로그인คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันที ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น ส่วนเซี่ยเยว่หลันกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด “นำมาให้ข้า” ขันทีคลานเข่าเข้ามาแล้วส่งเอกสารให้ เซี่ยเยว่หลันรับมา กระดาษหลายแผ่นถูกมัดรวมกันอย่างเรียบร้อย ตราประทับสีแดงของคลังหลวงยังคงชัดเจน ไม่มีร่องรอยการถูกเปิดมาก่อน นางคลายเชือกออกช้าๆ แผ่นแรก...ไม่มีอะไร นางเปิดอ่านเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นที่สาม ปลายนิ้วของนางหยุดนิ่งสามแสนตำลึงยอดเงินจำนวนนี้ทำให้หัวใจของเซี่ยเยว่หลันกระตุกอย่างแรง นางอ่านตั้งแต่ต้นอีกครั้งสามแสนตำลึง เงินสำหรับการจัดเตรียมเสบียงที่เกี่ยวข้องกับกองทัพตะวันตก วันที่เบิกจ่าย รายชื่อผู้รับผิดชอบ ตราของหน่วยงานทุกอย่างดูเป็นเอกสารทางการตามปกติ แต่เมื่อสายตาของนางเลื่อนไปถึงช่องสถานที่รับเรื่อง...นิ้วมือของเซี่ยเยว่หลันเย็นเฉียบ ตำหนักจี้เห่อของนางเงียบไปนาน “เหนียงเหนียง?” ขันทีเรียกอย่างไม่แน่ใจ เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ตอบ นางพลิกเอกสารกลับไปกลับมา ตรวจตราประทับอีกครั้ง จากนั้นจึงไล่สายต
ชิงหลัวรับคำ ก่อนจะถวายความเคารพแล้วถอยออกไป ประตูตำหนักถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา เสียงฝีเท้าของนางค่อยๆ ห่างออกไปตามระเบียง จนในที่สุดก็เหลือเพียงเสียงลมยามเย็นที่พัดผ่านชายคา เซี่ยเยว่หลันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วเรียวแตะขอบถ้วยชาเบาๆ ทว่ากลับไม่ได้ยกมันขึ้นดื่มอีก สายตาของนางทอดนิ่งไปยังประตูที่ปิดสนิท มู่เฟย...เหตุใดสตรีผู้นี้จึงเลือกมาหานางในเวลานี้ หากต้องการเตือนจริง นางสามารถไปทูลฮ่องเต้ได้ หากต้องการปกป้องบิดา นางยิ่งไม่ควรนำเรื่องนี้มาบอกแก่กุ้ยเฟย แต่ถ้าทั้งสองอย่างไม่ใช่...แล้วสิ่งที่มู่เฟยต้องการจากนางคืออะไร เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ ถอนหายใจ ก่อนจะเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคู่สวยหลุบลงเล็กน้อย นางไม่ชอบความรู้สึกนี้ความรู้สึกที่เหมือนกำลังเดินอยู่บนพื้นน้ำแข็งบางๆ โดยไม่รู้ว่าจุดใดจะเกิดรอยร้าว ที่สำคัญ...นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่อยู่ใต้พื้นน้ำแข็งกำลังรอให้นางตกลงไปหรือไม่ “เหนียงเหนียง” เสียงชิงหลัวดังขึ้นจากด้านนอกอีกครั้ง เซี่ยเยว่หลันเงยหน้า “เข้ามา” ชิงหลัวเดินกลับเข้ามา ก่อนจะปิดประตูด้านหลังให้สนิท
ห้องที่เจ็ด...นางจำได้ดีว่าคำนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใด อีกทั้งบัญชีเงินหกแสนตำลึง กุญแจที่หายไปและเอกสารบางส่วนที่เคยถูกตรวจสอบแล้วกลับไม่พบความผิดปกติ แต่เหตุใดมู่เฟยจึงเป็นคนมาบอกนาง เซี่ยเยว่หลันไม่ได้รีบร้อนถามต่อ นางเพียงมองใบหน้าของสตรีตรงหน้าอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังพยายามอ่านสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังดวงตาคู่นั้น มู่เฟยเองก็ไม่ได้หลบสายตา ทว่านิ้วมือที่กำชายแขนเสื้อกลับเกร็งขึ้นเล็กน้อย “เจ้ามาบอกข้าเรื่องนี้เพราะเหตุใด?” มู่เฟยเม้มริมฝีปาก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เพราะหม่อมฉันกลัวเพคะ” “กลัวอะไร?” “กลัวว่าท่านพ่อกำลังทำเรื่องที่ไม่ควรทำ” เซี่ยเยว่หลันยังคงมองนาง “ถ้าเจ้ากลัวเขา เหตุใดจึงไม่ไปบอกฮ่องเต้?” คำถามนั้นทำให้สีหน้าของมู่เฟยเปลี่ยนไปเพียงชั่วครู่ สั้นมาก...แต่สั้นนั้นกลับไม่รอดพ้นสายตาของเซี่ยเยว่หลัน “หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในวัง จะไปทูลเรื่องของบิดาต่อหน้าฝ่าบาทได้อย่างไรเพคะ อีกอย่าง...” มู่เฟยก้มหน้าลง “หากเรื่องนี้ไม่มีอะไรจริง ท่านพ่อคงไม่ปล่อยหม่อมฉันไว้แน่” คำตอบฟังดูสมเหตุสม
