรงนั้นพอเป็นมารดาแล้วสายตาของนางพลันดูอ่อนโยนลง สีหน้าที่เคยเย็นชาของนางดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน เขาพยายามดูแลเซียวเฟยหลงด้วยตนเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ซูหรงหรงต้องตรากตรำเลี้ยงดูเซียวเฟยหลงมากจนเกินไป“ทำไมยิ่

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 63 เปลวไฟแห่งความทะเยอทะยาน

    เซียวจวินฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองซูหรงเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง“หย่งอันโหวยามนี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว พี่เขยของเจ้าต้องการการสนับสนุนจากสกุลซ่ง หากเจ้าเกี่ยวดองกับสกุลซ่งได้ก็คงจะช่วยสานความสัมพันธ์ของเขากับสกุลซ่งให้แนบแน่นขึ้นอีกชั้น”พระองค์หยุดไปเล็กน้อย“หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้การหมั้นหมายที่มารดาของเจ้าเคยตกลงกับสกุลซ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง”ซูหรงเจ๋อรีบขานรับออกมาในทันที“ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย วันพรุ่งนี้กระหม่อมจะรีบส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลซ่งเพื่อพูดถึงการหมั้นหมายระหว่างกระหม่อมกับคุณหนูซ่งในทันทีพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดของเขาทำให้รอยแย้มพระสรวลพลันปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ของเซียวจวินฮ่องเต้“ดี!”“วันพรุ่งนี้ข้าจะมอบตำแหน่งขุนนางในกรมอาลักษณ์ให้เจ้า เจ้าจะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่ได้หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเองแล้ว”ซูหรงเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความยินดี“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งแม้จะเป็นเพียงตำแหน่งทั่วไปในกรมอาลักษณ์ แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือก้าวแรกของชีวิตขุนนางอย่างแท้จริงยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขากลายเป

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 62 คำมั่นของกษัตริย์

    จวบจนเลยเวลาปิดประตูวังไปแล้ว ทั้งจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อต่างก็ยังคงรั้งอยู่ในวังโดยไม่สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น ทางตำหนักหยางซินส่งขันทีมาสอบถามหลายครั้งว่าพระชายาขององค์ชายสามเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเซียวจวินฮ่องเต้ทรงได้ยินว่าอาการไม่ค่อยจะดีนักหลังจากสะสางฎีกาไปกว่าครึ่งแล้วจึงทรงเสด็จมาที่ตำหนักขององค์ชายสามด้วยพระองค์เอง“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธี”เซียวจวินฮ่องเต้ทรงตรัสพลางจ้องมองสีหน้าของเซียวจิ่นอันที่ยามนี้ไร้สีเลือดบนใบหน้าไปนานแล้ว“วาสนาการครองคู่ของชายหญิง วาสนาการเป็นบุตรธิดากันก็ล้วนเป็นเช่นนี้ อันเอ๋อร์เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ฟ้ากำหนดมา เจ้าทำสิ่งใดไม่ได้หรอก”ถ้อยคำประโยคนี้ของเซียวจวินฮ่องเต้ทำให้เซียวจิ่นอันหลั่งน้ำตาออกมา เขาส่ายหน้าพลางเดินไปส่งเสียงเรียกซูหรงหรงที่ยามนี้สิ้นไร้เรี่ยวแรงไม่อาจจะส่งเสียงร้องออกมานอกห้องได้นานแล้ว“หรงหรง ข้าต่อสู้เพื่อเจ้ามาตั้งหลายครั้ง ครั้งนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องสู้เพื่อข้าบ้างแล้ว หากเจ้าก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปไม่ได้ ข้าก็พร้อมจะยอมตายไปกับเจ้า”คำพูดของเขาทำให้ซูหรงหรงที่คิดจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความเจ็บปวดพลันกัดริมฝีปา

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 61 กำหนดคลอด

    หลังจากที่เซียวจิ่นอันเอ่ยออกมาตามตรงว่าเขาจะลงมือแย่งชิงอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว ซูหรงหรงก็ไม่ได้รับฟังรายงานข่าวของตำหนักบูรพาจากคนของหน่วยอวิ๋นเจี้ยนอีกเรื่องราวในตำหนักบูรพาโสมมเกินไป นางที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่ควรฟังมากจนเกินไปอาจจะทำให้จิตใจของนางหดหู่ได้ อีกทั้งหากนางไม่ฟังหน่วยอวิ๋นเจี้ยนก็จะยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของตำหนักบูรพาแล้วนำมารายงานเซียวจิ่นอันอยู่ดี และคนอย่างเขาก็ไม่คิดจะอยู่เฉยแน่หากตำหนักบูรพาพุ่งเป้าการโจมตีมาที่เขาและนางซูหรงหรงบำรุงครรภ์อย่างสงบจนครบเดือนที่จะคลอดตำหนักของนางก็ได้ต้อนรับแขกที่นานๆ ครั้งจะได้มาเยี่ยมเยียนนางอย่างจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อ พอพวกเขาได้ยินว่านางใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าวางใจ นอกจากจะหมั่นส่งตัวเฉินเจียอินเข้าวังมาเยี่ยมเยียนนางที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยามนี้พวกเขาถึงกับมาเยี่ยมเยียนนางด้วยตนเองเลยทีเดียว“น้าสะใภ้บอกกับพวกกระหม่อมว่าครรภ์ของพระชายาใกล้ครบกำหนดคลอดแล้ว พวกกระหม่อมก็เลยร้อนใจ พากันมาขอเข้าเฝ้าพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”ซูหรงเจ๋อเอ่ยออกมาตามตรง เมื่อได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของซูหรงหรง“อยู่ๆ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status