เซี่ยเยว่หลันเดินลงจากบันไดหน้าตำหนักเฉียนชิงอย่างช้าๆ ทว่าเพียงก้าวพ้นเขตตำหนักได้ไม่กี่ก้าว นางกลับหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง ลมยามสายพัดชายกระโปรงให้ไหวเบาๆ กลิ่นกำยานจากตำหนักเฉียนชิงยังคงติดอยู่ปลายจมูก แต่สิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดกลับเป็นเพียงประโยคเดียว 'ปล่อยให้หลักฐานพร้อมค่อยจัดการ' หลักฐานพร้อม...หมายความว่าอย่างไร หลี่จิ้งเหยียนกำลังรอหลักฐานอะไรอยู่ เซี่ยเยว่หลันหลุบตาลง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ นางไม่ควรคิดเรื่องนี้ต่ออย่างน้อยตอนนี้ไม่ควรเพราะงานพระราชสมภพอยู่ตรงหน้า และหากนางต้องการรู้ว่าคนในเงามืดกำลังคิดจะทำอะไร นางก็จำเป็นต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเดิม บางครั้งการทำตัวเหมือนไม่รู้...อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นพยายามซ่อน “เหนียงเหนียง” เสียงชิงหลัวดังขึ้นจากด้านหลัง เซี่ยเยว่หลันหันกลับไป “มีอะไร?” “ฝ่ายพิธีการส่งคนมารอรับคำสั่งอยู่ที่ตำหนักเพคะ บอกว่าต้องการให้เหนียงเหนียงตรวจสอบการจัดโต๊ะพระกระยาหารอีกครั้ง” “ไปกันเถิด” นางไม่ถามอะไรอีก จากตำหนักเฉียนชิงไป
“หม่อมฉันมีเหตุผลให้สงสัย” “เหตุผลของเจ้าหรือ?” เซี่ยเยว่หลันจึงเล่าเรื่องบัญชีหกแสนตำลึง ห้องที่เจ็ด กุญแจที่หายไป รวมถึงคนที่นางเพิ่งช่วยเอาไว้ นางไม่ได้เล่าทุกอย่าง แต่เลือกเฉพาะสิ่งที่คิดว่าจำเป็น หลี่จิ้งเหยียนฟังจนจบโดยไม่ขัดแม้แต่ครั้งเดียวเมื่อฟังจบ พระองค์เพียงเอ่ยว่า “อย่าเพิ่งกล่าวหามู่จิ้งเหวิน” เซี่ยเยว่หลันขมวดคิ้ว “เพราะอะไรเพคะ?” “เพราะตอนนี้หลักฐานที่เจ้ามี ยังเชื่อมเขาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น” “แต่เขามีอำนาจเกี่ยวข้องกับคลังหลวง ไม่มีทางที่จะไม่ใช่เขาเพคะ” “ใช่ เจ้ามีสิทธิ์จะคิดเช่นนั้น” “ทั้งเรื่องบัญชีเงินหกแสนตำลึงเกี่ยวข้องกับคนจากสกุลมู่” “ใช่” “ส่วนกุญแจห้องที่เจ็ดก็หายไปในช่วงเวลาเดียวกัน” หลี่จิ้งเหยียนนิ่ง เซี่ยเยว่หลันจึงก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกเล็กน้อย “ฝ่าบาทยังคิดว่าหม่อมฉันไม่ควรสงสัยเขาหรือเพคะ หรือแท้จริงแล้วฝ่าบาทเองกำลังปกปิดบางอย่างให้พวกสกุลมู่?” พระองค์ทอดพระเนตรนางนิ่ง “ข้าจะถือว่าเซี่ยกุ้ยเฟยมิเคยพูดคำเมื่อครู่แก่ข้าแล้วกัน”
เสียงนกจากสวนด้านนอกปลุกเซี่ยเยว่หลันขึ้นจากนิทรา แสงอรุณสีทองอ่อนลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาเป็นริ้วบางๆ กลิ่นดอกเหมยจากสวนลอยมากับสายลมเย็น ทั่วทั้งวังหลวงเริ่มมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของนางกำนัลดังไปตามระเบียง เสียงขันทีประกาศเปลี่ยนเวรดังอยู่ไกลๆและเหนือเสียงทั้งหมดนั้น... คือเสียงกลองยามเช้าที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ เซี่ยเยว่หลันลืมตาขึ้นช้าๆ คืนที่ผ่านมาเหมือนยาวนานกว่าปกติ นางนั่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า วันนี้ต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หัวใจของนางไม่ได้เต้นแรงเพราะความรู้สึกของหญิงสาวที่กำลังจะพบสามีแต่เพราะคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ นางไม่รู้ว่าหลี่จิ้งเหยียนจะตรัสสิ่งใดและไม่รู้ว่าพระองค์จะปิดบังอะไรจากนางอีก หลังจากแต่งตัวเสร็จ เซี่ยเยว่หลันเดินออกมาด้านนอก อาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้แล้ว แต่วันนี้นางแทบไม่มีความอยากอาหาร “เหนียงเหนียง” ชิงหลัวเดินเข้ามาถวายความเคารพ “หม่อมฉันเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วเพคะ” “ดี” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า ก่อนเดินออกจากตำหนัก นางหยุดมองสวนเบื้องหน้าเพียงชั่วครู่ ดอกเหมยกำล







